จากรายงานสถิติการรักษาพยาบาลภายใต้ระบบประกันสุขภาพไต้หวัน ประจำปี พ.ศ. 2567 ของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ พบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคต้อหิน(Glaucoma) ในไต้หวันพุ่งสูงกว่า 525,000 ราย และมีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 5% ต่อปี โดยอิทธิพลจากภาวะสายตาสั้นรุนแรงและการใช้งานผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (3C) เป็นเวลานาน ส่งผลให้มีผู้ป่วยต้อหินที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี สูงถึง 122,659 ราย หรือคิดเป็น 23.3% ของผู้ป่วยทั้งหมด หรือประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยต้อหินเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่
นายแพทย์หลวี่ต้าเหวิน (呂大文) ประธานสมาคมดูแลผู้ป่วยต้อหินแห่งไต้หวัน และแพทย์ประจำแผนกต้อหิน โรงพยาบาลสามเหล่าทัพ (Tri-Service General Hospital) กล่าวว่า ต้อหินเป็นโรคตาเรื้อรังที่นำไปสู่การเสื่อมสภาพของเส้นประสาทตาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหายแล้วจะไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้ โดยจากการคาดการณ์ทางคลินิกพบว่ามีผู้ป่วยประมาณ 50-80% ไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคดังกล่าว และหลายคนมักตรวจพบโดยบังเอิญในระหว่างการตรวจสุขภาพหรือเมื่อไปพบแพทย์ด้วยอาการทางตาอื่นๆ
หลายคนเข้าใจผิดว่าหากความดันตาปกติ แสดงว่าตาไม่มีปัญหา แต่ในความเป็นจริงชาวเอเชียถึง 85% เป็นต้อหินชนิดความดันตาปกติ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 40% นายแพทย์หลวี่ระบุว่า กุญแจสำคัญในการควบคุมโรคต้อหินไม่ใช่เพียงแค่ระดับความดันตาเท่านั้น แต่คือการตรวจสอบว่าการทำงานของเส้นประสาทตากำลังแย่ลงหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการตรวจลานสายตา เพื่อหาค่าความเสื่อมของลานสายตา (ค่า MD) จึงจะสามารถควบคุมโรคได้อย่างเหมาะสมและช่วยชะลอการเสื่อมสภาพ เพื่อรักษาการมองเห็นให้เพียงพอต่อการใช้งานไปจนถึงวัยชรา