<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" xmlns:googleplay="http://www.google.com/schemas/play-podcasts/1.0" version="2.0">
  <channel>
    <title>แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่</title>
    <link>https://www.rti.org.tw/th/CombinedProgramPodcastUrl?id=38</link>
    <description><![CDATA[<p>แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่</p>]]></description>
    <category><![CDATA[ Society & Culture ]]></category>
    <category><![CDATA[ Government ]]></category>
    <language>th_TH</language>
    <copyright>Copyright 2018-2026 Rti - For Personal Use Only</copyright>
    <itunes:author>อโศก ศรีจันทร์, อัญชัน ทรงพุทธิ์,Rti</itunes:author>
    <itunes:summary><![CDATA[<p>แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่</p>]]></itunes:summary>
    <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
    <itunes:owner>
      <itunes:name>中央廣播電臺 RTI Radio Taiwan International</itunes:name>
      <itunes:email>rtiwebt@rti.org.tw</itunes:email>
    </itunes:owner>
    <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/9/original/b911d89c-133d-406b-9e9b-04148c3bcef3.jpg" />
    <itunes:category text="Society &amp; Culture" />
    <itunes:category text="Government" />
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=102404</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. กระทรวงแรงงานไต้หวันเผยสถิติการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานปี 2568 พุ่งเกือบ 5,000 คดี "การจ้างงานผิดกฎหมาย" ครองอันดับหนึ่ง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุดและภาวะอัตราการเกิดที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ไต้หวันเผชิญกับการหดตัวของประชากรวัยทำงานในทุกภาคอุตสาหกรรม ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ขั้นตอนการยื่นขออนุญาตตามระบบมีข้อจำกัด จึงเป็นปัจจัยผลักดันให้การจ้างงานนอกระบบขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เกษตรกรว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มจำนวนมากตามไปด้วย (ภาพจาก agriharvest.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากสถิติประจำปี พ.ศ. 2568 พบว่ามีนายจ้างถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงาน และถูกลงโทษปรับรวมทั้งสิ้น 4,884 คดี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 580 คดี โดยในจำนวนดังกล่าว มากกว่า 2,500 คดี เป็นความผิดฐานจ้างงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และการให้ที่พักพิงหรือยินยอมให้แรงงานต่างชาติทำงานอย่างผิดกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความผิดที่พบมากที่สุด คือ การฝ่าฝืนมาตรา 57 วรรค 1 ได้แก่ การจ้างแรงงานต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือใช้ใบอนุญาตที่หมดอายุแล้ว รวม 1,605 คดี เพิ่มขึ้น 56 คดี โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 150,000 ถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน และมีการเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 80 กรณี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อันดับสอง คือ ความผิดตามมาตรา 44 ฐานให้ที่พักพิงหรือยินยอมให้แรงงานต่างชาติทำงานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวม 928 คดี เพิ่มขึ้น 112 คดี มีโทษปรับในอัตราเดียวกัน และเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 137 กรณี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อันดับสาม คือ การฝ่าฝืนมาตรา 57 วรรค 3 ฐานสั่งให้แรงงานต่างชาติปฏิบัติงานนอกเหนือขอบเขตที่ได้รับอนุญาต รวม 426 คดี เพิ่มขึ้น 71 คดี มีโทษปรับ 30,000&ndash;150,000 เหรียญไต้หวัน และต้องดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด มิเช่นนั้นอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งมีแล้ว 10 กรณี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เกษตรกรว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มจำนวนมากตามไปด้วย (ภาพจาก agriharvest.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อันดับสี่ คือ ความผิดตามมาตรา 57 วรรค 4 ฐานโยกย้ายแรงงานต่างชาติไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่นอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต รวม 206 คดี เพิ่มขึ้น 83 คดี มีโทษปรับ 30,000&ndash;150,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 14 กรณี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อันดับที่ห้า คือ ความผิดตามมาตรา 57 วรรค 5 ฐานไม่จัดให้แรงงานต่างชาติเข้ารับการตรวจสุขภาพตามกำหนด หรือไม่รายงานผลการตรวจต่อหน่วยงานสาธารณสุข รวม 115 คดี เพิ่มขึ้น 5 คดี มีโทษปรับ 60,000&ndash;300,000 เหรียญไต้หวัน ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง จำนวนคดีประเภทนี้ได้กลับเข้าสู่ระดับปกติแล้ว ไม่สูงเช่นในช่วงปี พ.ศ. 2564&ndash;2565</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ยังพบความผิดในลักษณะอื่น ได้แก่ การฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงานหรือคำสั่งตามกฎหมายในประเด็นอื่น จำนวน 60 คดี ลดลง 7 คดี มีโทษปรับ 60,000&ndash;300,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาต 31 กรณี ความผิดฐานไม่แจ้งหน่วยงานเมื่อแรงงานต่างชาติขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง จำนวน 37 คดี มีโทษปรับ 30,000&ndash;150,000 เหรียญไต้หวัน และความผิดฐานนำชื่อของตนไปใช้เป็นนายจ้างแทนบุคคลอื่น จำนวน 9 คดี ลดลง 12 คดี มีโทษปรับ 150,000&ndash;750,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาต 5 กรณี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานได้ย้ำเตือนนายจ้างว่า การจ้างแรงงานต่างชาติทุกกรณีจะต้องยื่นขอและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งตรวจสอบเอกสารประจำตัวของแรงงานก่อนการจ้างงานทุกครั้ง งดเว้นการจ้างงานนอกระบบหรือให้ที่พักพิงแก่แรงงานผิดกฎหมาย และห้ามมิให้นำชื่อของตนไปใช้เป็นนายจ้างแทนผู้อื่นโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนกฎหมาย จะถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป </p>
<p class="MsoNormal">2. ชาวไต้หวันแห่ลงชื่อค้านนำเข้าแรงงานอินเดีย ทะลุ 4.1 หมื่นรายใน 7 วัน ถกเดือดระหว่างความปลอดภัยกับการเหยียดเชื้อชาติ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นโยบายการเปิดรับแรงงานต่างชาติจากอินเดียของรัฐบาลไต้หวันกลายเป็นประเด็นร้อนที่จุดกระแสถกเถียงในวงกว้าง ไม่เพียงแต่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Threads เท่านั้น แต่ยังลุกลามไปสู่ JOIN แพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมด้านนโยบายสาธารณะ ซึ่งมีประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านแล้วกว่า 41,000 ราย ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลระงับแผนการดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับประเด็นความปลอดภัยสาธารณะและความเสมอภาคทางเพศเป็นอันดับแรก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระแสต่อต้านปะทุขึ้นหลังจากที่นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกมายืนยันว่าแรงงานอินเดียชุดแรกอาจเดินทางมาถึงไต้หวันได้เร็วที่สุดภายในปีนี้ ข้อเสนอในแคมเปญลงชื่อระบุชัดเจนว่า รัฐบาลควรระงับแผนนำเข้าแรงงานอินเดียอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบที่ครอบคลุมและรัดกุม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้หวันและอินเดียลงนาม MOU&nbsp;เมื่อ 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดช่องทางให้แรงงานอินเดียเข้ามาทำงานในภาคการผลิตและภาคการก่อสร้างของไต้หวัน (ภาพจาก LTN)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เนื้อหาของข้อเสนอดังกล่าวอ้างอิงรายงานข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอินเดีย ทั้งเหตุการณ์บนรถพยาบาลและคดีล่วงละเมิดที่กระทำต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุบางรายไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน จึงตั้งข้อกังขาว่าการตรวจสอบใบรับรองประวัติอาชญากรรมอาจไม่เพียงพอสำหรับการคัดกรองความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของระบบราชการอินเดียและความเข้มงวดในการออกเอกสารราชการ ว่าสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยของไต้หวันหรือไม่ โดยกลุ่มผู้คัดค้านยืนยันว่าไม่ควรนำความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะผู้หญิง ไปเสี่ยงกับนโยบายที่ยังมีช่องโหว่ในด้านความเท่าเทียมทางเพศ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หลังนายหงเซินฮั่น รมว. กระทรวงแรงงาน ออกมายืนยันว่าแรงงานอินเดียชุดแรกอาจเดินทางมาถึงไต้หวันได้เร็วที่สุดภายในปีนี้ เกิดกระแสคัดค้านนในประเด็นความปลอดภัยด้านเพศ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การถกเถียงในโลกออนไลน์ดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน ฝ่ายที่คัดค้านยืนกรานว่าจุดยืนของตนไม่ได้มาจากอคติ หากแต่มาจากความกังวลที่อิงอยู่กับสถิติคดีอาชญากรรมต่อสตรีในอินเดีย ดังที่มีเสียงสะท้อนว่า "อินเดียมีชื่อเสียงด้านนี้ในทางลบมากจริงๆ" หรือ "ไม่ใช่ว่าไต้หวันไม่มีคดีข่มขืน แต่ประเทศที่มีสถิติสูงจนน่าตกใจแบบนั้น เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะไม่มาสร้างอันตรายที่นี่" รวมถึงเสียงจากกลุ่มผู้ปกครองที่แสดงความกังวลว่า "ในฐานะแม่ที่มีลูกสาว รู้สึกกลัวจริงๆ"</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ณ 16:00 น. วันที่ 17 เมษายน 2569 แพลตฟอร์ม JOIN มีผู้ลงนามสนับสนุนคัดค้านนโยบายนำเข้าแรงงานอินเดียวแล้ว 41,546 ราย ขณะที่ยังเหลือเวลาลงนามอีก 52 วัน (ภาพจากเว็บไซต์ JOIN )</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนนโยบายมองว่า การคัดค้านในครั้งนี้เต็มไปด้วยการตีตราและแฝงการเหยียดเชื้อชาติ พร้อมชี้ว่าไม่มีข้อมูลทางสถิติที่พิสูจน์ได้ว่าแรงงานอินเดียมีอัตราการก่ออาชญากรรมสูงกว่าแรงงานชาติอื่น และยกตัวอย่างประเทศอย่างญี่ปุ่นและมาเลเซียที่นำเข้าแรงงานอินเดียจำนวนมากโดยไม่มีปัญหา พร้อมตั้งคำถามกลับว่า "คนไต้หวันมีสิทธิ์อะไรไปดูถูกคนอื่น?" และ "ถ้าไม่ใช่อินเดีย แล้วจะเอาแรงงานจากประเทศไหนถึงจะพอใจ?"</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แนวร่วมกลุ่ม NGO ชุมนุมเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติ พิจารณาตรวจสอบ MOU ระหว่างไต้หวันและอินเดีย แทนการรายงานเพื่อทราบ และนำเข้าผ่านระบบรัฐต่อรัฐ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หวังหงเวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) แสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายนี้อย่างชัดเจนผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่าประชาชนคัดค้านมาโดยตลอด แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) กลับพยายามผลักดันอย่างต่อเนื่อง เธอยังย้อนความไปถึงปี 2566 ที่รัฐบาลเคยกล่าวหาว่าความกังวลเกี่ยวกับ "เกาะแห่งการล่วงละเมิดทางเพศ" เป็นข่าวลือที่ถูกปล่อยโดยกลุ่มอิทธิพลภายนอกเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทว่าในที่สุดเมื่อปี 2567 รัฐบาลก็ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแรงงานกับอินเดียจริง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หวังหงเวยยังชี้ให้เห็นปัญหาเชิงระบบที่ยังคาราคาซังอยู่ โดยระบุว่า ณ เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไต้หวันมีแรงงานผิดกฎหมายสูงถึง 94,000 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการระบบแรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงตั้งคำถามว่าภายใต้กลไกที่ยังไม่สมบูรณ์เช่นนี้ รัฐบาลจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้อย่างไร</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มประชาสัมคมชุมนุมประท้วงคัดค้านการนำเข้าแรงงานอินเดียด้วยเหตุผลผวาอาชญากรรมต่อสตรีอยู่ในอัตราสูง (ภาพจาก taisounds-com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายจวงรุ่ยสง ประธานวิปพรรค DPP ให้สัมภาษณ์ว่าเข้าใจถึงความกังวลของสังคม แต่ขอให้การอภิปรายเรื่องนโยบายตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและดำเนินไปบนหลักสากล โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ไต้หวันกำลังเผชิญกับวิกฤตการขาดแคลนแรงงาน เขาย้ำว่าการขยายแหล่งที่มาของแรงงานต่างชาติมีวัตถุประสงค์เพื่อกระจายความเสี่ยงและตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างรอบคอบ ไม่รีบร้อน และจะพิจารณาทั้งความต้องการทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความมั่นคงของสังคมอย่างสมดุล</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ JOIN คือแพลตฟอร์มที่เปิดให้มีส่วนร่วมด้านนโยบายสาธารณะ เป็นเว็บไซต์ที่จัดตั้งโดยคณะกรรมการพัฒนาประเทศเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 โดยอ้างอิงรูปแบบจากเว็บไซต์ We the People ของทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา เปิดให้พลเมืองไต้หวันและชาวต่างชาติที่ถือบัตรถิ่นที่อยู่สามารถลงทะเบียน ยื่นข้อเสนอ และร่วมลงชื่อสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ หากข้อเสนอได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า 5,000 รายชื่อภายใน 60 วัน หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องตอบกลับภายในกรอบเวลาเดียวกันตามที่กฎหมายกำหนด</p>
<p class="MsoNormal">3. หนุ่มเวียดนามแค้นถูกบอกเลิก ส่งข้อความข่มขู่สามีอดีตแฟน &ldquo;ฆ่าเธอที่ไต้หวันไม่ใช่เรื่องยาก&rdquo; ศาลตัดสินจำคุก 11 เดือน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายเล แรงงานชาวเวียดนาม ได้ก่อเหตุคุกคามอดีตแฟนสาวอย่างต่อเนื่องภายหลังถูกบอกเลิก โดยส่งข้อความข่มขู่ไปยังสามีคนปัจจุบันของฝ่ายหญิงว่า "การฆ่าเธอที่นี่ไม่ใช่เรื่องยาก" นอกจากนี้ยังเผยแพร่คลิปวิดีโอส่วนตัวที่แอบบันทึกไว้ขณะฝ่ายหญิงกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า และนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหายไปใช้โดยมิชอบ ล่าสุดศาลท้องถิ่นไถหนานมีคำพิพากษาจำคุก 11 เดือน ในความผิดฐานข่มขู่คุกคามและละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำพิพากษาของศาลระบุว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2563&ndash;2565 ภายหลังฝ่ายหญิงบอกเลิกรา ผู้ต้องหาได้ใช้เฟซบุ๊กและสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางในการส่งข้อความคุกคามอดีตแฟนสาวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ใส่ร้ายว่าเป็นโสเภณี และข่มขู่ว่าจะทำร้ายทั้งตัวผู้เสียหายและบุตรผู้เยาว์อีกสองคน ยิ่งกว่านั้น ผู้ต้องหายังส่งข้อความไปยังสามีของผู้เสียหายโดยตรงว่าสามารถสังหารภริยาได้โดยไม่ยากนัก พร้อมทั้งสอบถามบุคคลอื่นถึงค่าใช้จ่ายในการจ้างวานทำร้ายร่างกาย เช่น การตัดมือหรือตัดเท้าในประเทศเวียดนาม และได้บันทึกหลักฐานการสนทนาดังกล่าวส่งให้ผู้เสียหายรับทราบ อันก่อให้เกิดความหวาดกลัวอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความผิดฐานข่มขู่ให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัย และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมอย่างร้ายแรง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หากไม่สามารถควบคุมสติอารมณ์อาจนำไปสู่ความเสียหายได้ ในภาพเป็นสื่อประชาสัมพันธ์การตรวจสุขภาพจิต จัดทำโดยกระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกเหนือจากการข่มขู่ด้วยวาจาแล้ว ผู้ต้องหายังนำคลิปวิดีโอที่แอบบันทึกขณะอดีตแฟนสาวเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเผยแพร่ต่อญาติมิตรและสาธารณชน รวมถึงสร้างบัญชีปลอมเพื่อนำภาพของผู้เสียหายไปโพสต์พร้อมข้อความดูหมิ่นเหยียดหยาม อันเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้เสียหายอย่างร้ายแรง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลท้องถิ่นไถหนานได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งปวงโดยครบถ้วน และคำนึงถึงปัจจัยบรรเทาโทษหลายประการ ได้แก่ การที่ผู้ต้องหากระทำผิดอันเนื่องมาจากการขาดสติยั้งคิดชั่วขณะ การให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา การที่คู่กรณีได้ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยจนผู้เสียหายยินยอมให้อภัย ตลอดจนภาระในการเลี้ยงดูบิดามารดาและบุตรผู้เยาว์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลจึงมีคำพิพากษาลงโทษในความผิดฐานข่มขู่รวม 9 กระทง กระทงละ 2 เดือน และในความผิดฐานเผยแพร่ภาพส่วนตัวโดยมิชอบและละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล กระทงละ 3 เดือน รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 11 เดือน ทั้งนี้ ผู้ต้องหามีสิทธิเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นค่าปรับได้ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ในอัตรา 1,000 เหรียญต่อวัน หรือเป็นเงินรวม 330,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">4. สลด! แรงงานอินโดนีเซียวัย 50 ปี ถูกรถพ่นยาฆ่าแมลงพลิกคว่ำทับดับที่เมืองผูหลี่ เจ้าหน้าที่เชื่อเกิดจากการควบคุมรถผิดพลาด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกิดเหตุสลดในพื้นที่ตำบลผูหลี่ เมืองหนานโถว แหล่งเพาะปลูกเสาวรสที่สำคัญของไต้หวัน หลังแรงงานชาวอินโดนีเซียวัย 50 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถพ่นยาฆ่าแมลงเสียหลักพลิกคว่ำทับร่าง เจ้าหน้าที่เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเกิดจากการบังคับรถผิดพลาดขณะขับลงทางลาดชัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียวัย 50 ปี ถูกรถพ่นยาฆ่าแมลงพลิกคว่ำทับดับที่เมืองผูหลี่ เจ้าหน้าที่เชื่อเกิดจากการควบคุมรถผิดพลาด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 14:30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีผูหลี่ได้รับแจ้งเหตุรถเกษตรพลิกคว่ำบริเวณถนนลูกรัง ใกล้กับบ้านเลขที่ 310 ถนนเป่ยชุน เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยรุดไปยังที่เกิดเหตุทันที และพบร่างชายชาวอินโดนีเซียถูกรถพ่นยาฆ่าแมลงขนาดเล็กทับอยู่ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ประสบเหตุเสียชีวิตแล้วในที่เกิดเหตุ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียวัย 50 ปี ถูกรถพ่นยาฆ่าแมลงพลิกคว่ำทับดับที่เมืองผูหลี่ เจ้าหน้าที่เชื่อเกิดจากการควบคุมรถผิดพลาด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการตรวจสอบและจำลองเหตุการณ์ของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน มีความเป็นไปได้ว่าขณะที่ผู้เสียชีวิตกำลังขับรถพ่นยาลงทางลาดชันที่มีลักษณะแคบ เกิดความผิดพลาดในการบังคับรถจนเสียหลักไปเบียดกับคันดินข้างทาง ส่งผลให้รถพลิกตะแคงอย่างรวดเร็วและทับร่างผู้เสียชีวิตจนไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ทัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียวัย 50 ปี ถูกรถพ่นยาฆ่าแมลงพลิกคว่ำทับดับที่เมืองผูหลี่ เจ้าหน้าที่เชื่อเกิดจากการควบคุมรถผิดพลาด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมเรียกนายจ้างและผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำเพื่อบันทึกเป็นหลักฐาน และรายงานเหตุการณ์ต่ออัยการเพื่อทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด เพื่อระบุสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดต่อไป ด้านการประสานงานระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งไปยังสำนักงานตัวแทนอินโดนีเซียประจำไต้หวัน เพื่อติดต่อญาติและประสานงานเรื่องการจัดการศพตามประเพณีและระเบียบที่เกี่ยวข้อง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียวัย 50 ปี ถูกรถพ่นยาฆ่าแมลงพลิกคว่ำทับดับที่เมืองผูหลี่ เจ้าหน้าที่เชื่อเกิดจากการควบคุมรถผิดพลาด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจฝากคำเตือนไปยังเกษตรกรและแรงงานที่ต้องใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร โดยเฉพาะการขับขี่บนทางลาดชันหรือเส้นทางที่คับแคบ ให้เพิ่มความระมัดระวังในการบังคับเครื่องจักรเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจนำไปสู่การสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=102404</guid>
      <pubDate>Fri, 17 Apr 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260417_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36017280" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. กระทรวงแรงงานไต้หวันเผยสถิติการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานปี 2568 พุ่งเกือบ 5,000 คดี "การจ้างงานผิดกฎหมาย" ครองอันดับหนึ่ง</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/4/original/1988f068-3ac2-41fb-b4f2-e38fd279800a.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>67</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=101844</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9%</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไต้หวันเดินหน้าแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ หลังกระทรวงเกษตรเสนอขอเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติอีก 20,000 อัตรา เพื่อรองรับความต้องการแรงงานในภาคการผลิตอาหารที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยหากได้รับการอนุมัติครบถ้วน จะทำให้โควตารวมพุ่งสูงถึง 40,000 อัตรา ทว่าคณะกรรมการนโยบายแรงงานข้ามชาติมีมติอนุมัติในระยะแรกเพียง 7,000 อัตรา และกำหนดให้ปลดล็อกโควตาที่เหลือออกเป็น 3 ระยะ โดยผูกโยงกับผลการดำเนินงานด้านการลดอัตราแรงงานหลบหนีเป็นเงื่อนไขสำคัญ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลสถิติปี 2568 ชี้ว่า อัตราการหลบหนีของแรงงานต่างชาติในภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 3% แต่ในภาคเกษตรกรรมตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงถึง 9% ซึ่งเป็นระดับที่ภาครัฐมองว่าน่ากังวลอย่างยิ่ง นโยบายเปิดรับแรงงานในคราวนี้จึงมาพร้อมกลไกควบคุมที่เข้มงวด แทนที่จะเปิดกว้างแบบไม่มีเงื่อนไข ในที่ประชุมมีมติอนุมัติโควตาเบื้องต้นเพียง 7,000 อัตรา ส่วนที่เหลืออีก 13,000 อัตรา จะอนุมัติตามผลการลดอัตราการหลบหนี ดังนี้:</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระยะที่ 1: อนุมัติทันที 7,000 อัตรา</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระยะที่ 2: อนุมัติเพิ่ม 7,000 อัตรา (หากลดอัตราหลบหนีต่ำกว่า 8% ภายในปี 2569)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระยะที่ 3: อนุมัติเพิ่มอีก 6,000 อัตรา (หากลดอัตราหลบหนีต่ำกว่า 6.5% ภายในปี 2570)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ หากสามารถควบคุมอัตราการหลบหนีให้ต่ำกว่า 5% ได้ในอนาคต จะพิจารณาแนวทางขยายโควตาเพิ่มเติมในระยะถัดไปอีกครั้ง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9% (ภาพจาก NOWnews)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นโยบายนำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรเริ่มทดลองใช้ในปี 2562 ด้วยโควตาเพียง 800 อัตรา ก่อนขยายเป็น 12,000 อัตราในปี 2565 และเพิ่มอีก 8,000 อัตราในเดือนกันยายน 2566 ทำให้โควตารวมปัจจุบันอยู่ที่ 20,000 อัตรา อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรไต้หวันประเมินว่าในระยะยาว ภาคเกษตรอาจขาดแคลนแรงงานสูงถึง 60,000 อัตรา สะท้อนถึงช่องว่างที่ยังต้องการนำเข้าแรงงานต่างชาติมากกว่านี้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงเกษตรให้คำมั่นเร่งดำเนินมาตรการลดการหลบหนีอย่างครอบคลุม ควบคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทั้งฝั่งนายจ้างและแรงงาน ได้แก่</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - การเตรียมความพร้อมนายจ้าง ด้วยการให้คำปรึกษาล่วงหน้าก่อนรับแรงงานเข้ามา</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - การให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่แรงงาน ทันทีหลังเดินทางเข้าประเทศ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - การติดตามตรวจเยี่ยมแรงงาน อย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงการจ้างงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - การยกระดับกำกับดูแลบริษัทจัดหางาน ให้มีความโปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - การส่งเสริมระบบการจ้างตรง เพื่อลดภาระหนี้สินของแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการหลบหนี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกเหนือจากการเพิ่มจำนวนโควตา กระทรวงเกษตรยังปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติให้ครอบคลุมเกษตรกรกลุ่มใหม่ที่สามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ธุรกิจเลี้ยงผึ้ง ผู้ประกอบการที่มีรังผึ้งตั้งแต่ 150 รังขึ้นไป มีสิทธิ์ยื่นขอได้ คาดว่ามีเกษตรกรเข้าข่ายราว 600 ราย รองรับความต้องการแรงงานประมาณ 400 อัตรา</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกษตรอินทรีย์ กำหนดเกณฑ์พื้นที่เพาะปลูกขั้นต่ำ เช่น พืชไร่ต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 5 เฮกตาร์ หรือพืชชนิดอื่น (ยกเว้นข้าวและหญ้าอาหารสัตว์) รวมกันไม่น้อยกว่า 1 เฮกตาร์ คาดสร้างความต้องการแรงงานเพิ่มประมาณ 250 อัตรา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9% (ภาพจาก agriharvest.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเกษตรแบบผสมผสาน อนุญาตให้เกษตรกรที่ปลูกพืชหลายชนิดสามารถนำสัดส่วนพื้นที่เพาะปลูกมารวมคำนวณเพื่อขอสิทธิ์จ้างแรงงานต่างชาติได้ หากเมื่อรวมกันแล้วครบตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด คาดต้องการแรงงานต่างชาติราว 1,600 อัตรา</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปรับลดเกณฑ์พื้นที่ปลูกถั่วลิสง จากเดิม 10 เฮกตาร์ เหลือเพียง 5 เฮกตาร์ ส่งผลให้จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิ์ขยายจาก 28 รายเป็น 117 ราย และคาดจะสร้างความต้องการแรงงานเพิ่มอีกกว่า 50 อัตรา</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปรับปรุงเกณฑ์ทั้งหมดนี้จะรวมอยู่ภายใต้โควตาระยะแรก 7,000 อัตราที่ได้รับการอนุมัติแล้ว&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9% (ภาพจาก ctee.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกเหนือจากภาคเกษตร คณะกรรมการฯ ยังอนุมัติให้อุตสาหกรรมพลุและดอกไม้ไฟระดับสูงสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ในสัดส่วน 15% ตามข้อเสนอของกระทรวงเศรษฐการ โดยใช้ระบบโควตา 5 ระดับสำหรับกิจการประเภท 3K และอนุญาตให้จ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แนวทางการเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติอย่างมีเงื่อนไขดังกล่าว สะท้อนให้เห็นความพยายามสร้างสมดุลระหว่างความต้องการแรงงานภาคการผลิต กับการบริหารจัดการประชากรแรงงานต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)</p>
<p class="MsoNormal">2. แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายในเถาหยวนพุ่งเฉียด 12,000 คน ก่อปัญหาสารพัด ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มรวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นครเถาหยวน ซึ่งมีจำนวนแรงงานต่างชาติมากที่สุดในไต้หวัน กำลังเผชิญวิกฤตแรงงานหลบหนีที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแรงงานต่างชาติทั้งสิ้นเกือบ 140,000 คนในพื้นที่ มีผู้หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายแล้วถึง 11,900 คน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 8.8% ก่อให้เกิดปัญหาสังคมและความปลอดภัยในหลายด้าน จนสมาชิกสภาเทศบาลออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ รวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจระบุว่า ในปี 2568 มีแรงงานต่างชาติเกี่ยวข้องกับคดีอาญาทั่วไต้หวันประมาณ 10,000 คน และในจำนวนนั้นเป็นแรงงานในนครเถาหยวนถึง 906 คน ที่น่าเป็นห่วงคือกว่า 90% ของคดีในพื้นที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ซึ่งเกิดจากการขายบัญชีธนาคารหรือซิมโทรศัพท์มือถือให้กับขบวนการมิจฉาชีพ โดยกว่า 70% ของผู้กระทำผิดถูกตรวจพบหลังจากเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ รวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัญหาสำคัญที่สมาชิกสภาเทศบาลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน คือภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างเร่งด่วนในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายหยางเฉาเหว่ย สมาชิกสภาเทศบาลนครเถาหยวน เปิดเผยว่า แม้เถาหยวนจะมีแรงงานต่างชาติเกือบ 140,000 คน แต่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบกิจการชาวต่างชาติเพียง 51 นาย หรือคิดเฉลี่ยแล้วเจ้าหน้าที่ 1 คนต้องดูแลแรงงานต่างชาติสูงถึง 3,000 คน ขณะที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็มีกำลังพลเพียง 39 คน และยังขาดอัตรากำลังอีกถึง 16 คน ภาระงานที่ล้นมือดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการควบคุมดูแล โดยเฉพาะคดีแก๊งคอลเซนเตอร์ที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงปัญหาแรงงานต่างชาติบางส่วนขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต และเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจ มักเร่งความเร็วหลบหนีจนนำไปสู่เหตุร้าย ทำให้ผู้เสียหายชาวท้องถิ่นไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ นายหยางเฉาเหว่ยเรียกร้องให้เทศบาลเร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่แรงงานตั้งแต่วันแรกที่เดินทางถึงไต้หวัน เพื่อป้องกันการถูกหลอกใช้และปลูกฝังการเคารพกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ รวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายหลี่จงหาว สมาชิกสภาเทศบาลอีกคนระบุเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ตรวจเยี่ยมแรงงานต่างชาติของกองแรงงาน นครเถาหยวนมีเพียง 54 คน โดยแต่ละคนต้องรับผิดชอบตรวจสอบสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ของแรงงานสูงถึง 2,500 คน ทำให้ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้กำลังเจ้าหน้าที่จะไม่เพียงพอ แต่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังและต่อเนื่อง อย่างสถานีตำรวจจงลี่เดินหน้าปฏิบัติการตรวจสอบ โดยมุ่งเป้าไปยังสถานที่รวมตัวของแรงงานต่างชาติ ทั้งร้านอาหารและสถานบันเทิงต่าง ๆ ผลการปฏิบัติการระหว่างวันที่ 31 มีนาคม &ndash; 6 เมษายน พบคดีรวมทั้งสิ้น 134 คดี ผู้ต้องหา 112 คน ประกอบด้วย แรงงานที่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นผิดกฎหมายและแรงงานที่หนีคดี มากที่สุด 55 คดี 35 คน คดีฉ้อโกง 34 คดี 33 คน คดียาเสพติด 26 คดี 26 คน (รวมคดีจำหน่ายยาเสพติดประเภท 2 จำนวน 3 คดี 4 คน) คดีเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ 10 คดี 9 คน คดีลักทรัพย์ 8 คดี 6 คน และคดีอื่น ๆ อีก 3 คดี 3 คน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ รวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 5 เมษายน 2568 เฉพาะที่เขตจงลี่ เจ้าหน้าที่จับกุมแรงงานผิดกฎหมายได้แล้ว 124 คน พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวที่พำนักเกินกำหนดวีซ่าอีก 56 คน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในคืนวันที่ 5 เมษายน เวลา 22.30 น. เกิดเหตุแรงงานไทย 3 คน ซึ่งเดิมเป็นเพื่อนกัน ทะเลาะและยื้อยุดกันหน้าสถานีรถไฟจงลี่ บริเวณสี่แยกถนนจงเหอ-หยวนฮั่ว เจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติการในพื้นที่พอดีเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที และเกรงว่าจะเกิดเหตุบานปลาย จึงนำตัวทั้งสามกลับโรงพักและแจ้งให้นายจ้างมารับกลับไปยังโรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เกิดเหตุแรงงานไทย 3 คน ทะเลาะและยื้อยุดกันหน้าสถานีรถไฟจงลี่ เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ทันที และนำกลับโรงพัก แจ้งให้นายจ้างมารับกลับไปยังโรงงาน (ภาพจาก FB @Yui Boonsaard)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจจงลี่ย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายยึดหลักความเสมอภาค โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือสถานะใด หากมีพฤติกรรมที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมหรือเข้าข่ายผิดกฎหมาย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือให้ดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีสติ รวมทั้งควบคุมพฤติกรรมของตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดโดยไม่ตั้งใจ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยเคารพกฎหมาย (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขอฝากเตือนแรงงานไทยทุกคน ปฏิบัติตามกฎหมาย หลีกเลี่ยงยาเสพติด การพนัน และการทำงานผิดประเภท และพกบัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) ติดตัวทุกครั้งที่ออกนอกสถานที่ เพื่อให้สามารถแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันทีเมื่อมีการตรวจสอบ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตนเองและหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น</p>
<p class="MsoNormal">3. อุปสรรคและความล่าช้าในการนำเข้าแรงงานอินเดียมายังไต้หวัน หลังลงนาม MOU กว่า 2 ปี ยังไร้ความคืบหน้า</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้ไต้หวันและอินเดียจะได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดช่องทางให้แรงงานอินเดียเข้ามาทำงานในภาคการผลิตและภาคการก่อสร้างของไต้หวัน อันเป็นการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และนับเป็นการเพิ่มประเทศผู้ส่งออกแรงงานรายใหม่ในรอบ 23 ปี แต่จนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านมากว่า 2 ปี และมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานถึง 3 ครั้ง โครงการดังกล่าวกลับยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากบันทึกการประชุมด้านแรงงานระหว่างไต้หวันและอินเดียที่จัดขึ้นรวม 4 ครั้ง ระบุว่าแผนในระยะเริ่มต้นคือการเปิดรับแรงงานในภาคการผลิตในรูปแบบโครงการนำร่องขนาดเล็ก พร้อมพิจารณาขยายผลไปยังภาคการก่อสร้าง รวมถึงการทดลองนำเข้าผู้อนุบาลในครัวเรือน ในการประชุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ได้มีการกำหนดเป้าหมายนำเข้าแรงงานภาคการผลิตจำนวน 1,000 คน และตั้งเป้าให้การจ้างงานโดยตรงคิดเป็นร้อยละ 5 ต่อมาในการประชุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 แม้จะมีการบรรลุข้อตกลงกับรัฐมิโซรัมของอินเดียเพื่อนำเข้าแรงงานภาคการผลิต ทว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการระบุจำนวนแรงงานหรือกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนแต่อย่างใด นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนปัจจุบัน ได้ชี้แจงว่าโครงการนี้อยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดเชิงปฏิบัติ พร้อมยืนยันว่าเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลจะผลักดันให้เกิดผลสำเร็จในไม่ช้านี้ </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หลังลงนาม&nbsp;MOU กว่า 2 ปี กระทรวงแรงงานประกาศแรงงานอินเดียชุดแรกจะสามารถเดินทางมายังไต้หวันได้ภายในปีนี้ (ภาพจาก LTN)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในด้านของสื่อมวลชนอินเดีย สำนักข่าวชั้นนำอย่าง The Times of India และ The Wire ได้ให้ความสนใจต่ออุปสรรคในการส่งออกแรงงานมายังไต้หวัน โดยมุ่งเน้นไปที่บรรยากาศทางสังคมและเสถียรภาพของนโยบาย รายงานระบุว่าประเด็นเกี่ยวกับสีผิวและพฤติกรรมการบริโภค ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไต้หวันเคยกล่าวถึงจนต้องออกมาขอโทษในภายหลังนั้น เป็นเรื่องที่ชาวอินเดียให้ความสำคัญและอ่อนไหวอย่างยิ่ง นอกจากนี้ กระแสการประท้วงต่อต้านแรงงานอินเดียในไต้หวัน ความคิดเห็นเชิงลบบนโลกออนไลน์ ตลอดจนนโยบายที่ขาดความต่อเนื่องและตารางเวลาที่ไม่แน่ชัด ล้วนเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นในการดำเนินความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"> แม้ไต้หวันและอินเดียจะได้ลงนาม MOU มาแล้ว 2 ปี เพื่อเปิดทางให้แรงงานอินเดียเข้ามาทำงานในไต้หวัน&nbsp; แต่ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหวงเก่าเจี๋ย อดีตประธานสหพันธ์การจัดหางานของไต้หวันได้วิเคราะห์ว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพของแหล่งแรงงาน หากแต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบ โดยสามารถสรุปอุปสรรคสำคัญได้ 3 ประการ ดังนี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - รูปแบบการจัดส่งในระบบรัฐต่อรัฐมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ ไต้หวันให้ความสำคัญกับการจ้างงานในรูปแบบรัฐต่อรัฐ แต่อินเดียมองการส่งออกแรงงานในฐานะกลไกทางตลาด และไม่มีหน่วยงานกลางที่สามารถดำเนินการได้แบบเบ็ดเสร็จเหมือนไต้หวัน การบังคับใช้ระบบจ้างตรงจึงขัดแย้งกับความเป็นจริงของอินเดีย ซึ่งดำเนินการผ่านบริษัทจัดหางานเอกชนเป็นหลัก</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ต้นทุนการคัดเลือกและการบริหารจัดการแรงงานสูงเป็นอุปสรรคสำคัญ การนำเข้าแรงงานจากอินเดียจำเป็นต้องมีการจัดตั้งสำนักงานในพื้นที่ พร้อมการรับสมัคร คัดเลือกและบริหารแรงงานที่เป็นระบบแบบแผน ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้าแรงงานจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น อินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่และโครงสร้างประชากรที่หลากหลาย ทำให้การคัดเลือกแรงงานที่เหมาะสมกับงานก่อสร้างหรืองานระดับปฏิบัติการต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล จนบริษัทจัดหางานส่วนใหญ่ไม่กล้าแบกรับความเสี่ยงในการลงทุน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ความเสี่ยงจากการที่แรงงานหลบหนีกลายเป็นแรงงานนอกระบบมีระดับสูง เนื่องจากนายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเริ่มต้น รวมถึงค่าตั๋วโดยสารเครื่องบิน หากแรงงานเดินทางมาถึงแล้วหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย นายจ้างจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก อีกทั้งยังอาจนำไปสู่การขยายตัวของตลาดแรงงานผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลดังกล่าวแพร่กระจายผ่านเครือข่ายชุมชนแรงงานชาติเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มประชาสัมคมชุมนุมประท้วงคัดค้านการนำเข้าแรงงานอินเดีย (ภาพจาก taisounds-com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะว่า แรงงานอินเดียอาจมีความเหมาะสมกับอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะเฉพาะทางและความสามารถด้านภาษา เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มากกว่างานก่อสร้างที่ต้องอาศัยแรงงานหนัก ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำว่าบทบาทของบริษัทจัดหางานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการคัดเลือกและบริหารจัดการแรงงาน หากภาครัฐดำเนินการเพียงลำพังโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน อาจส่งผลให้การดำเนินงานขาดประสิทธิภาพและไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันการณ์ พร้อมกันนี้ยังได้เตือนว่า หากรัฐบาลยังคงยึดมั่นในนโยบายที่อุดมคติจนเกินไป โดยไม่ร่วมมือกับภาคเอกชนและละเลยกลไกของตลาด นโยบายการนำเข้าแรงงานอินเดียอาจไม่สามารถบรรลุผลได้ในทางปฏิบัติ หรืออาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาแรงงานผิดกฎหมายและความยุ่งยากในการบริหารจัดการในอนาคตได้</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=101844</guid>
      <pubDate>Fri, 10 Apr 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260410_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36033600" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20</span><span lang="EN-US">,</span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง </span><span lang="EN-US">9%<o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/4/original/4f90774e-4c86-40a0-9711-03ffba78d9a8.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>66</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=101340</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ไต้หวันผ่อนปรนเกณฑ์นำเข้าแม่บ้านต่างชาติ มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียง 1 คนก็ยื่นขอได้ หวังลดภาระครอบครัว-กระตุ้นอัตราการเกิด เริ่ม 13 เมษายนนี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศนโยบายใหม่เพื่อรับมือกับความท้าทายของสังคมยุคปัจจุบัน ซึ่งครอบครัวส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับแรงกดดันในการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงาน การดูแลบ้านเรือน และการเลี้ยงดูบุตร โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กป่วยด้วยโรคหายากหรือมีพัฒนาการล่าช้าซึ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ กระทรวงฯ จึงได้ปรับปรุงเกณฑ์การขออนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติในตำแหน่งผู้ช่วยงานบ้านหรือแม่บ้านให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้มากขึ้น โดยคาดว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลให้มีครัวเรือนที่มีสิทธิ์ยื่นคำขอเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.44 ล้านครัวเรือน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศนโยบายใหม่ ผ่อนปรนเกณฑ์นำเข้าแม่บ้านต่างชาติ มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียง 1 คนก็ยื่นขอได้ หวังลดภาระครอบครัว (ภาพจากกระทรวงแรงงาน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มาตรการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภาบริหารแล้ว โดยกระทรวงแรงงานได้รายงานในที่ประชุมเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ภายใต้หัวข้อ &ldquo;เพิ่มผู้ช่วย ลดความเหนื่อยล้า-ผ่อนปรนเงื่อนไขการจ้างแม่บ้านต่างชาติ เพื่อช่วยลดภาระครอบครัว&rdquo; และมีกำหนดเปิดรับคำขออย่างเร็วที่สุดในวันที่ 13 เมษายนนี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หวงหลิงอวี้ อธิบดีกรมพัฒนากำลังแรงงาน ชี้แจงว่า ในปัจจุบันครอบครัวจำนวนมากต้องทำงานล่วงเวลา หรือมีภาระในการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งต้องอาศัยกำลังคนในการดูแลมาก กระทรวงฯ จึงปรับเกณฑ์ใหม่ โดยกำหนดให้ครอบครัวที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียงหนึ่งคน มีสิทธิ์ยื่นขอจ้างผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติได้หนึ่งอัตรา จากเดิมที่กำหนดให้ต้องมีบุตรอายุต่ำกว่า 6 ปีจำนวนสามคน หรือมีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีอย่างน้อยสี่คน โดยในจำนวนนั้นต้องมีสองคนที่อายุต่ำกว่า 6 ปี เกณฑ์เดิมดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นโยบายดังกล่าวคาดจะส่งผลให้มีครัวเรือนที่มีสิทธิ์ยื่นคำขอเพิ่มขึ้นเป็น 1.44 ล้านครัวเรือน (ภาพจาก nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ นอกจากค่าจ้างที่เริ่มต้นที่ 20,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือนแล้ว นายจ้างยังมีหน้าที่ชำระเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงาน ซึ่งเป็นกองทุนที่ผู้นำเข้าแรงงานต่างชาติทุกรายต้องจ่าย เพื่อนำไปใช้ส่งเสริมการจ้างงานภายในประเทศ การพัฒนาทักษะอาชีพ และการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติ โดยแบ่งอัตราการจ่ายออกเป็นสองระดับ ดังนี้ :</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัตราปกติ 5,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน สำหรับครอบครัวทั่วไปที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีหนึ่งคน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัตราพิเศษ 2,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน สำหรับครอบครัวที่เข้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งต่อไปนี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - มีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีที่เป็นผู้ป่วยโรคหายาก ผู้พิการ เด็กในกลุ่มเปราะบาง หรือเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีที่มีพัฒนาการเชื่องช้า อย่างน้อย 1 คน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - มีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีจำนวน 2 คน โดยในนั้นมี 1 คนที่อายุต่ำกว่า 6 ปี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - มีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">มาตรการผ่อนปรนเกณฑ์นำเข้าแม่บ้านต่างชาติ มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียง 1 คนก็ยื่นขอได้ คาดจะช่วยบรรเทาภาระของครอบครัวของชาวไต้หวันได้ในระดับหนึ่ง (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับขั้นตอนการดำเนินการ จะเริ่มเปิดรับคำขอในวันที่ 13 เมษายน 2569 โดยผู้สนใจควรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง อาทิ แบบฟอร์มคำขอ สำเนาทะเบียนบ้าน และเอกสารรับรองตามที่กำหนด เพื่อดำเนินขั้นตอนการประกาศรับสมัครงานภายในประเทศเป็นลำดับแรก และเมื่อได้รับหนังสือรับรองว่าไม่สามารถหาผู้ช่วยงานบ้านในประเทศได้แล้ว จึงจะสามารถยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงแรงงานได้ ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานระบุว่า นโยบายดังกล่าวมุ่งเพิ่มทางเลือกให้แก่ครอบครัว นอกเหนือไปจากระบบสนับสนุนที่มีอยู่เดิม ขณะที่โฆษกสภาบริหารแถลงว่า รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมระบบสนับสนุนครอบครัวในด้านการมีบุตร การเลี้ยงดู และการศึกษา เพื่อบรรเทาภาระของประชาชน ในระยะต่อไป กระทรวงแรงงานจะบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เพื่อผลักดันมาตรการเสริมเพิ่มเติม เช่น การลดขั้นตอนการพิจารณาสำหรับครอบครัวที่มีความต้องการพิเศษ และการให้สิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือเป็นลำดับแรก</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมมีมุมมองว่า แม้มาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระของบางครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่อาจแก้ไขปัญหาวิกฤตอัตราการเกิดต่ำได้อย่างยั่งยืน โดยภายหลังการประกาศนโยบาย ได้เกิดกระแสถกเถียงในกลุ่มผู้ปกครองอย่างกว้างขวาง ฝ่ายที่สนับสนุนอ้างอิงประสบการณ์จากต่างประเทศที่การจ้างผู้ช่วยงานบ้าน ช่วยแบ่งเบาภาระด้านการดูแลบ้านและบุตรได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ฝ่ายที่มีข้อกังวลชี้ให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้าง เงินสมทบกองทุน และค่าบริการจัดหางาน อาจสูงถึงไม่ต่ำกว่า 25,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ซึ่งยังคงเป็นภาระที่ครอบครัวหลายรายต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน</p>
<p class="MsoNormal">2. เผยแรงงานเวียดนามในไต้หวันใช้ช่องทางโอนเงินนอกระบบสูงถึง 20-30% รุนแรงที่สุดในบรรดาแรงงาน 4 ชาติ ขณะที่ชาติอื่นสัดส่วนไม่ถึง 10%</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัญหาการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายของแรงงานต่างชาติในไต้หวันกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมคณะกรรมาธิการการคลังของสภานิติบัญญัติ เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา โดยหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวยังคงมีความรุนแรงและจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายเผิงจินหลง ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (FSC) ย้ำชัดเจนว่า ธุรกิจรับโอนเงินเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้ระบบการออกใบอนุญาตพิเศษ ผู้ที่ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจะต้องเผชิญกับบทลงโทษอย่างรุนแรง ในระยะต่อไป ภาครัฐจะดำเนินการตามแนวทางหลักสองประการ ได้แก่ การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปราม และการขยายช่องทางโอนเงินที่ถูกกฎหมายด้วยการอนุญาตให้บริษัทรับโอนเงินสำหรับแรงงานต่างชาติดำเนินกิจการเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุญาตแล้ว 5 ราย โดยคิดค่าธรรมเนียมเฉลี่ยเพียงประมาณ 100 เหรียญไต้หวันต่อรายการ และสามารถดำเนินการผ่านระบบดิจิทัลหรือแอปพลิเคชันได้อย่างสะดวก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายถงเจิ้งจาง ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการธนาคาร เปิดเผยว่า จากการเปรียบเทียบข้อมูลร่วมกับกระทรวงแรงงาน พบว่าโดยเฉลี่ยแรงงานต่างชาติในไต้หวันจะโอนเงินกลับประเทศบ้านเกิดคิดเป็นประมาณร้อยละ 80&ndash;90 ของรายได้ อย่างไรก็ตาม แรงงานชาวเวียดนามมีสัดส่วนการโอนเงินผ่านระบบทางการต่ำกว่าชาติอื่นอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือโอนกลับประเทศผ่านช่องทางถูกกฎหมายเพียงประมาณร้อยละ 60 ของรายได้ ขณะที่อีกประมาณร้อยละ 20&ndash;30 ไหลผ่านช่องทางนอกระบบ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการโอนเงินใต้ดินในกลุ่มแรงงานเวียดนามมีความรุนแรงมากที่สุดเมื่อเทียบกับแรงงานต่างชาติสัญชาติอื่น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับสาเหตุของปัญหา หน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายควบคุมเงินตราต่างประเทศของเวียดนามที่มีความเข้มงวดสูง ทำให้นักธุรกิจไต้หวันที่ประกอบกิจการในเวียดนามประสบข้อจำกัดในการโอนเงินกลับไต้หวัน ในขณะเดียวกัน แรงงานเวียดนามในไต้หวันก็มีความต้องการโอนเงินกลับประเทศอยู่ตลอดเวลา จึงเกิดกลไกการแลกเปลี่ยนนอกระบบขึ้น โดยมีการเสนออัตราแลกเปลี่ยนที่จูงใจ ก่อให้เกิดส่วนต่างกำไร และเป็นปัจจัยเร่งให้ระบบโอนเงินผิดกฎหมายเติบโตขยายตัวออกไป</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในปี พ.ศ. 2568 มูลค่าธุรกรรมโอนเงินรายย่อยของแรงงานต่างชาติผ่านแอปพลิเคชันที่ได้รับอนุญาตพุ่งสูงถึง 129,000 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนธุรกรรมรวมทั้งสิ้นกว่า 12.35 ล้านรายการ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบัน แรงงานต่างชาติมีช่องทางโอนเงินที่ถูกกฎหมายสามช่องทางหลัก ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมประมาณ 400&ndash;1,400 เหรียญไต้หวัน บริษัทจัดหางานที่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการผ่านธนาคาร และบริษัทรับโอนเงินสำหรับแรงงานต่างชาติที่ได้รับอนุญาตจาก FSC จำนวน 5 แห่ง ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมเฉลี่ยประมาณ 150 เหรียญไต้หวัน โดยผู้ให้บริการบางรายยังจัดโปรโมชั่นพิเศษ เช่น ระบบคะแนนสะสมหรือคูปองส่วนลด เพื่อจูงใจให้แรงงานหันมาใช้ช่องทางในระบบมากยิ่งขึ้น</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ FSC จะประสานงานกับกระทรวงแรงงานเพื่อเร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่แรงงานต่างชาติเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลทางกฎหมายของการโอนเงินนอกระบบ ควบคู่ไปกับการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามขบวนการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องต่อไป</p>
<p class="MsoNormal">3. ไต้หวันเตือนภัย! ยาลดความอ้วน-กาแฟฟิตหุ่นจากไทยและเวียดนามว่อนเน็ต พบผสม &ldquo;ไซบูทรามีน&rdquo; เสี่ยงถึงชีวิต ยึดของกลางกว่า 6.6 กก. ในรอบ 2 ปี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองตำรวจพิเศษที่สาม สังกัดสำนักงานตำรวจ กระทรวงมหาดไทย แถลงผลการปฏิบัติการกวาดล้างผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และพบว่ามีการลักลอบผสมสารต้องห้าม โดยได้สนธิกำลังร่วมกับกรมศุลกากรในการตรวจสอบพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศที่โฆษณาสรรพคุณเกินจริงว่า "สกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ" และ "ช่วยเผาผลาญไขมันได้อย่างรวดเร็ว" แต่จากการตรวจวิเคราะห์กลับพบการปนเจือของไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางและถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 4 ตามกฎหมายไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 22 ราย และตรวจยึดพัสดุผิดกฎหมายได้ 18 รายการ ประกอบด้วยกาแฟลดน้ำหนักและผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารชนิดชงดื่มจำนวน 256 ซอง และยาลดความอ้วนชนิดแคปซูลอีก 1,505 เม็ด รวมน้ำหนักของกลางทั้งสิ้น 6,649.2 กรัม ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงแล้ว ยังมีโทษทางกฎหมายอย่างหนักอีกด้วย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาหารเสริมลดน้ำหนักและกาแฟฟิตหุ่นผสมสารเสพติดที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตำรวจ ไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: left;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากผลการสืบสวน พบว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเสพติดเหล่านี้ผลิตขึ้นในประเทศไทยและเวียดนามเป็นส่วนใหญ่ และวางจำหน่ายอยู่ทั่วไปในตลาดของประเทศต้นทาง แต่ถือเป็นสินค้าผิดกฎหมายในไต้หวัน โดยแบรนด์ที่ถูกตรวจพบและสั่งสกัดกั้น มีดังนี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ประเภทแคปซูล: Baschi (บาชิ), Honey Q, Fuling, Nqs cross brand และ Max Slim</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ประเภทกาแฟและเครื่องดื่ม: Lishou (ลิโซ่) กาแฟลดน้ำหนักยี่ห้อต่างๆ และผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร Lowey Chocodiet</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาหารเสริมลดน้ำหนักและกาแฟฟิตหุ่นผสมสารเสพติดที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตำรวจ ไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ผลิตมักอาศัยแพลตฟอร์มชอปปิงและสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางในการโฆษณาชวนเชื่อ โดยอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมชาติที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค โดยไม่มีการแสดงส่วนประกอบที่เป็นอันตรายหรือคำเตือนใด ๆ ทั้งสิ้น ส่งผลให้แรงงานต่างชาติ คู่สมรสชาวต่างประเทศ รวมถึงชาวไต้หวันจำนวนมากที่ขาดความตระหนักรู้ สั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์หรือฝากญาติมิตรในประเทศบ้านเกิดจัดส่งเข้ามาเพื่อบริโภคเองหรือจำหน่ายต่อ จนกลายเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายโดยไม่เจตนา และเป็นภัยต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาหารเสริมลดน้ำหนักและกาแฟฟิตหุ่นผสมสารเสพติดที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตำรวจ ไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจเตือนว่า ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนที่ไม่ทราบแหล่งที่มาหรืออ้างสรรพคุณในการลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วเกินจริง มักมีการลักลอบผสมไซบูทรามีนซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง หากบริโภคเข้าไปอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง อาทิ อาการใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือมีการโฆษณาอ้างสรรพคุณเกินจริงโดยเด็ดขาด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาหารเสริมลดน้ำหนักและกาแฟฟิตหุ่นผสมสารเสพติดที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตำรวจ ไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ตำรวจยังขอความร่วมมือจากประชาชนมิให้ตกเป็นเหยื่อของผลลัพธ์ระยะสั้น เนื่องจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพเท่านั้น หากแต่ยังเข้าข่ายความผิดร้ายแรงฐานลักลอบนำเข้ายาเสพติดอีกด้วย พร้อมทั้งฝากเตือนชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในไต้หวันให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีโดยไม่เจตนา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาหารเสริมลดน้ำหนักและกาแฟฟิตหุ่นผสมสารเสพติดที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตำรวจ ไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ ไต้หวันได้ประกาศให้ไซบูทรามีนเป็นยาเสพติดประเภทที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564 ผู้ที่ลักลอบนำเข้าต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 12 ปี และปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางย้ำเตือนว่า อาหารเสริมและกาแฟลดความอ้วนที่ผลิตในประเทศต้นทางส่วนใหญ่มีส่วนผสมของไซบูทรามีน ซึ่งแม้จะออกฤทธิ์ระงับความอยากอาหารได้ แต่เป็นสารเสพติดที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทำให้เกิดอาการใจสั่น และส่งผลกระทบต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการนำเข้าอาหารเสริมหรือยาลดความอ้วนทุกประเภท เนื่องจากอาจมีส่วนผสมของสารเสพติดแฝงอยู่ ซึ่งนอกจากจะเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีทางอาญาแล้ว ยังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรงอีกด้วย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาหารเสริมลดน้ำหนักและกาแฟฟิตหุ่นผสมสารเสพติดที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตำรวจ ไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับระเบียบของสำนักงานอาหารและยาไต้หวัน (TFDA) และกรมศุลกากรเกี่ยวกับการนำเข้ายาและอาหารเสริม มีดังนี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 (เช่น ปากกาลดน้ำหนัก): ณ ปี พ.ศ. 2569 ไต้หวันกำหนดให้เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์เท่านั้น และห้ามสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์โดยเด็ดขาด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - การนำเข้าอาหารเสริมทั่วไป: จำกัดไม่เกิน 12 ชิ้นต่อประเภท และรวมทุกประเภทแล้วต้องไม่เกิน 36 ชิ้น หากมีปริมาณเกินกว่าที่กำหนด จะต้องยื่นขออนุญาตนำเข้าล่วงหน้า มิฉะนั้นจะมีโทษปรับตั้งแต่ 30,000 ถึง 3,000,000 ดอลลาร์ไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - การส่งทางไปรษณีย์: ยาควบคุมและยาเสพติดให้โทษทุกประเภทห้ามจัดส่งทางพัสดุไปรษณีย์โดยเด็ดขาด แม้จะมีใบสั่งแพทย์ประกอบก็ไม่อาจกระทำได้ ผู้ที่มีความจำเป็นต้องพกพายาดังกล่าวจะต้องนำติดตัวเข้ามาพร้อมหลักฐานทางการแพทย์ที่ถูกต้องเท่านั้น</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=101340</guid>
      <pubDate>Fri, 03 Apr 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260403_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36006720" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ไต้หวันผ่อนปรนเกณฑ์นำเข้าแม่บ้านต่างชาติ มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียง 1 คนก็ยื่นขอได้ หวังลดภาระครอบครัว-กระตุ้นอัตราการเกิด เริ่ม 13 เมษายนนี้</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/4/original/e7a79854-5cdb-4c1d-9a49-eed4321bcacf.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>65</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=100802</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. นโยบายไม่เก็บค่าหัวคิวใกล้เป็นจริง? สหรัฐฯ เตรียมตรวจสอบประเด็นแรงงานบังคับในหลายประเทศ ไต้หวันเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ประกาศเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา นอกจากจะดำเนินการตรวจสอบตามมาตรา 301 ต่อประเทศคู่ค้าหลายแห่งแล้ว ยังมีแผนตรวจสอบประเด็นการนำเข้าสินค้าที่เชื่อมโยงกับการบังคับใช้แรงงานในกว่า 60 ประเทศ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ล่ามของศูนย์ดูแลแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน พากลุ่มแรงงานไทยที่เดินทางมาถึงออกมาจากสนามบิน (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับไต้หวัน ซึ่งถูกจับตามองในเรื่องปัญหาแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตและภาคประมง ทั้งในแง่ค่าหัวคิวที่สูงลิ่วและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน นายกงหมิงซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ แถลงเมื่อวันที่ 12 มีนาคมว่า กระทรวงแรงงานได้ออกแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการบังคับใช้แรงงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกระทรวงเศรษฐการจะประสานงานเพื่อเผยแพร่และสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการในไต้หวันนำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ก่อนหน้านี้ USTR ระบุว่าจะดำเนินการสอบสวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าต่อประเทศคู่ค้า 16 แห่ง ในประเด็นกำลังการผลิตที่ล้นตลาด ควบคู่ไปกับการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับจากอย่างน้อย 60 ประเทศ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติพักผ่อนหย่อนใจหน้าศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ นครไทจง (ภาพจาก twreporter.org)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรณีที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ Giant Manufacturing ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมจักรยานระดับโลก ซึ่งเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ถูกหน่วยงานศุลกากรและพิทักษ์พรมแดนสหรัฐฯ (CBP) สั่งระงับการนำเข้าสินค้า เนื่องจากพบปัญหาการบังคับใช้แรงงาน นับเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับภาคการผลิตของไต้หวัน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Giant Manufacturing และอีกหลายบริษัทต้องรีบประกาศใช้นโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติ กล่าวคือ ยกเลิกการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวจากแรงงานทุกรูปแบบ โดยบริษัทเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งในช่วงก่อนการเดินทางและระหว่างทำงานในไต้หวัน พร้อมทั้งชดเชยย้อนหลังคืนเงินที่แรงงานต่างชาติเคยจ่ายไปแล้วด้วย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ปัญหาแรงงานบังคับในสถานประกอบการไต้หวันไม่ได้เป็นเพียงกรณีโดดเดี่ยว แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก โดยเฉพาะในกระบวนการนำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านบริษัทจัดหางาน ซึ่งมักพบพฤติกรรมที่ขัดต่อมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นการยึดเอกสารประจำตัว หรือการเรียกเก็บค่าหัวคิวในอัตราที่สูงเกินจริง ปัญหาเหล่านี้แพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม ทั้งสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนโลหะและเครื่องจักรไฟฟ้า ซึ่งล้วนมีความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และประเทศในยุโรป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานต่างชาติเดินทางถึงไต้หวัน ขณะออกมาจากท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้ประกาศแนวปฏิบัติอ้างอิงสำหรับภาคธุรกิจในการป้องกันการใช้แรงงานบังคับ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถระบุและแยกแยะรูปแบบของการบังคับใช้แรงงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยนำเสนอกรอบการดำเนินงานแบบเป็นขั้นตอนผ่าน 5 มิติหลัก พร้อมเครื่องมือสำคัญ 4 ประการ เพื่อนำพาภาคธุรกิจเริ่มต้นจากการบริหารจัดการภายในองค์กร แล้วขยายไปสู่การกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน กระทรวงแรงงานเน้นย้ำด้วยว่า ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานสากลจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กงหมิงซินกล่าวเสริมว่า กระทรวงเศรษฐการพร้อมร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการเผยแพร่แนวปฏิบัติดังกล่าว เพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศเข้าใจสถานการณ์และความหมายของแรงงานบังคับอย่างถ่องแท้ พร้อมกันนี้ยังยอมรับว่าประเด็นแรงงานบังคับไม่ใช่ภาระหน้าที่ของกระทรวงแรงงานเพียงฝ่ายเดียว กระทรวงเศรษฐการเองก็มีส่วนรับผิดชอบสำคัญ ทั้งนี้ กลุ่มองค์กรแรงงานได้วิพากษ์วิจารณ์ซ้ำหลายครั้งว่า "แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน" ซึ่งจัดทำโดยกรมส่งเสริมการลงทุน กระทรวงเศรษฐการ ได้หมดอายุลงตั้งแต่ปลายปี 2567 และแม้จะล่วงเลยมากกว่า 15 เดือนแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ในการเสนอฉบับปรับปรุงเวอร์ชัน 2.0 ส่งผลให้การผลักดันมาตรการป้องกันแรงงานบังคับในภาคธุรกิจยังคงขาดรูปธรรม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานต่างชาติเดินทางถึงไต้หวัน กำลังรอล่ามของศูนย์ดูแลแรงงานต่างชาติมาพาออกจากท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อสหรัฐฯ เริ่มเดินหน้าตรวจสอบอย่างจริงจัง ผู้ประกอบการไต้หวันอาจต้องเผชิญคำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าสู่ตลาดอเมริกา ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้าม โดยปี 2567 ที่ผ่านมา ไต้หวันส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ มูลค่ารวม 88,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และชิ้นส่วนยานยนต์อีก 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมกันกว่า 2.7 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน หากห่วงโซ่อุปทานเกิดความสะดุด ย่อมส่งแรงกระเทือนต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทางออกที่ตรงไปตรงมาที่สุดในตอนนี้คือการนำนโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายมาใช้อย่างจริงจัง โดยให้นายจ้างเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดแทนแรงงานต่างชาติ ทั้งในขั้นตอนก่อนการเดินทางและระหว่างการทำงานในไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">2. สรรพากรไต้หวันแนะแรงงานต่างชาติขอคืนภาษีในรูปแบบเช็ค ก่อนเดินทางกลับประเทศ ช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์และป้องกันการฟอกเงิน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไต้หวัน ออกมาชี้แจงว่า แรงงานต่างชาติที่มีรายได้จากการทำงานในไต้หวันมีหน้าที่ตามกฎหมายในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติถูกกลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการรับเงินจากฉ้อโกงหรือการฟอกเงิน โดยเฉพาะในกรณีที่แรงงานต่างชาติเดินทางกลับประเทศหลังครบสัญญาโดยไม่ได้ปิดบัญชีธนาคาร คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (FSC) จึงบังคับใช้มาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยประสานงานกับบริษัทจัดหางานให้ดูแลแรงงานต่างชาติปิดบัญชีธนาคารให้เรียบร้อยก่อนออกจากไต้หวัน และจะมีการระงับธุรกรรมทั้งหมดของบัญชีดังกล่าว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรแนะนำแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศ ควรเลือกขอคืนภาษีในรูปแบบเช็ค (ภาพจากกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวสร้างความกังวลแก่แรงงานต่างชาติจำนวนมาก เกรงว่าจะมีปัญหาสิทธิการขอคืนภาษี เดิมทีการขอคืนภาษีของแรงงานต่างชาติจะเหมือนกับชาวไต้หวัน คือสามารถเลือกรับเงินคืนผ่านการโอนเข้าบัญชีธนาคารในไต้หวันหรือรับเป็นเช็ค หากแรงงานได้เดินทางออกจากประเทศไปแล้ว บัญชีธนาคารที่เหลืออยู่ในไต้หวันจะถูกระงับธุรกรรมทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถโอนเงินคืนภาษีเข้าบัญชีเดิมได้ ดังนั้น จึงขอแนะนำให้แรงงานต่างชาติเลือกวิธีการคืนภาษีด้วยเช็ค และสามารถดำเนินการตามแนวทางดังต่อไปนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิในการรับเงินคืนภาษีอย่างครบถ้วน :</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. การลงทะเบียนข้อมูลผู้รับมอบอำนาจรับเงินคืนภาษี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อยื่นภาษีผ่านระบบยื่นแบบทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับชาวต่างชาติ ให้เลือกรับเงินคืนในรูปแบบเช็ค พร้อมกรอกข้อมูลผู้รับมอบอำนาจในระบบ และพิมพ์หนังสือมอบอำนาจรับเงินคืนภาษีเก็บไว้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. การมอบหมายให้ผู้อื่นรับเช็คแทน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานต่างชาติสามารถมอบอำนาจให้บริษัทจัดหางานหรือบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจเป็นผู้ดำเนินการแทน โดยผู้รับมอบอำนาจต้องนำเอกสารประกอบไปยื่นที่กรมสรรพากร ได้แก่ หนังสือมอบอำนาจ สำเนาหน้าพาสปอร์ตของแรงงานหน้าที่มีลายเซ็น และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือใบถิ่นที่อยู่ (ARC) ของผู้รับมอบอำนาจ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. มาตรการด้านความปลอดภัยของธุรกรรมการเงิน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในกรณีดังกล่าว กรมสรรพากรจะออกเช็คคืนภาษีในรูปแบบเช็คขีดคร่อมเท่านั้น ซึ่งต้องนำฝากผ่านสถาบันการเงิน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้อย่างโปร่งใส เมื่อบริษัทจัดหางานได้รับเช็คและขึ้นเงินแล้ว ก็สามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในประเทศบ้านเกิดตามที่แรงงานระบุไว้ได้ทันที วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการสูญเสียทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมสรรพากรขอความร่วมมือจากบริษัทจัดหางานในการให้ความช่วยเหลือแรงงานอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการบริหารจัดการกำหนดการเดินทางกลับให้สอดคล้องกับการยื่นขอคืนภาษี รวมถึงการเตรียมเอกสารหลักฐานที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การรับเงินแทนเป็นไปอย่างราบรื่น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ไม่เพียงแต่ช่วยคุ้มครองสิทธิในการรับเงินคืนภาษีของแรงงานต่างชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการปิดช่องโหว่ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายอีกด้วย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการยื่นแบบหรือการขอคืนภาษี สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนบริการฟรี 0800-000321 กรมสรรพากรพร้อมให้คำปรึกษาและความช่วยเหลืออย่างเต็มที่</p>
<p class="MsoNormal">3. กวาดล้างเข้ม! อัยการหยุนหลินฟ้องแฝดสาวไทยลวงเพื่อนร่วมชาติทำงานเกษตรเถื่อน หลังไลฟ์สดผ่าน TikTok โฆษณาเงินดี-งานสบาย แต่ความจริงสุดรันทด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำนครไทจงบุกทลายขบวนการจัดหางานผิดกฎหมาย จับกุมทั้งหมด 17 คน นำโดยคู่แฝดสาวชาวไทยที่ใช้ TikTok ลวงเพื่อนร่วมชาติให้เข้ามาทำงานเกษตรในไต้หวัน อัยการเขตหยุนหลินสั่งฟ้องผู้ต้องหาแล้ว พร้อมเตรียมเนรเทศแรงงานไทยผิดกฎหมายทั้งหมด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบุกทลายขบวนการจัดหางานผิดกฎหมาย จับกุมนายหน้าแฝดสาวไทยและนายเฉิน รวมทั้งนายจ้างและผีน้อยไทยทั้งหมด 17 คน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้ต้องหาหลักคือ น.ส. เนย และ น.ส. เจี๊ยบ (นามสมมุติ) แฝดสาวชาวไทยวัย 32 ปี ซึ่งเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวและอยู่เกินกำหนดวีซ่า โดยร่วมมือกับนายเฉิน ชาวไต้หวันวัย 54 ปี วางแผนจัดตั้งขบวนการนายหน้าเถื่อนอย่างเป็นระบบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบุกทลายขบวนการจัดหางานผิดกฎหมาย จับกุมนายหน้าแฝดสาวไทยและนายเฉิน รวมทั้งนายจ้างและผีน้อยไทยทั้งหมด 17 คน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลลวงสำคัญคือการไลฟ์สดและโพสต์วิดีโอบน TikTok นำเสนอภาพชีวิตผีน้อยไทยในไต้หวันอย่างสวยงาม ตั้งแต่การต้อนรับถึงสนามบิน ที่พักสะดวกสบาย ภาพการปลูกกระเทียมในไร่ที่ตำบลโต่วลิ่ว เมืองหยุนหลินที่ดูไม่หนักเหนื่อย ไปจนถึงการโชว์เงินสดและกิจกรรมท่องเที่ยวในวันหยุด พร้อมชักจูงว่าเพียงจ่าย 24,000 บาท ก็เดินทางเข้าไต้หวันแบบไม่ต้องขอวีซ่า และจะมีงานรองรับทันที</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แฝดสาวไทยไลฟ์สดและโพสต์วิดีโอบน TikTok นำเสนอภาพชีวิตผีน้อยไทยในไต้หวันอย่างสวยงาม รวมถึงการโชว์เงินสดและกิจกรรมท่องเที่ยวในวันหยุด&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่บุกจับกุมพบ น.ส. เนย และนายเฉิน พร้อมนายจ้างและแรงงานไทยรวม 17 ราย ส่วน น.ส. เจี๊ยบ แฝดผู้พี่ไหวตัวทันและเดินทางกลับไทยก่อนหน้า ปัจจุบันมีหมายจับออกแล้ว แรงงานไทยที่ถูกจับกุมให้การว่า ความเป็นจริงห่างไกลจากภาพใน TikTok สิ้นเชิง หลายรายทนทำงานกลางแดดไม่ไหว บางส่วนไม่มีงานต่อเนื่องตามที่โฆษณา แม้จะได้ค่าจ้างวันละ 1,800 เหรียญไต้หวัน แต่ถูกหักค่านายหน้าวันละ 200 เหรียญ บวกค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ทำให้รายได้สุทธิไม่พอคืนทุนค่าตั๋วและค่าดำเนินการที่เสียไป นอกจากนี้ยังถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าไต้หวันในอนาคต</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แฝดสาวชาวไทยไลฟ์สดและโพสต์วิดีโอบน TikTok นำเสนอภาพชีวิตผีน้อยไทยในไต้หวันอย่างสวยงาม รวมถึงการโชว์เงินสดและกิจกรรมท่องเที่ยวในวันหยุด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัยการเขตหยุนหลินยื่นฟ้องนายเฉินและ น.ส. เนย ในข้อหาจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตและแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน ขณะที่กลุ่มนายจ้างในพื้นที่ถูกส่งตัวให้กองแรงงานหยุนหลินดำเนินการปรับตามระเบียบ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานอัยการเมืองหยุนหลินเตือนชาวไทยอย่าหลงเชื่อโฆษณาจัดหางานบนโซเชียลมีเดียที่อ้างรายได้ดีและงานสบาย ชี้ว่าชาวต่างชาติที่ประสงค์จะทำงานในไต้หวันต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานตามกฎหมายเท่านั้น การใช้ช่องทางยกเว้นวีซ่าเดินทางเข้ามาทำงานนั้น นอกจากผิดกฎหมายแล้ว ยังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบโดยปราศจากความคุ้มครองใด ๆ</p>
<p class="MsoNormal">4. อุบัติเหตุซ้ำซาก! คานเหล็กชั้น 48 ร่วงทับช่างเชื่อมไทยวัย 27 ปีดับ เกาสงสั่งหยุดไซต์งานทันที</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกิดเหตุสลดในไซต์ก่อสร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เขตกู่ซาน นครเกาสง เมื่อเวลา 10.00 น. เศษ วันที่ 24 มีนาคม 2026 หลังวัสดุก่อสร้างร่วงหล่นจากที่สูง ส่งผลให้แรงงานไทยเสียชีวิต 1 ราย และรถยนต์ที่จอดริมถนนได้รับความเสียหาย 2 คัน ทางการนครเกาสงสั่งระงับการก่อสร้างทันทีพร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">คานเหล็กร่วงกระแทกและทับช่างเชื่อมไทยวัย 27 ปีเสียชีวิตบนชั้น 48 อาคารห้างสรรพสินค้าที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง (ภาพจาก SETN)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการยกโครงสร้างเหล็กที่ชั้น 48 โดยเบื้องต้นสันนิษฐานว่าสลักเกลียวรับน้ำหนักขาด ทำให้คานเหล็กหนักกว่า 1.5 ตันและเหล็กเส้นจำนวนมากร่วงลงมาสู่พื้น หลังเกิดเหตุราว 40 นาที เพื่อนร่วมงานจึงพบแรงงานไทยวัย 27 ปี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เชื่อมโลหะอยู่บนชั้น 48 ถูกคานทับและกระแทกไม่มีสัญญาณชีพ เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่แพทย์ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">คานเหล็กและเหล็กเส้นบางส่วนร่วงลงสู่พื้น ทำให้รถยนต์ที่จอดอยู่ข้างทางเสียหาย 2 คัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองควบคุมอาคารนครเกาสงเปิดเผยว่า หน่วยงานแรงงานและสมาคมสถาปนิกได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุแล้ว และได้ออกคำสั่งหยุดงานทั้งหมด กำหนดโทษปรับ พร้อมส่งดำเนินคดี ภายใต้กฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายความปลอดภัยและอาชีวอนามัย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สถานที่เกิดเหตุบนชั้น 48</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โครงการนี้รับเหมาก่อสร้างโดยบริษัท Samsung C&amp;T และจ้างแรงงานไทยทั้งหมดประมาณ 400 คน ทั้งนี้ อุบัติเหตุครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านความปลอดภัยในไซต์งานที่ยังคงคาราคาซัง ส่วนแรงงานผู้เสียชีวิตเดินทางมาจากจังหวัดขอนแก่น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">โครงการก่อสร้างชอปปิงมอลล์ขนาดใหญ่ที่เกิดเหตุ รับเหมาก่อสร้างโดยบริษัท&nbsp;Samsung C&amp;T และจ้างแรงงานไทยประมาณ 400 คน&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านสำนักงานแรงงานไทย นครเกาสง ได้ประสานงานกับทายาทของผู้เสียชีวิตและอำนวยความสะดวกในการเดินทางมาไต้หวัน เพื่อเข้าร่วมการชันสูตรพลิกศพของอัยการในวันศุกร์ที่ 27 มีนาคมนี้ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านการจัดการศพและการเจรจาสิทธิประโยชน์จากนายจ้างต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายณัฐชยวัศ สงวนไชยกฤษณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงาน เกาสง (คนที่ 1 จากซ้าย) ช่วยประสานงานและอำนวยความสะดวกแก่ทายาทผู้ตาย กำลังรับมารดา บิดาและน้องสาวผู้ตายที่เดินทางถึงสนามบินเกาสง (ภาพจาก สนร. เกาสง)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=100802</guid>
      <pubDate>Fri, 27 Mar 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260327_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36035520" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. นโยบายไม่เก็บค่าหัวคิวใกล้เป็นจริง? สหรัฐฯ เตรียมตรวจสอบประเด็นแรงงานบังคับในหลายประเทศ ไต้หวันเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/3/original/ff3461ad-9380-4d5d-b349-71cea61ae35a.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>64</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=100268</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ยอดแรงงานต่างชาติในไต้หวันพุ่งทะลุ 870,000 คน ขณะที่จำนวนแรงงานผิดกฎหมายลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานของไต้หวันเปิดเผยสถิติแรงงานต่างชาติล่าสุด ระบุว่า ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 จำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันรวมทั้งสิ้นได้ทะลุ 870,000 คนแล้ว ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างชาติใบอนุญาตจ้างงานถูกต้องตามกฎหมายเกือบ 771,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 4,624 คน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติในไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุ 870,000 คน&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประเด็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ จำนวนแรงงานที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุหรือหลบหนีนายจ้างจนกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยในเดือนมกราคมลดเหลือ 99,751 คน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขต่ำกว่า 100,000 คน นับตั้งแต่เดือนกันยายนของปีที่ผ่านมา</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาคการผลิตและผู้อนุบาลในครัวเรือนฟื้นตัว: ความต้องการแรงงานเพิ่มกว่า 2,000 รายในเดือนเดียว</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อจำแนกตามประเภทอุตสาหกรรม แรงงานในภาคอุตสาหกรรมมีจำนวนรวม 543,106 คน โดยเฉพาะในภาคการผลิต มีจำนวน 484,669 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 2,061 คน สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการกำลังคนในภาคการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วนการลดลงของตัวเลขในเดือนก่อนหน้านั้น คาดว่าเป็นผลจากการปรับโครงสร้างกำลังแรงงานตามรอบปี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติในไต้หวันพุ่งทะลุ 870,000 คน ขณะที่จำนวนแรงงานผิดกฎหมายลดลงเล็กน้อยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในภาพเป็นกลุ่มแรงงานเวียดนามถูกกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อพิจารณาในระดับกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีแรงงานเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 855 คน ตามมาด้วยกลุ่มคอมพิวเตอร์และผลิตภัณฑ์ออปติก 515 คน และกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้ารวมถึงอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มละกว่า 250 คน ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ส่วนใหญ่มีจำนวนแรงงานทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อย ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ความต้องการแรงงานในภาคการผลิตยังคงได้รับแรงหนุนหลักจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)</p>
<p class="MsoNormal">ภาคก่อสร้าง: ภาคเอกชนขยายตัว แม้โครงการรัฐหดตัวลง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในส่วนของภาคการก่อสร้าง มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา กล่าวคือ โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ภาครัฐมีจำนวนแรงงานลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 เหลือ 19,358 คน ในขณะที่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ภาคเอกชนมีแรงงาน 4,890 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 3,737 คน และงานก่อสร้างทั่วไปมีแรงงาน 10,070 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,679 คน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ความต้องการแรงงานต่างชาติในไต้หวันยังคงขับเคลื่อนโดยสองแรงหลัก ได้แก่ ภาคเทคโนโลยีขั้นสูงและภาคสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะผู้อนุบาลในครัวเรือน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้ตัวเลขแรงงานในโครงการก่อสร้างภาครัฐจะลดลง แต่งบประมาณก่อสร้างภาครัฐในปีนี้กลับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16.1 การลดลงดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนว่าความต้องการแรงงานลดลงแต่อย่างใด หากแต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการนำเข้าแรงงานโดยหันมาใช้โควตาประเภทก่อสร้างทั่วไปแทน รวมถึงการโอนย้ายกำลังคนภายหลังสิ้นสุดโครงการ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ มียอดรวม 11,819 คน และคาดว่าจะทะลุ 12,000 คนในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่แรงงานในกลุ่มรีไซเคิลขยะและทรัพยากรขยายตัวอย่างมั่นคงที่ 457 คน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ความต้องการแรงงานต่างชาติในไต้หวันยังคงขับเคลื่อนโดยสองแรงหลัก ได้แก่ ภาคเทคโนโลยีขั้นสูงและภาคสวัสดิการสังคม</p>
<p class="MsoNormal">จำแนกตามสัญชาติ อินโดนีเซียครองอันดับ 1 ไทยอยู่อันดับ 4</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อจำแนกแรงงานมีใบอนุญาตจ้างงานยังมีผลใช้บังคับหรือแรงงานถูกกฎหมาย โดยหักลบแรงงานต่างชาติส่วนที่หลบหนีตามสัญชาติ พบว่าแรงงานอินโดนีเซียมีจำนวนมากที่สุดถึง 296,346 คน เพิ่มขึ้น 2,760 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ในสายงานผู้อนุบาลในครัวเรือน รองลงมาคือแรงงานเวียดนาม 233,549 คน แรงงานฟิลิปปินส์ 171,991 คน เพิ่มขึ้น 1,739 คน ซึ่งส่วนใหญ่เข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรม ICT และแรงงานไทย 68,949 คน ตามลำดับ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างความต้องการแรงงานต่างชาติในไต้หวันยังคงขับเคลื่อนโดยสองแรงหลัก ได้แก่ ภาคเทคโนโลยีขั้นสูงและภาคสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะผู้อนุบาลในครัวเรือน ซึ่งทั้งสองภาคมีแนวโน้มจะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของไต้หวันในระยะยาว</p>
<p class="MsoNormal">2. เดินเข้ากองไฟ! แรงงานไทยโดนปรับ 150,000 เหรียญ หลังดื่มสุราขี่จักรยานไฟฟ้าเข้าสถานีตำรวจเยี่ยมเพื่อนที่ถูกจับ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายภาคภูมิ (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานในโรงงานฟอกย้อมแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมจงลี่ ได้ดื่มสุราแล้วขี่จักรยานไฟฟ้าไปเยี่ยมเพื่อนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานีตำรวจหลูจู๋ นครเถาหยวน เมื่อเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กลิ่นสุราได้ทันที และเฝ้าระวังเขาตลอดเวลา เมื่อเสร็จสิ้นการเยี่ยมเพื่อน นายภาคภูมิได้ขี่จักรยานไฟฟ้ากลับหอพักของโรงงาน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์รอตรวจอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจเรียบร้อยแล้ว ผลการตรวจพบว่ามีระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงถึง 0.39 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 0.15 มิลลิกรัมต่อลิตร เขาจึงถูกจับกุมและส่งฟ้องต่อศาล</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก 3 เดือน พร้อมค่าปรับ 60,000 เหรียญไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายไต้หวัน โทษจำคุกที่ไม่เกิน 6 เดือนสามารถชำระเงินแทนการจำคุกได้ในอัตรา 1,000&ndash;3,000 เหรียญต่อวัน ในกรณีนี้ศาลอนุญาตให้ชำระในอัตราวันละ 1,000 เหรียญ ส่งผลให้ยอดรวมที่ต้องจ่ายทั้งหมดสูงถึง 150,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หมายเรียกสำนักงานอัยการเถาหยวน สั่งให้แรงงานไทยรายนี้ไปรายงานตัวและชำระค่าปรับตามคำตัดสินของศาล รวมทั้งสิ้น 150,000 เหรียญ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ล่ามของบริษัทจัดหางานรายหนึ่งซึ่งดูแลแรงงานไทยกลุ่มนี้เปิดเผยว่า แรงงานไทยในความดูแลทุกคนทำงานได้ดีเป็นที่ชื่นชอบของนายจ้าง แต่มีปัญหาเรื่องการดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เสียค่าปรับในช่วง 60,000&ndash;90,000 เหรียญ แต่กรณีของนายภาคภูมิถือว่าหนักที่สุด และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ผู้กระทำผิดดื่มสุราแล้วขี่รถเข้าไปในสถานีตำรวจด้วยตนเอง ซึ่งเปรียบได้กับการเดินเข้ากองไฟ ทั้งนี้ ค่าปรับในแต่ละกรณีอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของอัยการและการตัดสินของผู้พิพากษาเป็นสำคัญ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เนื่องจากโรงงานฟอกย้อมแห่งนี้มีผลประกอบการดี มีการทำงานล่วงเวลา สวัสดิการและรายได้ค่อนข้างดี ประกอบกับนายภาคภูมิเพิ่งทำงานครบ 3 ปีและต่อสัญญาใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว ล่ามจึงแนะนำให้ชำระค่าปรับตามคำสั่งของศาล เพื่อให้สามารถทำงานและเก็บเงินต่อไปได้ พร้อมกันนั้นก็ขอให้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องจดจำ และขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์เตือนแรงงานไทยคนอื่น ๆ ให้ตระหนักว่า ห้ามดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะโดยเด็ดขาด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รัฐบาลไต้หวันให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสาธารณะอย่างยิ่ง และได้ปรับปรุงกฎหมายให้เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กฎหมายการจราจรทางบกและการลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรฉบับล่าสุดปี 2567 แบ่งโทษออกเป็น 2 ระดับ ดังนี้ :</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระดับที่ 1 &mdash; โทษปรับ (ระดับแอลกอฮอล์ 0.15 มก./ล. ขึ้นไป) ผู้ที่ขับขี่จักรยานไฟฟ้าหรือรถมอเตอร์ไซค์แล้วมีระดับแอลกอฮอล์เกินมาตรฐาน มีโทษปรับ 15,000&ndash;90,000 เหรียญ หากเป็นรถยนต์ ค่าปรับเพิ่มเป็น 30,000&ndash;120,000 เหรียญ พร้อมถูกยึดใบขับขี่ 1&ndash;4 ปี หากกระทำผิดซ้ำ โทษจะหนักขึ้นตามลำดับ โดยครั้งที่สองค่าปรับขั้นต้นสำหรับจักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์อยู่ที่ 90,000 เหรียญ และรถยนต์อยู่ที่ 120,000 เหรียญ ส่วนครั้งที่สามขึ้นไปจะเพิ่มค่าปรับอีกครั้งละ 90,000 เหรียญ พร้อมยึดใบขับขี่ตลอดไป กรณีปฏิเสธการเป่าลม ค่าปรับเริ่มต้นที่ 180,000 เหรียญ และถูกยึดใบขับขี่ตลอดชีพ นอกจากนี้ ผู้ที่ซ้อนท้ายหรือนั่งร่วมมาในยานพาหนะคันเดียวกันโดยไม่ห้ามปราม ก็มีโทษปรับเช่นกันในอัตรา 6,000&ndash;15,000 เหรียญ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เตือนแรงงานไทยหลีกเลี่ยงดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะ ตำรวจไต้หวันเอาจริง มีการตรวจเข้มและตรวจต่อเนื่อง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระดับที่ 2 &mdash; โทษทางอาญา (ระดับแอลกอฮอล์ 0.25 มก./ล. ขึ้นไป) กรณีเมาแล้วขับโดยไม่เกิดอุบัติเหตุ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 300,000 เหรียญ หากขับชนจนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส โทษจำคุกเพิ่มขึ้นเป็น 1&ndash;7 ปี ปรับสูงสุด 1,000,000 เหรียญ และหากเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต โทษจำคุกอยู่ที่ 3&ndash;10 ปี ปรับสูงสุด 2,000,000 เหรียญ กรณีกระทำผิดซ้ำและชนคนบาดเจ็บสาหัส โทษจำคุกเพิ่มเป็น 3&ndash;10 ปี ปรับสูงสุด 2,000,000 เหรียญ หากเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต โทษจำคุกสูงสุด 5 ปีขึ้นไป และปรับสูงสุดถึง 3,000,000 เหรียญ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ่งที่แรงงานไทยทุกคนควรตระหนักเป็นพิเศษคือ ผู้ที่ถูกเนรเทศเนื่องจากคดีเมาแล้วขับมีโอกาสกลับเข้าไต้หวันน้อยมาก แตกต่างจากกรณีแรงงานหลบหนีที่ถูกจับส่งกลับและถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าไต้หวันสูงสุดเพียง 7 ปี แต่สำหรับคดีเมาแล้วขับนั้น อาจถูกห้ามเข้าประเทศอย่างถาวร พิษภัยของการดื่มสุราจึงไม่ได้จบแค่ค่าปรับหรือโทษจำคุก แต่อาจพรากโอกาสในการทำงานและสร้างอนาคตในไต้หวันไปตลอดกาล</p>
<p class="MsoNormal">3. กร่างไม่เลิก! ศาลอุทธรณ์ไทจงยืนโทษจำคุก 7 ปี 2 เดือน แรงงานไทยแทงเพื่อนร่วมชาติดับ ก่อนก่อเหตุซ้ำซ้อมเพื่อนร่วมห้องขังชาวไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ศาลอุทธรณ์ไทจงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุกแรงงานไทยรายหนึ่ง 7 ปี 2 เดือน ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย หลังใช้มีดปอกผลไม้แทงเพื่อนร่วมชาติที่พักอาศัยและทำงานด้วยกันจนเสียชีวิต ที่น่าเป็นห่วงคือระหว่างรอการพิจารณาคดี จำเลยยังคงแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยการเตะต่อยเพื่อนร่วมห้องขังชาวไต้หวันในเรือนจำไทจง จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าควบคุมตัวและใส่ตรวนเพื่อระงับเหตุ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยคือนายศักดิ์สิทธิ์ อายุ 34 ปี ชาวจังหวัดอุดรธานี ส่วนผู้เสียชีวิตคือนายนพดล อายุ 46 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา ทั้งสองเป็นแรงงานไทยที่ทำงานในโรงงานผลิตเครื่องมือช่างแห่งหนึ่งบนถนนเหรินเหม่ย เขตต้าหลี่ นครไทจง และพักอาศัยอยู่ในหอพักเดียวกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งคู่มีปากเสียงขัดแย้งกันเป็นประจำในเรื่องเล็กน้อยของชีวิตประจำวัน จนกระทั่งราวสามทุ่มของคืนวันที่ 28 ธันวาคม 2567 เกิดการโต้เถียงขึ้นอีกครั้งภายในห้องพัก ขณะที่นายศักดิ์สิทธิ์อยู่ในอาการมึนเมา เขาเกิดอารมณ์โกรธจัด คว้ามีดปอกผลไม้จากตู้แล้วแทงเข้าที่บริเวณช่องท้องของนายนพดลอย่างรุนแรง นายนพดลเสียชีวิตในเช้าวันถัดมา อัยการจึงฟ้องดำเนินคดีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในชั้นพิจารณา จำเลยรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา แต่ขอให้ศาลเมตตาบรรเทาโทษ โดยอ้างว่าที่ลงมือไปเป็นเพราะป้องกันตัว เนื่องจากก่อนเกิดเหตุเคยถูกผู้ตายใช้มีดคัตเตอร์ข่มขู่มาก่อน นอกจากนี้ยังอ้างว่าได้พยายามชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทผู้ตายด้วยการโอนเงินค่าจ้างเป็นรายเดือน และยืนยันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นจากอาการมึนเมาและอารมณ์ชั่ววูบ อย่างไรก็ตาม พยานซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานหลายรายให้การตรงกันว่า ไม่เคยเห็นผู้ตายมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือทะเลาะวิวาทกับใครมาก่อนเลย ศาลจึงไม่รับฟังข้อต่อสู้ดังกล่าว และมีคำพิพากษาจำคุก 7 ปี 2 เดือน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายศักดิ์สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ขอลดโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ภาคไทจงมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา โดยให้ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ พร้อมระบุว่าเมื่อพ้นโทษแล้วให้เนรเทศออกนอกประเทศทันที อย่างไรก็ดี จำเลยยังคงมีสิทธิ์ยื่นฎีกาต่อศาลสูงสุดได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=100268</guid>
      <pubDate>Fri, 20 Mar 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260320_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36015360" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ยอดแรงงานต่างชาติในไต้หวันพุ่งทะลุ 870,000 คน ขณะที่จำนวนแรงงานผิดกฎหมายลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/3/original/1dd54664-bfff-4b4d-8826-b9df8d769f9e.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>63</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=99662</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ตลาดโอนเงินแรงงานต่างชาติในไต้หวันโตพุ่ง! ยอดธุรกรรมปี 68 ทะลุ 1.29 แสนล้าน สถิติชี้โอนเฉลี่ยกว่า 1 หมื่นเหรียญต่อครั้ง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวัน (FSC) เปิดเผยสถิติล่าสุดพบว่า มูลค่าการโอนเงินออกนอกประเทศของแรงงานต่างชาติผ่านแอปพลิเคชันในปี 2568 เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทะลุหลักแสนล้านเหรียญไต้หวัน สะท้อนให้เห็นว่า แรงงานต่างชาติที่หันมาใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลที่ถูกกฎหมายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติในไต้หวันหันมาใช้บริการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัลที่ถูกกฎหมายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ภาพจาก ftvnews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; FSC รายงานว่า ตลอดปี 2568 มูลค่าการโอนเงินออกต่างประเทศของแรงงานต่างชาติผ่านแอปพลิเคชันมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 129,111.36 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 53.36 ขณะที่จำนวนรายการธุรกรรมพุ่งทะลุ 12.35 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.18 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ร้านค้าบริการแรงงานต่างชาติหลังสถานีรถไฟเถาหยวน (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ FSC ระบุว่า ปัจจัยหลักที่หนุนการเติบโตทั้งด้านมูลค่าและจำนวนธุรกรรม มาจากการที่ผู้ให้บริการเร่งขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแรงงานต่างชาติมีความคุ้นเคยและเชื่อมั่นในการใช้บริการโอนเงินผ่านแอปที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการรายใหม่สนใจเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบัน FSC ให้ใบอนุญาตผู้ให้บริการโอนเงินรายย่อยผ่านแอปสำหรับแรงงานต่างชาติแล้ว 5 ราย ได้แก่ Qpay, Digital Idea, Thaimoney, May God และ Remitech Finance International โดยในจำนวนนี้มีเพียง Qpay และ Thaimoney ที่เปิดให้บริการแก่แรงงานไทยแล้ว ส่วน May God อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการกลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ FSC ระบุว่ายังมีผู้ให้บริการอีกหลายรายที่อยู่ระหว่างยื่นขอใบอนุญาต เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่แรงงานต่างชาติมากยิ่งขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568 มีผู้ใช้งานลงทะเบียนสะสมรวมทั้งสิ้น 998,188 ราย ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดเก็บข้อมูล อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าจำนวนแรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่จริงในไต้หวัน ซึ่งอยู่ที่ 866,275 คน ตามสถิติของกระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าแรงงานหนึ่งคนอาจลงทะเบียนใช้งานมากกว่าหนึ่งแอปพลิเคชัน คล้ายกับการถือบัตรเครดิตหลายใบในเวลาเดียวกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อคำนวณจากยอดรวม พบว่าในปี 2568 แรงงานต่างชาติมียอดโอนเงินเฉลี่ย 10,447 เหรียญไต้หวันต่อครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่อยู่ที่ 9,413 เหรียญไต้หวัน คิดเป็นการขยายตัวร้อยละ 11 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า แนวโน้มสังคมสูงวัยและการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมของไต้หวันจะผลักดันให้จำนวนแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นในอนาคต และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาดโอนเงินกลุ่มนี้ขยายตัวต่อเนื่อง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับเงื่อนไขการใช้บริการ การโอนเงินผ่านแอปดังกล่าวเป็นการโอนทางเดียวจากไต้หวันไปยังประเทศปลายทางเท่านั้น และมีการกำหนดวงเงินเพื่อรักษาวินัยทางการเงินและป้องกันความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน โดยจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 30,000 เหรียญไต้หวันต่อรายการ ไม่เกิน 50,000 เหรียญต่อเดือน และไม่เกิน 500,000 เหรียญต่อปีรวมทุกแอปพลิเคชัน หากต้องการโอนเกินวงเงินรายเดือน แรงงานสามารถใช้บริการของผู้ให้บริการหลายรายร่วมกันได้ แต่ยอดรวมทั้งปียังคงต้องไม่เกินเพดานที่กำหนด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ วงเงินข้างต้นใช้บังคับเฉพาะการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของบริษัทรับโอนเงินรายย่อยสำหรับแรงงานต่างชาติเท่านั้น ไม่ครอบคลุมการโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารซึ่งสามารถทำได้โดยไม่นับรวมยอดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากยอดโอนผ่านเคาน์เตอร์สูงกว่ารายได้ปกติ ธนาคารจะขอหลักฐานแหล่งที่มาของเงิน เช่น เงินชดเชยจากกองทุนประกันแรงงาน โบนัสจากนายจ้าง หรือหลักฐานการทำงานล่วงเวลา เนื่องจากการโอนผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารต้องเป็นไปตามกฎระเบียบธนาคารและกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน</p>
<p class="MsoNormal">2. ไม่เข็ด! ตำรวจบุกตรวจซ้ำโรงงานแปรรูปโลหะกลางหุบเขาอู๋กู่ รวบ 14 ผีน้อยไทย นายจ้างแสบโดนโทษจำคุก-ค่าปรับหลักล้าน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปแถลงผลปฏิบัติการบุกตรวจค้นโรงงานแปรรูปโลหะในพื้นที่ห่างไกลของเขตอู๋กู่ถึง 2 ครั้ง ในช่วงปีที่ผ่านมา สามารถจับกุมแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายได้รวมทั้งสิ้น 21 ราย ในจำนวนนี้เป็นชาวไทยที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว 14 ราย ก่อนส่งเรื่องให้กองแรงงานนครนิวไทเปพิจารณาบทลงโทษตามกฎหมายการจ้างงานต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจบุกตรวจโรงงานแปรรูปโลหะกลางหุบเขาอู๋กู่ถึง 2 ครั้ง จับกุมชาวต่างชาติทำงานผิดกฎหมาย 21 ราย เป็นผีน้อยไทย 14 ราย (ภาพจาก nexapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">ปฏิบัติการครั้งแรก ฝ่าดงเขาตรวจค้นกลางดึก จับได้ 6 ราย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสืบสวนและรับแจ้งเบาะแส เจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าตรวจค้นโรงงานแห่งนี้เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคมของปีที่ผ่านมา โรงงานตั้งอยู่บนภูเขาที่เข้าถึงยาก มีถนนคดเคี้ยวและสภาพพื้นที่ซับซ้อน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมต้องลงพื้นที่สำรวจเส้นทางในยามค่ำคืนท่ามกลางเสียงสุนัขเห่าหอน เพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานอย่างยากลำบาก</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเข้าถึงโรงงานได้ เจ้าหน้าที่พบแรงงานต่างชาติกำลังทำงานแปรรูปโลหะโดยไม่ทันระวังตัว จึงสามารถบันทึกภาพหลักฐานการทำงานผิดกฎหมายได้อย่างครบถ้วน ผลการปฏิบัติการครั้งแรกจับกุมผู้กระทำผิดได้ 6 ราย เป็นชาวไทยที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวและพำนักเกินกำหนดวีซ่า 5 ราย และแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายอีก 1 ราย นายอู๋ ซึ่งเป็นนายจ้าง ถูกกองแรงงานนครนิวไทเปสั่งปรับเป็นเงิน 350,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจบุกตรวจโรงงานแปรรูปโลหะกลางหุบเขาอู๋กู่ถึง 2 ครั้ง จับกุมชาวต่างชาติทำงานผิดกฎหมาย 21 ราย เป็นผีน้อยไทย 14 ราย (ภาพจาก nexapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">ไม่เข็ดหลาบ ถอดป้ายหนีกฎหมาย แต่ถูกบุกตรวจซ้ำอีกครั้ง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้จะเคยถูกปรับไปแล้ว นายอู๋กลับไม่ยอมเลิกพฤติกรรม โดยใช้วิธีถอดป้ายชื่อโรงงานออกเพื่อพรางตาเจ้าหน้าที่ และเปลี่ยนมาดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและจ้างแรงงานผิดกฎหมายต่อไปตามเดิม</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสการกระทำผิดซ้ำ จึงวางแผนบุกตรวจค้นอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผลการตรวจค้นพบเป็นชาวไทยที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวและพำนักเกินกำหนดวีซ่า 9 ราย โดย 5 รายกำลังทำงานขัดแต่งโลหะอยู่ที่ชั้น 1 และอีก 4 รายพักผ่อนอยู่ในหอพักชั้น 2 เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีและเตรียมส่งกลับประเทศต่อไป ส่วนนายอู๋นั้น นอกจากต้องเผชิญค่าปรับจำนวนมากแล้ว ยังอาจถูกดำเนินคดีอาญาด้วย ซึ่งมีโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 1.2 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจบุกตรวจโรงงานแปรรูปโลหะกลางหุบเขาอู๋กู่ถึง 2 ครั้ง จับกุมชาวต่างชาติทำงานผิดกฎหมาย 21 ราย เป็นผีน้อยไทย 14 ราย (ภาพจาก nexapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเประบุว่า จะยังคงเสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อปราบปรามแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายและกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิในการทำงานของประชาชนชาวไต้หวันและแรงงานต่างชาติที่ถูกกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พร้อมกันนี้ยังฝากเตือนไปยังนายจ้างทุกรายให้ปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงานอย่างเคร่งครัด โดยต้องยื่นขออนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติให้ถูกต้องก่อนทุกครั้ง หากฝ่าฝืนจ้างชาวต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 150,000 ถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน และหากกระทำผิดซ้ำภายใน 5 ปี จะถูกดำเนินคดีอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 1.2 ล้านเหรียญไต้หวัน ทางการจึงขอเตือนว่า อย่าเสี่ยงกระทำผิดกฎหมายเพียงเพราะหวังผลประโยชน์ระยะสั้น เพราะอาจนำมาซึ่งความเสียหายที่หนักกว่าหลายเท่าในภายหลัง</p>
<p class="MsoNormal">3. รวบ 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย รับจ้างขนยาจากไทยเข้าไต้หวัน หวังเงินค่าจ้าง 5,000 แต่พลาดท่าแผนลวง &ldquo;สลับของ&rdquo; ของตำรวจ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานอัยการเมืองหยุนลินแถลงผลการดำเนินคดีขบวนการลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากประเทศไทย โดยมีผู้ต้องหาเป็นแรงงานชาวเวียดนาม 2 ราย ได้แก่ นายเหงียน อายุ 42 ปี และนายเจิ่น อายุ 25 ปี ซึ่งร่วมกันลักลอบนำเข้ากัญชาน้ำหนัก 2.2 กิโลกรัม มูลค่าตลาดกว่า 3 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยซุกซ่อนมาในบรรจุภัณฑ์หมวกคลุมผมและครีมบำรุงเส้นผมเพื่อพรางสายตาเจ้าหน้าที่ ทั้งคู่ถูกจับกุมได้จากปฏิบัติการ "สลับของในพัสดุ" ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอัยการได้สั่งฟ้องเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ในข้อหาลักลอบขนส่งยาเสพติด ซึ่งมีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกไม่น้อยกว่า 10 ปี พร้อมปรับสูงสุด 15 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">รวบ 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย รับจ้างขนยาจากไทยเข้าไต้หวัน หวังเงินค่าจ้าง 5,000 แต่พลาดท่าแผนลวง "สลับของ" ของตำรวจ (ภาพจากสำนักงานอัยการหยุนหลิน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรด่านเกาสงตรวจพบพัสดุต้องสงสัยที่ส่งมาจากประเทศไทย จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบกัญชาบรรจุอยู่ภายในรวม 10 ห่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเฉพาะกิจจึงวางแผนปฏิบัติการ "สลับของ" โดยนำกัญชาทั้งหมดออกจากกล่องพัสดุแล้วแทนที่ด้วยหญ้าหางกระต่าย ก่อนปล่อยให้พนักงานไปรษณีย์นำส่งตามที่อยู่ปลายทางที่ระบุไว้ พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ในที่สุด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">รวบ 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย รับจ้างขนยาจากไทยเข้าไต้หวัน หวังเงินค่าจ้าง 5,000 แต่พลาดท่าแผนลวง "สลับของ" ของตำรวจ (ภาพจากสำนักงานอัยการหยุนหลิน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสืบสวน พบว่านายเหงียนมีสถานะเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ส่วนนายเจิ่นเคยทำงานในบริษัทเดียวกันมาก่อน ทั้งคู่ได้รับการติดต่อจากผู้บงการในต่างประเทศที่ยังไม่ทราบตัวตน ให้ช่วยรับและกระจายยาเสพติดเพื่อแลกกับค่าจ้างเพียง 5,000 เหรียญไต้หวันเท่านั้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">รวบ 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย รับจ้างขนยาจากไทยเข้าไต้หวัน โดยซุกซ่อนมาในบรรจุภัณฑ์หมวกคลุมผมและครีมบำรุงเส้นผมเพื่อพรางสายตาเจ้าหน้าที่ (ภาพจากสำนักงานอัยการหยุนหลิน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แผนการดำเนินงานคือให้ส่งพัสดุไปยังตำบลหลุนเป่ย เมืองหยุนหลิน จากนั้นนายเหงียนจะไปรับพัสดุแล้วนำไปยังเพิงพักคนงานใกล้เขตอุตสาหกรรมม่ายเหลียว เพื่อแยกและบรรจุใหม่ก่อนกระจายต่อ อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม และสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายพร้อมของกลาง ได้แก่ พัสดุที่ถูกสลับแล้ว และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อสื่อสาร ในช่วงเดือนตุลาคมและธันวาคมที่ผ่านมา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">รวบ 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย รับจ้างขนยาจากไทยเข้าไต้หวัน หวังเงินค่าจ้าง 5,000 แต่พลาดท่าแผนลวง "สลับของ" ของตำรวจ (ภาพจากสำนักงานอัยการหยุนหลิน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานอัยการหยุนลินสรุปสำนวนและยื่นฟ้องต่อศาลในสองข้อหาหลัก ได้แก่ การละเมิดกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ฐานนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 และความผิดฐานลักลอบนำเข้าสินค้าควบคุม โดยโทษสูงสุดตามกฎหมายคือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกไม่น้อยกว่า 10 ปี และปรับสูงสุดถึง 15 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">รวบ 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย รับจ้างขนยาจากไทยเข้าไต้หวัน หวังเงินค่าจ้าง 5,000 แต่พลาดท่าแผนลวง "สลับของ" ของตำรวจ (ภาพจากสำนักงานอัยการหยุนหลิน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานอัยการระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รูปแบบการลักลอบขนยาเสพติดมีความซับซ้อนและแนบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมักอาศัยการส่งพัสดุข้ามพรมแดนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังคงดำเนินมาตรการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจ ศุลกากร และหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อสกัดกั้นอาชญากรรมด้านยาเสพติด และรักษาความปลอดภัยของสังคมรวมถึงสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=99662</guid>
      <pubDate>Fri, 13 Mar 2026 00:00:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260313_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36028800" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ตลาดโอนเงินแรงงานต่างชาติในไต้หวันโตพุ่ง! ยอดธุรกรรมปี 68 ทะลุ 1.29 แสนล้าน สถิติชี้โอนเฉลี่ยกว่า 1 หมื่นเหรียญต่อครั้ง<o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/3/original/2921e462-213d-4c1c-a97e-49c8f133b5bb.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>62</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=99146</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. สหภาพแรงงาน TaiDoc Technology บุกยื่นหนังสือประท้วงที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าหัวคิวและค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน เดินหน้าชุมนุมหน้าที่ว่าการนครนิวไทเป เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนเรียกร้องให้รัฐบาลนครนิวไทเปดำเนินการตามกฎหมาย ประกอบด้วยการสั่งระงับโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติของบริษัท คืนตำแหน่งให้ผู้บริหารสหภาพที่ถูกเลิกจ้างกว่า 30 คนพร้อมจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เรียกคืนเงินที่ฝ่ายนายจ้างปล่อยบริษัทจัดหางานเรียกเก็บโดยมิชอบ ตลอดจนหยุดกดดันสหภาพและยุติการตั้งกลุ่มตัวแทนฝ่ายนายจ้างเพื่อแทรกแซงองค์กรแรงงาน ทั้งนี้ กองแรงงานนครนิวไทเปได้ส่งเจ้าหน้าที่รับหนังสือและให้คำมั่นว่าจะปกป้องสิทธิแรงงานตามกฎหมายอย่างเต็มที่</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน ยื่นหนังสือประท้วงหน้าที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง (ภาพจาก news.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สหภาพแรงงานเปิดเผยว่า TaiDoc Technology ทำกำไรมหาศาลในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากการจำหน่ายเครื่องวัดออกซิเจนในเลือดและชุดตรวจ ATK แต่กลับนำเข้าแรงงานต่างชาติเพื่อลดต้นทุนการผลิต และปล่อยให้บริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าหัวคิวสูงเกินจริง พร้อมใช้มาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติอย่างไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สหภาพแรงงานซึ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อราวครึ่งปีก่อน มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อกำหนดการบริหารหอพักที่ไร้มนุษยธรรม ยกเลิกเงื่อนไขที่เลือกปฏิบัติต่อแรงงานหญิงตั้งครรภ์ และผลักดันการคุ้มครองสิทธิแรงงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมาได้เดินทางไปประท้วงที่กระทรวงแรงงานแล้วถึงสี่ครั้ง และผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยรวมถึงคำวินิจฉัยด้านการกระทำอันไม่เป็นธรรมทางแรงงานหลายครั้ง จนบริษัทต้องแก้ไขข้อกำหนดบางประการ รวมถึงเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับกรณีการตั้งครรภ์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน ยื่นหนังสือประท้วงหน้าที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง (ภาพจาก news.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม สหภาพระบุว่าฝ่ายนายจ้างกลับทวีความแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงเลิกจ้างแกนนำสหภาพกว่า 30 คน รวมแรงงานต่างชาติ 7 คนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังชี้นำพนักงานคนอื่นให้แทรกซึมเข้ามาในสหภาพ เปิดเพจสหภาพปลอมเพื่อสร้างความสับสน และพยายามบ่อนทำลายความเป็นอิสระขององค์กรแรงงาน อันถือเป็นการละเมิดกฎหมายสหภาพแรงงานและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างชัดเจน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ สหภาพยังกล่าวหาว่าฝ่ายบริหารพยายามสร้างความแตกแยกและยุยงให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างแรงงานไต้หวันกับแรงงานต่างชาติ โดยใช้แรงงานต่างชาติกดค่าแรงคนท้องถิ่น และในขณะเดียวกันก็ใช้แรงงานท้องถิ่นเป็นเครื่องมือกดขี่แรงงานต่างชาติ ทั้งที่สหภาพยืนยันชัดเจนว่าพร้อมเปิดรับสมาชิกทุกสัญชาติโดยไม่แบ่งแยก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน ยื่นหนังสือประท้วงหน้าที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง (ภาพจาก news.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เซียวฮุ่ยหมิ่น หัวหน้าฝ่ายแรงงานสัมพันธ์ กองแรงงานนครนิวไทเป กล่าวขณะรับหนังสือว่า การที่บริษัทเลิกจ้างแกนนำสหภาพทั้งหมดในระหว่างกระบวนการวินิจฉัยการกระทำที่ไม่เป็นธรรมด้านแรงงาน มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นการกระทำผิดกฎหมาย หากตรวจสอบพบว่าเป็นความจริงจะดำเนินการลงโทษอย่างหนัก พร้อมจัดสรรเงินสนับสนุนการดำเนินคดีเพื่อช่วยเหลือแกนนำสหภาพด้วย ส่วนประเด็นการระงับโควตาแรงงานต่างชาตินั้น แม้จะเป็นอำนาจของกระทรวงแรงงาน แต่กองแรงงานนิวไทเปประกาศชัดว่า หาก TaiDoc Technology ยื่นคำขอนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มเติม จะไม่ออกหนังสือรับรองการไม่ละเมิดกฎหมายแรงงานให้ เพื่อแสดงจุดยืนในการปกป้องสิทธิแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านบริษัท TaiDoc Technology ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า บริษัทว่าจ้างแรงงานต่างชาติมาเกือบ 20 ปี โดยไม่เคยมีการตักเตือน เลิกจ้าง หรือส่งตัวกลับด้วยเหตุจากการแต่งงานหรือตั้งครรภ์ กรณีที่ถูกกองแรงงานเถาหยวนสั่งปรับนั้นเป็นผลจากข้อมูลเท็จที่สหภาพแรงงานให้ไว้ และบริษัทได้ยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน ยื่นหนังสือประท้วงหน้าที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง (ภาพจาก news.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บริษัทยังชี้แจงว่าระเบียบหอพักที่บังคับใช้เป็นเพียงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของที่พักอาศัยส่วนกลาง ไม่มีการบังคับใช้แรงงาน ไม่เคยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการต่อสัญญาจากแรงงานต่างชาติ และไม่เคยแทรกแซงการรวมกลุ่มหรือการประท้วงหยุดงานของแรงงานแต่อย่างใด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ TaiDoc Technology Corporation ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอู๋กู่ นครนิวไทเป เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบวงจร ได้แก่ เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดอุณหภูมิทางหู/หน้าผาก เครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือด ชุดตรวจแอนติเจนโควิด-19 แบบเร่งด่วน เครื่องพ่นละอองยา เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ เครื่องวิเคราะห์ฮีโมโกลบินเอวันซี และเครื่องวัดสัญญาณชีพหลายพารามิเตอร์ ปัจจุบันมีแรงงานฟิลิปปินส์ทำงานในบริษัทชาติเดียวราว 140 คน ขณะที่มีแรงงานท้องถิ่นร่วม 1,000 คน</p>
<p class="MsoNormal">2. แรงงานชาวเวียดนามลืมเงินสด 4 ล้านเหรียญบนรถไฟ! คดีพลิกพบเครือข่ายโอนเงินใต้ดินผ่านร้านอาหาร มูลค่ากว่า 230 ล้าน อัยการสั่งฟ้อง 4 ราย พร้อมริบเงินของกลาง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีที่นายโห่ แรงงานชาวเวียดนามซึ่งมีสถานะถูกกฎหมาย ทำงานอยู่ที่โรงงานแปรรูปหินอ่อนแห่งหนึ่งในตำบลหมินสง เมืองเจียอี้ ลืมถุงบรรจุเงินสดจำนวน 4 ล้านเหรียญไต้หวันไว้บนรถไฟสายเจียอี้&ndash;ไถหนานของการรถไฟไต้หวัน (TRA) เมื่อค่ำวันที่ 7 พฤษภาคมปีที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การสืบสวนขยายผลจนพบเครือข่ายโอนเงินนอกระบบมูลค่ามหาศาลกว่า 230 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานชาวเวียดนามลืมเงินสด 4 ล้านเหรียญบนรถไฟ อ้างนำไปคืนพี่เคยพี่เขย ที่แท้เป็นเงินลูกค้าชาติเดียวกันที่ประสงค์โอนกลับบ้านผ่านร้านอาหาร</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสืบสวนของพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปรากฏว่านายโห่ได้ร่วมมือกับหญิงชาวเวียดนามอีกหนึ่งราย ลักลอบประกอบธุรกิจรับแลกเปลี่ยนและโอนเงินโดยผิดกฎหมาย คิดเป็นมูลค่าการโอนรวมไม่ต่ำกว่า 230,384,862 เหรียญไต้หวัน พนักงานอัยการจึงมีคำสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 4 ราย ในข้อหาละเมิดกฎหมายการธนาคาร และสั่งให้ริบเงิน 4 ล้านเหรียญดังกล่าวเป็นของกลาง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนวนฟ้องระบุว่า นางสาวฟานเล อายุ 33 ปี สัญชาติเวียดนาม ซึ่งเปิดร้านอาหารอยู่ในเขตหย่งคัง นครไถหนาน ได้ว่าจ้างนางสาวฟานจวง อายุ 22 ปี คนบ้านเดียวกันเป็นลูกจ้าง นับตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา นางสาวฟานเลใช้ร้านอาหารและช่องทางเฟซบุ๊กเป็นสื่อกลาง ให้บริการโอนเงินนอกระบบแก่แรงงานชาวเวียดนามในไต้หวันที่ประสงค์จะส่งเงินกลับประเทศ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่ประจำขบวนรถไฟเก็บเงินสดที่ผู้โดยสารลืมไว้บนรถจำนวน 4 ล้านเหรียญ (ภาพจาก knews-com-tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระบวนการดำเนินงานคือ เมื่อตกลงอัตราแลกเปลี่ยนกับลูกค้าแล้ว นางสาวฟานเลจะติดต่อผู้ร่วมขบวนการฝ่ายต้นทางในเวียดนาม ซึ่งยังไม่ทราบตัว เพื่อให้โอนเงินดองเวียดนามตามมูลค่าเทียบเท่าเข้าบัญชีธนาคารในประเทศเวียดนามตามที่ลูกค้าระบุ จากนั้นลูกค้าจะโอนหรือนำเงินสดเหรียญไต้หวันมามอบให้แก่นางสาวฟานเลหรือนางสาวฟานจวง โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมครั้งละ 50&ndash;300 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งสองให้การรับสารภาพว่าได้ดำเนินการโอนเงินจากไต้หวันไปยังเวียดนามตามคำสั่งลูกค้าไม่น้อยกว่า 191 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 7,033,440 เหรียญไต้หวัน กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและจับกุมเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมปีที่ผ่านมา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามลืมถุงสีดำไว้บนรถไฟ ข้างในมีเงินสดเงินสด 4 ล้านเหรียญไต้หวัน (ภาพจาก knews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 เป็นต้นมา นายโห่เข้าร่วมขบวนการกับนางสาวฟานเล โดยทำหน้าที่จัดหาลูกค้าชาติเดียวกันที่ต้องการโอนเงินกลับประเทศ เจรจาต่อรองอัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนเดินทางไปรับเงินสดจากลูกค้า ณ สถานที่นัดหมาย หรือให้ลูกค้านำเงินมาส่งที่ร้านอาหารในเขตหย่งคัง ก่อนแจ้งให้ผู้ร่วมขบวนการในเวียดนามโอนเงินดองเข้าบัญชีปลายทางตามที่ลูกค้ากำหนด บุคคลทั้งสามร่วมกันประกอบธุรกิจโอนเงินนอกระบบเพื่อแสวงหาประโยชน์ โดยให้บริการไม่น้อยกว่า 723 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 222,262,652 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามรายนี้ ทำงานที่โรงงานแปรรูปหินอ่อนแห่งหนึ่งในตำบลหมินสง เมืองเจียอี้ เงินเดือน 30,000 เหรียญเศษ (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จุดแตกหักของคดีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 หลังจากนายโห่รวบรวมเงินสดจากลูกค้าได้จำนวน 4 ล้านเหรียญไต้หวัน และโดยสารรถไฟไปยังสถานีไถหนาน แต่ลืมถุงเงินดังกล่าวไว้บนขบวนรถ เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟจึงรายงานเรื่องต่อสำนักงานอัยการเขตไถหนาน อย่างไรก็ดี นายโห่ได้หลบหนีออกนอกประเทศเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมปีเดียวกัน อัยการจึงออกหมายจับในเวลาต่อมา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามลืมถุงสีดำไว้บนรถไฟ ข้างในมีเงินสดเงินสด 4 ล้านเหรียญไต้หวัน (ภาพจาก knews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด บันทึกการเดินทาง ตลอดจนกู้คืนข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของนายโห่ และวิเคราะห์เส้นทางการเงิน จนสามารถเข้าตรวจค้นร้านอาหารของนางสาวฟานเล และพบว่ามีคู่สามีภรรยาอีกรายหนึ่งร่วมกระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน ได้แก่ นายไช่ ชาวไต้หวัน อายุ 46 ปี และนางจื้อ อายุ 42 ปี หญิงชาวเวียดนามที่โอนสัญชาติเป็นชาวไต้หวันแล้ว โดยทั้งคู่ดำเนินการโอนเงินนอกระบบไม่น้อยกว่า 10 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวม 1,088,770 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่การรถไฟพบถุงสีดำที่แรงงานเวียดนามลืมไว้บนรถไฟ ข้างในมีเงินสดเงินสด 4 ล้านเหรียญไต้หวัน (ภาพจาก knews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ได้ร่วมกันดำเนินธุรกรรมโอนเงินโดยผิดกฎหมายรวมกันไม่น้อยกว่า 924 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 230,384,862 เหรียญไต้หวัน อันส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระเบียบวินัยทางการเงินของประเทศ จึงสั่งฟ้องในข้อหาลักลอบประกอบธุรกิจโอนเงินทั้งภายในและระหว่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายการธนาคาร พร้อมมีคำสั่งให้ริบเงินของกลางจำนวน 4 ล้านเหรียญไต้หวันตามกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal">3. ระทึก! แรงงานเวียดนามที่เกาสงหลบหนีนาน 4 ปี วิ่งหนีตำรวจสุดชีวิต ก่อนจนมุมเพราะ "พิทบูล"</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์ไล่ล่าสุดระทึกเกิดขึ้นกลางท้องถนนในนครเกาสง เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อแรงงานเวียดนามรายหนึ่งวิ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างไม่คิดชีวิต จนสร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามที่เกาสงหลบหนีนาน 4 ปี วิ่งหนีตำรวจสุดชีวิต ก่อนจนมุมเพราะ "พิทบูล"</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายเยือง อายุ 33 ปี แรงงานเวียดนามหลบหนีนายจ้างและอาศัยอยู่ในไต้หวันอย่างผิดกฎหมายมานานกว่า 4 ปี ขณะขี่รถจักรยานยนต์ผ่านย่านถนนในเขตหนานจื่อ ครั้นเห็นเจ้าหน้าที่สายตรวจก็เกิดความตระหนก รีบละทิ้งรถแล้ววิ่งหลบหนีเข้าไปในลานจอดรถใกล้เคียงทันที</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระหว่างนั้น เขาสังเกตเห็นประตูหลังของร้านซ่อมรถจักรยานยนต์แห่งหนึ่งเปิดค้างอยู่ จึงรีบวิ่งเข้าไปหลบโดยไม่ทันอ่านป้าย "ระวังสุนัขดุ" ที่ติดไว้บริเวณทางเข้า ภายในร้านมีสุนัข 2 ตัว หนึ่งในนั้นคือพิทบูล ทั้งคู่เห่าสนั่นและแสดงท่าทีก้าวร้าว นายเยืองตกใจจนล้มลุกคลุกคลาน กระโดดหนีออกจากร้านอย่างโกลาหล ก่อนจะมุดซ่อนตัวอยู่ใต้ท้องรถในลานจอดรถข้างเคียง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าของร้านซ่อมรถเปิดเผยภายหลังว่า สุนัขทั้งสองเพียงแค่เห่าตามสัญชาตญาณเมื่อเห็นคนวิ่งผ่าน ไม่ได้จู่โจมแต่อย่างใด แต่ท่าทางตื่นตระหนกของชายรายนี้ทำให้เกิดความชุลมุนวุ่นวายอย่างมาก</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งติดตามมาอย่างกระชั้นชิด ได้รับเบาะแสจากพลเมืองดีในพื้นที่ จึงใช้ไฟฉายส่องตรวจใต้ท้องรถจนพบนายเยืองนอนขดตัวหลบซ่อนอยู่ โดยหมวกกันน็อกสีขาวที่ยังถืออยู่ในมือกลายเป็นจุดเปิดเผยตำแหน่งของเขา ทำให้ตำรวจสามารถจับกุมได้สำเร็จในเวลาเพียง 4 นาที</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามหลบหนีตำรวจ 4 ปี วิ่งหนีจนจนมุม ติดกับดักสุนัขพิตบูลในร้าน หลังไม่ทันอ่านป้าย "ระวังสุนัขดุ"</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจสายตรวจจากสถานีตำรวจโฮ่วจิ้น เขตหนานจื่อ ยืนยันว่า นายเยืองหลบหนีนายจ้างและพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายในไต้หวันมานานถึง 4 ปี หลังสอบสวนเบื้องต้นแล้ว ส่งตัวต่อให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาสงเพื่อดำเนินการควบคุมตัวและส่งกลับประเทศตามขั้นตอนต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามหลบหนีตำรวจ 4 ปี วิ่งหนีจนจนมุม ติดกับดักสุนัขพิตบูลในร้าน หลังไม่ทันอ่านป้าย "ระวังสุนัขดุ" (ภาพสร้างจาก AI)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวเน็ตอย่างกว้างขวาง โดยหลายคนแสดงความคิดเห็นทำนองว่า "เคราะห์กรรมตามทันในที่สุด"</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายเยืองหนีจากสุนัขดุ หลบไปซ่อนขดตัวอยู่ใต้ท้องรถ ก่อนถูกตำรวจใช้ไฟฉายส่องตรวจพบโดยหมวกกันน็อกสีขาวที่ยังถืออยู่ในมือกลายเป็นจุดเปิดเผยตำแหน่งของเขา</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=99146</guid>
      <pubDate>Fri, 06 Mar 2026 00:00:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260306_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36023040" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. สหภาพแรงงาน </span><span lang="EN-US">TaiDoc Technology </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">บุกยื่นหนังสือประท้วงที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าหัวคิวและค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/3/original/d664b58a-ca27-4f1f-993f-fae708e1394c.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>61</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=98579</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. เป็นไปได้ไหม? กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศปฏิรูปใหญ่ ตั้งเป้า 3 ปี ยกเลิกค่าหัวคิวแรงงานต่างชาติ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานไต้หวันเดินหน้าปฏิรูปสิทธิแรงงานครั้งใหญ่ ต่อเนื่องจากการลงนามข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไต้หวันกับสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าขจัดภาระหนี้สินของแรงงานต่างชาติ ผ่านนโยบายค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวเป็นศูนย์ พร้อมห้ามนายจ้างยึดเอกสารประจำตัว และยกระดับเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงานหรือสิทธิการรวมกลุ่มของแรงงานให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">พิธีลงนามข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไต้หวันกับสหรัฐอเมริกา (ภาพจาก knews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไต้หวันจัดแถลงข่าว ชี้แจงมาตรการดำเนินงานระยะต่อไปภายหลังการลงนามข้อตกลงดังกล่าวว่า ภาระหนี้สินที่เกิดจากการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวในอัตราที่สูงเกินควรของบริษัทจัดหางาน คือต้นตอสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างชาติหลบหนีออกนอกระบบกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และสร้างความไม่มั่นคงต่อตลาดแรงงานในภาพรวม กระทรวงจึงกำหนดให้ "การขจัดหนี้สินแรงงานต่างชาติ" เป็นวาระเร่งด่วนของการปฏิรูปครั้งนี้ โดยจะประกาศแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายหงเซินฮั่น (คนที่ 2 จากซ้าย) รมว. แรงงานไต้หวันจัดแถลงข่าวระบุว่า ภาระหนี้สินที่เกิดจากการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานในอัตราที่สูงเกินควร คือต้นตอสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างชาติหลบหนี (ภาพจาก knews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สาระสำคัญของมาตรา 3.9 ในข้อตกลงดังกล่าว ระบุห้ามใช้แรงงานบังคับโดยเด็ดขาด พร้อมปรับมาตรฐานให้สอดคล้องกับหลักสากล และกำหนดเส้นตาย 3 ปี ให้ไต้หวันยกเลิกการเรียกเก็บค่าหัวคิวจากแรงงานต่างชาติ ห้ามนายจ้างหรือบริษัทจัดหางานยึดหนังสือเดินทางหรือเอกสารแสดงตัวตนของแรงงาน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเรือประมงนอกชายฝั่ง ตลอดจนผลักดันนโยบาย "0 ค่าบริการจัดหางาน" ให้บรรลุผลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว รวมทั้งแก้ไขกฎหมายเพื่อลดเกณฑ์การจัดตั้งสหภาพแรงงานในโรงงานด้วย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายหงเซินฮั่น (คนที่ 2 จากซ้าย) รมว. แรงงานไต้หวันจัดแถลงข่าวระบุว่า ภาระหนี้สินที่เกิดจากการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานในอัตราที่สูงเกินควร คือต้นตอสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างชาติหลบหนี (ภาพจาก knews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินของแรงงานต่างชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเสนอกลไกหลัก 3 แนวทางที่จะดำเนินการควบคู่กัน ได้แก่ หนึ่ง ให้นายจ้างเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหางานทั้งหมดแทนแรงงานต่างชาติ สอง ใช้ระบบจัดส่งโดยรัฐหรือการจ้างตรงแบบรัฐต่อรัฐ และสาม ให้นายจ้างดำเนินการรับสมัครและว่าจ้างเองโดยตรง โดยไม่ผ่านบริษัทจัดหางาน ทั้งนี้ ในระยะ 3 ปีแรก จะใช้แนวทางให้คำปรึกษาและส่งเสริมความเข้าใจเป็นหลัก เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมได้ปรับตัวก่อนการบังคับใช้เต็มรูปแบบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่ม NGO และแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วง บจง. เรียกเก็บค่าหัวคิวและต่อสัญญาในอัตราสูง เรียกร้องให้ยกเลิกระบบการจัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน (eventsinfocus.org)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเน้นย้ำว่า ประชาคมโลกให้ความสนใจประเด็น "แรงงานขัดหนี้" หรือการบังคับใช้แรงงานแทนการชำระหนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากแรงงานต่างชาติไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนโตตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน อัตราการหลบหนีออกนอกระบบจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ กระทรวงแรงงานจะประกาศ "แนวทางปฏิบัติสำหรับการป้องกันการบังคับใช้แรงงานในสถานประกอบการ" พร้อมเสนอร่างกฎหมายห้ามยึดเอกสารสำคัญของแรงงานเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ และจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับกระทรวงเศรษฐการ เพื่อให้คำแนะนำแก่ภาคอุตสาหกรรมและสร้างความเข้าใจเรื่องแรงงานบังคับอย่างเป็นระบบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามชูป้ายแสดงรายการค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน ซึ่งสูง 5,000-7,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน เรียกร้องให้ยกเลิกระบบการจัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน (eventsinfocus.org)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกเหนือจากสิทธิแรงงานต่างชาติ ข้อตกลงฉบับนี้ยังครอบคลุมการปรับลดเกณฑ์การจัดตั้งสหภาพแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงภาคการประมง เพื่อป้องกันไม่ให้เงื่อนไขที่เข้มงวดเกินไปกลายเป็นอุปสรรค พร้อมเปิดช่องให้จัดตั้งสหพันธ์แรงงานข้ามพื้นที่ได้ และกำหนดกลไกการลงคะแนนเสียงนัดหยุดงานที่โปร่งใส เพื่อให้แรงงานสามารถรวมกลุ่มและสร้างอำนาจต่อรองในระดับประเทศได้อย่างแท้จริง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่ม NGO และแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วง บจง. เรียกเก็บค่าหัวคิวและต่อสัญญาในอัตราสูง เรียกร้องให้ยกเลิกระบบการจัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน (ภาพจาก coolloud.org.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานระบุว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะยึดกรอบข้อตกลงการค้าไต้หวัน-สหรัฐฯ เป็นแนวทางหลัก โดยให้ความสำคัญกับภาคการผลิตและการประมงเป็นลำดับแรก ใช้หลักการเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ก่อน แล้วค่อยขยายผลเป็นขั้นตอน เพื่อยกระดับมาตรฐานแรงงานในประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่ม NGO และแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วง บจง. เรียกเก็บค่าหัวคิวและต่อสัญญาในอัตราสูง เรียกร้องให้ยกเลิกระบบการจัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน (eventsinfocus.org)</p>
<p class="MsoNormal">2. บริการด้วยหัวใจ! แรงงานไทยดื่มหนักทำกระเป๋าสตางค์ตกในแท็กซี่ ตำรวจเถาหยวนช่วยตามคืนเงินสดและเอกสารสำคัญครบถ้วน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์ประทับใจเกิดขึ้นช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา เมื่อแรงงานไทยอายุ 30 ปีรายหนึ่ง ดื่มสังสรรค์กับเพื่อนในเขตจงลี่จนเมา ก่อนโดยสารแท็กซี่กลับที่พักในเขตหยางเหมย แต่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เผลอทิ้งกระเป๋าสตางค์ไว้บนรถโดยไม่รู้ตัว ภายในกระเป๋ามีทั้งเงินสด บัตรถิ่นที่อยู่ และเอกสารสำคัญหลายรายการ แรงงานรายนี้จึงรีบขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจโย่วซือ เขตหยางเหมย นครเถาหยวน ซึ่งสามารถติดตามของคืนได้ครบถ้วนในเวลาอันรวดเร็ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจโย่วซือเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อตำรวจสายตรวจได้รับแจ้งเหตุ จึงรีบเข้าให้การปลอบขวัญแรงงานไทยที่มีอาการวิตกกังวล พร้อมสอบถามรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ได้ความว่าแรงงานรายนี้เดินทางไปร่วมงานสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนในย่านจงลี่ และเรียกแท็กซี่กลับหอพักในเขตหยางเหมย แต่เพราะความมึนเมาทำให้ขณะลงจากรถไม่ได้ตรวจสอบสัมภาระ จนกระเป๋าสตางค์หล่นทิ้งไว้บนรถโดยไม่รู้ตัว กว่าจะพบว่ากระเป๋าหายก็กลับถึงที่พักแล้ว และไม่สามารถจำหมายเลขทะเบียนรถหรือบริษัทต้นสังกัดของแท็กซี่คันดังกล่าวได้ มีเพียงจุดที่ลงรถและช่วงเวลาโดยประมาณเท่านั้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สถานีตำรวจโย่วซือ เขตหยางเหมย นครเถาหยวน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่จึงเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณจุดที่แรงงานลงรถ จนสามารถระบุหมายเลขทะเบียนแท็กซี่คันดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว และรีบประสานงานไปยังคนขับเพื่อตรวจสอบภายในรถ ซึ่งโชเฟอร์ยืนยันว่าพบกระเป๋าสตางค์ตกอยู่จริง เจ้าหน้าที่จึงนัดหมายจุดส่งมอบและพาแรงงานไทยรายดังกล่าวไปรับคืน เมื่อเปิดตรวจสอบพบว่าเงินสดและเอกสารสำคัญทุกรายการยังครบถ้วน สร้างความดีใจให้แก่แรงงานไทยรายนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยกล่าวขอบคุณทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและคนขับแท็กซี่ซ้ำหลายครั้ง พร้อมยอมรับว่าเสียใจกับความประมาทของตนเอง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทย (กลาง) กล่าวขอบคุณทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและคนขับแท็กซี่ซ้ำหลายครั้ง หลังได้กระเป๋าสะตางค์คืนมาภ่ยในเวลาอันรวดเร็ว&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจหยางเหมยกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดหลักการให้บริการประชาชนอย่างเต็มกำลังภายใต้ขอบเขตหน้าที่ โดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ และดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้แรงงานต่างชาติที่ทำงานในไต้หวันรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจ พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังฝากเตือนประชาชนว่า ในช่วงที่มีการสังสรรค์ดื่มฉลอง ไม่ว่าจะโดยสารแท็กซี่หรือระบบขนส่งสาธารณะใดก็ตาม ควรตรวจสอบทรัพย์สินส่วนตัวให้ครบถ้วนทุกครั้งก่อนลงจากรถ เพื่อป้องกันการสูญหายและหลีกเลี่ยงความเดือดร้อนที่อาจตามมา</p>
<p class="MsoNormal">3. รวบหนุ่มอินโดฯ หลบหนีนายจ้างทำงานเป็นดีเจไนต์คลับ เบื้องหลังเป็นเอเย่นต์ขายอยาไอซ์ให้แรงงานต่างชาติรายใหญ่ </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจเหรินอ้ายในเมืองหนานโถวเปิดเผยว่า จากการสืบสวนขยายผลคดีจับกุมแรงงานต่างชาติที่เสพยาเสพติดก่อนหน้านี้ ทำให้พบว่าต้นตอการจำหน่ายยาเป็นแรงงานอินโดนีเซียวัย 36 ปี ซึ่งเป็นแรงงานหลบหนี มีชื่อเล่นว่า &ldquo;อาซิ่น&rdquo; โดยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายค้ายาข้ามชาติ และยังทำงานเป็นดีเจในไนต์คลับย่านไทจง ใช้โอกาสดังกล่าวสร้างเครือข่ายในหมู่แรงงานต่างชาติ พร้อมชักชวนแรงงานถูกกฎหมายมาเป็นเครือข่ายจำหน่ายยาเสพติด ตำรวจเข้าจับกุมผู้ต้องหาเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน สมุดบัญชี และหลักฐานอื่น ๆ ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และควบคุมตัวไว้ที่สถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหนานโถว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายทำงานเป็นดีเจไนต์คลับ ที่แท้เป็นเอเย่นต์ขายอยาไอซ์ให้แรงงานต่างชาติรายใหญ่ (ภาพจากสถานีตำรวจหนานโถว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจเหรินอ้ายแถลงว่า "อาซิ่น" เป็นชาวอินโดนีเซียที่เดินทางมาทำงานโรงงานที่ไต้หวัน แต่ได้หลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2568 จากนั้นได้เร่ร่อนมาเช่าห้องพักซ่อนตัวในย่านชุมชนใจกลางเมืองในนครไทจง กลางคืนทำงานเป็นดีเจในไนต์คลับของแรงงานต่างชาติจนเป็นที่รู้จักในวงการ ทุกคืนวันศุกร์และวันเสาร์ เขาอาศัยการทำงานในสถานบันเทิงสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มต่าง ๆ จนกลายเป็นสมาชิกเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยจำหน่ายยาเสพติดประเภทที่ 2 คือเมทแอมเฟตามีน หรือที่รู้จักกันในชื่อยาไอซ์ ส่วนในวันธรรมดาจะชักชวนแรงงานถูกกฎหมายมาเป็นลูกข่ายช่วยกระจายยาเพื่อแสวงหาผลกำไร ส่งผลให้ยาเสพติดระบาดอย่างหนักในกลุ่มแรงงานต่างชาติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายทำงานเป็นดีเจไนต์คลับ ที่แท้เป็นเอเย่นต์ขายอยาไอซ์ให้แรงงานต่างชาติรายใหญ่ (ภาพจากสถานีตำรวจหนานโถว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการติดตามพฤติกรรมระยะยาวและใช้เทคโนโลยีในการสืบสวน ตำรวจพบว่าแรงงานอินโดนีเซียรายนี้ใช้บทบาทดีเจเป็นเครื่องมือขยายเครือข่าย และใช้กิจกรรมสังสรรค์เป็นช่องทางจำหน่ายยาเสพติด ทั้งยังมีความระมัดระวังสูงมาก หลังจากหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและเริ่มประกอบอาชีพค้ายาเสพติด เขาเปลี่ยนที่พักบ่อยครั้ง เคลื่อนย้ายไปมาระหว่างย่านใจกลางเมืองไทจงและพื้นที่รอบนอก ทำให้การติดตามจับกุมมีความยากลำบาก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายทำงานเป็นดีเจไนต์คลับ ที่แท้เป็นเอเย่นต์ขายอยาไอซ์ให้แรงงานต่างชาติรายใหญ่ (ภาพจากสถานีตำรวจหนานโถว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ตำรวจหนานโถวตรวจพบที่หลบซ่อนที่ชัดเจนของอาซิ่น จึงประสานกำลังข้ามเขตไปวางแผนจับกุมในนครไทจง เมื่อผู้ต้องหากำลังจะขับรถออกจากที่พัก ตำรวจเข้าควบคุมตัวได้สำเร็จ พร้อมยึดอุปกรณ์เสพยาไอซ์ ถุงแบ่งบรรจุ และสมุดบัญชีรายการซื้อขายยาเป็นของกลาง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ของกลางที่ยึดได้ (ภาพจากสถานีตำรวจหนานโถว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจเหรินอ้ายย้ำว่า แม้ "อาซิ่น" จะหลบซ่อนตัวอย่างแยบยลจนทำให้ชุดสืบสวนต้องทำงานอย่างหนัก แต่ในที่สุดก็สามารถติดตามจับกุมและทำลายเส้นทางลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติสายนี้ได้สำเร็จ ทั้งนี้ หลังสอบปากคำได้ส่งสำนวนคดีให้สำนักงานอัยการหนานโถวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมเตือนว่าไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีสัญชาติใด หากก่ออาชญากรรมในไต้หวัน ตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=98579</guid>
      <pubDate>Fri, 27 Feb 2026 00:00:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260227_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36005760" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. เป็นไปได้ไหม</span><span lang="EN-US">? </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศปฏิรูปใหญ่ ตั้งเป้า 3 ปี ยกเลิกค่าหัวคิวแรงงานต่างชาติ</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/2/original/16269611-0ec9-4f6b-9bd0-52ed260967d9.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>60</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=98087</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. เตือนภัยเมาแล้วขับ! แรงงานไทยที่ไทจงขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น แพทย์เร่งช่วยชีวิต</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อบ่ายวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันแรกของช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน แรงงานไทยรายหนึ่งประสบอุบัติเหตุขณะขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทาง ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณศีรษะและอยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาฉุกเฉิน แพทย์ช่วยกู้ชีพเต็มกำลัง ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ขณะที่พนักงานอัยการมีคำสั่งให้ตรวจเลือดเพื่อพิสูจน์ว่ามีการดื่มสุราขณะขับขี่หรือไม่</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สถานที่เกิดเหตุแรงงานไทยขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจฟงหยวนแถลงว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเกิดเหตุอุบัติเหตุทางถนนบริเวณถนนฉางผิงตอนที่ 5 ในเขตเสินกัง นครไทจง เจ้าหน้าที่ตำรวจรุดไปยังที่เกิดเหตุโดยทันที พบนายอรุณ (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี แรงงานไทยซึ่งทำงานอยู่ในนครไทจง ขี่รถจักรยานไฟฟ้าไปตามถนนโดยไม่มีการเฉี่ยวชนกับยานพาหนะคันอื่น แต่เกิดเสียหลักด้วยสาเหตุที่ยังไม่ทราบแน่ชัด ก่อนพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้าริมทางอย่างแรง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สถานที่เกิดเหตุแรงงานไทยขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่กู้ชีพตรวจสอบพบว่าผู้บาดเจ็บไม่มีสัญญาณชีพ อยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้น และมีบาดแผลรุนแรงบริเวณศีรษะ หน่วยกู้ภัยนครไทจงได้นำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาฉุกเฉินโยทันที อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บสาหัส สัญญาณชีพจึงยังไม่คงที่และอยู่ในภาวะวิกฤต ตำรวจระบุว่าได้รายงานต่อพนักงานอัยการเพื่อขออนุญาตเก็บตัวอย่างเลือดตรวจพิสูจน์ว่า ขณะเกิดเหตุมีการดื่มสุราหรือไม่ สำหรับสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ กำลังดำเนินการวิเคราะห์และสรุปผลต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สถานที่เกิดเหตุแรงงานไทยขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจฟงหยวนได้เตือนให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการขับขี่ในขณะที่ร่างกายอ่อนเพลียหรือภายหลังดื่มสุรา เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย</p>
<p class="MsoNormal">2. แรงงานเวียดนามในเถาหยวนจุดพลุริมถนนใกล้บ้านเรือน เกือบพุ่งชนรถที่สัญจรผ่านไปมา ชาวบ้านเดือดร้อนแจ้งตำรวจ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในช่วงกลางดึกของเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สร้างความไม่พอใจแก่ชาวไต้หวันในหลายพื้นที่ ทั้งในตัวเมืองเถาหยวนและที่เขตต้าหยวน เมื่อกลุ่มแรงงานเวียดนามรวมตัวจุดพลุและดอกไม้ไฟ พร้อมขว้างลงกลางถนนในลักษณะที่เป็นอันตราย ส่งเสียงดังสนั่นรบกวนความสงบของชุมชนโดยรอบ จนชาวบ้านต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าระงับเหตุและสั่งให้สลายการชุมนุม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานเวียดนามจุดพลุและดอกไม้ไฟ ขว้างลงกลางถนน ส่งเสียงดังสนั่นรบกวนความสงบของชุมชนโดยรอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุและสั่งให้สลายการชุมนุม (ภาพจาก @Threads-lion8511010)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเวลาประมาณ 00.00 น. ของวันที่ 17 ก.พ. ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีนหรือวันตรุษจีน บริเวณถนนและย่านที่พักอาศัยหลังสถานีรถไฟเถาหยวน มีกลุ่มแรงงานเวียดนามจำนวนหนึ่งรวมตัวจุดดอกไม้ไฟและประทัด เสียงดังสนั่นสร้างความรำคาญแก่ประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ผู้พบเห็นเหตุการณ์ยังระบุว่า มีแรงงานบางรายจุดพลุแล้วขว้างลงกลางถนนทันทีเกือบพุ่งชนยานพาหนะที่สัญจรผ่านไปมา ก่อให้เกิดความเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานเวียดนามจุดพลุและดอกไม้ไฟ ขว้างลงกลางถนน ส่งเสียงดังสนั่นรบกวนความสงบของชุมชนโดยรอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุและสั่งให้สลายการชุมนุม (ภาพจาก @Threads-lion8511010)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจต้าซู่ชี้แจงว่า แม้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นคืนส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ แต่บริเวณถนนเหยียนผิงด้านหลังสถานีรถไฟกลับมีเสียงประทัดดังต่อเนื่องจากการเฉลิมฉลองของแรงงานต่างชาติ เจ้าหน้าที่เกรงว่าจะก่อให้เกิดเหตุเพลิงไหม้และปัญหามลพิษทางเสียง จึงประสานกำลังกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าระงับเหตุ พร้อมแจ้งเตือนห้ามกระทำการใดที่รบกวนความสงบเรียบร้อย และสั่งให้กลุ่มแรงงานต่างชาติแยกย้ายออกจากพื้นที่</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ชาวบ้านแจ้งความกลุ่มแรงงานเวียดนามจุดพลุและประทัดกลางดึกรบกวนความสงบบริเวณชุมชนในเขตต้าหยวน (ภาพจากคลิปที่ชาวบ้านถ่าย)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในขณะเดียวกัน ชาวเน็ตไต้หวันรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความในแพลตฟอร์ม Threads ระบุว่า ระหว่างเดินทางไปรับแฟนสาวด้านหลังสถานีรถไฟ ได้พบเห็นกลุ่มแรงงานดังกล่าวไม่ได้วางดอกไม้ไฟกับพื้นอย่างปลอดภัย แต่จุดแล้วขว้างออกไปทันที ทำให้รู้สึกหวาดเสียวและเป็นห่วงว่ารถของตนอาจได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ ยังมีผู้แสดงความเห็นว่า ภายหลังจุดพลุเสร็จสิ้น พื้นที่เกิดเหตุเต็มไปด้วยเศษซาก แม้จะมีการเก็บกวาดบางส่วน แต่ยังคงสภาพไม่เรียบร้อย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรายหนึ่งมีอาการเมาและจุดพลุกับพวกในเขตต้าหยวน เห็นตำรวจสร่างเมาวิ่งหนี ถูกจับกลับไปยังสถานีตำรวจ (ภาพจากคลิปที่ชาวบ้านถ่าย)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ เมื่อเวลา 23.50 น. ของคืนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ สถานีตำรวจต้าหยวนได้รับแจ้งเหตุมีการจุดดอกไม้ไฟรบกวนความสงบบริเวณชุมชนในเขตต้าหยวน เจ้าหน้าที่รุดตรวจสอบพบกลุ่มแรงงานเวียดนามรวมตัวจุดดอกไม้ไฟ ระหว่างการตรวจสอบ ชายรายหนึ่งอยู่ในอาการมึนเมา ไม่สามารถแสดงเอกสารประจำตัว และพยายามหลบหนี จึงถูกควบคุมตัวกลับไปยังสถานีตำรวจ ภายหลังการตรวจสอบ พบว่าเป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย จึงดำเนินการส่งต่อไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครเถาหยวนเพื่อดำเนินการกฎหมายต่อไป</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจย้ำเตือนว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีน หากประสงค์จะจุดดอกไม้ไฟควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ และหลีกเลี่ยงการจุดในช่วงเวลากลางดึก เพื่อมิให้กระทบต่อความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ</p>
<p class="MsoNormal">3. แรงงานเวียดนามกบดานบนเขาไทจง 5 ปี ทำปืนเถื่อนล่าสัตว์ป่าสงวนขายทางออนไลน์ แมวดาวตัวละ 3,000 ศาลสั่งจำคุก 12 ปี เนรเทศหลังพ้นโทษ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีสะเทือนสังคมด้านการคุ้มครองสัตว์และความมั่นคงสาธารณะในไต้หวัน สิ้นสุดลงด้วยคำพิพากษาศาลชั้นต้นไทจง เมื่อแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรายหนึ่งถูกศาลตัดสินจำคุกยาว ในคดีล่าสัตว์ป่าสงวนและผลิตอาวุธปืนเถื่อน หลังมีพฤติกรรมใช้พื้นที่ป่าเสมือนเป็นเจ้าของ ลักลอบฆ่าและชำแหละทั้งสัตว์จรจัดและสัตว์คุ้มครองเพื่อจำหน่ายทางออนไลน์ หลังถูกจับกุมเมื่อปลายปี 2568 ศาลสั่งจำคุก 8 ปี 2 เดือน ปรับ 140,000 เหรียญ และจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศหลังพ้นโทษ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับแรงงานเวียดนามกบดานบนเขาไทจง 5 ปี ยึดอาชีพล่าสัตว์ป่าสงวนส่งให้เพื่อนร่วมชาติขายทางออนไลน์ (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีนี้เริ่มต้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 สมาคมพิทักษ์สัตว์จรจัดซินจู๋ ติดตามพฤติกรรมต้องสงสัยของแรงงานเวียดนามแก๊งนี้อยู่นานกว่า 6 เดือน จนพบหลักฐานว่านายฝ่ามลักลอบฆ่าสุนัขและแมวจรจัด รวมทั้งล่าสัตว์ป่าสงวนหลายชนิด อาทิ แมวดาว ตัวนิ่ม เก้งและกวางซิกาไต้หวัน ก่อนชำแหละและนำซากสัตว์ไปขายผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อหวังผลกำไร ตั้งราคาขายตั้งแต่ตัวละ 1,500&ndash;3,000 เหรียญไต้หวัน โดยมีผู้ร่วมขบวนการชาวเวียดนามอีกสองรายช่วยติดต่อซื้อขายและส่งมอบ ตำรวจป่าไม้จึงเลือกใช้ยุทธวิธีล่องูออกจากถ้ำ โดยเริ่มจากการจับกุมผู้ช่วยขายทั้ง 2 ราย คือ นางสาวเหงียนและนายฝ่าม ซึ่งทำหน้าที่ขายทางออนไลน์และส่งมอบซากสัตว์ให้ลูกค้า ทั้งสองได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องควบคุมตัว แต่ถูกสั่งให้สวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวหรือ กำไล EM ซึ่งกลายเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การจับกุมนายฝ่าย แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายอีกรายที่เป็นตัวการหลักซ่อนตัวอยู่บนภูเขาและประกอบอาชีพล่าสัตว์ป่าทุกประเภท</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับแรงงานเวียดนามกบดานบนเขาไทจง 5 ปี ยึดอาชีพล่าสัตว์ป่าสงวนส่งให้เพื่อนร่วมชาติขายทางออนไลน์ (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไทจงระบุว่า นายฝ่ามไม่ได้เพียงลักลอบล่าสัตว์ แต่ยังผลิตอาวุธปืนเถื่อนด้วยตนเอง โดยใช้เครื่องมือช่าง เช่น เครื่องเจียรหรือลูกหมูและสว่าน ตัดและเจาะท่อเหล็กและแผ่นโลหะที่เก็บมา นำมาดัดแปลงเป็นลำกล้องและตัวปืน จากนั้นเชื่อมโลหะด้วยเครื่องเชื่อมไฟฟ้า จนได้ปืนล่าสัตว์ไม่เป็นมาตรฐานรวม 4 กระบอก ซึ่งสามารถยิงกระสุนโลหะและมีอานุภาพทำลายล้าง หลังผลิตปืนเสร็จ นายฝ่ามใช้ปืนดังกล่าวตระเวนล่าสัตว์ทั้งในเขตป่าและพื้นที่ชุมชนรอบนอก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่จับแก๊งแรงงานเวียดนามและยึดเนื้อสัตว์ป่าสงวนจำนวนมากที่เตรียมส่งขายให้ลูกค้า (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การสอบสวนพบว่า นายฝ่ามให้เพื่อนร่วมขบวนการใช้ช่องทางออนไลน์หาผู้ซื้อ และมีพฤติกรรมค้าขายอย่างโจ่งแจ้ง โดยบางครั้งแนบภาพซากแมวจรจัดที่ถูกถลกหนังแล้ว เพื่อเป็นตัวอย่างสินค้า จำหน่ายในราคาตัวละ 1,500 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ ยังล่าแมวดาว ซึ่งเป็นสัตว์คุ้มครองของไต้หวัน ก่อนนำซากไปขายในราคาตัวละ 3,000 เหรียญไต้หวัน รวมถึงสัตว์ป่าอื่นที่ตกเป็นเหยื่อ ได้แก่ เลียงผา เก้ง อีเห็นเครือและตัวนิ่ม ซึ่งล้วนเป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่เพียงแค่ล่าสัตว์ป่า นายฝ่ามยังเหิมเกริมยกปืนเถื่อนขึ้นเล็งใส่ตำรวจป่าไม้ ขณะเข้าตรวจค้นและจับกุม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องถอยตั้งหลักและเรียกกำลังเสริม นายฝ่ามอาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีไปได้ แต่ในวันถัดมา ตำรวจพบเขาขี่รถจักรยานยนต์ออกนอกพื้นที่ และสามารถจับกุมตัวได้ทันที พร้อมยึดของกลางบางส่วน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับแรงงานเวียดนามกบดานบนเขาไทจง 5 ปี ยึดอาชีพล่าสัตว์ป่าสงวนส่งให้เพื่อนร่วมชาติขายทางออนไลน์ (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในชั้นศาล นายฝ่ามให้การว่าเป็นแรงงานหลบหนี ไม่เข้าใจกฎหมายไต้หวัน และอ้างว่าการทำปืนเองไม่ได้ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อบุคคลอื่น อีกทั้งยอมรับผิดตั้งแต่ต้นและช่วยตำรวจตามยึดปืนบางส่วน จึงขอให้ศาลลดโทษ อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาศาลไทจงเห็นว่า การผลิตปืนเถื่อนมากถึง 4 กระบอก ถือเป็นการกระทำร้ายแรง การใช้ปืนยิงสัตว์คุ้มครองแสดงให้เห็นถึงเจตนาผิดกฎหมายชัดเจนและพฤติการณ์ไม่ได้เป็นเพียงการทำปืนเก็บไว้ แต่มีการนำไปใช้ก่ออาชญากรรมจริง จึงไม่ถือว่าเป็นกรณีที่โทษหนักเกินเหตุจนควรเมตตา ศาลสั่งจำคุก 8 ปี 2 เดือน และปรับ 140,000 เหรียญไต้หวัน ข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาวุธปืน กฎหมายคุ้มครองสัตว์ กฎหมายอนุรักษ์สัตว์ป่าและความผิดฐานข่มขู่คุกคามความปลอดภัยเจ้าพนักงานจากการเล็งปืนใส่ตำรวจ หากไม่มีเงินชำระค่าปรับให้แปลงเป็นโทษจำคุกแทน โดยคิดวันละ 1,000 เหรียญไต้หวัน หรือจำคุกเพิ่มอีก 4 ปี 6 เดือน รวมทั้งสิ้น 12 ปี 8 เดือน เมื่อพ้นโทษแล้วให้เนรเทศออกนอกไต้หวันทันทีและห้ามเข้าไต้หวันตลอดไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่จับหนึ่งในแก๊งแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย (สวมกางเกงขาสั้น) ล่าสัตว์ป่าสงวนขายทางออนไลน์ (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านหน่วยงานอนุรักษ์สัตว์ป่าและภาคประชาสังคมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายคุ้มครองสัตว์ เพิ่มโทษให้หนักขึ้น เพื่อยับยั้งตลาดมืดและขบวนการล่าสัตว์ป่าสงวนที่ยังคงระบาดในหลายพื้นที่ของไต้หวัน</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=98087</guid>
      <pubDate>Fri, 20 Feb 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260220_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36010560" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="EN-US">1</span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">. เตือนภัยเมาแล้วขับ! แรงงานไทยที่ไทจงขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น แพทย์เร่งช่วยชีวิต</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/2/original/e8d44902-93d5-4ea3-861d-5e3b9419cace.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>59</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=97631</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. เทศกาลตรุษจีนหยุดยาว 9 วันเริ่มขึ้นแล้ว ปีนี้เป็นต้นไปมีการเพิ่ม &ldquo;วันจ่าย&rdquo; เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เตือนนายจ้างต้องปฏิบัติตามกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เทศกาลตรุษจีน 2569 ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึงเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดที่นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุดงานตามกฎหมาย เมื่อรวมวันเสาร์และวันอาทิตย์ หยุดยาวรวม 9 วัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตลาดตรุษจีนตี๋ฮั่วเจียในกรุงไทเป เปิดเมื่อ 31 ม.ค. ถึง 15 ก.พ. 2026 ชาวไต้หวันจำนวนมากไปจับจ่ายซื้อสินค้ารับตรุษจีนอย่างคึกคัก (ภาพจาก ftvnews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองแรงงาน กรุงไทเปแจ้งให้สถานประกอบการและนายจ้างทุกแห่งทราบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ได้มีการเพิ่ม&ldquo;วันจ่าย (小年夜 เสี่ยวเหนียนเย่)&rdquo; ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์เพิ่มเป็นครั้งแรก โดยสลับไปหยุดชดเชยในวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ นายจ้างจึงต้องปรับปรุงระเบียบการบริหารแรงงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดดังกล่าว และหลีกเลี่ยงการใช้หลักปฏิบัติเดิมซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทด้านแรงงานได้</p>
<p class="MsoNormal">2. เทศกาลตรุษจีนปีนี้หยุดยาว 9 วัน หากทำงานล่วงเวลาคิดค่าจ้างอย่างไร?</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในช่วงระหว่างเทศกาลตรุษจีน หากลูกจ้างต้องเข้าทำงาน นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างอย่างไร? กระทรวงแรงงานให้คำตอบว่า ช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน หากนายจ้างต้องการให้ลูกจ้างเข้าทำงาน จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน การจ่ายค่าจ้างต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด กล่าวคือทำงานล่วงเวลาหรือโอทีในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้น 1 วัน แต่หากตรงกับวันหยุดพักประจำสัปดาห์ ต้องจ่ายค่าจ้างใน 2 ชั่วโมงแรก 1.34 เท่าและชั่วโมงที่ 4-8 จ่ายค่าจ้างทำงานล่วงเวลา 1.67 เท่าของค่าจ้างปกติตามลำดับ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรณีที่สถานประกอบการใด มีวันหยุดพักประจำสัปดาห์เหมือนกับระบบราชการ วันที่ 16-20 กุมภาพันธ์รวม 5 วัน เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันที่ 14 และ 21 กุมภาพันธ์เป็นวันหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์ สามารถทำงานล่วงเวลาหรือโอทีได้ ส่วนวันอาทิตย์ที่ 15 และ 22 กุมภาพันธ์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ที่ทำโอทีไม่ได้ ยกเว้นมีเหตุฉุกเฉินหรือภัยธรรมชาติ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎหมายกำหนด ในวันหยุดนักขัตฤกษ์หรือวันหยุดราชการ นายจ้างมีหน้าที่ให้ลูกจ้างหยุดงาน 1 วัน พร้อมจ่ายค่าจ้างตามปกติ หากนายจ้างมีความจำเป็นต้องให้ลูกจ้างมาปฏิบัติงานในช่วง 16-20 กุมภาพันธ์ จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นการล่วงหน้า และกรณีที่ให้ทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง นายจ้างต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่มอย่างน้อยเท่ากับค่าจ้าง 1 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด หรืออาจตกลงให้มีการชดเชยวันหยุดในวันทำงานอื่นแทนได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ช่วงตรุษจีน ผู้คนในไต้หวันนิยมแขวนหรือติดกระดาษแดงที่เขียนคำมงคล&nbsp;(ภาพจาก ftvnews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ค่าจ้างขั้นต่ำได้ปรับเพิ่มเป็น 29,500 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ส่วนลูกจ้างชาวไต้หวันที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง ปรับเพิ่มเป็น 196 เหรียญไต้หวันต่อชั่วโมง หากนายจ้างให้แรงงานต่างชาติที่รับค่าจ้างขั้นต่ำทำงานในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน (ไม่เกิน 8 ชั่วโมง) หรือ 984 เหรียญไต้หวัน ส่วนการทำงานในวันพักผ่อนประจำสัปดาห์ ได้แก่ 14 และ 21 กุมภาพันธ์ จ่ายค่าจ้างใน 2 ชั่วโมงแรก 1.34 เท่าและชั่วโมงที่ 4-8 จ่ายค่าจ้างทำงานล่วงเวลา 1.67 เท่าของค่าจ้างปกติ หรือรวม 8 ชั่วโมง 1,588 เหรียญไต้หวัน สำหรับวันหยุดประจำสัปดาห์ ได้แก่ 15 และ 22 กุมภาพันธ์ เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ที่ทำโอทีไม่ได้ ยกเว้นมีเหตุฉุกเฉินหรือภัยธรรมชาติ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานมาตรฐานแรงงานและความเสมอภาคในการทำงาน กระทรวงแรงงานกล่าวว่า การทำงานในวันหยุดช่วงเทศกาลตรุษจีนดูเหมือนซับซ้อน แต่หากยึดหลักแบ่งวันหยุดเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดประจำสัปดาห์ จะทำให้คิดง่ายขึ้น และกฎหมายอนุญาตให้สถานประกอบการสามารถจัดวันทำงานและวันหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์กันเองได้ ภายใต้หลักการแรงงานต้องได้รับวันหยุดงาน 2 วัน ทุก ๆ ระยะเวลา 7 วัน ในจำนวนนี้ เป็นวันหยุด 1 วัน วันพักผ่อน 1 วัน ดังนั้น วันหยุดประจำสัปดาห์จึงอาจไม่ตรงกับวันเสาร์และวันอาทิตย์ตามระบบราชการได้ เพื่อลดกรณีพิพาทจากการทำงานล่วงเวลา นายจ้างจึงควรหารือและได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน ทั้งนี้ หากนายจ้างฝ่าฝืนกฎหมาย ลูกจ้างสามารถร้องเรียนต่อกองแรงงานท้องที่หรือสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955</p>
<p class="MsoNormal">3. อัยการสั่งฟ้องแรงงานไทยที่เจียอี้ คดีรับจ้างเซ็นรับพัสดุซองกาแฟยัดไส้เฮโรอีนบริสุทธิ์เกือบ 100 กิโลกรัม </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายสมหมาย (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันรับพัสดุที่มีการลักลอบซุกซ่อนเฮโรอีนในซองกาแฟ น้ำหนักสุทธิ 96 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจพบความผิดปกติและจับกุมตัวได้ แรงงานไทยรายนี้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ล่าสุดอัยการสำนักงานอัยการเจียอี้ได้สรุปสำนวนและมีคำสั่งฟ้องในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามอันตรายจากยาเสพติดแล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามสำนวนฟ้องของสำนักงานอัยการเจียอี้ระบุว่า ผู้ต้องหาเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ต่อมามีบุคคลชาวไทยคนหนึ่งชื่อเล่นว่า &ldquo;หลาน&rdquo; ติดต่อมา โดยทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้หลานเป็นผู้จัดส่งยาเสพติดเฮโรอีนจากประเทศไทยเข้ามาในไต้หวัน โดยบรรจุในซองกาแฟอำพรางเป็นพัสดุอาหาร ส่วนแรงงานไทยผู้ต้องหารายนี้จะทำหน้าที่รับพัสดุในไต้หวัน แล้วส่งต่อให้บุคคลที่ไม่ทราบชื่อตามคำสั่งของนายหลาน พร้อมรับค่าตอบแทน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานหญิงไทยทำงานที่เจียอี้ ถูกจับขณะเซ็นชื่อรับพัสดุจากไทยที่บรรจุกระเป๋าถือจำนวนมาก กระเป๋าแต่ละใบมีชั้นในยัดซองเฮโรอีนบริสุทธิ์น้ำหนักรวม 12.5 กก.</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัยการเจียอี้ระบุว่า นายหลานได้นำผงเฮโรอีนบริสุทธิ์ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 จำนวน 2 ถุง น้ำหนักสุทธิ 96 กิโลกรัม ซุกซ่อนไว้ภายในกล่องพัสดุที่บรรจุซองกาแฟ และจัดส่งมายังที่พักของแรงงานไทยในเมืองเจียอี้ พัสดุดังกล่าวเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรตรวจพบความผิดปกติจากการสแกนด้วยเครื่องเอกซเรย์ จึงทำการตรวจสอบเพิ่มเติมและพบว่ามีการลักลอบซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในกล่องพัสดุ ก่อนส่งเรื่องให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการสืบสวนต่อ ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนเมืองเจียอี้ปลอมตัวเป็นพนักงานส่งพัสดุเพื่อนำกล่องดังกล่าวไปส่ง นายสมหมายเป็นผู้ลงนามรับพัสดุด้วยตนเอง ก่อนถูกจับกุมตัวได้ในที่เกิดเหตุทันที</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานหญิงไทยทำงานที่เจียอี้ ถูกจับขณะเซ็นชื่อรับพัสดุจากไทยที่บรรจุกระเป๋าถือจำนวนมาก กระเป๋าแต่ละใบมีชั้นในยัดซองเฮโรอีนบริสุทธิ์น้ำหนักรวม 12.5 กก.</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานอัยการระบุว่า ชายชื่อหลานเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังและทำหน้าที่ลำเลียงเฮโรอีนจากประเทศไทยมายังไต้หวัน ซึ่งถือว่าความผิดฐานลักลอบขนส่งยาเสพติดสำเร็จตั้งแต่ต้นทางแล้ว ดังนั้นแรงงานไทยที่เป็นผู้รับพัสดุจึงมีความผิดทั้งข้อหาลำเลียงยาเสพติดประเภทที่ 1 ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามอันตรายจากยาเสพติด และฐานลักลอบนำเข้าสิ่งของต้องห้ามตามกฎหมายปราบปรามการลักลอบนำเข้า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ต้องหารับสารภาพโดยตลอดในชั้นสอบสวน อัยการจึงเสนอให้ศาลพิจารณาลดโทษตามกฎหมาย ทั้งนี้ การลักลอบขนส่งยาเสพติดประเภทที่ 1 โทษหนักมาก สูงสุดคือประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 30 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการระบุว่า เฮโรอีนที่ยึดได้มีน้ำหนักสุทธิมากถึง 96 กิโลกรัม หากคำนวณเป็นมูลค่าตลาดอาจสูงถึง 100 ล้านเหรียญไต้หวัน โชคดีที่สามารถสกัดได้ทันเวลา หากถูกนำไปเจือจางและกระจายออกสู่ตลาดยาเสพติด ย่อมก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคมอย่างร้ายแรง</p>
<p class="MsoNormal">4. เฉียดตายหวุดหวิด! หินยักษ์หนักกว่าร้อยกิโลถล่มใส่รถกระบะกลางภูเขาเหมียวลี่ กระแทกกระจกหน้าเต็มแรง แต่คาอยู่ที่เสา A ช่วยชีวิต 2 แรงงานฟิลิปปินส์รอดปาฏิหาริย์</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกิดเหตุระทึกขวัญบนเส้นทางภูเขาในตำบลไท่อัน เมืองเหมียวลี่ เมื่อคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 18.00 น. มีก้อนหินขนาดใหญ่จำนวนมากถล่มลงมาจากไหล่เขาตกใส่รถกระบะที่กำลังแล่นผ่านถนนจากบนเขาลงสู่ตัวเมือง หินก้อนหนึ่งซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร และมีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม ตกกระแทกกระจกหน้ารถอย่างรุนแรง ก่อนที่จะติดค้างอยู่บริเวณเสา A หรือเสาคู่แรกด้านหน้าซ้ายและขวาของตัวรถ โชคดีที่โครงสร้างดังกล่าวช่วยรับแรงกระแทก ทำให้ผู้โดยสาร 2 คนรอดชีวิตอย่างหวุดหวิด โดยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หินก้อนใหญ่หนักกว่าร้อยกิโลถล่มใส่รถกระบะกลางภูเขาเหมียวลี่ กระแทกกระจกหน้าเต็มแรง แต่คาอยู่ที่เสา A ช่วยชีวิต 2 แรงงานฟิลิปปินส์รอดปาฏิหาริย์ (ภาพจาก setn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจต้าหูซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.34 น. ผู้ขับซึ่งเป็นแรงงานชาวฟิลิปปินส์อายุ 42 ปี ขับรถกระบะพาผู้หญิงเพื่อนร่วมชาติวัย 51 ปี ลงจากภูเขาเพื่อพบแพทย์ และกำลังเดินทางกลับบ้านพักบนเขา เมื่อมาถึงช่วงโค้งบริเวณกิโลเมตรที่ 2 ของถนนสายดังกล่าว เกิดหินจำนวนมากหล่นถล่มลงมาจากไหล่เขาอย่างกะทันหัน หินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งพุ่งเข้าใส่รถอย่างตรง กระแทกทั้งกระจกหน้าและหลังคารถ จนฝังติดอยู่บริเวณส่วนหน้าของตัวรถ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หินก้อนใหญ่หนักกว่าร้อยกิโลถล่มใส่รถกระบะกลางภูเขาเหมียวลี่ กระแทกกระจกหน้าเต็มแรง แต่คาอยู่ที่เสา A ช่วยชีวิต 2 แรงงานฟิลิปปินส์รอดปาฏิหาริย์ (ภาพจาก setn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้ว่าหินก้อนดังกล่าวจะมีขนาดใกล้เคียงกับเสา A ของรถกระบะ แต่โชคดีที่มันติดคาอยู่กับโครงสร้างตัวรถ ทำให้ไม่ทะลุเข้าสู่ห้องโดยสาร และไม่โดนตัวผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารโดยตรง มิฉะนั้นอาจเกิดความสูญเสียร้ายแรงได้ ทั้งสองคนได้รับเพียงบาดแผลถลอกเล็กน้อยและอยู่ในอาการตกใจ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หินจำนวนมากหล่นลงมาจากไหล่เขาที่เหมียวลี่ ตกใสรถกระบะเล็กคันหนึ่งที่กำลังวิ่งผ่าน&nbsp;2 แรงงานฟิลิปปินส์รอดปาฏิหาริย์ (ภาพจาก setn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยเดินทางถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่กู้ชีพตรวจร่างกายเบื้องต้นและยืนยันว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัส อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์หินถล่มทำให้การจราจรในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ตำรวจจึงเร่งเคลียร์เศษหินขนาดเล็กออกจากผิวถนนเป็นการชั่วคราว พร้อมตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของคนขับ ซึ่งไม่พบว่ามีการดื่มสุรา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หินจำนวนมากหล่นลงมาจากไหล่เขาที่เหมียวลี่ ตกใสรถกระบะเล็กคันหนึ่งที่กำลังวิ่งผ่าน&nbsp;2 แรงงานฟิลิปปินส์รอดปาฏิหาริย์ (ภาพจาก setn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจต้าหูระบุว่า จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มการตรวจตราและเฝ้าระวังในเส้นทางช่วงดังกล่าว เพื่อป้องกันเกิดเหตุซ้ำและดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ขณะเดียวกันได้กล่าวเตือนว่า ถนนในพื้นที่ภูเขามีความเสี่ยงต่อการเกิดหินถล่ม โดยเฉพาะช่วงฝนตกหรือสภาพดินไม่มั่นคง จึงขอให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวัง ลดความเร็ว และสังเกตสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=97631</guid>
      <pubDate>Fri, 13 Feb 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260213_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36036480" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. เทศกาลตรุษจีนหยุดยาว 9 วันเริ่มขึ้นแล้ว ปีนี้เป็นต้นไปมีการเพิ่ม &ldquo;วันจ่าย</span><span lang="EN-US">&rdquo; </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เตือนนายจ้างต้องปฏิบัติตามกฎหมาย</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/2/original/7d0e99c2-5060-44c9-901c-456bc56f8d5d.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>58</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=97085</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ปี 68 สายด่วน 1955 ให้บริการร้องทุกข์กว่า 1.9 แสนสาย ช่วยทวงคืนค่าจ้างค้างจ่ายกว่า 3,000 ราย แรงงานเวียดนามใช้บริการมากสุด 35.7% แรงงานไทย 3.6%&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานเปิดเผยผลการดำเนินงานของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ในปี 2568 ที่ผ่านมาว่า ให้บริการทางโทรศัพท์ไปแล้ว 194,185 สาย เทียบกับ&nbsp; 202,747 สายของปี 2567 ลดลงประมาณ 4.3% ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่หรือ 87% เป็นโทรศัพท์สอบถามข้อมูลและขอคำปรึกษา ซึ่งส่วนใหญ่สอบถามปัญหาการย้ายงาน การให้บริการของล่าม ตามด้วยปัญหาในสัญญาจ้าง อาทิ ค่าที่พักอาหาร การยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดและผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศเป็นต้น และแรงงานเวียดนามโทรศัพท์ใช้บริการมากที่สุด แรงงานไทยใช้บริการน้อยที่สุด ส่วนคนไต้หวันใช้บริการแจ้งข้อมูลแรงงานผิดกฎหมายเป็นส่วนใหญ่</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 เป็นสื่อกลางช่วยแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงและตลอดปีโดยไม่เว้นวันหยุด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานแถลงว่า ขั้นตอนการให้บริการของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 หลังจากได้รับเรื่องร้องทุกข์แล้ว จะส่งให้กองแรงงานท้องที่ผ่านระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้กองแรงงานท้องที่ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาภายในเวลากำหนด นอกจากนี้ ยังประสานกับหน่วยงาน NGO จัดหาบ้านพักฉุกเฉินหรือนำส่งรักษาพยาบาล สำหรับแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนหรือถูกทำร้ายร่างกาย โดยมีล่ามคอยเป็นเพื่อนช่วยแปลภาษาและแก้ไขข้อพิพาทด้วย ทั้งนี้ สายด่วนคุ้มครองแรงงาน ให้บริการทั้งแรงงานต่างชาติ แรงงานท้องถิ่น นายจ้างและบริษัทจัดหางาน โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีคนท้องถิ่นโทรศัพท์ใช้บริการประมาณ 31% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสแรงงานผิดกฎหมายและการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย ประมาณ 6.6% เป็นการสอบถามข้อระเบียบในการว่าจ้าง ชั่วโมงการทำงานและการบริหารแรงงานต่างชาติจากนายจ้างและบริษัทจัดหางาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 มีล่าม 5 ภาษาจำนวน 45 คน คอยให้บริการรับโทรศัพท์จากแรงงานต่างชาติตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่เว้นวันหยุด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมพัฒนากำลังแรงงานกล่าวว่า สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการที่หลากหลายตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากทางโทรศัพท์แล้ว ยังให้บริการสอบถามข้อมูล ให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องทุกข์หรือขอความช่วยเหลือผ่านข้อความของกลุ่ม Line@ 1955 แบบเรียลไทม์เป็นภาษาจีน ภาษาไทย เวียดนาม อังกฤษและอินโดนีเซีย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">บรรยากาศภายในห้องทำงานของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมพัฒนากำลังแรงงานเปิดเผยข้อมูลพบว่า ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการทางโทรศัพท์ไปแล้ว 194,185 สาย ในจำนวนนี้เป็นโทรศัพท์สอบถามข้อมูลและขอรับคำปรึกษา 169,162 สายหรือประมาณ 87.11% ของโทรศัพท์ที่ใช้บริการทั้งหมด ในส่วนของการร้องทุกข์ทั่วไปจำนวน 23,979 สาย โทรศัพท์ขอรับความช่วยเหลือฉุกเฉิน 1,044 สาย ส่งให้กองแรงงานท้องที่ดำเนินการต่อโดยผ่านระบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ ช่วยแรงงานต่างชาติโอนย้ายนายจ้างได้สำเร็จ 2,541 ราย ทวงคืนค่าจ้างค้างจ่ายและเงินสิทธิประโยชน์อื่น ๆ 3,035 คดี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">การทำงานของเจ้าหน้าที่ไทยสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการวิเคราะห์ช่วงเวลาที่แรงงานต่างชาติโทรศัพท์ขอรับคำปรึกษาหรือร้องเรียนต่อสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 มากที่สุด หรือ 51.1% โทรศัพท์ในช่วงนอกเวลาทำงาน ซึ่งรวมวันหยุดและกลางคืน สำหรับชาติที่โทรศัพท์ใช้บริการมากสุดได้แก่ เวียดนาม 35.7% ตามด้วยแรงงานอินโดนีเซีย 20.3% ฟิลิปปินส์ 9% ส่วนแรงงานไทยใช้บริการเพียง 3.6% นอกจากแรงงานต่างชาติแล้ว สายด่วน 1955 ยังเปิดให้แรงงานท้องถิ่นใช้บริการด้วย มีชาวไต้หวันโทรศัพท์ใช้บริการ 31% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสแรงงานผิดกฎหมายและการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย ส่วนนายจ้างและบริษัทจัดหางาน ที่โทรศัพท์สอบถามกฎระเบียบ ข้อบังคับด้านการบริหารแรงงานต่างชาติมี 6.6% แสดงว่า การให้บริการแบบไม่มีวันหยุดตลอด 24 ชั่วโมง สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานต่างชาติและผู้ใช้บริการชาวไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">คณะเจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงานของไทยเดินทางมาดูงานที่สายด่วน 1955</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานไต้หวันกล่าวว่า สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 นอกจากเป็นสื่อกลางช่วยแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างแล้ว ยังมีบริการด้านต่าง ๆ อาทิ การรักษาพยาบาล การติดต่อกับหน่วยงานราชการ ปัญหาการทำงานและการใช้ชีวิตในไต้หวัน รวมทั้งเป็นล่ามเคลื่อนที่ทางโทรศัพท์ได้ด้วย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ที่ชำนาญ 5 ภาษาคอยให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงและตลอดปีโดยไม่เว้นวันหยุด จากเดิมที่ให้บริการเฉพาะแรงงานต่างชาติ ต่อมาเพิ่มบริการนายจ้าง บริษัทจัดหางาน และแรงงานท้องถิ่นด้วย แต่ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ยังคงเป็นแรงงานต่างชาติ</p>
<p class="MsoNormal">2. รายงานชี้แรงงานต่างชาติสอบใบขับขี่เพิ่ม 1.5 เท่าในรอบ 5 ปี อุบัติเหตุพุ่งตาม ปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 13,000 ราย ผู้เชี่ยวชาญเตือนขาดความรู้กฎหมาย ไม่คุ้นสภาพถนน เสนออุดหนุนอบรมขับขี่และคุ้มครองประกัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นับตั้งแต่มีการผ่อนคลายเกณฑ์การสอบใบอนุญาตขับขี่สำหรับแรงงานต่างชาติในไต้หวัน ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าสอบเพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่าในรอบ 5 ปี ขณะที่สถิติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรในกลุ่มชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว โดยปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมมากกว่า 13,000 ราย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ระบบการสอบใบขับขี่ของไต้หวัน "สอบง่าย แต่ใช้งานจริงยาก" แรงงานต่างชาติไม่คุ้นเคยกฎหมายและสภาพถนน กลายเป็นความเสี่ยงแฝง จึงเสนอให้นายจ้างสนับสนุนการอบรมขับขี่อย่างเป็นทางการ และบังคับใช้การประกันภัยอย่างจริงจัง เพื่อลดความสูญเสีย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไต้หวันเปิดให้แรงงานต่างชาติสอบใบอนุญาตขับขี่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เข้าสอบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด กรมทางหลวงรายงานว่า จำนวนชาวต่างชาติที่เข้าสอบเพิ่มจาก 20,183 คนในปี พ.ศ. 2566 เป็น 31,133 คนในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า โดยพื้นที่ในความดูแลของกองทะเบียนยานยนต์ซินจู๋ ซึ่งมีแรงงานต่างชาติจำนวนมาก เพิ่มจาก 1,496 คนเป็น 3,752 คน เติบโตถึง 2.5 เท่าในรอบ 5 ปี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่กองทะเบียนยานยนต์เขตซินจู๋ พื้นที่รับผิดชอบรวมนครเถาหยวนด้วย กำลังให้ความรู้แก่ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติที่สมัครสอบใบขับขี่ (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยหลักมาจากการยกเลิกข้อกำหนด "หนังสือยินยอมจากนายจ้าง" ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ทำให้ขั้นตอนการซื้อรถและสอบใบขับขี่ง่ายขึ้น ประกอบกับกองทะเบียนยานยนต์จัดทำคลังข้อสอบหลายภาษา ช่วยเพิ่มความเป็นอิสระในการซื้อรถและเข้าสอบของแรงงานต่างชาติ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้ประกอบการโรงเรียนสอนขับรถในเถาหยวนรายหนึ่งเปิดเผยว่า ผู้สมัครสอบส่วนใหญ่เป็นแรงงานสัญชาติเวียดนาม นอกจากใช้เพื่อการเดินทางส่วนตัวแล้ว ยังมีไม่น้อยที่นายจ้างออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดและพาเข้าสอบเป็นกลุ่ม เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการแรงงาน โรงเรียนสอนขับรถอีกแห่งระบุว่า เถาหยวนมีโครงการเมืองการบินและนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก นายจ้างบางรายจึงพาแรงงานเข้าสอบใบอนุญาตขับรถบรรทุกหรือรถยนต์ เพื่อเอื้อต่อการทำงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติสอบใบขับขี่เพิ่ม 1.5 เท่าในรอบ 5 ปี ขณะที่อุบัติเหตุพุ่งตาม ปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 13,000 ราย (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้จำนวนผู้เข้าสอบจะเพิ่มสูง แต่อัตราการสอบผ่านยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติเข้าสอบประมาณ 152,000 คน แต่สอบผ่านเพียง 93,000 คน อัตราการผ่านเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 61.5 โดยแรงงานเวียดนามมีอัตราผ่านสูงสุดที่ร้อยละ 71.3 รองลงมาคืออินโดนีเซีย ขณะที่แรงงานฟิลิปปินส์มีอัตราผ่านเพียงร้อยละ 52.0 </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองทะเบียนยานยนต์เถาหยวนวิเคราะห์ว่า แรงงานต่างชาติมีข้อจำกัดด้านเวลาเนื่องจากภาระงาน ทำให้ส่วนใหญ่ฝึกซ้อมได้เฉพาะวันหยุดหรือช่วงเย็น ส่งผลให้การเตรียมตัวไม่เพียงพอ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สนามสอบข้อเขียนที่กองทะเบียนยานยนต์จางฮั่ว (ภาพจากกองทะเบียนยานยนต์จางฮั่ว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระแสการสอบใบขับขี่ที่เพิ่มขึ้นยังมาพร้อมความเสี่ยงแฝง รายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินระบุว่า จำนวนชาวต่างชาติที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรในไต้หวันเพิ่มจาก 6,213 คนในปี พ.ศ. 2562 เป็นมากกว่า 13,000 คนในปี พ.ศ. 2567 เพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่า สัดส่วนต่ออุบัติเหตุทั้งประเทศเพิ่มจากร้อยละ 1.36 เป็นร้อยละ 2.47 โดยพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงที่สุดได้แก่ ไทจง เถาหยวน นิวไทเป และไถหนาน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติที่ขับขี่รถจักรยานยนต์และจักรยานไฟฟ้า</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สนามสอบใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ (ภาพจาก supermoto8.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้บริหารโรงเรียนสอนขับรถในพื้นที่ซินจู๋เห็นว่า การเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุในกลุ่มแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่มาจากความไม่คุ้นเคยกับสภาพถนนและเส้นทาง ขณะที่ศาสตราจารย์ด้านการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหยางหมิงเจียวตง (NYCU) ระบุว่า ระบบสอบใบขับขี่ของไต้หวันง่ายเกินไป แต่เนื้อหาข้อสอบกลับละเอียดจุกจิก และละเลยการสอนแนวคิดการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง อีกทั้งกฎจราจรของไต้หวันมีความซับซ้อน เช่น การจราจรแบบผสมผสานระหว่างรถยนต์กับรถจักรยานยนต์ และการเลี้ยวซ้ายแบบสองจังหวะ หากนายจ้างไม่เสริมสร้างความรู้ให้แก่แรงงาน ก็เท่ากับปล่อยให้พนักงานเผชิญความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สนามสอบใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ภาคสนาม</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ภาครัฐร่วมมือกับนายจ้าง จัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อจูงใจให้แรงงานต่างชาติเข้ารับการอบรมขับขี่รถจักรยานยนต์ในระบบอย่างเป็นทางการ พร้อมผลักดันการคุ้มครองประกันให้ครอบคลุมอย่างแท้จริง จึงจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้อย่างยั่งยืน </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านกรมทางหลวงยืนยันว่า จะเดินหน้าขยายบริการหลายภาษาอย่างต่อเนื่อง และร่วมมือกับตำรวจในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างชาติรวมตัวจำนวนมาก เพื่อเข้มงวดในการตรวจจับการฝ่าฝืนกฎหมายของผู้ขับขี่จักรยานไฟฟ้าต่อไป</p>
<p class="MsoNormal">3. มาตรการใหม่แก้ปัญหาขายบัญชีม้าเกลื่อน! คณะกรรมการกำกับการเงินไต้หวันตัดสินใจอายัดบัญชีบัญชีธนาคารแรงงานต่างชาติเมื่อเดินทางออกนอกประเทศ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัญหาบัญชีม้าที่เกิดจากแรงงานต่างชาติยังคงทวีความรุนแรง ทำให้คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินของไต้หวัน ( FSC) ต้องออกมาตรการเพิ่มเติมอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้เชิญธนาคารรัฐวิสาหกิจมาหารือเรื่องการป้องกันการฉ้อโกง โดยมีการพิจารณาให้ประชาชนต้องแสดงใบหน้าเต็มรูปแบบขณะกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ล่าสุด&nbsp; FSC ได้ประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานและมีมติร่วมกันว่า หากแรงงานต่างชาติสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือยกเลิกสัญญาจ้างเดินทางออกนอกประเทศ หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หรือถูกจับกุมและควบคุมตัวจากการทำงานผิดกฎหมาย รวม 4 กรณีดังกล่าว สถาบันการเงินจะดำเนินการอายัดบัญชีธนาคารทันที เพื่อแก้ไขปัญหาบัญชีม้าที่เกิดจากแรงงานต่างชาติซึ่งมีจำนวนมากเกินไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจพบว่า ปัจจุบันบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของบัญชีม้าที่เพิ่มขึ้นใหม่ในระยะหลัง ทำให้คณะกรรมการกำกับสถาบันการเงินต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแรงงานต่างชาติอาจเดินทางกลับมาทำงานในไต้หวันอีกในอนาคต การปิดบัญชีถาวรจะสร้างความไม่สะดวกอย่างมาก จึงเลือกใช้วิธีอายัดบัญชีและระงับธุรกรรมชั่วคราวแทน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องบัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับกรณีที่แรงงานต่างชาติยังมีเงินสงเคราะห์จากรัฐบาล ค่าจ้างที่นายจ้างยังจ่ายไม่ครบ หรือเงินภาษีคืนจากกรมสรรพากร ก่อนเดินทางออกนอกประเทศ จะใช้วิธีเดียวกับที่กระทรวงการคลังดำเนินการในปัจจุบัน คือออกเช็คคืนเงินภาษี มอบให้นายจ้างหรือบริษัทจัดหางานนำไปขึ้นเงินแล้วโอนคืนให้แรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศไปแล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องบัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แหล่งข่าวยังเปิดเผยว่า ฐานข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางออกนอกประเทศเมื่อครบสัญญา การหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และการถูกควบคุมตัวจากการกระทำผิดแล้ว ขั้นตอนต่อไป เพื่อให้ธนาคารสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินได้มอบหมายให้ศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (JCIC) ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงแรงงาน สมาคมธนาคาร และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จัดทำโครงสร้างฐานข้อมูลสำหรับสถาบันการเงิน เพื่อบันทึกข้อมูลดังกล่าวและใช้เป็นเกณฑ์ในการควบคุมบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติ พร้อมทั้งให้สมาคมธนาคารพิจารณาเพิ่มเงื่อนไขในสัญญาเปิดบัญชีของแรงงานต่างชาติ เช่น การยินยอมให้ธนาคารอายัดบัญชีโดยอัตโนมัติเมื่อเดินทางออกนอกประเทศ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องบัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานจะกำชับให้บริษัทจัดหางานแจ้งแรงงานต่างชาติว่า หากมีกรณีครบหรือยกเลิกสัญญาแล้วเดินทางออกนอกประเทศ หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หรือถูกจับกุม บัญชีธนาคารจะถูกอายัดและระงับการทำธุรกรรมทันที และขอให้บริษัทจัดหางานช่วยเตือนและอำนวยความสะดวกให้แรงงานต่างชาติปิดบัญชีให้เรียบร้อยก่อนเดินทางออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม หากแรงงานต่างชาติได้รับการว่าจ้างใหม่หรือมีเหตุผลทางกฎหมายที่จะเดินทางกลับเข้ามาทำงานอีก สามารถยื่นขอเปิดใช้บัญชีธนาคารหรือบัญชีไปรษณีย์อีกครั้งได้ตามขั้นตอนปกติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องบัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=97085</guid>
      <pubDate>Fri, 06 Feb 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260206_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36010560" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ปี 68 สายด่วน 1955 ให้บริการร้องทุกข์กว่า 1.9 แสนสาย ช่วยทวงคืนค่าจ้างค้างจ่ายกว่า 3,000 ราย แรงงานเวียดนามใช้บริการมากสุด 35.7% แรงงานไทย 3.6%&nbsp;</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/2/original/5a6e19d1-1c58-4757-b527-4779b65bf0c9.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>57</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=96524</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. อุบัติเหตุจากการทำงานยังคงสูง! ปี 2568 ทั่วไต้หวันมีจำนวน 251 ราย ตกจากที่สูงคร่าชีวิต 70 ราย ภาคการก่อสร้างหนักสุด กระทรวงแรงงานงัดแผนลดอุบัติภัยเร่งด่วน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานไต้หวันเปิดเผยสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรงในการทำงานของทุกภาคอุตสาหกรรมประจำปี 2568 โดยระบุว่า ยอดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากการทำงานรวมทั้งสิ้น 251 ราย เทียบกับปี 2567 ที่มี 287 ราย ลดลง 36 ราย ขณะที่ภาคการก่อสร้างมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง 105 ราย คิดเป็นร้อยละ 42 ของทั้งหมด และลดลงจากปีก่อนหน้า 40 ราย อย่างไรก็ตาม ในจำนวนดังกล่าว มากถึง 70 ราย หรือคิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 67 เสียชีวิตจากการตกจากที่สูง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ในปี 2568 ภาคการก่อสร้างมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง 105 ราย คิดเป็น 42% ของทั้งหมด ในจำนวนนี้มากถึง 70 ราย หรือ 67% เสียชีวิตจากการตกจากที่สูง (knews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จางอี้ปิน ผู้อำนวยการกองวางแผนบูรณาการ กรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัย กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในไซต์งานก่อสร้างลดลง 40 ราย มาจากการชะลอตัวของโครงการก่อสร้างในช่วงปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัญหาการเร่งรัดงานก่อสร้างอย่างไม่เหมาะสมลดลง ควบคู่กับการที่กระทรวงแรงงานเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบด้านแรงงานในงานก่อสร้าง โดยมุ่งเน้นอันตรายความเสี่ยงสูง เช่น การตกจากที่สูงและอัคคีภัย พร้อมทั้งดำเนินมาตรการกำกับดูแลและให้คำแนะนำอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตจากการตกจากที่สูงในภาคการก่อสร้างยังคงอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 67 หรือ 70 ราย และอุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ในปี 2568 ภาคการก่อสร้างมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง 105 ราย คิดเป็น 42% ของทั้งหมด ในจำนวนนี้มากถึง 70 ราย หรือ 67% เสียชีวิตจากการตกจากที่สูง (knews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิต จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรงเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7 ราย รวมเป็น 63 ราย คิดเป็นร้อยละ 25 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด จางอี้ปินระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมภายในประเทศ ทั้งในด้านทรัพยากรในการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานและความรู้ด้านการบริหารจัดการความปลอดภัย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ในปี 2568 ภาคการก่อสร้างมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง 105 ราย คิดเป็น 42% ของทั้งหมด ในจำนวนนี้มากถึง 70 ราย หรือ 67% เสียชีวิตจากการตกจากที่สูง (knews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อพิจารณาจำแนกตามพื้นที่พบว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา นครไทจงมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรงในการทำงาน 36 ราย สูงสุดในไต้หวัน คาดว่าเป็นผลจากการมีโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวลดลงจากปีก่อน 4 ราย รองลงมาคือ นครนิวไทเปและนครเถาหยวน ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 32 รายเท่ากัน เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า นครนิวไทเปลดลง 8 ราย นครเถาหยวนลดลง 2 ราย ส่วนนครเกาสงจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงมากที่สุด 17 ราย ในทางตรงกันข้าม กรุงไทเปมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8 ราย มากที่สุดในบรรดาทุกพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่ายังมีช่องว่างในการยกระดับการส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงานของรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่ง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 หรือเทอร์มินอล 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน (knews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิเคราะห์ประเภทของสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุพบว่า ภาคการก่อสร้างยังคงเผชิญความเสี่ยงหลักจากอุบัติเหตุการตกจากที่สูง โดยในปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตมากถึง 70 ราย คิดเป็นร้อยละ 67 ของผู้เสียชีวิตในภาคการก่อสร้างทั้งหมด แม้จะลดลงจากปีก่อน 12 ราย แต่สัดส่วนอุบัติเหตุในโครงการของภาคเอกชนยังคงสูงกว่าร้อยละ 70 ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งเสริมความเข้มแข็งต่อไป ส่วนภาคอุตสาหกรรมการผลิต ประเภทอุบัติเหตุที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุดคือการตกจากที่สูงเช่นกัน จำนวน 27 ราย รองลงมาคือการถูกหนีบหรือถูกดึงเข้าเครื่องจักร 10 ราย และอุบัติเหตุจากการถูกชน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กระทรวงแรงงานนอกจากแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแล้ว ยังเสนอแผนปฏิบัติการเสริมสร้างการลดอุบัติเหตุในสถานที่ทำงานควบคู่กันไปด้วย (ภาพจาก knews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยชี้แจงว่า สถิติที่ประกาศเป็นข้อมูลจากกรณีที่หน่วยงานตรวจแรงงานได้รับแจ้งเหตุแล้วส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบและจัดทำรายงาน โดยบางกรณียังอยู่ระหว่างการผ่าชันสูตรของอัยการ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นอุบัติเหตุจากการทำงานหรือไม่ จึงยังไม่ถูกรวมอยู่ในสถิติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานย้ำว่า นอกจากการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแล้ว ยังได้เสนอแผนปฏิบัติการเสริมสร้างการลดอุบัติเหตุในสถานที่ทำงานควบคู่กัน โดยในภาคการก่อสร้าง จะบูรณาการร่วมกับสำนักงานบริหารที่ดินและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย นำประเด็นความปลอดภัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบและสุ่มตรวจงานก่อสร้าง รวมถึงเสริมสร้างการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นทางผ่านเจ้าของโครงการ และขยายการเปิดเผยข้อมูลอุบัติเหตุร้ายแรงต่อสาธารณชน ส่วนภาคอุตสาหกรรมการผลิต จะใช้แนวทางร่วมมือกับสมาคมและองค์กรวิชาชีพในการเข้าไปให้คำปรึกษาในสถานประกอบการ โดยมุ่งเน้นวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและขนาดเล็ก สนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และพัฒนาเครื่องมือประเมินความเสี่ยงในรูปแบบออนไลน์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้เผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านศูนย์เผยแพร่ข้อมูลอุบัติเหตุร้ายแรงและการกระทำผิดกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงานแล้ว และจะปรับปรุงข้อมูลเป็นรายไตรมาสอย่างสม่ำเสมอ เพื่ออาศัยการตรวจสอบจากสังคมและการระดมทรัพยากร สู่การสร้างระบบคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานที่รัดกุมและครอบคลุมยิ่งขึ้น</p>
<p class="MsoNormal">2. ผลสำรวจปี 68 ค่าจ้างรวมโอทีเฉลี่ยของแรงงานต่างชาติภาคการผลิต 3.5 หมื่น/เดือน ผู้อนุบาล 2.4 หมื่น นายจ้างหนักใจเรื่องภาษาและความร่วมมือมากที่สุด </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากสถิติ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในไต้หวันมีจำนวน 865,811 คน เพื่อให้ทราบถึงสภาพการทำงาน รายได้และปัญหาอุปสรรคที่เกิดกับนายจ้างและแรงงานต่างชาติ กระทรวงแรงงานไต้หวันได้จัดทำการสำรวจสภาพการทำงานและการบริหารแรงงานต่างชาติเป็นประจำทุกปี เพื่อนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ ปรับปรุงแก้ไขต่อไป ล่าสุด กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศผลการสำรวจ &ldquo;การบริหารจัดการและการใช้แรงงานต่างชาติ&rdquo; ระหว่างเดือนกรกฎาคม&ndash;สิงหาคม ปี 2568 พบว่า แรงงานต่างชาติในภาคการผลิต มีค่าจ้างประจำและค่าโอทีเฉลี่ยเดือนละ 35,000 เหรียญไต้หวัน เทียบกับปี 2567 เพิ่มขึ้นประมาณ 1,600 เหรียญต่อเดือน หรือร้อยละ 4.7 ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่เป็นค่าจ้างประจำ เช่น เงินโบนัส เงินเพิ่มตามเทศกาลและเงินรางวัลจากการทำงาน ตลอดปีเฉลี่ย 15,000 เหรียญ ลดลงจากผลการสำรวจครั้งก่อน 600 เหรียญ หรือร้อยละ 3.6 ในส่วนของผู้อนุบาลต่างชาติในครัวเรือน มีรายได้โดยเฉลี่ยเดือนละ 24,000 เหรียญไต้หวันเพิ่มขึ้น 400 เหรียญ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานการสำรวจสภาพการบริหารจัดการและการใช้แรงงานต่างชาติฉบับล่าสุด ซึ่งทำการสำรวจเมื่อเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 มีนายจ้างที่ให้ความร่วมมือตอบแบบสำรวจ 8,545 ชุด เป็นนายจ้างภาคการผลิต 4,523 ชุด นายจ้างผู้อนุบาลในครัวเรือน 4,022 ชุด รายงานการสำรวจพบว่า ปัญหาที่ทำให้นายจ้างไม่สบายใจมากที่สุด ยังคงเป็นด้านภาษา หรือการสื่อสารไม่เข้าใจ ตามมาด้วยการปรับตัวหรือความร่วมมือไม่สูง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในโรงงานปั้มโลหะที่เขตหยางเหมย นครเถาหยวน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการสำรวจด้านเงินค่าจ้างปรากฏว่า ค่าจ้างประจำของแรงงานต่างชาติในภาคการผลิต เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 30,000 เหรียญไต้หวัน เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 เพิ่มขึ้นประมาณ 3.6% หรือเพิ่มขึ้น 1,100 เหรียญ สาเหตุหลักที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ขณะที่ค่าโอทีเฉลี่ยประมาณ 5,100 เหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 500 เหรียญ หรือร้อยละ 11.8 เมื่อรวมค่าจ้างประจำและค่าล่วงเวลาแล้ว เฉลี่ยอยู่ที่ 35,000 เหรียญ เพิ่มขึ้น 1,600 เหรียญ หรือร้อยละ 4.7 นอกจากนี้ ยังมีรายได้ที่ไม่ใช่เป็นค่าจ้างประจำอีกปีละประมาณ 15,000 เหรียญ ลดลงจากผลการสำรวจครั้งก่อน 600 เหรียญหรือร้อยละ 3.6</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ผลสำรวจปี 68 ค่าจ้างรวมโอทีเฉลี่ยของแรงงานต่างชาติภาคการผลิต 3.5 หมื่น/เดือน นายจ้างหนักใจเรื่องภาษาและความร่วมมือมากที่สุด (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติภาคการผลิตในเดือนที่สำรวจคือมิถุนายน 2568 มีวันหยุดประจำสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์รวม 9 วัน ลดลงจากปีก่อน 2 วัน ขณะที่ชั่วโมงทำงานปกติอยู่ที่ 168.2 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16 ชั่วโมง และชั่วโมงทำงานล่วงเวลาเฉลี่ย 28.3 ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 1.4 ชั่วโมง โดยมีสาเหตุหลักจากโอกาสทางธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กระตุ้นให้บางอุตสาหกรรมการผลิตมีการทำงานล่วงเวลาเพิ่มขึ้น รวมชั่วโมงทำงานทั้งหมดเฉลี่ย 196.5 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17.4 ชั่วโมง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าเถาหยวนสายสีเขียว (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับผู้อนุบาลในครัวเรือน ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ได้รับค่าจ้างเฉลี่ย 24,000 เหรียญ ในจำนวนนี้เป็นค่าจ้างประจำเฉลี่ย 21,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 400 เหรียญ ผู้อนุบาลในครัวเรือนที่ทำงานต่อเนื่องตลอดปี มีรายได้อื่นที่ไม่ใช่ค่าจ้างประจำ (เช่น โบนัสหรือเงินพิเศษที่ไม่ได้จ่ายเป็นรายเดือน) เฉลี่ย 7,100 เหรียญ ใกล้เคียงกับผลการสำรวจครั้งก่อน ด้านเวลาทำงาน เดือนมิถุนายน 2568 มีชั่วโมงทำงานเฉลี่ยวันละ 10.1 ชั่วโมง ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าเช่นกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ผู้อนุบาลในครัวเรือน ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ปี 2568 ได้รับค่าจ้างเฉลี่ย 24,000 เหรียญ/เดือน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านปัญหาและอุปสรรคในการบริหารแรงงานต่างชาตินั้น นายจ้างภาคการผลิต ร้อยละ 34.3 ระบุว่าประสบปัญหาในการใช้แรงงานต่างชาติ ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ &ldquo;การสื่อสารด้านภาษา&rdquo; ร้อยละ 23.2 รองลงมาคือ &ldquo;การสื่อสารและความร่วมมือในการทำงาน&rdquo; เช่น การปรับตัวหรือความร่วมมือไม่สูง ร้อยละ 12.6 และ &ldquo;ทัศนคติหรือวินัยในการทำงานไม่เหมาะสม&rdquo; ร้อยละ 11.4 ส่วนนายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาลประสบปัญหาร้อยละ34.4 ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ &ldquo;การสื่อสารด้านภาษา&rdquo; ร้อยละ 24.5 รองลงมาคือ &ldquo;การใช้โทรศัพท์มือถือหรือพูดคุยส่วนตัวมากเกินไป&rdquo; ร้อยละ 10.1 รวมถึง &ldquo;การสื่อสารและความร่วมมือในการทำงาน&rdquo; ร้อยละ 9.2 และ &ldquo;ทัศนคติหรือวินัยในการทำงานไม่เหมาะสม&rdquo; ร้อยละ 7.4</p>
<p class="MsoNormal">3. ผีน้อยไทยที่ฮัวเหลียนเมาสุราขี่จักรยานไฟฟ้าตกคูน้ำเสียชีวิต จับนายจ้างย้ายศพอำพราง อ้างไม่รู้จักแค่ขับรถผ่านพบโดยบังเอิญ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา พบศพชายเสียชีวิตคว่ำหน้าอยู่ข้างคูน้ำริมถนนในหมู่บ้านฝูซิง ตำบลรุ่ยสุ่ย เมืองฮัวเหลียน เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบผู้เสียชีวิตเป็นชายสัญชาติไทย อายุ 34 ปี เดินทางเข้าไต้หวันด้วยวีซ่าท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ก่อนหลบหนีและอยู่เกินกำหนดวีซ่าเป็นเวลานานหนึ่งปี สาเหตุการเสียชีวิตยังต้องรอผลการชันสูตรจากพนักงานอัยการ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่ตรวจสอบศพชายไทยซึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ริมคูน้ำ ศีรษะมีบาดแผลฉีกขาด ใบหน้ามีรอยถลอก บาดแผลมีลักษณะน่าสงสัย (ภาพจากสถานีตำรวจฮัวเหลียน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จุดเกิดเหตุโดยรอบเป็นไร่สับปะรดและไร่ขิง ไม่มีกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบศพนอนคว่ำหน้าอยู่ริมคูน้ำ ศีรษะมีบาดแผลฉีกขาด ใบหน้ามีรอยถลอก บาดแผลมีลักษณะน่าสงสัย จึงประสานฝ่ายพิสูจน์หลักฐานและกองกำกับการสืบสวนอาชญากรรมเข้าตรวจเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ยืนยันตัวตนผู้เสียชีวิตเป็นชายสัญชาติไทย อายุ 34 ปี มาจากจังหวัดบึงกาฬ วีซ่าหมดอายุและพำนักอย่างผิดกฎหมาย อีกทั้งมีเกษตรกรในพื้นที่จำได้ว่า ผู้ตายเคยทำงานอยู่ในไร่นาใกล้เคียง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่ตรวจสอบศพชายไทยซึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ริมคูน้ำ ศีรษะมีบาดแผลฉีกขาด ใบหน้ามีรอยถลอก บาดแผลมีลักษณะน่าสงสัย (ภาพจากสถานีตำรวจฮัวเหลียน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายเฉิน ชายชาวไต้หวันอายุ 38 ปี ผู้แจ้งเหตุให้การกับตำรวจว่า พบผู้เสียชีวิตนอนคว่ำอยู่ข้างคูน้ำเวลาประมาณ 16.00 น. และเป็นเพียงผู้ขับรถผ่านมาพบโดยบังเอิญ อย่างไรก็ตาม ตำรวจสอบสวนเกษตรกรและผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง พบว่าที่พักของแรงงานไทยมีรถจอดอยู่ โดยหนึ่งในนั้นจดทะเบียนในชื่อของนายเฉิน เมื่อเจ้าหน้าที่สอบถาม นายเฉินอ้างว่ากล้องบันทึกภาพหน้ารถไม่มีภาพ และได้ถอดการ์ดหน่วยความจำออก อีกทั้งหลังเกิดเหตุ ผู้อยู่อาศัยรายอื่นในบ้านหลังเดียวกันได้รีบย้ายออกไปอย่างผิดปกติ ทำให้ตำรวจเกิดความสงสัยว่าคำให้การมีพิรุธ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจชี้จุดที่พบศพชายไทย (ภาพจากสถานีตำรวจฮัวเหลียน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อมาทีมสอบสวนใช้จิตวิทยาทำให้นายเฉินเปิดใจยอมนำการ์ดหน่วยความจำกล้องบันทึกภาพหน้ารถมามอบให้ พร้อมยอมรับว่าเป็นนายจ้างของผู้ตาย ส่วนที่ให้การเท็จเนื่องจากเกรงว่าจะถูกลงโทษหนักจากการจ้างชาวต่างชาติทำงานอย่างผิดกฎหมาย สำหรับเหตุการณ์ก่อนเสียชีวิต นายเฉินระบุว่า ช่วงบ่ายวันเกิดเหตุได้มีการปิ้งย่างและดื่มสุราร่วมกัน จากนั้น ผู้ตายขี่จักรยานไฟฟ้าออกไปหลังมีอาการมึนเมาจากการดื่มสุรา และเกิดอุบัติเหตุพลัดตกคูน้ำจนจมน้ำเสียชีวิต นายเฉินระบุว่า หลังทราบเหตุได้ขับรถออกตามหา พบจักรยานไฟฟ้าของแรงงานไทย และร่างผู้ตายนอนอยู่ในคูน้ำเสียชีวิตแล้ว ด้วยความกังวลว่า จะถูกตรวจพบตนจ้างแรงงานผิดกฎหมายและถูกปรับหนัก จึงชวนเพื่อนช่วยกันยกศพขึ้นจากคูน้ำ อำพรางสถานที่เกิดเหตุ ซ่อนจักรยานไฟฟ้าที่ให้ผู้ตายยืม และแจ้งความโดยแต่งเรื่องว่าขับรถผ่านพบศพโดยบังเอิญ เพื่อพยายามตัดความเกี่ยวข้องและชี้นำการสอบสวนของตำรวจ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจพบรถจักรยานไฟฟ้าคันหนึ่ง จอดอยู่ในที่เกิดเหตุ&nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจฮัวเหลียน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจระบุว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายจ้างชาวต่างชาติทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำลายพยานหลักฐาน จึงได้ส่งตัวนายเฉินดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงยังต้องรอผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการจากอัยการ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจฮัวเหลียนแถลงผลคืบหน้าคดีชายไทยเสียชีวิตในคูน้ำ จับนายจ้างย้ายศพอำพราง อ้างไม่รู้จักแค่ขับรถผ่านพบโดยบังเอิญ (ภาพจากสถานีตำรวจฮัวเหลียน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านเกษตรกรในพื้นที่ตำบลรุ่ยสุ่ยเปิดเผยว่า ปัญหาขาดแคลนแรงงานในชนบทมีความรุนแรง ปัจจุบันการเก็บส้มโอ เก็บชา รวมถึงการเก็บและปลูกสับปะรด ล้วนต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ซึ่งเป็นแรงงานผิดกฎหมาย โดยบางครั้งเพียงโทรศัพท์เรียกก็สามารถมาทำงานกันเป็นกลุ่มใหญ่และทำงานได้อย่างรวดเร็ว ส่วนสถานะทางกฎหมายของแรงงานนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่มิได้ตรวจสอบให้ชัดเจน</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=96524</guid>
      <pubDate>Fri, 30 Jan 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260130_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36030720" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. อุบัติเหตุจากการทำงานยังคงสูง</span><span lang="EN-US">! </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">ปี 2568</span><span lang="TH"> </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">ทั่วไต้หวันมีจำนวน 251 ราย ตกจากที่สูงคร่าชีวิต 70 ราย ภาคการก่อสร้างหนักสุด กระทรวงแรงงานงัดแผนลดอุบัติภัยเร่งด่วน</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/1/original/373f138a-82f2-4dcb-b31b-111708cc1ead.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>56</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=95988</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ไต้หวันสั่งคุมเข้ม! สกัดปัญหานักศึกษาต่างชาติ &ldquo;ฝึกงานแฝงแรงงานเถื่อน&rdquo; ย้ำค่าตอบแทนต้องไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา กระทรวงเศรษฐการได้แก้ไขและประกาศใช้ &ldquo;ระเบียบการขอรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนและมาฝึกงานในไต้หวัน&rdquo; ป้องกันปัญหาการนำนักศึกษาต่างชาติมาใช้เป็นแรงงานราคาถูก พร้อมกำชับว่าหากมีการทำงานจริง ค่าตอบแทนรวมต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด หากหน่วยงานฝึกงานฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าว กระทรวงเศรษฐการมีอำนาจเพิกถอนหรือยกเลิกหนังสืออนุมัติการฝึกงาน และจะไม่พิจารณาอนุมัติคำขอให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาฝึกงานอีกเป็นระยะเวลา 6 เดือน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">วิทยาลัยอาชีวศึกษาที่เกาสง Chung Shan Industrial &amp; Commercial School :&nbsp;CSIC มีนักศึกษาจากเวียดนาม อินโดนีเซียจำนวนมาก (ภาพจาก twreporter.org)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากปัญหาอัตราการเกิดต่ำและสังคมผู้สูงอายุที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก จึงเปิดให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานเพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านแรงงาน ภายใต้ชื่อการฝึกงาน แต่พบว่านักศึกษาเหล่านี้ มักไม่ได้รับความคุ้มครองด้านประกันภัยแรงงานและประกันสุขภาพ อีกทั้งค่าตอบแทนยังต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย ไม่เพียงแต่ภาคการผลิตเท่านั้น แม้แต่ภาคบริการ เช่น ธุรกิจอาหารและที่พัก รวมถึงธุรกิจเสริมสวย ต่างมีการว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติเข้าทำงาน ส่งผลให้ปรากฏปัญหาใช้การฝึกงานบังหน้า ที่แท้จริงแล้วคือการใช้แรงงานค่าแรงถูกอย่างต่อเนื่อง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้หวันคุมเข้ม! สกัดปัญหานักศึกษาต่างชาติถูกใช้เป็นแรงงานราคาถูก ย้ำค่าตอบแทนต้องไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ (ภาพจาก ctee.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของนักศึกษาต่างชาติดังกล่าว ควบคู่กับการตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม กระทรวงเศรษฐการไต้หวันจึงได้แก้ไขและประกาศใช้ระเบียบการขอรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนและมาฝึกงานในไต้หวัน โดยมีการปรับปรุงสาระสำคัญ 5 ประเด็นหลักดังนี้ :</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - คุณสมบัติ : ต้องเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง เรียนมาแล้วอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษาก่อนเดินทางเข้ามาในไต้หวัน อายุต้องสอดคล้องกับระดับการศึกษา สาขาที่เรียนต้องสัมพันธ์กับลักษณะการฝึกงาน และต้องมีทักษะภาษาจีนหรืออังกฤษในระดับพื้นฐาน เพื่อให้การฝึกงานเกิดผลอย่างแท้จริง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นักศึกษาจากประเทศอาเซียน ขณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน (ภาพจาก twreporter.org)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ค่าตอบแทน : ในกรณีที่มีการปฏิบัติงานหรือใช้แรงงานนอกเหนือจากการฝึกอบรมวิชาการ ยอดรวมของเงินอุดหนุนและเบี้ยเลี้ยงรายเดือนต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามประกาศของกระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ชั่วโมงการทำงาน : จำกัดเวลาฝึกงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ห้ามทำงานในช่วงเวลา 22.00 น. ถึง 06.00 น. ของวันถัดไป เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากตัวนักศึกษา</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - การประกันภัยภาคบังคับ : หน่วยงานที่รับฝึกงานต้องจัดทำประกันภัยที่เหมาะสมให้แก่นักศึกษา ซึ่งรวมถึงประกันอุบัติเหตุกลุ่มหรือประกันอุบัติเหตุจากการทำงาน </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - กลไกการตรวจสอบ : กระทรวงเศรษฐการจะร่วมกับกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สุ่มตรวจสถานประกอบการ หากหน่วยงานฝึกงานฝ่าฝืนข้อกำหนด จะถูกเพิกถอนการอนุมัติการรับฝึกงานทันที และสั่งระงับสิทธิ์การขอรับนักศึกษาต่างชาติเข้าฝึกงานเป็นเวลา 6 เดือน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้หวันคุมเข้ม! ป้องกันปัญหานักศึกษาต่างชาติถูกใช้เป็นแรงงานราคาถูก ย้ำค่าตอบแทนต้องไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงเศรษฐการระบุเพิ่มเติมว่า การแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีนี้เป็นต้นไป พร้อมกันนี้ได้มีการปรับปรุงแบบคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยสถานประกอบการและนิติบุคคลสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครฉบับปรับปรุงใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการพิจารณาและอนุมัติการลงทุน เพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป</p>
<p class="MsoNormal">2. 9 เดือนแรกปี 68 ชาวต่างชาติในไต้หวันก่อคดีอาชญากรรมถูกจับ 8,293 คน เวียดนามอันดับหนึ่ง 4,000 คน ตามด้วยไทยร่วม 1,000 คน คดีฉ้อโกงมากสุด&nbsp; 3,013 คน เมาแล้วขับ 1,869 คน </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไต้หวันเปิดเผยสถิติชาวต่างชาติฝ่าฝืนกฎหมายและก่อคดีอาชญากรรม ช่วงระหว่างเดือนมกราคม-กันยายน 2568 พบว่า มีชาวต่างชาติก่อคดีอาชญากรรมถูกจับ 8,293 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 95.37 หรือ 7,909 คนเป็นผู้ต้องหาชาวเอเชีย โดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะเป็นแรงงานต่างชาติ คดีอาชญากรรมที่ก่อมากที่สุด ได้แก่คดีฉ้อโกง 3,013 คน คิดเป็นอัตราส่วน 36.33% อันดับ 2 เป็นคดีก่ออันตรายต่อสาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีเมาแล้วขับ 1,869 คน หรือ 22.54% ตามด้วยคดีลักทรัพย์ 762 คน คิดเป็นอัตราส่วน 9.16% อันดับ 4 คดียาเสพติด 669 คน ครองสัดส่วน 8.07% อันดับ 5 คดีทำร้ายร่างกาย 392 คน ครองสัดส่วน 4.37%</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไต้หวันแถลงว่า 9 เดือนแรกของปี 2568 ชาวต่างชาติในไต้หวันก่อคดีอาชญากรรม และถูกจับดำเนินคดี มีทั้งสิ้น 8,293 คน ส่วนใหญ่หรือ 7,909 คน อัตราส่วน 95.37% เป็นชาวเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&nbsp; โดยในจำนวนนี้ ชาวเวียดนามก่อคดีมากที่สุด ถูกจับ 3,991 คน คิดเป็นอัตราส่วน 48.12% ตามด้วยอินโดนีเซีย 1,009 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วน 12.18% ส่วนชาวไทยมาเป็นอันดับ 3 ด้วยจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม 1,004 คน ครองสัดส่วน 12.11% อันดับ 4 ได้แก่ชาวฟิลิปปินส์ ก่อคดีและถูกจับ 708 คน ครองสัดส่วน 8.54% ส่วนชาวต่างชาติจากภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ยุโรปอเมริกาและแอฟริกา แต่ภูมิภาคตรวจพบผู้ต้องหา 192 คน คิดเป็นอัตราส่วน 2.32%</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ที่น่าจับตามากที่สุดได้แก่ ชาวมาเลเซียก่อคดีเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ถูกจับกุม 417 คน เพิ่มขึ้นจาก 216 คนจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 มากถึง 201 คน หรือเพิ่มขึ้น 93.06% ส่วนใหญ่เป็นคดีฉ้อโกง ขณะที่ชาวเวียดนามก่อคดีมีแนวโน้มลดลง จากไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 ที่มี 1,398 คน ลดลงเป็น 1,314 คนในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หากคำนวณจากยอดจำนวนผู้ต้องหาของแรงงานของแต่ละสัญชาติที่ก่อคดีอาชญากรรม แรงงานเวียดนามก่อคดี 1.35% แรงงานไทยก่อคดี 1.39% อินโดนีเซีย 0.31% ฟิลิปปินส์ 0.4% จะเห็นได้ว่าแรงงานไทยก่อคดีอาชญากรรมมากกว่าแรงงานเวียดนาม ส่วนอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ก่อคดีและสร้างปัญหาน้อยสุด </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตำรวจกล่าวว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา พบผู้ต้องสงสัยชาวต่างชาติส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกง หน่วยงานต้นสังกัดจึงได้ดำเนินมาตรการป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติตกเป็นเหยื่อหรือเข้าไปพัวพันกับขบวนการฉ้อโกง โดยมุ่งเสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายและความตระหนักรู้ในการป้องกันตนเอง จัดทำ &ldquo;สื่อประชาสัมพันธ์ต่อต้านการฉ้อโกงสำหรับชาวต่างชาติ&rdquo; ในหลายภาษา ใช้กรณีตัวอย่างที่เข้าใจง่าย อธิบายถึงผลกระทบร้ายแรงของการเข้าไปเป็นผู้รับจ้างกระทำความผิดในขบวนการฉ้อโกง หรือการให้ยืมบัญชีเงินฝาก (บัญชีม้า)</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจเมืองจางฮั่วตรวจตราตามร้านค้าที่ให้บริการแรงงานต่างชาติ ป้องกันปัญหาอาญาชกรรม (ภาพจากสถานีตำรวจจางฮั่ว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีของชาวต่างชาติถูกขบวนการฉ้อโกงนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน ศูนย์อำนวยการปฏิบัติการปราบปรามการฉ้อโกงของสภาบริหาร ได้เร่งกำกับและประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน คณะกรรมการกำกับดูแลทางการเงิน และหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อหารือมาตรการแก้ปัญหาเชิงบูรณาการระหว่างกระทรวง โดยอาศัยการเชื่อมโยงระบบข้อมูลข้ามหน่วยงาน ลดโอกาสที่ชาวต่างชาติจะตกเป็นเป้าหมายในการจัดหาบัญชีม้าให้กับขบวนการฉ้อโกง หากตรวจพบความผิดปกติของกระแสเงินในบัญชี สามารถดำเนินการอายัดบัญชีได้ทันที เสริมความเข้มแข็งในการบริหารความเสี่ยงของบัญชีการเงิน และขจัดช่องโหว่ด้านความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนด้านงานตำรวจในระดับนานาชาติ รัฐบาลได้จัดการประชุม &ldquo;เวทีความร่วมมือด้านตำรวจระหว่างประเทศ 2568 &ndash; สัมมนาการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน&rdquo; โดยมีประเด็นการหารือครอบคลุมด้าน &ldquo;การฉ้อโกงและการค้ามนุษย์&rdquo; &ldquo;กระแสเงินผิดกฎหมายและการฟอกเงิน&rdquo; &ldquo;อาชญากรรมทางไซเบอร์&rdquo; และ &ldquo;อาชญากรรมยาเสพติด&rdquo; ไต้หวันยังคงเดินหน้ากระชับความร่วมมือข้ามชาติในด้านการแบ่งปันข่าวกรอง การติดตามจับกุมผู้หลบหนีคดี และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี เพื่อพัฒนากลไกการป้องกันและปราบปรามให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เชื่อมโยงประสบการณ์ของไต้หวันกับมาตรฐานสากล และคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างรอบด้าน</p>
<p class="MsoNormal">3. จับ 5 ผีน้อยไทยพร้อมนายหน้าลอบทำงานปูกระเบื้องไซต์งานสร้างบ้านที่ซินจู๋ ค่าจ้างวันละ 900 เหรียญ ตั้งเต็นท์นอนกันคนละหลัง ราวกับบ้านตัวเอง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองซินจู๋ รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า มีชาวต่างชาติที่ผิดกฎหมายอยู่ในบริเวณไซต์งานก่อสร้างอาคารพักอาศัยรวมแห่งหนึ่งในเมืองซินจู๋ หลังจากเจ้าหน้าที่สืบสวนและเก็บหลักฐานหลายครั้ง จึงจับกุมชาวไทย 5 คน พบเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่พำนักเกินกำหนด 14 วันและทำงานผิดกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">5 ผีน้อยไทยลักลอบทำงานปูกระเบื้องในไซต์งานสร้างบ้านพักอาศัยที่ซินจู๋ รับค่าจ้างวันละ 900 เหรียญ ตั้งเต็นท์นอนกันคนละหลัง ราวกับบ้านตัวเอง (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สาขาซินจู๋)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ถึงกับผงะเมื่อพบชาวไทยทั้ง 5 ตั้งเต็นท์อาศัยอยู่ในไซต์งานก่อสร้างเพื่อลดโอกาสถูกตรวจพบ แต่ละคนมีเต็นท์เป็นของตัวเองและอยู่กันคนละหลัง พร้อมติดผ้าม่านหน้าประตู ปูกระดาษแข็ง ผ้าห่มและจัดวางของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างง่าย นอกจากนี้ยังใช้นั่งร้านเป็นที่ตากผ้า ใช้ชีวิตในไซต์งานก่อสร้างราวกับบ้านของตัวเอง คล้ายกับฉากในภาพยนตร์เรื่องชนชั้นปรสิตที่กำลังแสดงอยู่ต่อหน้าต่อตา โดยผู้ที่อาศัยอยู่นานที่สุดพำนักมาแล้ว 2 เดือน ส่วนระยะเวลาสั้นที่สุดอยู่มา 1 สัปดาห์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">5 ผีน้อยไทยลักลอบทำงานปูกระเบื้องในไซต์งานสร้างบ้านพักอาศัยที่ซินจู๋ รับค่าจ้างวันละ 900 เหรียญ ตั้งเต็นท์นอนกันคนละหลัง ราวกับบ้านตัวเอง (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สาขาซินจู๋)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไซต์งานก่อสร้างดังกล่าวเป็นอาคารพักอาศัยหลายชั้น มีบันไดขึ้นไปยังชั้นบน รอบข้างเต็มไปด้วยวัสดุก่อสร้างที่ยังไม่แล้วเสร็จ สภาพแวดล้อมแม้จะไม่สกปรก แต่ไม่ถึงกับสะอาด ชาวไทยทั้ง 5 คนถูกจ้างให้ทำงานปูกระเบื้องในไซต์งานก่อสร้างนี้ โดยได้รับค่าจ้างวันละประมาณ 900-3,000 เหรียญไต้หวัน ขึ้นอยู่กับความชำนาญและผลงานที่เสร็จสิ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">5 ผีน้อยไทยลักลอบทำงานปูกระเบื้องในไซต์งานสร้างบ้านพักอาศัยที่ซินจู๋ รับค่าจ้างวันละ 900 เหรียญ ตั้งเต็นท์นอนกันคนละหลัง ราวกับบ้านตัวเอง (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สาขาซินจู๋)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เมื่อชาวไทยทั้ง 5 คนที่พำนักเกินกำหนด เมื่อพบตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ไม่เพียงไม่หลบหนี แต่กลับวางงานที่ทำอยู่ ถือเบียร์ไปซ่อนตัวในซอกมุม เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า นายราชันย์ (นามสมมติ) หนึ่งในชาวไทยที่ถูกจับ ซึ่งพำนักในไต้หวันเกินกำหนดมากกว่า 1 ปี ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความชักชวนเพื่อนร่วมชาติที่อยู่ในไต้หวันอย่างผิดกฎหมาย ด้วยถ้อยคำจูงใจ เช่น ค่าจ้างสูง งานสบาย และรายได้ดี เพื่อมาทำงานปูกระเบื้องในไซต์งานดังกล่าวร่วมกัน อย่างไรก็ตาม หลังถูกจับกุม นายราชันย์ ยืนยันว่า เพียงแค่แนะนำให้เพื่อนร่วมชาติมีงานทำ ไม่ได้เก็บค่านายหน้าแม้แต่เหรียญเดียว แต่พฤติกรรมโพสต์ข้อความรับสมัครคนงานในสื่อโซเชียลเข้าข่ายจัดหางานโดยผิดกฎหมายการจ้างงาน กองแรงงานซินจู๋ ลงโทษปรับ 100,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนนายจ้างซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างถูกปรับ 150,000 เหรียญไต้หวันในข้อหาจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต แรงงานไทยทั้ง 5 ถูกส่งไปกักตัวยังสถานกักกันเมืองซินจู๋ เพื่อรอการส่งกลับประเทศหลังจากเสียค่าปรับแล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">5 ผีน้อยไทยลักลอบทำงานปูกระเบื้องในไซต์งานสร้างบ้านพักอาศัยที่ซินจู๋ รับค่าจ้างวันละ 900 เหรียญ ตั้งเต็นท์นอนกันคนละหลัง ราวกับบ้านตัวเอง (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สาขาซินจู๋)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเรียกร้องให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายในการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างเคร่งครัด และรับผิดชอบในการกำกับดูแลแรงงาน พร้อมย้ำว่าทางการจะเดินหน้าปราบปรามแรงงานต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดควบคู่กับการสืบสวนเครือข่ายนายหน้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">5 ผีน้อยไทยลักลอบทำงานปูกระเบื้องในไซต์งานสร้างบ้านพักอาศัยที่ซินจู๋ รับค่าจ้างวันละ 900 เหรียญ ตั้งเต็นท์นอนกันคนละหลัง ราวกับบ้านตัวเอง (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สาขาซินจู๋)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ ตามกฎหมายการจ้างงาน ผู้ใดเป็นสื่อกลางให้แรงงานต่างชาติทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 100,000&ndash;500,000 เหรียญไต้หวัน หากกระทำโดยมีเจตนาแสวงหากำไร อาจต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 1.2 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการจ้างงานหรือให้ที่พักพิงแก่แรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุดถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=95988</guid>
      <pubDate>Fri, 23 Jan 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260123_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36003840" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ไต้หวันสั่งคุมเข้ม! สกัดปัญหานักศึกษาต่างชาติ &ldquo;ฝึกงานแฝงแรงงานเถื่อน&rdquo; ย้ำค่าตอบแทนต้องไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/1/original/39e30447-6c21-42f5-ab23-f984851e97c0.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>55</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=95356</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. แก๊งคอลเซ็นเตอร์รับซื้อบัญชีม้าจากแรงงานต่างชาติถูกกฎหมาย ใช้วิธีชักชวนคนบ้านเดียวกัน อ้างหาเงินก้อนสุดท้ายก่อนกลับบ้าน พบแรงงานอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์รุนแรงที่สุด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจไทเปแถลงว่า คดีฉ้อโกงยังไม่มีแนวโน้มลดลง ขบวนการมิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการรับซื้อบัญชีม้า จากเดิมที่มุ่งเน้นแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย มาเป็นแรงงานต่างชาติที่มีสถานะถูกกฎหมายและกำลังจะเดินทางกลับประเทศ โดยใช้กลยุทธ์ "เพื่อนร่วมชาติชวนเพื่อนร่วมชาติ" ชักชวนให้ "หารายได้ก้อนสุดท้ายก่อนเดินทางกลับประเทศ" แลกกับการขายบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัสผ่านให้แก๊งมิจฉาชีพนำไปใช้ฟอกเงิน ก่อนรีบเดินทางออกนอกไต้หวันเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดทางกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เตือนอย่าเชื่อสื่อโซเชียลรับซื้อบัญชีและบัตร ATM ระวังติดคุก ในภาพเป็นเฟซบุ๊กรับซื้อบัตร ATM อย่างโจ๋งครึ่ม (ภาพจากเฟซบุ๊ก)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจไทเประบุว่า จากสถิติการตรวจยึดบัญชีม้าของชาวต่างชาติในปี 2568 พบว่า บัญชีม้าที่เป็นการยินยอมขายโดยสมัครใจของแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75 อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เมื่อเจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกเฉลี่ย 50 ราย จะมีผู้มาพบพนักงานสอบสวนเพียง 1 รายเท่านั้น ส่วนที่เหลือเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">จากสถิติการตรวจยึดบัญชีม้าของชาวต่างชาติในปี 2568 พบบัญชีม้าที่เป็นการยินยอมขายโดยสมัครใจของแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลสถิติช่วงเดือนมกราคมถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ระบุว่า ในบรรดาบัญชีม้าของชาวต่างชาติที่ถูกตรวจพบ เป็นแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายถึง 66 ราย แรงงานหลบหนีที่กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายมีเพียง 2 ราย และชาวต่างชาติทั่วไป 20 ราย โดยแรงงานถูกกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากที่สุดเป็นสัญชาติอินโดนีเซีย 22 ราย รองลงมาคือเวียดนาม 21 ราย และฟิลิปปินส์ 18 ราย สะท้อนให้เห็นว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ล็อกเป้าหมายไปที่แรงงานต่างชาติถูกกฎหมาย ซึ่งมีจำนวนมากและอยู่ในระบบการบริหารจัดการที่ค่อนข้างโปร่งใส</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามการฉ้อโกงเปิดเผยว่า ระหว่างการชักชวนซื้อบัญชีม้า สมาชิกขบวนการมักใช้วิธีล้างสมอง โดยบอกแรงงานว่า "กว่าตำรวจหรืออัยการจะเรียกสอบ คุณก็หมดสัญญาทำงานและออกนอกประเทศไปแล้ว กฎหมายไต้หวันเอาผิดคุณไม่ได้" เพื่อจูงใจให้แรงงานตัดสินใจขายบัญชีก่อนเดินทางกลับประเทศ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ประเมินอย่างไม่เป็นทางการว่า ในคดีบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติ เมื่อออกหนังสือแจ้งให้มาพบพนักงานสอบสวน โดยเฉลี่ย 50 คดี จะมีแรงงานมาปรากฏตัวเพียง 1 ราย และเมื่อถึงขั้นตอนนัดพิจารณาคดีหรือมีคำพิพากษา แรงงานรายนั้นมักเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ในทางปฏิบัติ แรงงานเหล่านี้แทบไม่เดินทางกลับมาไต้หวันอีก ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจเตือนว่า แรงงานต่างชาติจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า การขายบัญชีเป็นเพียงการหารายได้เสริม แต่ในความเป็นจริงเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงและฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อีกทั้งหากถูกจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศก่อนออกเดินทาง จะถูกดำเนินคดี ถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน และถูกบังคับให้ออกนอกประเทศหลังพ้นโทษ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีของแรงงานต่างชาติถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรม หน่วยงานด้านการเงิน อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดตั้งคณะทำงานข้ามหน่วยงาน เพื่อติดตามและเฝ้าระวังบัญชีของแรงงานที่ขาดการติดต่อหรือกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ หากพบความเคลื่อนไหวของเงินที่ผิดปกติ จะดำเนินการอายัดบัญชีทันที พร้อมแจ้งให้ตำรวจและอัยการทราบ นอกจากนี้ หากแรงงานเดินทางออกนอกประเทศ บัตรถิ่นที่อยู่หรือ ARC หมดอายุ หรือไม่มีเงินเดือนเข้าบัญชีนานกว่า 2 เดือน ระบบจะระงับธุรกรรมโดยอัตโนมัติทันที</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้แรงงานต่างชาติในโรงงานต่าง ๆ ในเมืองจางฮั่ว ทราบถึงผลร้ายของการขายบัญชีม้า (ภาพจากสถานีตำรวจจางฮั่ว)</p>
<p class="MsoNormal">2. ระทึก! แรงงานเวียดนามตุนประทัด&ndash;ดอกไม้ไฟกว่า 50 กก. ไลฟ์สดผ่านโซเชียลขายช่วงปีใหม่ ถูกจับโทษปรับสูงสุด 300,000</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนครเถาหยวนร่วมกับตำรวจ เข้าจับกุมแรงงานเวียดนามรายหนึ่ง หลังลักลอบจำหน่ายประทัดและดอกไม้ไฟผ่านการไลฟ์สดบนสื่อสังคมออนไลน์ช่วงเทศกาลปลายปี ตรวจค้นห้องพักถึงกับผงะพบวัตถุระเบิดจำนวนมากเสมือนคลังดินปืนน้ำหนักรวมกว่า 50 กิโลกรัม เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการจัดการประทัดและดอกไม้ไฟ มีโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามตุนประทัด&ndash;ดอกไม้ไฟกว่า 50 กก. ไลฟ์สดผ่านโซเชียลขายช่วงปีใหม่ ถูกจับโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญ (ภาพจากกองดับเพลิงนครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองดับเพลิงนครเถาหยวนแถลงว่า นายตรัน อายุ 26 ปี แรงงานชายชาวเวียดนามที่หลบหนีนายจ้างมีสถานะเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งเช่าห้องพักอาคารชุดในเขตกุยซาน นครเถาหยวน ได้อาศัยช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ และตรุษจีน ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กและติ๊กต็อกเพื่อโฆษณาขายประทัดและดอกไม้ไฟหลากหลายชนิด พลเมืองดีพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวจึงบันทึกภาพหน้าจอและแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบ ตำรวจเขตกุยซานร่วมกับกองดับเพลิงนครเถาหยวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานและวางแผนล่อซื้อผ่านทางออนไลน์ นัดหมายส่งมอบสินค้า กระทั่งคืนวันที่ 3 เวลา 22.00 น. ผู้ต้องหาปรากฏตัวเพื่อนัดส่งมอบสินค้า เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ พบว่าผู้ต้องหามีสถานะเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ก่อนนำตัวไปตรวจค้นที่พักเพื่อสืบหาที่มาของสินค้า</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามตุนประทัด&ndash;ดอกไม้ไฟกว่า 50 กก. ไลฟ์สดผ่านโซเชียลขายช่วงปีใหม่ ถูกจับโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญ (ภาพจากกองดับเพลิงนครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการตรวจค้นห้องพักที่เช่าซึ่งเป็นห้องชุด เจ้าหน้าที่พบประทัดและดอกไม้ไฟบรรจุอยู่ในกล่องจำนวนมาก วางกองเต็มห้องโดยไม่มีอุปกรณ์ความปลอดภัยใด ๆ สภาพพื้นที่คับแคบจนเปรียบเสมือนคลังดินปืนขนาดย่อม โดยอาคารดังกล่าวเป็นที่พักอาศัยรวม หากเกิดการจุดติดโดยไม่ตั้งใจอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง เสมือนระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ในชุมชน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามตุนประทัด&ndash;ดอกไม้ไฟกว่า 50 กก. ไลฟ์สดผ่านโซเชียลขายช่วงปีใหม่ ถูกจับโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญ (ภาพจากกองดับเพลิงนครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การตรวจยึดพบประทัดและดอกไม้ไฟหลายประเภท ในจำนวนนี้เป็นชนิดที่ได้รับการรับรอง มีปริมาณดินปืนรวมสูงถึง 33 กิโลกรัม ขณะที่ชนิดไม่ได้รับการรับรองมีน้ำหนักรวม 17.5 กิโลกรัม ประกอบด้วยดอกไม้ไฟเวที ประทัด และกระบอกดอกไม้ไฟระดับมืออาชีพ เข้าข่ายกระทำผิดฐานเก็บรักษาและจำหน่ายประทัดและดอกไม้ไฟโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดการประทัดและดอกไม้ไฟ มีโทษปรับตั้งแต่ 60,000 ถึง 300,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามตุนประทัด&ndash;ดอกไม้ไฟกว่า 50 กก. ไลฟ์สดผ่านโซเชียลขายช่วงปีใหม่ ถูกจับโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญ (ภาพจากกองดับเพลิงนครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้ต้องหาให้การว่า รับสินค้ามาจากพื้นที่ตำบลหูโข่ว เมืองซินจู๋ และไม่ทราบว่าห้ามสะสมและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม และส่งตัวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปในฐานะแรงงานผิดกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกกองดับเพลิงนครเถาหยวน ระบุว่า ประทัดและดอกไม้ไฟเป็นวัตถุควบคุม ผู้ประกอบการจะต้องได้รับการรับรองและใบอนุญาตตามกฎหมาย ห้ามสะสมหรือจำหน่ายโดยพลการ พร้อมเตือนประชาชนให้เลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองอย่างถูกต้อง และปฏิบัติตามข้อกำหนดสถานที่และช่วงเวลาที่อนุญาตให้จุด เพื่อร่วมกันรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของสังคม ไม่ควรเห็นแก่ความสะดวกหรือราคาถูกจนเสี่ยงอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น</p>
<p class="MsoNormal">3. แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ขี่รถติดแผ่นป้ายทะเบียนผู้เสียชีวิต อำพรางกดเงินเอทีเอ็ม 1.46 ล้านของเหยื่อ 19 ราย ศาลสั่งจำคุก 19 ปี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลท้องถิ่นจางฮั่วพิพากษาลงโทษหนักจำคุก 19 ปี แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรายหนึ่ง หลังเข้าร่วมแก๊งมิจฉาชีพทำหน้าที่ตระเวนกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม โดยใช้รถจักรยานยนต์สวมแผ่นป้ายทะเบียนซึ่งถูกเพิกถอนเนื่องจากเจ้าของเดิมเสียชีวิต หวังตบตาเจ้าหน้าที่ พบก่อเหตุต่อเนื่อง เพียง 15 วันกดเงินไปกว่า 1.46 ล้านเหรียญไต้หวัน ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อถึง 19 ราย แม้ผู้ต้องหาจะรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา แต่ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของสังคมและระเบียบทางการเงิน จึงพิพากษาลงโทษฐานฉ้อโกงแยก 19 กระทง กระทงละ 1 ปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 19 ปี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำพิพากษาของศาลระบุว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 24 มกราคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจลู่กั่ง เมืองจางฮั่ว ตรวจพบรถจักรยานยนต์คันหนึ่งที่ตำบลซิ่วสุ่ย มีแผ่นป้ายทะเบียนผิดปกติ เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นแผ่นป้ายทะเบียนที่ถูกเพิกถอนหลังจากเจ้าของรถเสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าผู้ขับขี่คือนายหวอ แรงงานเวียดนามซึ่งหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย จากการตรวจค้นพบโทรศัพท์มือถือไอโฟน บัตรเอทีเอ็มของผู้อื่น และเงินสดกว่า 60,000 เหรียญไต้หวัน ผู้ต้องหาได้ยอมรับในที่เกิดเหตุว่า ทำหน้าที่เป็นผู้กดเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสอบสวนของพนักงานอัยการพบว่า ผู้ต้องหาเข้าร่วมขบวนการฉ้อโกงตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคม 2568 ทำหน้าที่กดเงินสดของเหยื่อจากตู้เอทีเอ็มให้แก่ขบวนการมิจฉาชีพแก๊งนี้ ซึ่งใช้กลอุบายหลอกลวงเหยื่อในลักษณะการลงทุนปลอมและการซื้อขายปลอม เมื่อเหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้าแล้ว ผู้ต้องหาจะขี่รถจักรยานยนต์ที่ติดแผ่นป้ายทะเบียนผู้เสียชีวิตไปกดเงินตามตู้เอทีเอ็ม และรับส่วนแบ่งร้อยละ 1 ของเงินที่กดเป็นค่าตอบแทน ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งเดือน ผู้ต้องหาตระเวนกดเงินตามร้านสะดวกซื้อ สหกรณ์การเกษตร และธนาคารต่าง ๆ ทั่วเมืองจางฮั่ว รวมเป็นเงินกว่า 1.46 ล้านเหรียญไต้หวัน มีผู้เสียหายรวม 19 ราย โดยมูลค่าความเสียหายต่อรายอยู่ระหว่าง 10,000 ถึง 100,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระหว่างการพิจารณาคดี ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา และอ้างว่าได้แสดงตนยอมรับผิดทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบจากปัญหาแผ่นป้ายทะเบียน จึงเข้าข่ายการเข้ามอบตัวโดยสมัครใจ ศาลท้องถิ่นจางฮั่วได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าหลักเกณฑ์การลดโทษจากการมอบตัว แต่ขณะเดียวกันก็ชี้ว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวันแล้วหลบหนี ไม่ประกอบอาชีพสุจริต กลับยอมตกเป็นเครื่องมือของแก๊งมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและความไว้วางใจระหว่างบุคคล ซึ่งมีลักษณะความผิดร้ายแรง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้พิพากษาเห็นว่า ผู้ต้องหามีความผิดทั้งตามประมวลกฎหมายอาญาในฐานความผิดฉ้อโกงฉกรรจ์ และตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงินทั่วไป โดยพิจารณาแยกตามผู้เสียหายแต่ละราย รวมเป็น 19 กระทง เมื่อพิจารณาถึงบทบาทของผู้ต้องหาซึ่งเป็นเพียงผู้ปฏิบัติการระดับล่าง ท่าทีหลังการกระทำผิดและการเข้ามอบตัว ศาลจึงพิพากษาจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมโทษจำคุก 19 ปี พร้อมสั่งริบทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดและของกลางทั้งหมด รวมถึงเงินสดกว่า 60,000 เหรียญไต้หวัน และบัตรเอทีเอ็มที่ตรวจยึดได้ทั้งหมด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจเถาหยวนจับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเข้าร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังตระเวนกดถอนเงินจากตู้&nbsp;ATM</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=95356</guid>
      <pubDate>Fri, 16 Jan 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260116_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36016320" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. แก๊งคอลเซ็นเตอร์รับซื้อบัญชีม้าจากแรงงานต่างชาติถูกกฎหมาย ใช้วิธีชักชวนคนบ้านเดียวกัน อ้างหาเงินก้อนสุดท้ายก่อนกลับบ้าน พบแรงงานอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์รุนแรงที่สุด</span><span style="mso-bookmark: _Hlk219456183;"></span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/1/original/7ff7be6b-05a9-45ee-bba9-ae239c91506a.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>54</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=94811</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ลงดาบ! ปรับ บจง. 12 ล้าน ฐานเก็บค่าต่อสัญญาจากแรงงานต่างชาติ โดนแล้ว 10 ราย กระทรวงแรงงานย้ำ แม้คืนเงินแล้วก็ไม่พ้นผิด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานไต้หวันเดินหน้ากวาดล้างบริษัทจัดหางานที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ผลการตรวจสอบในปี 2568 พบบริษัทจัดหางาน 10 แห่งมีความผิดฐานเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานต่างชาติเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยมีบริษัทจัดหางานที่เถาหยวนรายหนึ่งถูกสั่งปรับเป็นเงินสูงถึง 12 ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งถือเป็นจำนวนค่าปรับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าจะคืนค่าใช้จ่ายที่เก็บให้แก่คนงานไปแล้วก็ตาม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานระบุว่า คดีดังกล่าวมีบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่งถูกองค์กรภาคประชาชนร้องเรียนว่า อาศัยโอกาสที่แรงงานต่างชาติทำงานครบสัญญาและนายจ้างยื่นขอต่ออายุการจ้างงาน เรียกเก็บค่าต่อสัญญาหรือค่าซื้อตำแหน่งงานจากแรงงาน 20 คน รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านเหรียญไต้หวัน แม้หลังจากที่แรงงานโวยวายและร้องเรียนต่อหน่วยงานเอ็นจีโอ บริษัทจัดหางานดังกล่าวจะรีบคืนเงินให้แก่แรงงานและนายจ้างได้เลิกใช้บริการของบริษัทจัดหางานดังกล่าวแล้วก็ตาม กระทรวงแรงงานสั่งการให้กองแรงงานท้องถิ่นตรวจสอบ พบมีพฤติกรรมผิดกฎหมายจริง จึงดำเนินการปรับเงินกว่า 12 ล้านเหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ ยังสั่งพักใบอนุญาตประกอบกิจการไม่เกิน 1 ปี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ซูอวี้กั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า คดีนี้ถือเป็นคดีละเมิดกฎหมายร้ายแรงที่พบได้ยากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีแรงงานได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก และมีหลักฐานทางการเงินรวมถึงพยานหลักฐานอื่นๆ ชัดเจน จึงมีการกำหนดอัตราค่าปรับในระดับสูงเป็นพิเศษ และย้ำว่า แม้บริษัทจัดหางานรายดังกล่าวจะคืนเงินให้แก่แรงงานแล้ว ก็ไม่สามารถนำมาเป็นเหตุผลในการยกเว้นโทษปรับและสั่งพักใบอนุญาตจัดหางานได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้สังคมมุ่งโจมตีบริษัทใดเป็นการเฉพาะ กระทรวงแรงงานจึงไม่เปิดเผยชื่อบริษัทดังกล่าว แต่ย้ำว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างเตือนบริษัทจัดหางานทุกรายว่า หากพบการกระทำผิดจริง จะถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยการคืนเงินให้แรงงานไม่ถือเป็นเหตุยกเว้นความผิด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียในไต้หวันรวมตัวประท้วงหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน ถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าต่อสัญญากว่า 1 ล้านเหรียญ กลุ่ม NGO จี้รัฐจัดการเด็ดขาด (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการแรงงานข้ามชาติเตือนว่า กระทรวงแรงงานมีจุดยืนไม่ทนต่อพฤติกรรมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายโดยมิชอบจากแรงงานต่างชาติในช่วงต่อสัญญา เปลี่ยนนายจ้างหรือยกระดับสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ทั้งนี้ ผลการลงโทษจะถูกบันทึกไว้ในระบบข้อมูลการประเมินและอนุญาตบริษัทจัดหางาน ซึ่งจะส่งผลต่อผลการประเมินประจำปีของบริษัทนั้นๆ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับภาพรวมการตรวจสอบในปี 2568 ทางการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทจัดหางานแล้วกว่า 2,000 ครั้ง โดยบริษัทที่ได้รับการประเมินระดับ C จะถูกตรวจอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง ส่วนบริษัทที่ได้รับผลการประเมินระดับ A อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ขณะที่บริษัทที่มีประวัติถูกร้องเรียนหรือเคยกระทำผิด จะถูกจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงและเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบ ทั้งนี้ ในปี 2568 ได้ดำเนินการตรวจสอบไม่น้อยกว่า 2,500 ครั้ง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียในไต้หวันรวมตัวประท้วงหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน ถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าต่อสัญญากว่า 1 ล้านเหรียญ กลุ่ม NGO จี้รัฐจัดการเด็ดขาด (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ซูอวี้กั๋วย้ำเตือนว่า กฎหมายปัจจุบันกำหนดรายการค่าใช้จ่ายที่บริษัทจัดหางานสามารถเรียกเก็บได้อย่างชัดเจน กรณีแรงงานครบสัญญาและเปลี่ยนนายจ้าง บริษัทจัดหางานสามารถเรียกเก็บจากแรงงานได้เฉพาะค่าบริการรายเดือนเท่านั้น ห้ามเรียกเก็บค่าลงทะเบียนหรือค่าซื้อตำแหน่งงาน ขณะที่การเรียกเก็บจากนายจ้างสามารถทำได้เฉพาะค่าลงทะเบียน ค่าบริการจัดหางาน โดยต้องไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด หากแรงงานต่างชาติพบการเรียกเก็บค่าบริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถโทรแจ้งสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ซึ่งให้บริการหลายภาษา โดยหน่วยงานท้องถิ่นจะดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ กระทรวงแรงงานจะเดินหน้าขยายบริการศูนย์จ้างตรง เพิ่มศักยภาพการสื่อสารสองภาษา และพิจารณาขยายจุดให้บริการ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่แรงงานจะถูกเอาเปรียบ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ซูอวี้กั๋วกล่าวเรียกร้องให้นายจ้างร่วมรับผิดชอบในการกำกับดูแลบริษัทจัดหางานด้วย โดยตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีการเรียกเก็บเงินโดยมิชอบ โดยเฉพาะในช่วงที่แรงงานยื่นขอสัญญาใหม่ เปลี่ยนนายจ้างหรือโอนย้ายงาน พร้อมเตือนบริษัทจัดหางานว่า หากฝ่าฝืนกฎหมาย จะถูกปรับในอัตรา 10&ndash;20 เท่าของจำนวนเงินที่เรียกเก็บเกินจริง รวมถึงโทษพักใบอนุญาตจัดหางานไม่เกิน 1 ปี และไม่สามารถอ้างการคืนเงินเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กฎระเบียบในการเก็บค่าบริการดูแลรายเดือนของบริษัทจัดหางาน ต้องปฏิบัติตามหลักการ 3 รายการ ได้แก่ จะต้องลงนามสัญญากับแรงงานต่างชาติที่รับบริการเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องให้บริการจริงและห้ามเก็บค่าบริการล่วงหน้า นอกจากนั้นยังห้ามนายจ้างช่วยบริษัทจัดหางานหักค่าบริการรายเดือนจากค่าจ้าง นายจ้างใดฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">2. ไต้หวันปรับขึ้นเกณฑ์ค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือยื่นใหม่ 2,000 เหรียญ ภาคการผลิตเริ่มต้น 35,000 มีผลสำหรับผู้ยื่นขอรายใหม่ เริ่ม 1 ม.ค. 2569</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศปรับขึ้นเกณฑ์ค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานกึ่งฝีมือ ซึ่งปัจจุบันถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแรงงานฝีมือ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยนายจ้างภาคการผลิตและก่อสร้างที่ยื่นขอว่าจ้างแรงงานต่างชาติทั่วไปที่มีประสบการณ์ ทำงานในไต้หวันครบ 6 ปีขึ้นไปเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่า 35,000 เหรียญไต้หวัน ขณะที่แรงงานภาคสวัสดิการสังคม ได้แก่แรงงานกึ่งฝีมือที่ทำงานผู้อนุบาลในครัวเรือนจะได้รับขั้นต่ำ 26,000 เหรียญ มาตรการดังกล่าวใช้เฉพาะคำขอใหม่เท่านั้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นับตั้งแต่กระทรวงแรงงานผลักดันโครงการรักษาและใช้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือระยะยาว หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2565 เพื่อรับมือสังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดต่ำ พร้อมดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีประสบการณ์สูงให้อยู่ทำงานในไต้หวัน ภายใต้เงื่อนไขไม่กระทบโอกาสการจ้างงานของแรงงานในประเทศ จนถึงสิ้นปี 2568 กระทรวงแรงงานอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือไปแล้วกว่า 50,000 คน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายวีรพันธ์ เสนาะพิน แรงงานไทยจากนครปฐม ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ (ภาพจากศูนย์จัดหางานหูเหว่ย &nbsp;เมืองหยุนหลิน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เดิมการจ้างแรงงานกึ่งฝีมือในแต่ละอุตสาหกรรม กำหนดเกณฑ์ค่าจ้างและคุณสมบัติแตกต่างกัน หากเพิ่มค่าจ้าง 2,000 เหรียญ จะได้รับการยกเว้นการประเมินคุณสมบัติได้ เช่น ว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือภาคการผลิตและก่อสร้าง ค่าจ้างเริ่มต้นที่ 33,000 เหรียญไต้หวัน หากขอยกเว้นการประเมินต้องไม่น้อยกว่า 35,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนแรงงานกึ่งฝีมือภาคสวัสดิการสังคม ได้แก่งานผู้อนุบาลในครัวเรือน เริ่มต้นที่ 24,000 เหรียญไต้หวัน แรงงานกึ่งฝีมืองานผู้อนุบาลในองค์กร เริ่มต้นที่ 29,000 เหรียญ หากจะยกเว้นการประเมินค่าจ้างต้องไม่น้อยกว่า 26,000 เหรียญและ 31,000 เหรียญไต้หวันตามลำดับ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานกึ่งฝีมือชาวฟิลิปปินส์ที่โรงงานในจางฮั่ว (ภาพจาก newstaiwan.net)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานได้ประกาศปรับเพิ่มเกณฑ์ค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือทุกประเภทอีก 2,000 เหรียญไต้หวัน โดยนายซูอวี้กั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน ระบุว่า การปรับขึ้นดังกล่าวเป็นผลจากการพิจารณาสภาพตลาดแรงงาน ระดับค่าจ้าง และภาระที่นายจ้างสามารถรับได้ รวมทั้งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นทุกปี จนไล่แซงเกณฑ์ค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือบางประเภทไปแล้ว จึงประกาศปรับขึ้นเกณฑ์ค่าจ้างทั้งระบบ 2,000 เหรียญไต้หวัน แต่จะบังคับใช้เฉพาะกับผู้ยื่นขอใหม่ตั้งแต่ต้นปีนี้เท่านั้น ส่วนแรงงานกึ่งฝีมือที่ได้รับอนุญาตยกระดับสถานะไปแล้ว ยังใช้เงื่อนไขตามสัญญาเดิม และจะเปลี่ยนเป็นเกณฑ์ใหม่เมื่อทำสัญญาฉบับใหม่</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภายหลังการปรับเกณฑ์ค่าจ้างใหม่ ภาคอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมการผลิต ก่อสร้าง ประมงทะเล การเชือดและชำแหละเนื้อสัตว์ เกษตร ป่าไม้ ปศุสัตว์ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จะมีค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มจาก 33,000 เป็น 35,000 เหรียญไต้หวัน กรณียกเว้นการประเมินเพิ่มเป็น 37,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ประเภทตำแหน่งและเกณฑ์ค่าจ้างเดิมของแรงงานกึ่งฝีมือ (สื่อประชาสัมพันธ์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนภาคสวัสดิการสังคม แรงงานกึ่งฝีมือในตำแหน่งผู้อนุบาลในองค์กรจะปรับค่าจ้างจาก 29,000 เป็น 31,000 เหรียญไต้หวัน และยกเลิกการยกเว้นการประเมินคุณสมบัติ ขณะที่แรงงานกึ่งฝีมือในตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำที่ 26,000 เหรียญไต้หวัน และกรณียกเว้นการประเมินเริ่มต้นที่ 28,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้อำนวยการกองบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงานย้ำว่า การปรับเกณฑ์ค่าจ้างใหม่ไม่กระทบต่อแรงงานกึ่งฝีมือที่ผ่านการอนุมัติแล้ว อย่างไรก็ดี ในระหว่างสัญญา นายจ้างสามารถเจรจาปรับค่าจ้างกับแรงงานได้โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย</p>
<p class="MsoNormal">3. พิษรักแรงหึง! หนุ่มเวียดนามแค้นเมียมีชู้กับแรงงานไทย แทงชายชู้ดับต่อหน้ากิ๊กสาวไทยอีกราย ศาลอุทธรณ์ยืนโทษจำคุก 7 ปี 2 เดือน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลสูงไทจงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ไม่รับอุทธรณ์ของแรงงานเวียดนามรายหนึ่ง ในคดีใช้มีดแทงแรงงานไทยเพื่อนร่วมงานเสียชีวิต จากปมความแค้นที่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับภรรยาซึ่งทำงานที่เดียวกัน ระบุว่าศาลชั้นต้นพิจารณาปัจจัยการลงโทษอย่างรอบด้านแล้ว พิพากษาจำคุก 7 ปี 2 เดือน ถือว่าเป็นการลงโทษในเกณฑ์เบา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หนุ่มเวียดนามแค้นใจที่ภรรยาชาติเดียวกันนอกใจคบแรงงานไทย แทงชายชู้เสียชีวิต ถูกจับขึ้นโรงพักทั้งคู่ (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีนี้จำเลยคือนายโห่ อายุ 32 ปี แรงงานเวียดนาม ทำงานในโรงงานพลาสติกแห่งหนึ่งในนครไทจง ร่วมกับนางเหงียน อายุ 24 ปี ผู้เป็นภรรยา นายโห่เริ่มสงสัยว่าภรรยามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับแรงงานไทยที่ทำงานในโรงงานเดียวกัน มีการตักเตือนหลายครั้งให้ทั้งสองยุติการติดต่อ พร้อมจัดให้ภรรยาย้ายมาอาศัยอยู่ร่วมกันในห้องพักที่เช่า ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน นายโห่เดินทางกลับประเทศเวียดนามเพื่อเยี่ยมครอบครัว ระหว่างนั้นภรรยาได้ย้ายออกจากที่พัก เมื่อจำเลยเดินทางกลับถึงไต้หวันในเดือนกันยายน ได้ไปพบภรรยาและตรวจดูโทรศัพท์มือถือ พบว่ายังคงติดต่อกับแรงงานไทยรายเดิม จึงโกรธอย่างยิ่ง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567 เวลา ม.ค. 13.00 น. เศษ นายโห่ขอให้ภรรยาขี่รถจักรยานยนต์พาไปยังที่พักของแรงงานไทยเพื่อไปเจรจา ระหว่างการเผชิญหน้า นายโห่ได้คว้ามีดปอกผลไม้แทงเข้าที่หน้าท้องของผู้ตายอย่างรุนแรง ต่อหน้าหญิงไทยอีกราย จากนั้นหลบหนีไป ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลแต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา ตำรวจตรวจดูกล้องวงจรปิดและตั้งคณะทำงานตามจับแรงงานเวียดนามที่แทงแรงงานไทยรายนี้ได้ภายใน 2 ชั่วโมง ส่งดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">โฆษกสถานีตำรวจในพื้นที่แถลงข่าวคดีแรงงานเวียดนามแค้นที่ภรรยาคนชาติเดียวกันนอกใจมีชู้กับชายอื่น ตามไปแทงชายชู้ที่เป็นแรงงานไทยเสียชีวิต (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพและสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยชดใช้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตได้ ศาลพิจารณาว่าจำเลยไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม และมีท่าทีสำนึกผิดภายหลังเกิดเหตุ จึงพิพากษาลงโทษฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 7 ปี 2 เดือน และให้เนรเทศออกนอกประเทศหลังพ้นโทษ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม จำเลยยื่นอุทธรณ์ อ้างว่าได้ยอมรับผิดและยอมความกับครอบครัวผู้เสียชีวิตแล้ว โทษที่ได้รับรุนแรงเกินไป พร้อมขอให้ศาลลดโทษเพื่อจะได้เดินทางกลับประเทศไปดูแลบุตร ศาลสูงไทจงพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้คำนึงถึงปัจจัยในการกำหนดโทษอย่างครบถ้วน โดยลงโทษเพียงสูงกว่ากฎหมายกำหนดขั้นต่ำเพียง 2 เดือนเท่านั้น ถือเป็นการลงโทษในสถานเบาแล้ว คำพิพากษาเดิมจึงไม่มีความไม่เหมาะสม จึงมีคำสั่งยกอุทธรณ์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตามจับแรงงานเวียดนามที่แทงแรงงานไทยเสียชีวิตได้ที่เขตหลงจิ่งในเวลา 2 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ พร้อมยึดของกลางเป็นมีดปอกผลไม้ที่ใช้ก่อเหตุ 1 เล่ม (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลของตำรวจพบว่า ผู้ตายเป็นแรงงานไทยจากจังหวัดอุดรธานี อายุ 31 ปี แต่งงานมีครอบครัวแล้ว เพื่อหาเงินเลี้ยงลูกและครอบครัว จึงเดินทางมาทำงานที่โรงงานพลาสติกแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมเขตซีถุน นครไทจง ตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว เมื่อครบสัญญารอบที่สอง ได้ทำเรื่องขอย้ายงานไปทำงานกับนายจ้างใหม่ กำลังรอโอนย้าย ระหว่างที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน แรงงานไทยรายนี้มีแฟนทั้งที่เป็นสาวไทยและสาวเวียดนาม และเหตุการณ์ที่ถูกแทงในครั้งนี้ เกิดจากไปมีความสัมพันธ์กับสาวเวียดนามอายุ 24 ปีที่มีครอบครัวแล้ว ถูกสามีของสาวเวียดนามรู้เข้า เกิดความแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง เคยเตือนทั้งสองแล้วแต่ไม่ฟัง </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อทราบที่อยู่ของชายที่เป็นชู้กับภรรยาของตน จึงพกมีดปอกผลไม้ไปเคาะประตูหอพัก แรงงานไทยผู้ตายซึ่งพักอยู่กับแฟนสาวคนใหม่ที่เป็นแรงงานไทยเช่นกัน ไม่ทันระแวงจึงลุกขึ้นไปเปิดประตู ยังไม่ทันถามว่ามาทำอะไรก็ถูกหนุ่มเวียดนามแทงที่หน้าท้องอย่างแรง 1 แผล แรงงานไทยถูกแทงแล้วรีบปิดประตูทันที แฟนสาวคนไทยแจ้งคนรู้จักโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน รถพยาบาลมารับไปส่งรักษาที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกสาขานครไทจง แพทย์พบว่าแผลไม่ลึกมากนัก แต่เนื่องจากเสียเลือดมาก หลังส่งถึงโรงพยาบาลได้ไม่นานก็เสียชีวิต ทางโรงพยาบาลจึงแจ้งความต่อสถานีตำรวจตามกฎระเบียบ</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=94811</guid>
      <pubDate>Fri, 09 Jan 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260109_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36028800" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ลงดาบ</span><span lang="EN-US">! </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">ปรับ บจง. 12 ล้าน ฐานเก็บค่าต่อสัญญาจากแรงงานต่างชาติ โดนแล้ว 10 ราย กระทรวงแรงงานย้ำ แม้คืนเงินแล้วก็ไม่พ้นผิด</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/1/original/cd6e6a6e-086d-4e39-ab55-12ee846423b2.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>53</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2569]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=94257</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ตำรวจเหมียวลี่เดินหน้าโครงการปิดบัญชีก่อนกลับประเทศ ปราบปรามบัญชีม้าได้ผลชัดเจน พ่อเมืองเหมียวลี่แนะควบคุมบัญชีแรงงานต่างชาติจากต้นทาง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 สถานีตำรวจเหมียวลี่จัดงานแถลงผลสำเร็จโครงการ &ldquo;ปิดบัญชีก่อนกลับประเทศ&rdquo; สำหรับแรงงานต่างชาติที่ครบกำหนดสัญญาการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีธนาคารตกเป็นเครื่องมือฟอกเงินของขบวนการฉ้อโกง จากสถิติในช่วงครึ่งปีหลัง พบว่าแรงงานต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีบัญชีม้า ลดลงจาก 44 คนในช่วงครึ่งปีแรก เหลือเพียง 10 คน สะท้อนผลสำเร็จที่คดีฉ้อโกงผ่านบัญชีม้าลดลงอย่างชัดเจนของมาตรการดังกล่าว พร้อมทั้งเชิญนักศึกษาต่างชาติผู้ตกเป็นเหยื่อการฉ้อโกงมาเล่าประสบการณ์ และได้ร่วมลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ภายใต้ข้อตกลง "ความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับตำรวจ" เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในทรัพย์สินของนักศึกษาต่างชาติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เหมียวลี่เดินหน้าโครงการปิดบัญชีก่อนกลับประเทศ ควบคุมบัญชีแรงงานต่างชาติจากต้นทาง ปราบปรามบัญชีม้าได้ผลชัดเจน&nbsp; (ภาพจาก miaoli.gov.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โครงการปิดบัญชีก่อนกลับประเทศ เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดยสถานีตำรวจเหมียวลี่ร่วมมือกับกองแรงงานและพัฒนาเยาวชนเมืองเหมียวลี่ จัดทำโครงการเฉพาะเจาะจงสำหรับแรงงานต่างชาติที่ครบกำหนดสัญญาจ้างงาน เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีธนาคารของพวกเขาถูกกลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน สถิติล่าสุดชี้ให้เห็นถึงผลสำเร็จอันโดดเด่น กล่าวคือ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 (มกราคม&ndash;พฤษภาคม) มีแรงงานต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีบัญชีม้าจำนวน 44 ราย แต่หลังจากโครงการเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ช่วงระยะเวลา 6 เดือน จำนวนดังกล่าวลดลงอย่างมากเหลือเพียง 10 ราย โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายน 2568 ไม่มีรายงานคดีใดๆ เลย อีกทั้งยังไม่มีกรณีแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศหลังครบสัญญาขายบัญชีให้แก่กลุ่มมิจฉาชีพ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการปราบปรามการฉ้อโกงอย่างแม่นยำ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจฝ่ายกิจการต่างด้าวของเมืองเหมียวลี่ วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากการขายบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติ (ภาพจาก miaoli.gov.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานจากกองกิจการต่างประเทศของสำนักงานตำรวจระบุว่า สถิติของสำนักงานตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คดีที่ชาวต่างชาตินำบัญชีธนาคารไปขายหรือให้ใช้เป็นเครื่องมือของขบวนการฉ้อโกงนั้น มากกว่าร้อยละ 70 เป็นแรงงานต่างชาติถูกกฎหมาย ขณะที่แรงงานหลบหนีหรือแรงงานผิดกฎหมายและนักศึกษาต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 20 จากข้อมูลดังกล่าว ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ตำรวจจึงร่วมกับกองแรงงานและการพัฒนาเยาวชน ดำเนินโครงการปิดบัญชีก่อนกลับประเทศในสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างชาติจำนวนมาก โดยกำหนดให้แรงงานต้องปิดบัญชีธนาคารเมื่อครบกำหนดสัญญาก่อนเดินทางกลับประเทศ ภายใต้แนวคิด 3E ได้แก่ การให้ความรู้แก่แรงงาน (Education) การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย (Engagement) และการบังคับใช้กฎหมายเชิงสืบสวนต้นทางอย่างเด็ดขาด (Enforcement) พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศในไต้หวัน โรงงานในพื้นที่ และบริษัทจัดหางาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายจงตงจิ่น ผู้ว่าการเมืองเหมียวลี่ (ซ้าย) มอบโล่ขอบคุณแก่ Everlight Electronics บริษัทที่ว่าจ้างแรงงานไทยจำนวนมากและช่วยแรงงานปิดบัญชีธนาคารทุกราย ก่อนการเดินทางกลับประเทศ (ภาพจาก miaoli.gov.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายจงตงจิ่น ผู้ว่าการเมืองเหมียวลี่ กล่าวภายหลังรับฟังรายงานและคำให้การของผู้เสียหาย แสดงความขอบคุณสำนักงานตำรวจ กองแรงงานและการพัฒนาเยาวชน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจจนเกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่า &ldquo;การต่อต้านการฉ้อโกงเป็นความรับผิดชอบของทุกคน&rdquo; หากปล่อยให้ขบวนการฉ้อโกงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ความเสียหายของประชาชนจะยิ่งรุนแรงขึ้น และเนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพใช้กลวิธีหลากหลาย ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อซ้ำได้ ดังนั้น นอกจากการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ประชาชนต้องช่วยกันเตือนภัยซึ่งกันและกัน ขณะที่ภาครัฐส่วนกลางควรพิจารณาเพิ่มเงินรางวัลในการจับกุมขบวนการฉ้อโกง เพื่อเสริมขวัญและกำลังใจเจ้าหน้าที่ ดำเนินมาตรการหลายด้านควบคู่กันเพื่ออุดช่องโหว่ ไม่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพแฝงตัว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องผลของการขายหรือให้คนอื่นยืมใช้บัญชีธนาคาร จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้ว่าการเมืองเหมียวลี่กล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลกลางสามารถประสานงานกับคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ควบคุมบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติอย่างแม่นยำ โดยกำหนดให้บัญชีสิ้นสุดผลบังคับใช้ทันทีเมื่อแรงงานครบสัญญาการทำงาน เพียงมีคำสั่งจากส่วนกลางก็สามารถบังคับใช้ได้ทั่วประเทศ ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และจะสามารถปิดล้อม แยกทำลายขบวนการฉ้อโกงได้อย่างครอบคลุม ถือเป็นการแก้ปัญหาจากรากฐานอย่างแท้จริง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องผลของการขายหรือให้คนอื่นยืมใช้บัญชีธนาคาร จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 22 กำหนดว่า ผู้ใดมอบหรือให้ผู้อื่นใช้บัญชีการเงินโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากมีพฤติการณ์ร่วมหรือรับผลประโยชน์ การมอบบัญชีตั้งแต่สามบัญชีขึ้นไป หรือกระทำผิดซ้ำภายในห้าปีหลังถูกตำรวจตักเตือน จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือทั้งจำทั้งปรับ สถานีตำรวจจึงขอเตือน อย่าให้บัญชีธนาคารของตนแก่ผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเด็ดขาด เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องผลของการขายหรือให้คนอื่นยืมใช้บัญชีธนาคาร จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">2. รู้หรือไม่? ชาวต่างชาติในเถาหยวนทะลุ 200,000 คน มากสุดในไต้หวัน เร่งยกระดับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตให้เป็นบ้านแห่งที่สองของชาวต่างชาติ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายจางซ่านเจิ้ง ผู้ว่าการนครเถาหยวน เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารเทศบาลนครเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมรับฟังรายงานพิเศษในหัวข้อ "มิตรภาพแรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ : สร้างเถาหยวนเมืองที่เป็นมิตร" จากกองแรงงานและกองกิจการสตรีและเด็ก โดยระบุว่า เทศบาลนครเถาหยวนจะมุ่งเน้นการใช้กลยุทธ์การบูรณาการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ควบคู่ไปกับความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อรวบรวมข้อมูลของชาวต่างชาติและครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่อย่างเป็นระบบ โดยจะปรับเปลี่ยนจากการจัดกิจกรรมตามเทศกาลแบบเดิม มาเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ความเป็นอยู่และวิถีชีวิตที่แท้จริง เพื่อให้สามารถเข้าถึงความต้องการและแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านการศึกษา การจ้างงาน และสวัสดิการสังคมให้แก่ทายาทรุ่นที่สอง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เถาหยวนเป็นเมืองน่าอยู่ ค่าครองชีพถูกกว่าไทเป มีนิคมอุตสาหกรรมหลายสิบแห่ง เป็นบ้านแห่งที่สองของแรงงานต่างชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่กว่า 200,000 คน มากที่สุดในไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้ว่าการนครเถาหยวนกล่าวว่า การจัดทำฐานข้อมูลที่ครบถ้วนจะช่วยให้สามารถตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และจัดสรรทรัพยากรได้อย่างตรงจุด เสริมสร้างการดูแลผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และบุตรหลานรุ่นที่สองอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการศึกษา การจ้างงาน และการสนับสนุนทางสังคม เพื่อทำความเข้าใจสภาพความเป็นอยู่และความต้องการด้านการพัฒนาของชาวต่างชาติในเถาหยวนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เน้นย้ำนโยบายเชิงรุกในการดูแลประชากรต่างชาติที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หลังสถานีรถไฟเถาหยวน เต็มไปด้วยร้านค้าเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทยและฟิลิปปินส์ (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองแรงงานรายงานว่า แรงงานต่างชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานของประเทศมาอย่างยาวนาน มีบทบาทในการเติมเต็มกำลังคนในหลากหลายสาขาอาชีพ และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม โดยข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาพบว่า ยอดจำนวนชาวต่างชาติที่ทำงานและพำนักอาศัยอยู่ในนครเถาหยวนทะลุหลัก 200,000 คน มากที่สุดในไต้หวัน ในจำนวนนี้ประกอบด้วยแรงงานต่างชาติในนครเถาหยวนกว่า 130,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 15% นับว่าสูงที่สุดในไต้หวัน ขณะเดียวกัน ตามสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ตั้งรกรากอยู่ในเถาหยวนมีจำนวน 70,239 คน สูงเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากกรุงไทเป ท่ามกลางแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประชากรจากต่างถิ่น เทศบาลนครเถาหยวนจะเดินหน้าดำเนินนโยบายและกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และสร้างเมืองที่เคารพและเป็นมิตรต่อผู้ย้ายถิ่น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หลังสถานีรถไฟเถาหยวน เต็มไปด้วยร้านค้าเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทยและฟิลิปปินส์ (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองกิจการสตรีและเด็กระบุว่า เทศบาลนครเถาหยวนได้บูรณาการทรัพยากรข้ามหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันมาตรการดูแลผู้ย้ายถิ่นในมิติต่างๆ ครอบคลุมการดำรงชีวิต การจ้างงาน การแพทย์ การศึกษาและการคุ้มครองสิทธิ์ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เพิ่งเดินทางเข้าประเทศ โดยร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นจัดตั้งจุดบริการดูแลชุมชนผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวน 36 แห่ง เพื่อสร้างเครือข่ายการสนับสนุนที่ครบวงจร มุ่งสู่เป้าหมายอาศัยอยู่ในเถาหยวนอย่างมั่นใจ และยกระดับการเข้าถึงบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้นครเถาหยวนเป็นเมืองที่มีความเป็นมิตรต่อผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติอย่างแท้จริง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">บริเวณด้านหน้าและหลังสถานีรถไฟจงลี่ ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่นครเถาหยวน เป็นแหล่งที่ตั้งร้านค้าไทย (ภาพจาก cdns.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">3. สุราพาไป! แรงงานไทยที่ไทจงเมาแทงเพื่อนร่วมชาติโรงงานเดียวกันเสียชีวิต หลังชดใช้ทายาทเป็นรายเดือน ศาลสั่งจำคุก 7 ปี 2 เดือน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ศาลท้องถิ่นไทจงมีคำพิพากษาตัดสินจำคุกแรงงานไทยรายหนึ่งเป็นเวลา 7 ปี 2 เดือน หลังก่อเหตุใช้มีดปอกผลไม้แทงเพื่อนร่วมงานเสียชีวิตภายในหอพักโรงงาน โดยระบุพฤติกรรมเหี้ยมโหดทำให้ครอบครัวผู้สูญเสียไม่มีโอกาสแม้แต่จะดูหน้ากันเป็นครั้งสุดท้าย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุสลดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 20.00 น. ณ หอพักพนักงานโรงงานผลิตเครื่องมือช่างชื่อดังบนถนนเหรินเหม่ย เขตต้าหลี่ นครไทจง นายศักดิ์สิทธิ์ อายุ 34 ปี จากจังหวัดอุดรธานี และนายนพดล อายุ 46 ปี จากจังหวัดนครราชสีมา ทั้งสองเป็นแรงงานไทยทำงานในโรงงานเดียวกัน ได้เกิดปากเสียงกันอย่างรุนแรงในหอพัก หลังจากดื่มสุราจนมีอาการมึนเมา</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสอบสวนของตำรวจและอัยการระบุว่า ผู้ก่อเหตุและผู้เสียชีวิต ทั้งสองมีความขัดแย้งและมักมีปากเสียงกันจากเรื่องเล็กน้อยอยู่เป็นประจำ ในคืนที่เกิดเหตุ ทั้งคู่ดื่มสุราและมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงภายในห้องพักหมายเลข 304 ชั้น 3 ของหอพักดังกล่าว ระหว่างการโต้เถียง ผู้ต้องหาได้หยิบมีดปอกผลไม้ออกจากตู้ แล้วแทงผู้เสียชีวิตบริเวณช่องท้องอย่างแรง 1 ครั้ง ส่งผลให้หลอดเลือดได้รับความเสียหาย เกิดภาวะเลือดออกในช่องท้องอย่างรุนแรงจนช็อกและล้มลงในที่เกิดเหตุอย่างวิกฤต เพื่อนร่วมงานที่พักอยู่ในหอพักเดียวกันได้ยินเสียงทะเลาะจึงวิ่งมาดู พบเหตุการณ์แล้วรีบแจ้งตำรวจและเรียกรถพยาบาล เจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการผ่าตัดฉุกเฉิน แต่เนื่องจากมีเลือดตกในมากเกินไป แพทย์ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ และเสียชีวิตในช่วงเช้ามืดวันที่ 29 ธันวาคม อัยการจึงตั้งข้อหานายศักดิ์สิทธิ์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องผลของการดื่มสุรามากเกินไปทำลายสุขภาพ จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระหว่างการพิจารณาคดี ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ใช้มีดแทงจริง แต่ยืนยันว่ากระทำไปเพื่อป้องกันตัว เนื่องจากก่อนเกิดเหตุเคยถูกผู้เสียชีวิตถือมีดคัตเตอร์ข่มขู่ทำร้าย อย่างไรก็ตาม พยานซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานหลายรายให้การตรงกันว่า ไม่เคยพบเห็นผู้เสียชีวิตมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือทะเลาะวิวาทกับใครมาก่อน ศาลจึงไม่รับฟังข้อต่อสู้ดังกล่าว</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ฝ่ายทนายความจำเลยขอให้ศาลเมตตาบรรเทาโทษ โดยอ้างว่าจำเลยรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และได้พยายามเจรจาชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทผู้ตายโดยโอนเงินค่าจ้างเป็นรายเดือน อีกทั้งเป็นการกระทำที่เกิดจากอาการมึนเมาและอารมณ์ชั่ววูบ อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยใช้มีดแทงเพื่อนร่วมหอพักจากปัญหาในชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อย อีกทั้งเลือกแทงบริเวณช่องท้องซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ จนนำไปสู่การเสียชีวิต การกระทำมีลักษณะร้ายแรง ไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับความเห็นใจ และไม่มีเหตุสมควรบรรเทาโทษ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องผลของการดื่มสุรามากเกินไปทำลายสุขภาพ จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำพิพากษาระบุเพิ่มเติมว่า จำเลยย่อมทราบดีว่าบริเวณช่องท้องเป็นจุดสำคัญของร่างกาย มีอวัยวะและหลอดเลือดสำคัญจำนวนมาก การใช้อาวุธมีคมแทงย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต เหตุการณ์นี้ไม่เพียงพรากชีวิตผู้เสียชีวิตไปเท่านั้น แต่ยังสร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ครอบครัว จนไม่มีโอกาสพบหน้ากันเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นความเจ็บปวดที่เงินไม่อาจชดเชยได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยรับสารภาพและมีท่าทีสำนึกผิด รวมทั้งความพยายามในการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต พฤติกรรมหลังเกิดเหตุอยู่ในระดับพอใช้ได้ จึงพิพากษาจำคุก 7 ปี 2 เดือน ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย และให้เนรเทศออกนอกประเทศทันทีหลังพ้นโทษ พร้อมห้ามเดินทางเข้าไต้หวันอีกตลอดไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องผลของการดื่มสุรามากเกินไปทำลายสุขภาพ จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และฝากไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับพี่น้องแรงงานไทย แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดประสาทส่วนที่ควบคุมสติสัมปชัญญะ ทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจ จากความบาดหมางเพียงเล็กน้อย ที่หากมีสติอาจแค่บ่นหรือเดินหนี แต่เมื่อดื่มจนเมา ขอบเขตของความอดทนจะต่ำลง จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุ ขอเตือนว่า ดื่มสุราแล้วมักทำให้เกิดอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งอาจทำลายอนาคตและชีวิตคนรอบข้างได้ และแก้วเหล้าที่ยกขึ้นดื่มเพียงชั่วครู่ อาจกลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดชีวิตไปนานหลายปี ก่อนจะดื่มหรือก่อนจะลงมือทำอะไรด้วยความโกรธ ขอให้นึกถึงคนข้างหลังที่รอคอยให้เราเดินทางกลับบ้านพร้อมความสำเร็จ ไม่ใช่กลับไปในฐานะนักโทษหรือร่างที่ไร้วิญญาณ</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=94257</guid>
      <pubDate>Fri, 02 Jan 2026 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20260102_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36021120" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2569</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2569</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ตำรวจเหมียวลี่เดินหน้าโครงการปิดบัญชีก่อนกลับประเทศ ปราบปรามบัญชีม้าได้ผลชัดเจน พ่อเมืองเหมียวลี่แนะควบคุมบัญชีแรงงานต่างชาติจากต้นทาง</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2026/1/original/3fb01f89-8237-494d-8042-6f1b8d0675d9.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>52</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=93695</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. มาถูกทาง? องค์กรตัวแทนนายจ้างเสนอรัฐบาลพิจารณาขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายกลับเข้าสู่ระบบ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมาคมอุตสาหกรรมและการค้าไต้หวันเปิดเผยว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานนับวันรุนแรงขึ้น แม้รัฐบาลจะเปิดให้ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่พักสามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้แล้ว แต่ภาคอุตสาหกรรมประเภท 3K ซึ่งหมายถึงงานหนัก สกปรก และอันตราย เช่น การกำจัดขยะ การรีไซเคิล และงานที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ยังมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องได้รับการพิจารณาเพิ่มเติม ขณะที่แรงงานต่างชาติหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายมีจำนวนร่วม 95,000 คน เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาการหลบหนีได้ ควรพิจารณาเปิดให้พวกเขาเข้ารายงานตัวและลงทะเบียนเข้าสู่แรงงานในระบบ กลายเป็นแรงงานถูกกฎหมาย แก้ปัญหาได้ทั้งเรื่องการหลบหนีและภาวะขาดแคลนแรงงานได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สมาคมอุตสาหกรรมและการค้าไต้หวัน ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนภาคธุรกิจลอุตสาหกรรมจัดการประชุมประจำปีเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา (ภาพจากสมาคมอุตสาหกรรมและการค้าไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายสวี่ ซูโป๋ ประธานสมาคมอุตสาหกรรมและการค้าไต้หวัน ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนภาคธุรกิจลอุตสาหกรรมกล่าวเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า ปัญหา แรงงานต่างชาติหลบหนี ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของตลาดแรงงานนอกระบบในปัจจุบัน โดยเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีจั๋ว หรงไท่ แห่งสภาบริหาร กำลังพิจารณาแนวทางในการส่งเสริมให้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายเข้ามามอบตัว และเปิดโอกาสให้กลับเข้าสู่ระบบแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานภายในประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ยังเห็นว่า ควรทบทวนบทลงโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในปัจจุบันยังถือว่ามีความเข้มงวดไม่เพียงพอ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"> นายสวี่ ซูโป๋ (ยืน) ประธานสมาคมอุตสาหกรรมและการค้าไต้หวัน คนนั่งด้านซ้ายคือ นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรี (ภาพจากสมาคมอุตสาหกรรมและการค้าไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมาคมอุตสาหกรรมและการค้าไต้หวันจัดการประชุมเวทีเสวนานายกรัฐมนตรีกับผู้นำภาคธุรกิจ ปี 2568 โดยมีตัวแทนภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมสะท้อนปัญหาอย่างคึกคัก หลังเสร็จสิ้นการประชุม นายสวี่ซูโป๋ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ชี้แจงประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการขาดแคลนแรงงานและนโยบายการนำเข้าแรงงานต่างชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เขากล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่พักให้การยอมรับแผนพัฒนากำลังแรงงานต่างชาติของรัฐบาล ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการเพิ่มค่าจ้างแรงงานท้องถิ่นทุก 2,000 เหรียญไต้หวัน จึงจะได้รับโควตาจ้างแรงงานต่างชาติ 1 ตำแหน่ง อนุญาตในโควตาไม่เกิน 10% ของแรงงานท้องถิ่น โดยมองว่านโยบายดังกล่าวเป็นแนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากการดำเนินนโยบายควรค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรเปิดกว้างในคราวเดียวมากเกินไป ที่สำคัญ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับความต้องการของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวม และได้กำชับให้ทุกกระทรวงบูรณาการการทำงาน โดยพิจารณานโยบายจากมุมมองของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายมีร่วม 95,000 คน ตามชนบทและบนเขา จะเห็นแรงงานผิดกฎหมายทำงานภาคการเกษตรจำนวนมาก (ภาพจาก Rti)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้ว่าภาคการผลิตและธุรกิจที่พักบางส่วนจะได้รับอนุญาตให้เพิ่มการจ้างแรงงานต่างชาติภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดแล้ว แต่นายสวี่ระบุว่า อุตสาหกรรม 3K ยังถูกกันออกจากมาตรการดังกล่าว เช่น งานกำจัดขยะ การรีไซเคิล ถังเก็บสารปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมพลาสติก อย่างไรก็ตาม กระทรวงสิ่งแวดล้อมให้คำมั่นว่าจะเร่งสรุปแนวทางในระยะเวลาอันสั้น เพื่อบรรจุอุตสาหกรรม 3K โดยเฉพาะภาคธุรกิจกำจัดขยะ ให้สามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้ เพิ่มโอกาสในการจ้างงานและบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สมาคมฯ เสนอแนวคิดอภัยโทษแก่แรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย โดยให้เข้ารายงานตัวลงทะเบียนกลับเข้าสู่แรงงานในระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในภาพตำรวจบุกจับแรงงานผิดกฎหมายในไซต์งานก่อสร้างที่เถาหยวน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แนวคิดอภัยโทษแก่แรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย โดยให้เข้ารายงานตัวลงทะเบียนกลับเข้าสู่แรงงานในระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้น ทางสมาคมอุตสาหกรรมและการค้าไต้หวันเคยนำเสนอไปแล้วเมื่อปี 2567 และกระทรวงแรงงานได้จัดประชุมหารือความเป็นไปได้กับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในที่ประชุมต่างแสดงความเห็นคัดค้าน ชี้อาจส่งเสริมการกระทำผิดและขาดความเป็นธรรม อาจก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง บ่อนทำลายหลักความเป็นธรรมในระบบแรงงาน และเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณสนับสนุนพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ถือเป็นการเสียดสีและไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย บริษัทจัดหางาน รวมถึงแรงงานต่างชาติที่อยู่ในระบบอย่างถูกต้อง ทั้งยังขาดความสมเหตุสมผลและความเป็นธรรม ไม่มีบทลงโทษใด ๆ และเป็นการยกเว้นความรับผิดโดยสิ้นเชิง ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีในอนาคต</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจเถาหยวนตรวจค้นตามโรงงานและไซต์งานก่อสร้าง วันเดียวจับนายจ้าง 3 ราย แรงงานผิดกฎหมาย 44 ราย นักท่องเที่ยวที่ทำงานผิดกฎหมาย 10 รายและแรงงานถูกกฎหมายทำงานหารายได้เสริมในวันหยุด 3 ราย (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">2. แรงงานไทยค้าเฮโรอีน 11 กก. มูลค่ากว่า 100 ล้านเหรียญ แบ่งบรรจุเตรียมส่งลูกค้าในห้องเช่าเขตปาเต๋อ ตำรวจรวบได้ 1 อีก 1 ไหวทันหลบหนีออกนอกประเทศ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจนครเถาหยวนจับกุมคดียาเสพติดรายใหญ่ที่พบได้ยากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังบุกตรวจค้นห้องพักให้เช่าแห่งหนึ่งในเขตปาเต๋อ นครเถาหยวน พบเฮโรอีนซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 น้ำหนักรวมกว่า 11 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านเหรียญไต้หวัน ผู้ต้องหาซึ่งเป็นแรงงานไทยถูกอัยการฟ้องดำเนินคดีแล้ว ขณะที่ตำรวจเร่งขยายผลติดตามแหล่งที่มาของยาเสพติดต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายประพัทธ์ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี แรงงานไทยถูกตำรวจจับกุมตัวขณะทำงานในโรงงานบริเวณถนนฝูหลิ่ง เขตจงลี่ ข้อหามีเจตนาจำหน่าย และครอบครองยาเสพติดประเภทที่ 1 (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจจงลี่ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า มีแรงงานไทยต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด จึงจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ และประสานความร่วมมือกับทีมสืบสวนสถานีตำรวจปาเต๋อในการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างลับ ๆ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายประพัทธ์ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี แรงงานไทยถูกตำรวจจับกุมตัวขณะทำงานในโรงงานบริเวณถนนฝูหลิ่ง เขตจงลี่ ข้อหามีเจตนาจำหน่าย และครอบครองยาเสพติดประเภทที่ 1 (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นห้องเช่าบนถนนเจี้ยโซ่ว เขตปาเต๋อ นครเถาหยวน พบยาเสพติดลักษณะผงสีขาวจำนวน 32 ห่อ ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางสีดำ นอกจากนี้ยังตรวจยึดอุปกรณ์ที่ใช้ในการแบ่งบรรจุยาเสพติด เช่น เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องซีลถุงพลาสติก และถุงซิป แต่ไม่พบตัวผู้ต้องหาหลักในขณะนั้น จากการตรวจสอบเบื้องต้นด้วยเครื่องสเปกโตรมิเตอร์ ยืนยันว่า ของกลางดังกล่าวเป็นเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 มีน้ำหนักรวมกว่า 11 กิโลกรัม พร้อมอุปกรณ์สำหรับแบ่งบรรจุและจำหน่าย สะท้อนว่ามีการดำเนินการในลักษณะเป็นขบวนการเพื่อการค้าขาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายประพัทธ์ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี แรงงานไทยถูกตำรวจจับกุมตัวขณะทำงานในโรงงานบริเวณถนนฝูหลิ่ง เขตจงลี่ ข้อหามีเจตนาจำหน่าย และครอบครองยาเสพติดประเภทที่ 1 (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการตรวจสอบขยายผลพบว่า นายสาธิต (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี แรงงานไทยซึ่งเป็นผู้เช่าห้องดังกล่าว ได้หลบหนีออกนอกประเทศทันทีหลังเกิดเหตุ แต่จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า ยังมีแรงงานไทยอีกรายหนึ่ง คือนายประพัทธ์ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ที่ยังคงเดินทางเข้าออกห้องเช่าดังกล่าวอยู่เป็นประจำ เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตการณ์หลายวัน ก่อนจะจับกุมตัวได้บริเวณถนนฝูหลิ่ง เขตจงลี่ และนำส่งดำเนินคดีทันที</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจด้วยเครื่องสเปกโตรมิเตอร์ ยืนยันว่าของกลางที่ยึดได้เป็นเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 มีน้ำหนักรวมกว่า 11 กิโลกรัม &nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ล่าสุดอัยการสำนักงานอัยการนครเถาหยวนได้สรุปสำนวนและมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาพยายามขนส่งยาเสพติด มีเจตนาจำหน่าย และครอบครองยาเสพติดประเภทที่ 1 ตามกฎหมาย ส่วนนายสาธิต แม้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ตำรวจยังคงติดตามตัวอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าขยายผลตรวจสอบเส้นทางการกระจายยาเสพติดและเครือข่ายเบื้องหลังทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่สังคมต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจด้วยเครื่องสเปกโตรมิเตอร์ ยืนยันว่าของกลางที่ยึดได้เป็นเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 มีน้ำหนักรวมกว่า 11 กิโลกรัม &nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลินติ่งไท ผู้กำกับการสถานีตำรวจจงลี่แถลงว่า อาชญากรรมยาเสพติดสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อสังคม ตำรวจยึดหลัก &ldquo;ไม่ยอมรับโดยเด็ดขาด&rdquo; ต่อปัญหายาเสพติด และจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับประชาชน การทำงานข้ามเขตพื้นที่ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปราม ป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาดในสังคม และคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจด้วยเครื่องสเปกโตรมิเตอร์ ยืนยันว่าของกลางที่ยึดได้เป็นเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 มีน้ำหนักรวมกว่า 11 กิโลกรัม &nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p class="MsoNormal">3. รวบคาสนามบิน! นางนกต่อสาวไทยแฝงตัวเป็นไกด์พาทัวร์ผีน้อย 61 คน เดินทางมาทำงานผิดกฎหมายที่ไต้หวัน เก็บค่าหัว 39,000 บาทต่อคน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวันแถลงคดีจับกุมหญิงไทยตัวการใหญ่คาด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน พบพฤติการณ์สุดแสบ จัดทัวร์บังหน้าพาลูกทัวร์ผีน้อยสำรวจหน้างาน-ที่พัก ก่อนส่งตัวกระจายไปทำงานอย่างผิดกฎหมายทั่วเกาะไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นางสาวหมวย (วงกลมสีแดง) เดินทางเข้าออกไต้หวันเป็นประจำ แต่ละครั้งจะพาลูกทัวร์ผีน้อยมาทำงานผิดกฎหมาย 4-6 คน ถูกจับคาสนามบินเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนิวไทเป ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไถตง ภายใต้การอำนวยการของอัยการเถาหยวน ทลายทัวร์แรงงานเถื่อน กวาดล้างขบวนการจัดหางานผิดกฎหมาย สามารถจับกุมนางสาวหมวย สัญชาติไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นนายหน้าและผู้นำพานักท่องเที่ยวชาวไทยถือฟรีวีซ่าเข้าสู่ไต้หวันเพื่อทำงานอย่างผิดกฎหมาย โดยถูกรวบตัวได้ทันทีขณะเดินทางมาถึงสนามบินเถาหยวน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นางสาวหมวย (กลาง) เดินทางเข้าออกไต้หวันเป็นประจำ แต่ละครั้งจะพาลูกทัวร์ผีน้อยมาทำงานผิดกฎหมายหลายคน ถูกจับคาสนามบินเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปแถลงว่า จากการสืบสวนพบนางสาวหมวย ได้ชักชวนเพื่อนร่วมชาติให้เดินทางมายังไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว แต่แท้จริงแล้วคือการลักลอบเข้ามาทำงานผิดกฎหมาย จากการขยายผลพบนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ถูกนำเข้ามาผ่านขบวนการของนางสาวหมวย รวมแล้วอย่างน้อย 61 ราย สำนักงานอัยการเถาหยวนได้สั่งฟ้องนางสาวหมวยในข้อหา ฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงาน จากการเป็นนายหน้าจัดหางานให้ชาวต่างชาติทำงานผิดกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นางสาวหมวยใช้สื่อออนไลน์ติดต่อกับลูกค้า&nbsp; ถูกจับคาสนามบินเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นมา นางสาวหมวยมีพฤติการณ์เดินทางเข้าออกระหว่างไทยและไต้หวันบ่อยครั้ง โดยแต่ละครั้งจะนำกลุ่มชาวไทยหลายคนเดินทางเข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ในแผนการเดินทางกลับมีการนำลูกทัวร์ไปดูสถานที่ทำงานจริง ทั้งจุดรับส่งงาน สถานที่ทำงาน รวมถึงหอพัก ซึ่งมีลักษณะเหมือนการจัดทัวร์แรงงานเถื่อนอย่างชัดเจน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจทยอยจับผีน้อยที่ผ่านการจัดส่งของนางสาวหมวยได้ 61 คน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ยังพบรูปแบบการเป็นนายหน้าที่ครบวงจร โดยนางสาวหมวย เรียกเก็บค่านายหน้าจากผีน้อยรายละ 39,000 บาทไทย จากนั้นจะพาเดินทางเข้าไต้หวันด้วยตนเองในฐานะนักท่องเที่ยว เลือกสนามบินเถาหยวนเป็นจุดเข้าเมือง และพาแรงงานไทยผิดกฎหมายเหล่านี้ เดินทางต่อด้วยระบบขนส่งสาธารณะไปยังสถานีรถไฟใกล้เคียง พร้อมช่วยจัดสรรงานให้ พื้นที่ทำงานกระจายอยู่ทั่วไต้หวัน อาทิ เถาหยวน ไทจง หนานโถว ไทเปและผิงตง ไม่ว่าจะเป็นสวนผลไม้ สวนชา ไซต์งานก่อสร้าง หรือธุรกิจทำความสะอาด ล้วนพบร่องรอยนักท่องเที่ยวชาวไทยลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายทั้งสิ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจทยอยจับผีน้อยที่ผ่านการจัดส่งของนางสาวหมวยได้ 61 คน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทีมสืบสวนสามารถตรวจสอบและติดตามเที่ยวบินที่นางสาวหมวยเดินทางเข้าประเทศ และวางกำลังดักซุ่มจับกุมขณะนำลูกทัวร์ผีน้อยเดินทางถึงไต้หวัน สามารถจับกุมผู้ต้องหาหลักได้สำเร็จ ตัดวงจรการลักลอบนำแรงงานไทยเข้ามาทำกิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การอนุญาตเข้าประเทศ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวันระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาได้เร่งกวาดล้างชาวต่างชาติที่เข้ามากระทำผิดกฎหมาย พร้อมมุ่งปราบปรามกลุ่มนายหน้าเถื่อนตั้งแต่ต้นทาง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมและความปลอดภัยสาธารณะ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหลิน หงเอิน ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย กำชับเจ้าหน้าที่ให้ยึดหลักคุ้มครองแรงงานถูกกฎหมาย ปราบปรามผู้ลักลอบทำงาน เดินหน้าตัดวงจรการกระทำผิดจากต้นตอ โดยจะไม่ยอมให้ขบวนการนายหน้าผิดกฎหมายสร้างผลกระทบต่อสังคม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจทยอยจับผีน้อยที่ผ่านการจัดส่งของนางสาวหมวยได้ 61 คน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายหวง อี้กัง หัวหน้าตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเประบุว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงและอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง มุ่งเป้าปราบปรามเครือข่ายนายหน้าข้ามชาติและห่วงโซ่นายจ้าง พร้อมเตือนชาวต่างชาติอย่าหลงเชื่อโฆษณารับสมัครงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่ทราบที่มา อาจตกเป็นเหยื่อการลักลอบทำงานผิดกฎหมายขณะเดียวกัน เตือนนายจ้างไต้หวันที่ว่าจ้างชาวต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 150,000 ถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน และหากกระทำผิดซ้ำภายใน 5 ปี อาจต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี จึงเตือนอย่าเห็นแก่ผลประโยชน์ระยะสั้นจนฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะอาจไม่คุ้มค่ากับผลที่ตามมา</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=93695</guid>
      <pubDate>Fri, 26 Dec 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20251226_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36028800" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. มาถูกทาง</span><span style="mso-bookmark: _Hlk217576106;"><span lang="EN-US">?</span></span></b><span style="mso-bookmark: _Hlk217576106;"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;"> องค์กรตัวแทนนายจ้างเสนอรัฐบาลพิจารณาขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายกลับเข้าสู่ระบบ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></span></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/12/original/dba1098d-f6dd-4cd1-9df6-8c6f09078211.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>51</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=93160</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. เป็นไปได้ไหม? หยุดงานสัปดาห์ละ 3 วัน กระทรวงแรงงานขอขยายเวลาศึกษารอบด้าน ก่อนจะตอบกลับข้อเสนอภายใน 7 ก.พ. 69</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศขยายเวลาการตอบข้อเสนอจากประชาชนบนแพลตฟอร์มร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ (JOIN) ซึ่งเสนอให้ &ldquo;ผลักดันระบบทำงานสัปดาห์ละ 4 วันและหยุด 3 วัน หลังข้อเสนอดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเกิน 5,000 รายชื่อและผ่านเกณฑ์การยื่นเรื่องตามระเบียบ โดยกระทรวงแรงงานระบุเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ว่าจะขยายกำหนดการตอบกลับไปถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเปิดรับความเห็นจากทุกภาคส่วนและพิจารณานโยบายอย่างรอบด้าน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ถนนคนเดินย่านซีเหมินติงในกรุงไทเป (ภาพจาก businesstoday.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามขั้นตอนของแพลตฟอร์ม JOIN หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องตอบข้อเสนอภายใน 2 เดือน แต่ตามข้อกำหนดในแนวปฏิบัติการมีส่วนร่วมด้านนโยบายสาธารณะ หากไม่สามารถตอบได้ภายในกำหนด มีสิทธิ์ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 เดือน กระทรวงแรงงานจึงใช้สิทธิ์ตามกฎเพื่อเลื่อนการตอบข้อเสนอครั้งนี้ โดยชี้ว่าประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับแผนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม สิทธิแรงงาน และผลกระทบต่อชีวิตประชาชนในหลายด้าน จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">มนุษย์เงินเดือนไต้หวันให้ความสำคัญกับวันหยุด แต่ส่วนใหญ่เห็นว่า เป็นไปได้ยากที่จะหยุดงานสัปดาห์ละ 3 วัน (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานเผยว่า ได้เชิญหน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละสาขาอุตสาหกรรมเข้าร่วมประชุมหารือ เพื่อรวบรวมความคิดเห็นต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมย้ำว่าต้องการนำข้อมูลและมุมมองจากทุกภาคส่วนมาประเมินอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนจะจัดทำคำตอบอย่างเป็นทางการบนแพลตฟอร์ม</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านสังคมออนไลน์อย่าง PTT มีการถกเถียงอย่างกว้างขวางในประเด็นนี้ โดยผู้ใช้บางรายตั้งข้อสังเกตว่า หากไต้หวันเปลี่ยนไปใช้ระบบหยุดสัปดาห์ละ 3 วัน อาจต้องแลกกับการยกเลิกวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่าง ๆ เช่น เทศกาลตรุษจีน เช็งเม้ง หรือเทศกาลไหว้พระจันทร์ พร้อมตั้งคำถามว่าพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ยินดีต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้หรือไม่?</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">มนุษย์เงินเดือนไต้หวันให้ความสำคัญกับวันหยุด แต่ส่วนใหญ่เห็นว่า เป็นไปได้ยากที่จะหยุดงานสัปดาห์ละ 3 วัน (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชาวเน็ตรายหนึ่งยกตัวอย่างประวัติการปรับระบบวันหยุดในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งไต้หวันค่อย ๆ ปรับจาก หยุด 1.5 วันต่อสัปดาห์เป็นหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยทดลองให้หยุดสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ก่อนจะขยายเป็นมาตรฐานทั่วไป และยกเลิกวันหยุดนักขัตฤกษ์ 7 วันในเวลาต่อมา กระบวนการดังกล่าวใช้เวลาราวสิบปี เขาจึงประเมินว่าโอกาสที่ไต้หวันจะนำระบบหยุด 3 วันต่อสัปดาห์มาใช้จริงในเร็ววันมีโอกาสค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในภาคเอกชนและบริการซึ่งหลายบริษัทแม้แต่วันหยุด 8 วันต่อเดือนก็ยังทำไม่ได้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประเด็นทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน เคยถูกเสนอมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2566 ภายใต้หัวข้อทำให้ไต้หวันเป็นประเทศแรกในเอเชียที่หยุดงานสัปดาห์ละ 3 วัน และได้รับการสนับสนุน 5,736 รายชื่อ แต่ถูกสำนักงานบริหารข้าราชการพลเรือน สภาบริหารปฏิเสธโดยให้เหตุผล 3 ประการ ได้แก่ :</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ชาวเน็ตสนับสนุนหยุดงานสัปดาห์ละ 3 วัน แต่ผวาอาจต้องแลกกับการยกเลิกวันหยุดนักขัตฤกษ์ (ภาพจาก news.housefun.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประชาชน ระบบเศรษฐกิจ การคมนาคม การเงิน ตลาดหุ้นและสิทธิการศึกษา มีผลกระทบในวงกว้าง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ยังไม่มีประเทศใดใช้ระบบหยุด 3 วันอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ มีเพียงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไอซ์แลนด์ และบางพื้นที่ในสหราชอาณาจักรที่ทดลองใช้ ทำให้ขาดข้อมูลอ้างอิงที่เพียงพอ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. หน่วยงานรัฐมีภารกิจด้านบริการสาธารณะ ไม่ควรเร่งดำเนินการก่อนที่กฎหมายมีความพร้อมในทุกด้าน ประกอบไปด้วย เงื่อนไขด้านการบริหาร อุตสาหกรรม การศึกษา และมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในครั้งนั้น กระทรวงแรงงานก็ชี้เช่นกันว่า การหยุดสัปดาห์ละ 3 วัน จำเป็นต้องปรับแก้กฎหมายจำนวนมาก และอาจส่งผลกระทบต่อแรงงาน นายจ้าง เศรษฐกิจโดยรวม การแพทย์ การดูแลผู้สูงอายุ ความปลอดภัยสาธารณะ กลาโหม และสิทธิของนักเรียน จึงต้องอาศัยมาตรการรองรับอย่างรอบคอบและความเห็นพ้องจากสังคมในระดับสูงก่อนพิจารณาต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เว็บไซต์ join.gov.tw เปิดให้ประชาชนทุกคนเสนอความเห็นด้านนโยบายสาธารณะ แต่ละสัปดาห์มีข้อเสนอนับร้อยประเด็น</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ JOIN คือแพลตฟอร์มที่เปิดให้มีส่วนร่วมด้านนโยบายสาธารณะ เป็นเว็บไซต์ที่จัดตั้งโดยคณะกรรมการพัฒนาประเทศเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 โดยอ้างอิงรูปแบบจากเว็บไซต์ We the People ของทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา เปิดให้พลเมืองไต้หวันและชาวต่างชาติที่ถือบัตรถิ่นที่อยู่สามารถลงทะเบียน ยื่นข้อเสนอ และร่วมลงชื่อสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ หากข้อเสนอได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า 5,000 รายชื่อภายใน 60 วัน หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องตอบกลับภายในกรอบเวลาเดียวกันตามที่กฎหมายกำหนด</p>
<p class="MsoNormal">2. หนุ่มอินโดฯ ทำงานผิดกฎหมาย หวั่นถูกส่งกลับประเทศ ใช้ถุงพลาสติกคลุมตัวซ่อนในโกดังแช่แข็ง -6℃ กว่า 30 นาที หนาวสั่นเกือบเสียชีวิต</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่เกาสง ตรวจสอบโรงงานแปรรูปอาหารแช่แข็งแห่งหนึ่งในเขตเฉียนเจิ้น นครเกาสง วันเดียวตรวจพบแรงงานผิดกฎหมาย 17 ราย ในจำนวนนี้มี 1 รายที่หลบเข้าไปซ่อนตัวในคลังสินค้าแช่แข็งอุณหภูมิ -6℃ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงกว่าจะทราบเบาะแสจากเพื่อนร่วมชาติ ก่อนเปิดห้องแช่แข็งช่วยเหลือหนุ่มอินโดนีเซียรายดังกล่าวซึ่งกำลังหนาวสั่นจนตัวแข็งอยู่ในภาวะอันตรายเกือบเสียชีวิตออกมาได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบโรงงานแปรรูปอาหารแช่แข็งแห่งหนึ่งในเขตเฉียนเจิ้น นครเกาสง วันเดียวตรวจพบแรงงานผิดกฎหมาย 17 ราย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายอาดี้ อายุ 26 ปี แรงงานอินโดนีเซีย เดินทางมาทำงานในไต้หวันพร้อมเพื่อนร่วมชาติอีก 3 คน แต่ต่อมาทั้งหมดได้หลบหนีจากนายจ้างเดิมและกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ก่อนมารับงานขนถ่ายสินค้าและชำแหละปลาในโรงงานแปรรูปอาหารแช่แข็งในเขตเฉียนเจิ้น</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปลายพฤศจิกายน ระหว่างที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองภาคใต้ ประจำนครเกาสงเข้าตรวจค้นในโรงงาน แรงงานทั้งสี่พยายามหลบหนี แต่มี 3 รายถูกควบคุมตัวได้ก่อน เจ้าหน้าที่พบว่าทั้งสามมีท่าทีวิตกกังวลผิดปกติ และเมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมงจึงยอมรับว่า ยังมีเพื่อนอีก 1 คนหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องแช่แข็งและอาจเกิดอันตรายได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบโรงงานแปรรูปอาหารแช่แข็งแห่งหนึ่งในเขตเฉียนเจิ้น นครเกาสง วันเดียวตรวจพบแรงงานผิดกฎหมาย 17 ราย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่จึงรีบเปิดประตูเข้าไปตรวจสอบ และพบอาดี้นั่งขดตัวอยู่บริเวณมุมห้อง โดยมีเพียงถุงพลาสติกคลุมร่างเพื่อป้องกันอุณหภูมิร่างกายต่ำเกินไป เจ้าหน้าที่รีบช่วยให้ออกมาจากห้องแช่แข็ง พร้อมเตือนว่า แบบนี้จะเกิดภาวะตัวเย็นจัด เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หลังได้รับความช่วยเหลือ อาดี้ซึ่งมีอาการหนาวสั่นอย่างรุนแรง จึงค่อย ๆ ฟื้นตัวและกลับมามีสีหน้าปกติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นาอาดี้ แรงงานอินโดฯ ผิดกฎหมายหลบเข้าไปซ่อนตัวในคลังสินค้าแช่แข็งอุณหภูมิ -6℃ เจ้าหน้าที่ช่วยออกมาได้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในวันเดียวกัน ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเกาสงระดมกำลังตรวจค้นหลายพื้นที่ในเขตเฉียนเจิ้น เหรินอู่ ฟ่งซานและกังซาน พบแรงงานผิดกฎหมายรวม 17 ราย พร้อมดำเนินการสอบสวนเอาผิดนายจ้างที่ลักลอบจ้างงานและตรวจสอบเครือข่ายนายหน้าที่อยู่เบื้องหลัง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตรวจเกาสง วันเดียวตรวจพบแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย 17 ราย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาสงระบุว่า เจ้าหน้าที่จะเดินหน้าปราบปรามแรงงานผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานที่ถูกกฎหมาย หากพบการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย จะดำเนินการตรวจจับและส่งเรื่องให้กองแรงงานลงโทษตามกฎหมายการจ้างงาน ซึ่งกำหนดโทษปรับสูงสุดถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">3. ชาวประมงอี๋หลานฟ้อง แรงงานเวียดนามปักธงชาติยึดพื้นที่ชายหาด จับลูกปลาไหลหารายได้เสริม แย่งอาชีพชาวประมง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ช่วงนี้เข้าสู่ช่วงฤดูกาลจับลูกปลาไหล หรือที่ชาวประมงขนานนามว่าทองคำดำแห่งท้องทะเล บริเวณปากแม่น้ำหลานหยาง ที่เมืองอี๋หลาน มักมีชาวประมงจำนวนมากออกจับลูกปลาไหลในยามค่ำคืน บางรายถึงขั้นตั้งเต็นท์ริมชายหาดเพื่อใช้เป็นจุดพักชั่วคราวและสถานที่ซื้อขายลูกปลาไหล เนื่องจากราคาลูกปลาไหลปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีแรงงานเวียดนามเข้ามาร่วมจับลูกปลาไหลเพื่อหารายได้เสริม ซึ่งถือเป็นการทำประมงที่ผิดกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามปักธงชาติยึดพื้นที่ชายหาดบริเวณท่าเรือซูอ้าว เมืองอี๋หลาน จับลูกปลาไหลหารายได้เสริม แย่งอาชีพชาวประมง (ภาพจาก ftvnews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ที่สร้างความไม่พอใจแก่ชาวประมงท้องถิ่นอย่างมาก คือ การที่แรงงานเวียดนามบางกลุ่มยึดพื้นที่ชายหาดโดยการปักธงชาติเวียดนามอย่างเปิดเผย โดยไม่พบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการตรวจสอบหรือปราบปรามในทันที ทำให้ชาวประมงในพื้นที่รู้สึกแปลกใจและกังวลใจอย่างยิ่ง ด้านหน่วยยามฝั่งท่าเรือซูอ้าวได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าว ประสานเจ้าหน้าที่ตรวจการณ์ชายฝั่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามปกติ ช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีถึงปลายเดือนเมษายนของปีถัดไป ถือเป็นฤดูกาลของการจับลูกปลาไหลตามปากแม่น้ำทั่วไต้หวัน โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณลูกปลาไหลอพยพเข้ามามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบริเวณปากแม่น้ำ เขตน้ำขึ้นน้ำลง หรือพื้นที่สำคัญอย่างปากแม่น้ำหลานหยาง ในยามดึกจะเห็นชาวประมงฝ่าความหนาวเย็นลงทะเลจับลูกปลาไหล แม้งานจะหนัก แต่เมื่อได้ลูกปลาไหลเต็มถัง ทุกคนล้วนมีรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจ ทั้งนี้ รัฐบาลอนุญาตให้จับลูกปลาไหลได้ในช่วงเวลาดังกล่าว และกำหนดฤดูปิดการประมงช่วงวันที่ 1 มีนาคม ถึง 31 ตุลาคมของทุกปี เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรและเปิดโอกาสให้ปลาไหลเติบโตและขยายพันธุ์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่ลูกปลาไหลอพยพเข้ามามากที่สุด ชาวประมงฝ่าความหนาวเย็นลงทะเลจับลูกปลาไหลบริเวณปากแม่น้ำต่าง ๆ (ภาพจาก&nbsp;newsmarket.com.tw/張良一)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาลูกปลาไหลที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ชาวประมงท้องถิ่นต้องออกจับในเวลากลางคืน ท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้ายเพื่อเสริมรายได้ แต่ผลประโยชน์ที่ดึงดูดใจนี้กลับจูงใจให้แรงงานเวียดนามจำนวนมากรวมกลุ่มลงทะเลจับลูกปลาไหลเพื่อหารายได้พิเศษ ด้วยทักษะที่ไม่ชำนาญ มักเกิดเหตุอวนพันกันกับอวนของชาวประมงท้องถิ่นอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการปักธงชาติเวียดนามบนชายหาด ราวกับถือว่าพื้นที่น่านน้ำไต้หวันเป็นดินแดนของตนเอง พฤติกรรมดังกล่าวสร้างความตกตะลึงและไม่พอใจแก่ชาวประมงในพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความสำคัญ ทั้งในด้านการคุ้มครองทรัพยากรประมงและความปลอดภัยในชีวิตของชาวประมง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ลูกปลาไหล หรือที่ชาวประมงขนานนามว่าทองคำดำแห่งท้องทะเล มีราคาแพงมาก (ภาพจาก newsmarket.com.tw/賴鵬智)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ก่อนหน้านี้ มีชาวเน็ตโพสต์ข้อความในแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ในอี๋หลานระบุว่า ปากแม่น้ำหลานหยางไม่ได้ถูกฝ่ายใดเข้ายึดครอง แต่กลับมีชาวเวียดนามมาปักธงชาติของตน พร้อมตั้งคำถามว่าหน่วยงานรัฐจะไม่เข้ามาจัดการหรือ? และระบุว่า แรงงานเวียดนามแย่งจับลูกปลาไหลกับชาวประมงท้องถิ่นมานานหลายปี แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไข จนทำให้วันนี้กล้าปักธงอย่างเปิดเผย หน่วยยามฝั่งซูอ้าวชี้แจงว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจการณ์ชายฝั่งลงพื้นที่ตรวจสอบ หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายประมงจริง จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามปักธงชาติยึดพื้นที่ชายหาดบริเวณท่าเรือซูอ้าว เมืองอี๋หลาน จับลูกปลาไหลหารายได้เสริม แย่งอาชีพชาวประมง (ภาพจาก ftvnews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โพสต์ดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก บางส่วนมองว่าเป็นเรื่องเกินจริง ขณะที่บางคนเห็นว่าไม่ควรใส่ใจ เนื่องจากในทางกฎหมายอาจจัดการได้ยาก ขณะเดียวกัน มีประชาชนที่สัญจรผ่านพื้นที่เป็นประจำคาดว่า แรงงานเวียดนามอาจใช้เวลาว่างมาหารายได้เสริมเท่านั้น</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านสำนักงานพัฒนาการประมงทางทะเลเมืองอี๋หลานระบุว่า ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจการณ์ชายฝั่งเข้าตรวจสอบพื้นที่แล้ว พบว่าในกระต๊อบชายหาดสำหรับจับปลาไหลไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่ และไม่ได้มีการยื่นขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะมีการตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง และจะสั่งให้รื้อถอนกระต๊อบพร้อมปลดธงชาติลง อู๋ ปั๋วหยุน ผู้อำนวยการกองกิจการทางทะเล เมืองอี๋หลานกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่ากระต๊อบดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตตามระเบียบ จึงติดประกาศแจ้งให้รื้อถอนภายในระยะเวลาที่กำหนด และขอให้ปลดธงลงโดยเร็ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อสังคมออนไลน์ที่อี๋หลาน มีการพูดคุยอย่างมากในประเด็นแรงงานเวียดนามปักธงชาติยึดพื้นที่ชายหาด จับลูกปลาไหลแย่งอาชีพชาวประมง (ภาพจาก ftvnews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ที่ผ่านมา เคยเกิดข้อพิพาทระหว่างชาวประมงไต้หวันกับแรงงานต่างชาติในเรื่องการจับสัตว์น้ำมาแล้วหลายครั้ง และกรณีการปักธงเพื่อแสดงการครอบครองพื้นที่ในครั้งนี้ ยิ่งสร้างความไม่สบายใจให้แก่ชาวประมงในพื้นที่จำนวนไม่น้อย</p>
<p class="MsoNormal">4. แก๊งแรงงานเวียดนามกบดานบนเขาไทจง 5 ปี ยึดอาชีพล่าสัตว์ป่าสงวนส่งขายทางออนไลน์ เหิม! ขณะถูกจับเล็งปืนใส่ตำรวจ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่าของไต้หวันเปิดโปงเครือข่ายล่าสัตว์ป่าสงวน หลังจับกุมนายฝ่าม แรงงานเวียดนามหลบหนีไปกบดานในพื้นที่ภูเขาไทจงนานถึง 5 ปี ใช้อาวุธปืนที่ประดิษฐ์เองล่าแมวดาว ตัวนิ่ม รวมถึงสุนัขและแมวจรจัด ก่อนชำแหละและนำซากสัตว์ไปขายผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อหวังผลกำไร โดยมีผู้ร่วมขบวนการชาวเวียดนามอีกสองรายช่วยติดต่อซื้อขายและส่งมอบสินค้า</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับแรงงานเวียดนามกบดานบนเขาไทจง 5 ปี ยึดอาชีพล่าสัตว์ป่าสงวนส่งให้เพื่อนร่วมชาติขายทางออนไลน์ (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีนี้ เริ่มตั้งแต่พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการดำเนินการสืบสวนอย่างลับๆ และเลือกใช้ยุทธวิธี ล่องูออกจากถ้ำ โดยเริ่มจากการจับกุมผู้ช่วยขายสองราย ได้แก่ นางสาวเหงียนและนายฝ่าม ซึ่งทำหน้าที่ขายทางออนไลน์และส่งมอบซากสัตว์ให้แก่ลูกค้า ทั้งสองได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องควบคุมตัว แต่ถูกสั่งให้สวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวหรือ กำไล EM ซึ่งกลายเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การจับตัวการหลัก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่จับแก๊งแรงงานเวียดนามและยึดเนื้อสัตว์ป่าสงวนจำนวนมากที่เตรียมส่งขายให้ลูกค้า (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหวัง รองประธานสมาคมพิทักษ์สัตว์จรจัดเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาหลักซึ่งเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ไม่สะดวกที่จะเคลื่อนไหวในที่สาธารณะได้เอง จึงต้องอาศัยผู้ร่วมขบวนการที่เป็นแรงงานถูกกฎหมายมาช่วยติดต่อซื้อขาย ทั้งยังระบุว่านี่เป็นครั้งแรกในไต้หวัน ที่ผู้เกี่ยวข้องกับการฆ่าสัตว์ป่าถูกบังคับให้สวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญ เพราะในหลายคดีที่ผ่านมา ผู้ต้องหามักหลบหนีหลังให้ปากคำ ทำให้กระบวนการลงโทษไม่สามารถดำเนินต่อได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับแรงงานเวียดนามกบดานบนเขาไทจง 5 ปี ยึดอาชีพล่าสัตว์ป่าสงวนส่งให้เพื่อนร่วมชาติขายทางออนไลน์ (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระหว่างปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่จับกุมนางสาวเหงียน ขณะกำลังส่งมอบซากแมวดาว โดยพบว่าเธอถือถุงพลาสติกสีเขียวข้างในมีซากสัตว์ถูกยิงทะลุบริเวณลำคอ หลักฐานได้รับการยืนยันด้วยภาพเอกซเรย์ นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่าตัวการหลักเผยแพร่รูปซากสัตว์และอาวุธปืนของตนอย่างอุกอาจบนสื่อออนไลน์ และในจังหวะที่ตำรวจเข้าจับกุม เขายังยกปืนเล็งใส่เจ้าหน้าที่เพื่อข่มขู่</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับแรงงานเวียดนามกบดานบนเขาไทจง 5 ปี ยึดอาชีพล่าสัตว์ป่าสงวนส่งให้เพื่อนร่วมชาติขายทางออนไลน์ (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การสืบสวนชี้ว่า ซากสัตว์ที่ผู้ต้องหาชำแหละและนำไปขายมีตั้งแต่สุนัข แมว ไปจนถึงสัตว์ป่าสงวนอย่างแมวดาวและตัวนิ่ม ราคาขายอยู่ที่ 1,500&ndash;3,000 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่จับแก๊งแรงงานเวียดนามและยึดเนื้อสัตว์ป่าสงวนจำนวนมากที่เตรียมส่งขายให้ลูกค้า (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลท้องถิ่นไทจงตัดสินผู้ร่วมขบวนการ 2 ราย ได้แก่นายฝ่ามมีโทษจำคุก 8 เดือน ส่วนนางสาวเหงียนได้รับคำสั่งให้รอลงอาญา ขณะที่ผู้ต้องหาหลักถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำเพื่อรอการพิจารณาคดี ด้านหน่วยงานอนุรักษ์สัตว์ป่าและภาคประชาสังคมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายคุ้มครองสัตว์ เพิ่มโทษให้หนักขึ้น เพื่อยับยั้งตลาดมืดและขบวนการล่าสัตว์ป่าสงวนที่ยังคงระบาดในหลายพื้นที่ของไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่จับหนึ่งในแก๊งแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย (สวมกางเกงขาสั้น) ล่าสัตว์ป่าสงวนขายทางออนไลน์&nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=93160</guid>
      <pubDate>Fri, 19 Dec 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20251219_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36028800" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. เป็นไปได้ไหม? หยุดงานสัปดาห์ละ 3 วัน กระทรวงแรงงานขอขยายเวลาศึกษารอบด้าน ก่อนจะตอบกลับข้อเสนอภายใน 7 ก.พ. 69</span><span style="mso-bookmark: _Hlk217023155;"></span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/12/original/0d6b28e6-af33-4a1d-bdfc-18b39eddf640.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>50</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=92678</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. สมาคมอุตสาหกรรมไต้หวันเสนอเพิ่มผู้ประกอบการที่รับภาระค่าใช้จ่ายแทนแรงงานต่างชาติเป็นเกณฑ์&nbsp;ESG จูงใจธุรกิจปฏิบัติตามมาตรฐานสากล</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมาคมอุตสาหกรรมและการค้าไต้หวัน องค์กรที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจ จัดประชุมเมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา เสนอให้นำผู้ประกอบการที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนลูกจ้าง โดยแรงงานต่างชาติไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เข้าสู่ตัวชี้วัด ESG เพื่อเป็นแรงจูงใจให้บริษัทต่าง ๆ ปฏิบัติตามมาตรฐานการนำเข้าแรงงานต่างชาติอย่างเป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนคลายการจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ ลดขั้นตอนเอกสาร และเพิ่มความยืดหยุ่นสำหรับธุรกิจโรงแรมที่กำลังขาดแคลนแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมของสมาคมอุตสาหกรรมและการค้าไต้หวัน (ภาพจาก fwnews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในที่ประชุมชี้แจงว่า ปัจจุบันหลายบริษัทในไต้หวันสมัครใจเข้าร่วมความร่วมมือพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Business Alliance: RBA) ซึ่งช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนแรงงานเดินทางถึง เช่น ค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิว ค่าตรวจสุขภาพ ค่าธรรมเนียมขอวีซ่าและค่าโดยสารเครื่องบิน สมาคมอุตสาหกรรมและการค้าเห็นว่า ตัวชี้วัดด้าน ESG จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านธรรมาภิบาลแก่บริษัทต่าง ๆ และหากรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลบริษัทที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนแรงงานและนำเข้าสู่เกณฑ์การประเมินธรรมาภิบาลของบริษัท จะถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจร่วมปฏิบัติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ล่ามกระทรวงแรงงานประจำท่าอากาศยานเถาหยวนพาแรงงานต่างชาติที่เดินทางถึงไต้หวันออกมาจากสนามบิน (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานระบุว่า แนวคิดการรับสมัครแรงงานอย่างเป็นธรรมและการกำหนดให้เป็นศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางมาทำงานของแรงงานต่างชาติ เป็นแนวโน้มสากล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ กระทรวงแรงงานเตรียมประกาศแนวทางปฏิบัติป้องกันการใช้แรงงานบังคับสำหรับสถานประกอบการ ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2569 เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมินและป้องกันความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังพิจารณาเพิ่มเกณฑ์ด้านการว่าจ้างแรงงานอย่างเป็นธรรมในรางวัลการพัฒนาทรัพยากรบุคคลแห่งชาติ ส่วนการบรรจุประเด็นดังกล่าวในตัวชี้วัด ESG จะมีการหารือร่วมกับคณะกรรมการกำกับดูแลตลาดการเงิน (FSC) ต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ล่ามกระทรวงแรงงานประจำท่าอากาศยานเถาหยวนพาแรงงานต่างชาติที่เดินทางถึงไต้หวันออกมาจากสนามบิน (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามหลักเกณฑ์การประเมิน ESG ปี 2569 ที่ตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันเผยแพร่ในเดือนตุลาคม พบว่า ตัวชี้วัดด้านสังคม (S) ทั้ง &nbsp;23 รายการ มี 7 รายการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับลูกจ้าง เช่น สวัสดิการ ระบบเกษียณอายุ ค่าตอบแทน ความปลอดภัย ความหลากหลายทางสถานที่ทำงาน แผนพัฒนาทักษะ การสำรวจความคิดเห็นพนักงาน และอัตราการลาออก ทั้งนี้ ESG ย่อมาจาก Environmental, Social, and Governance (สิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล) เป็นแนวคิดที่ใช้ในการประเมินและวัดผลการดำเนินงานขององค์กรในมิติของความยั่งยืน โดยไม่ได้เน้นเพียงแค่ผลกำไรทางการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนร่วมในวงกว้างอีกด้วย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ล่ามกระทรวงแรงงานประจำท่าอากาศยานเถาหยวนพาแรงงานต่างชาติที่เดินทางถึงไต้หวันออกมาจากสนามบิน (ภาพจาก ctwant.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในส่วนของการตรวจสอบประจำเกี่ยวกับสัดส่วนโควตาของแรงงานต่างชาติ ที่ส่งผลให้หลายบริษัทต้องจ้างแรงงานท้องถิ่นเพิ่มเติม ยกเลิกสัญญาและย้ายแรงงานต่างชาติไปทำงานกับนายจ้างรายใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับโควตาที่กระทรวงแรงงานกำหนด สมาคมอุตสาหกรรมฯ จึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลลดขั้นตอนด้านเอกสารที่ซ้ำซ้อนและปรับวิธีคิดค่าธรรมเนียมตามระบบขั้นบันไดเพื่อลดภาระนายจ้าง ด้านกระทรวงแรงงานชี้แจงว่า ระบบดังกล่าวมีใช้อยู่แล้ว และแนะให้นายจ้างวางแผนกำลังคนอย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการจ้างเกินโควตา พร้อมย้ำว่าระบบอนุมัติออนไลน์สามารถพิจารณาเสร็จภายใน 7 วัน หากไม่พบบันทึกการฝ่าฝืนกฎระเบียบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติเดินทางถึงไต้หวันขณะออกมาจากสนามบินเถาหยวน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับการบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมโรงแรม สมาคมอุตสาหกรรมฯ เสนอ 3 มาตรการ ได้แก่ ทดลองเปิดทางจ้างแรงงานต่างชาติ ลดขั้นตอนการว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติเข้าทำงานหลังเรียนจบ และเพิ่มชั่วโมงฝึกงานต่อสัปดาห์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติในไซต์งานก่อสร้าง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงคมนาคม กล่าวถึงแรงงานกึ่งฝีมือที่อนุญาตให้ธุรกิจโรงแรมนำเข้าได้ คาดว่าจะเริ่มเปิดรับการยื่นขอในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยเริ่มจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรก และจะขยายไปยังประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ทั้งนี้ หากนายจ้างเพิ่มค่าจ้าง 2,000 เหรียญให้ลูกจ้างท้องถิ่น 1 คน จะสามารถจ้างแรงงานกึ่งฝีมือได้ 1 คน โดยไม่เกิน 10% ของจำนวนพนักงานท้องถิ่นทั้งหมดในบริษัท</p>
<p class="MsoNormal">2. เริ่ม 1 ม.ค. 2569! การลาป่วยหักเบี้ยขยันตามสัดส่วน ห้ามหักเต็มเดือน ห้ามปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 1 ล้านเหรียญ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสายการบินอีวีเอแอร์ (EVA Air) ล้มป่วยระหว่างปฏิบัติหน้าที่และเสียชีวิตหลังบินกลับถึงไต้หวัน ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาการทำงานล่วงเวลาเกินกำหนดและการไม่อนุญาตให้ลูกจ้างลาหยุดของสายการบินดังกล่าว เกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทรวงแรงงานไต้หวันออกระเบียบใหม่ คุ้มครองสิทธิแรงงานด้านการลาป่วยและการหักจ่ายเงินรางวัล โดยกำหนดชัดเจนว่า นายจ้างไม่สามารถหักเงินเบี้ยขยันเต็มเดือนหรือหักเกินกว่าอัตราส่วนที่เหมาะสม และห้ามปฏิบัติต่อแรงงานอย่างไม่เป็นธรรมเพียงเพราะมีการลาป่วย ทั้งนี้ กฎใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมปีหน้า เพื่อลดปัญหาแรงงานไม่กล้าลาป่วย แม้สภาพร่างกายไม่พร้อมทำงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานประกาศแก้ไขกฎระเบียบว่าด้วยการลาของลูกจ้าง โดยเพิ่มหลักการคุ้มครองสำคัญ คือ หากลูกจ้างลาป่วยทั่วไปไม่เกิน 10 วันภายในหนึ่งปี นายจ้างไม่มีสิทธิใช้การลาป่วยดังกล่าวเป็นเหตุออกมาตรการที่เป็นผลเสียต่อลูกจ้าง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่เขตหยางเหมย นครเถาหยวน (ภาพจาก Rti)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หวง ฉีหย่า ผู้อำนวยการกองเงื่อนไขการจ้างงานและความเสมอภาคในการทำงาน กระทรวงแรงงาน ระบุว่า การกระทำที่ถือว่าเป็นผลเสีย รวมถึงการจัดเวลาทำงานหรือเลือกกะที่ไม่เป็นธรรม นำการลาป่วยไปเป็นเหตุทางด้านลบในระบบประเมินผลงาน การใช้วันลาป่วยเป็นเหตุตัดคะแนนในการปรับขึ้นเงินเดือน หรือการเรียกเอกสารประกอบที่เกินความจำเป็น หากพนักงานร้องเรียนเรื่องการเลือกปฏิบัติ ภาระการพิสูจน์ความชอบธรรมจะตกอยู่ที่นายจ้าง และหากพบว่าฝ่าฝืน จะมีโทษปรับสูงสุดถึง 1 ล้านเหรียญไต้หวัน </p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">&nbsp; &nbsp;แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าเถาหยวนสายสีเขียว (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับหลักเกณฑ์การหักเบี้ยขยัน ระเบียบใหม่กำหนดให้นายจ้างต้องปฏิบัติตามหลักการหักตามสัดส่วนวันลาจริงอย่างเคร่งครัด ห้ามไม่ให้มีการหักเบี้ยขยันทั้งเดือน เพียงเพราะลูกจ้างลาป่วยเพียง 1 วัน หรือกำหนดว่าหากทำงานไม่เต็มเดือนจะไม่ได้รับเบี้ยขยันหรือเงินโบนัส หวงฉีหย่า ยกตัวอย่างว่า หากลูกจ้างมีเงินเดือน 33,000 เหรียญไต้หวันใหม่ และในจำนวนนี้มีเบี้ยขยันเต็มเดือน 3,000 เหรียญไต้หวันใหม่ และลูกจ้างลาป่วยเพียง 1 วัน นายจ้างสามารถหักได้สูงสุดเพียง 100 เหรียญไต้หวัน (คำนวณจาก 3,000 หาร 30 วัน) ไม่สามารถหักเต็มจำนวน 3,000 เหรียญไต้หวันได้ ผู้อำนวยการกองเงื่อนไขการจ้างงานฯ ย้ำว่า แม้ลูกจ้างจะลาป่วยเกิน 10 วัน นายจ้างก็ยังต้องประเมินผลงานโดยยึดหลักความสามารถในการทำงาน ทัศนคติ และผลการปฏิบัติงานจริงเป็นหลัก ไม่ใช่ใช้จำนวนวันลาป่วยเป็นตัวชี้วัดหลักหรือเพียงปัจจัยเดียว&nbsp;&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">&nbsp;แรงงานต่างชาติในโรงงานฟอกย้อมและตกแต่งสำเร็จ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบัน แรงงานในไต้หวันลาหยุดงานยังมีการหักเบี้ยขยัน ยกเว้นการลาประเภทต่อไปนี้ ได้แก่ลาแต่งงาน ลาจัดพิธีศพ ลาป่วยจากการทำงาน ลาไปปฏิบัติหน้าที่ และลาป่วยจากการแท้งบุตร ที่นายจ้างไม่สามารถหักเบี้ยขยันได้ ส่วนการลาป่วยทั่วไปหรือลากิจส่วนตัว นายจ้างยังคงมีสิทธิ์หักเบี้ยขยันทั้งหมดได้ตามกฎหมาย เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่า เบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้างประจำ แต่เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่ทำงานโดยไม่ลา มีไว้เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมาทำงานตรงเวลา ไม่ลาหรือเข้างานสาย เพื่อให้การบริหารจัดการบุคลากรง่ายขึ้น หากรัฐบาลแก้กฎนี้อาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงใหม่ในอนาคต</p>
<p class="MsoNormal">3. กลุ่มแรงงานต่างชาติในไต้หวันเดินขบวน เรียกร้องยกเลิกการจำกัดอายุงาน 12/14 ปี ท้อพวกตนเหมือนเนื้อสดในซูเปอร์ฯ หมดอายุแล้วก็ถูกทิ้ง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่มแรงงานต่างชาติในไต้หวันจัดการเดินขบวนเมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา เรียกร้องให้ยกเลิกข้อจำกัดอายุงานของแรงงานต่างชาติทั่วไปที่กำหนดห้ามเกิน 12 ปี สำหรับแรงงานในภาคการผลิตและ 14 ปีสำหรับผู้อนุบาลในครัวเรือน โดยชี้ว่าแรงงานต่างชาติจำนวนมากแม้อยากทำงานต่อในไต้หวัน แต่เมื่อครบอายุงานตามกฎหมายการจ้างงาน ก็จำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ หลายคนเปรียบสถานะของตนไม่ต่างจาก &ldquo;สินค้าเนื้อสดในซูเปอร์มาร์เก็ต ที่หมดอายุแล้วก็ถูกทิ้ง&rdquo; พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้ &ldquo;ยกเลิกการจำกัดอายุงาน&rdquo; เพื่อให้แรงงานต่างชาติทั่วไปซึ่งเชี่ยวชาญในหน้าที่การงานและคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในที่ทำงานเหล่านี้ สามารถทำงานในไต้หวันได้ยาวนาน ไม่ปล่อยให้นโยบาย &ldquo;รักษาคนเก่ง&rdquo; กลายเป็น &ldquo;ปล่อยให้ไหลออก&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานต่างชาติในไต้หวันเดินขบวน เรียกร้องยกเลิกการจำกัดอายุงาน 12/14 ปี (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) ซึ่งเป็นแนวร่วมกลุ่ม NGO ระบุว่า ที่ผ่านมามีการชุมนุมเรียกร้องหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงานหลายครั้ง เพื่อคัดค้านกฎหมายมาตรฐานแรงงานมาตรา 52 กำหนดอายุการทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติรวมสะสมห้ามเกิน 12 ปี หากเป็นแรงงานในภาคครัวเรือนไม่เกิน 14 ปี โดยชี้ว่า ตั้งแต่กระทรวงแรงงานแก้ปัญหาด้วยการผลักดันโครงการรักษาแรงงานต่างชาติที่มีทักษะให้อยู่ทำงานในไต้หวันระยะยาว หรือโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565 ซึ่งมีเป้าหมายปรับปรุงสภาพการทำงานเพื่อจูงใจแรงงานที่ทำงานต่อเนื่องเกิน 6 ปีให้อยู่ทำงานในไต้หวันต่อไป แต่หลังดำเนินโครงการดังกล่าวตลอดกว่า 3 ปีครึ่งพบว่า แรงงานกึ่งฝีมือมีสัดส่วนเพียง 4.7% ของแรงงานต่างชาติทั่วไป อีกทั้งอำนาจตัดสินใจให้แรงงานยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมืออยู่ในมือของนายจ้างเพียงฝ่ายเดียว ขณะเดียวกัน แรงงานยังต้องแบกรับค่าซื้องานจากบริษัทจัดหางาน หากต้องการยื่นขอเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ หรือไม่ก็ต้องลาออก กลับไปพักที่บ้าน 3 เดือนแล้วทำเรื่องเสียค่าหัวคิวมาใหม่ เป็นการขูดรีดอีกรูปแบบหนึ่ง ทั้งกลุ่มแรงงานและนายจ้างจึงเรียกร้องให้ยกเลิกข้อจำกัดอายุงานในกฎหมายดังกล่าว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานต่างชาติในไต้หวันเดินขบวน เรียกร้องยกเลิกการจำกัดอายุงาน 12/14 ปี (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อู๋ จิ่งหรู โฆษก MENT ระบุว่า แรงงานต่างชาติทั่วไปในภาคการผลิตสามารถอยู่ทำงานในไต้หวัน รวมสะสมแล้วห้ามเกิน 12 ปี แม้หลายคนต้องการทำงานต่อและนายจ้างก็อยากว่าจ้างต่อไป แต่ก็ถูกจำกัดด้วยกฎหมายการจ้างงาน ต้องเดินทางกลับทันทีที่ครบกำหนด แม้รัฐบาลจะเสนอระบบจ้างแรงงานกึ่งฝีมือเพื่อรักษาแรงงานฝีมือเอาไว้ แต่เนื่องจากการพิจารณาอนุมัติขึ้นอยู่กับนายจ้างเพียงฝ่ายเดียว นายจ้างส่วนใหญ่ไม่ประสงค์จะจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้น จึงไม่มีนโยบายว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ และมีจำนวนมากที่แรงงานมักต้องยอมรับเงื่อนไขที่เสียเปรียบ และเสี่ยงถูกเอาเปรียบจากบริษัทจัดหางานและนายจ้าง ภายใต้ข้อจำกัดนี้ แรงงานจึงไม่ต่างจาก &ldquo;ตะเกียบใช้แล้วทิ้ง&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานต่างชาติเดินขบวนแบกลูกระเบิดจำลอง เปรียบข้อจำกัดอายุงาน 12 ปีกดดันพวกเขาเป็นอย่างมาก (ภาพจาก &nbsp;ftvnews.com.tw)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อู๋ จิ่งหรูยังกล่าวว่า ตลอด 33 ปีที่ผ่านมา ไต้หวันใช้ระบบจำกัดอายุงานสำหรับแรงงานต่างชาติทั่วไป ซึ่งเปรียบเสมือน &ldquo;นโยบายผลักดันให้เกิดการสูญเสียแรงงานฝีมืออย่างเป็นระบบ&rdquo; แม้รัฐบาลเพิ่งตระหนักถึงข้อบกพร่องของนโยบายเดิม แต่โครงการรักษาแรงงานฝีมือเอาไว้ที่ออกมากลับ &ldquo;ไม่ตอบโจทย์&rdquo; เธอเปรียบเปรยว่า &ldquo;เหมือนบ่อน้ำที่รั่วเป็นรูใหญ่ แต่กลับใช้ผ้าบาง ๆ แปะเพื่อหวังให้เก็บน้ำไว้ได้&rdquo; พร้อมตั้งคำถามว่าสรุปแล้วรัฐบาลต้องการ &ldquo;รักษาคนเก่ง หรือปล่อยให้คนเก่งไหลออก&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานต่างชาติเดินขบวนสวมชุดเนื้อสดในซูเปอร์ฯ ท้อพวกตนเสมือนสินค้าหมดอายุแล้วก็ถูกทิ้ง (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อข้อเรียกร้องข้างต้น กระทรวงแรงงานชี้แจงว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 เป็นต้นมา จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 มีแรงงานต่างชาติทั่วไปได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้วกว่า 60,000 คน เฉลี่ยเพิ่มปีละกว่า 16,000 คน แรงงานกึ่งฝีมือจะไม่ถูกจำกัดอายุงาน นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังผลักดัน &ldquo;โครงการยกระดับการให้บริการการจ้างตรง&rdquo; ตั้งแต่กรกฎาคม 2567 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของแรงงาน และมีแผนขยายศูนย์บริการจ้างตรงเพิ่มเติมภายในปี 2569 พร้อมจัดล่ามและบุคลากรสนับสนุนการย้ายงาน เพื่อให้เกิดระบบจับคู่และบริการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานต่างชาติเดินขบวนสวมชุดเนื้อสดในซูเปอร์ฯ ท้อพวกตนเสมือนสินค้าหมดอายุแล้วก็ถูกทิ้ง (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พร้อมกันนี้ สภาบริหารยังได้อนุมัติ &ldquo;แผนพัฒนาศักยภาพแรงงานต่างชาติ&rdquo; ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้เร็วที่สุดในเดือนมกราคม 2569 โดยจะจัดตั้งศูนย์รับแรงงานต่างชาติและสำนักงานในต่างประเทศ เพื่อดูแลการสรรหา ทดสอบทักษะ และกระบวนการจ้างงานแบบรัฐต่อรัฐอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีการปรับสัดส่วนโควตาแรงงานกึ่งฝีมือจาก 25% เป็น 100% จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้นายจ้างคงแรงงานที่มีประสบการณ์ไว้ และเปิดโอกาสให้แรงงานที่มีทักษะสามารถยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือและทำงานต่อในไต้หวันได้มากขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานต่างชาติในไต้หวันเดินขบวน เรียกร้องยกเลิกการจำกัดอายุงาน 12/14 ปี (ภาพจาก udn.com)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=92678</guid>
      <pubDate>Fri, 12 Dec 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20251212_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36011520" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. สมาคมอุตสาหกรรมไต้หวันเสนอเพิ่มผู้ประกอบการที่รับภาระค่าใช้จ่ายแทนแรงงานต่างชาติเป็นเกณฑ์&nbsp;</span><span lang="EN-US">ESG </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">จูงใจธุรกิจปฏิบัติตามมาตรฐานสากล</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/12/original/fb4efd57-45de-4b88-a17a-2099e13f7f27.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>49</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=92177</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. หอการค้ายุโรปในไต้หวันเสนอให้ยกเลิกเก็บค่าหัวคิวแรงงานต่างชาติ เตือนหากไม่ปฏิรูปอาจถูกยุโรปคว่ำบาตรตามรอยสหรัฐ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมาคมหอการค้าสหภาพยุโรปในไต้หวัน (European Chamber of Commerce Taiwan &ndash; ECCT) ออกคำแนะนำประจำปี 2569 พร้อมเตือนแรงว่า ไต้หวันควรเดินหน้าสู่ระบบศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติ เพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงถูกสหรัฐหรือยุโรปใช้มาตรการทางการค้าเล่นงาน หลังกรณีบริษัท Giant Group ถูกสหรัฐสั่งระงับนำเข้าสินค้าด้วยข้อหาละเมิดแรงงานบังคับ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เดินทางมาทำงานไต้หวัน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เริ่มมีนายจ้างรับผิดชอบแทนแรงงานมากขึ้น</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ศุลกากรและป้องกันพรมแดนสหรัฐ (CBP) ออกคำสั่งชะลอการนำเข้าสินค้าจักรยานและชิ้นส่วนที่ผลิตโดย Giant ถือเป็นครั้งแรกที่สินค้าจากผู้ผลิตในไต้หวันถูกสหรัฐกีดกันด้วยเหตุผลด้านสิทธิมนุษยชน CBP ระบุว่า จากการสอบสวนตามนิยามขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) พบสัญญาณของการบังคับใช้แรงงาน ตามเกณฑ์ของ CBP ถึง 5 ข้อ เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมจักรยานของไต้หวัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่หลายบริษัทประกาศรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนแรงงานต่างชาติทั้งหมด หลังจากช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทขนาดใหญ่ที่ส่งสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ทยอยใช้ระบบ RBA นำเข้าแรงงานต่างชาติโดยนายจ้างออกค่าใช้จ่ายแทนทั้งหมด แต่ยังถือเป็นส่วนน้อย หากเทียบกับจำนวนผู้ประกอบการทั่วไต้หวันที่นำเข้าแรงงานต่างชาติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานฟิลิปปินส์ในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ (ภาพจาก twreporter.org-Reuter/Erik de Castro)</p>
<p class="MsoNormal">ECCT ย้ำหนักแน่น : ไต้หวันต้องเลิกค่าหัวคิวแรงงานต่างชาติ ไม่เช่นนั้นยุโรปอาจตามรอยสหรัฐ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในรายงานข้อเสนอของ ECCT ระบุชัดว่า ไต้หวันควรยกเลิกค่าใช้จ่ายและห้ามบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวจากแรงงานต่างชาติ พร้อมเสริมระบบคุ้มครองแรงงานให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อป้องกันกรณีสินค้าถูกระงับนำเข้าหรือถูกคว่ำบาตรจากประเทศสำคัญทั้งสหรัฐและยุโรป</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Howard Shiu ประธานคณะกรรมการด้านทรัพยากรบุคคลของ ECCT กล่าวระหว่างการนำเสนอว่า ช่วง 4&ndash;5 ปีที่ผ่านมา ECCT เรียกร้องประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง แต่เป็นประเด็นอ่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จำนวนมหาศาล จึงไม่ค่อยได้รับแรงผลักดันจากนโยบายภายในประเทศ จนกระทั่งกรณี Giant ถูกสหรัฐสั่งระงับนำเข้าสินค้า ทำให้ปัญหาถูกผลักกลับสู่เวทีสาธารณะอีกครั้ง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติที่ศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ นครไทจง (ภาพจาก cw.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">แรงงานต้องจ่ายค่าหัวคิว 2 แสนเหรียญก่อนการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน กลายเป็นภาระหนี้ที่ผลักให้แรงงานหลบหนี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประธานคณะกรรมการด้านทรัพยากรบุคคลของ ECCT ผู้นี้เปิดเผยว่า แรงงานต่างชาติในไต้หวันจำนวนมากมาจากเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทยและฟิลิปปินส์ ต้องจ่ายค่าดำเนินการและค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวให้แก่บริษัทจัดหางานในประเทศต้นทางสูงถึง 200,000 เหรียญไต้หวัน ก่อนเดินทางเข้ามาทำงาน และยังมีค่าธรรมเนียมจิปาถะหลากหลายรายการหลังเดินทางถึงไต้หวันแล้ว ภาระหนี้ก้อนนี้ทำให้แรงงานจำนวนมากตกอยู่ในสภาพถูกโซ่ตรวนจากหนี้ล่ามไว้จนแทบหายใจไม่ออก และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งขณะนี้เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่นานาชาติจับตามอง เขาย้ำว่า กรณี Giant แม้เป็นครั้งแรก แต่ไม่ใช่กรณีเดียว เนื่องจากอุตสาหกรรมไต้หวันจำนวนมากพึ่งพาแรงงานต่างชาติ หากรัฐบาลสหรัฐต้องการดำเนินมาตรการเพิ่มเติม อาจมีบริษัทอื่นถูกเล่นงานตามมา อีกทั้งสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเดินตามมาตรการของสหรัฐ ทำให้ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติที่ศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ นครไทจง (ภาพจาก cw.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">เตือนชัดเจน : หากไม่ปฏิรูป อาจกลายเป็นปัญหาระดับทั้งอุตสาหกรรม</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Howard Shiu ระบุว่า หากยุโรปออกมาตรการตามรอยสหรัฐ จะไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นปัญหาเฉพาะบริษัทอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของทั้งภาคอุตสาหกรรมไต้หวัน ซึ่งจะส่งผลรุนแรงต่อการส่งออกและภาพลักษณ์ของประเทศ เขาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าปฏิรูป เช่น ในการจ้างแรงงานต่างชาติ ให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเร่งอัปเดตแผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนและธุรกิจไต้หวัน 2.0 (NAP 2.0) เพื่อยกระดับมาตรฐานตามข้อเรียกร้องของนานาชาติ พร้อมชี้ว่าประเด็นนี้กำลังเปลี่ยนจากแรงกดดันภายนอกสู่ความจำเป็นที่บริษัทไต้หวันต้องปรับตัวด้วยตนเอง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สำหรับอุตสาหกรรมดั้งเดิมและผู้ประกอบการขนาดเล็กอาจไม่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนแรงงานใด้ แต่สามารถควบคุมไม่ให้ บจง. เก็บค่าใช้จ่ายสูง (ภาพจาก LTN)</p>
<p class="MsoNormal">2. ชาวต่างชาติอยู่อย่างผิดกฎหมายทะลุ 1.5 แสนคน เพิ่ม 40% ในรอบ 3 ปี หวั่นแรงงานหลบหนีตกเป็นเครื่องมือแก๊งมิจฉาชีพ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศูนย์งบประมาณสภานิติบัญญัติไต้หวันเปิดเผยรายงานล่าสุด ชี้จำนวนชาวต่างชาติที่พำนักในไต้หวันโดยผิดกฎหมาย ทั้งกรณีอยู่เกินกำหนดและแรงงานต่างชาติหลบหนี ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มสูงเกิน 150,000 คน ตัวเลขรวมเพิ่มขึ้นกว่า 40% ภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี สร้างความกังวลว่า แรงงานหลบหนีจำนวนมากอาจตกเป็นเครื่องมือของแก๊งคอลเซนเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งกำลังระบาดหนักในไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">ยอดแรงงานหลบหนีครองสัดส่วนสูงสุด เกินครึ่งของผู้กระทำผิดทั้งหมด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลในรายงานระบุว่า แรงงานต่างชาติที่หลบหนีจากนายจ้างยังคงเป็นกลุ่มหลักของผู้กระทำผิด โดยเฉลี่ยคิดเป็น 62% ในปีนี้ แม้จะลดลงจากระดับสูงสุดกว่า 74% ในช่วง 5 ปีก่อน แต่ยังเป็นกลุ่มที่พบการละเมิดกฎหมายมากที่สุด ขณะเดียวกัน จำนวนชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากประมาณ 20,000 คนในปี 2564 พุ่งขึ้นเป็น 55,000 คนในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เมื่อ 25 พ.ย. 68 ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เกาสง ตรวจพบแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมาย ลักลอบทำงานจำนวน 17 คน (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">กว่า 70% อยู่เกิน 1 ปี บางรายอยู่มานานเกิน 10 ปี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานพบว่า ผู้ที่พำนักผิดกฎหมายในไต้หวันเป็นเวลามากกว่า 1 ปีมีมากกว่า 110,000 คน คิดเป็นกว่า 70% ของทั้งหมด และมีกลุ่มที่อยู่ผิดกฎหมายยาวนานเกิน 10 ปีมากถึง 17,000 คน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศูนย์งบประมาณเตือนว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างในตลาดแรงงานและระบบดูแลแรงงานต่างชาติของไต้หวัน ซึ่งอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มนายหน้าเถื่อนหรือขบวนการมิจฉาชีพ ชักนำแรงงานที่ตกอยู่ในภาวะเปราะบางให้เข้าสู่วงจรอาชญากรรม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจงลี่ตรวจพบชาวต่างชาติทำงานผิดกฎหมายเรวม 53 คน (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้จำนวนผู้ถูกตรวจพบและจับกุมในปี 2566 และ 2567 จะเพิ่มขึ้นเป็น 43,000 คน และ 37,000 คนตามลำดับ แต่ปริมาณผู้พำนักผิดกฎหมายโดยรวมกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ตามร่างงบประมาณปี 2025 รายได้จากค่าปรับถูกตั้งเป้าไว้สูงถึง 580 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันจากตลาดแรงงานและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่กระตุ้นให้ชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">จากคดีผีน้อยไทยชกต่อยกับเพื่อนและเสียชีวิตวันต่อมา ถูกนำไปฝังในป่า ตำรวจจับ 7 คนไทยที่ถือฟรีวีซ่าแอบทำงานอย่างผิดกฎหมายที่เมืองเหมียวลี่ (ภาพจากสถานีตำรวจเหมียวลี่)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลสำนักงานตำรวจชี้ว่า อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติในไต้หวันเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในปีเดียว โดยคดีฉ้อโกงคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 27% ขณะที่แรงงานหลบหนี ยังคงเป็นกลุ่มต้องสงสัยที่ถูกจับกุมมากที่สุด ครองสัดส่วนเกินครึ่งของผู้กระทำผิดในช่วงปี 2560&ndash;2566 แม้จะลดลงเล็กน้อยเหลือ 49% ในปี 2567 แต่ยังถือว่าสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน หน่วยงานด้านงบประมาณเตือนว่าแรงงานหลบหนีมักมีสถานะไม่มั่นคงและขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย จึงถูกขบวนการฉ้อโกงและฟอกเงินดึงไปใช้เป็นเครื่องมือได้ง่าย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจไถหนานทลายผับลับจับเจ้าของและหญิงไทย 17 คน ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ แก้ผ้าโชว์เปลือยและนั่งคริงก์จำนวน 17 คน (ภาพจากสถานีตำรวจไถหนาน)</p>
<p class="MsoNormal">ไต้หวันออกมาตรการใหม่ ลดโทษผู้เข้ามารายงานตัว หวังเร่งเคลียร์ปัญหาเรื้อรัง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประกาศใช้กฎเกณฑ์ใหม่ หากชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดเข้ารายงานตัวก่อนถูกจับ จะได้รับสิทธิลดค่าปรับครึ่งหนึ่ง และได้รับการอำนวยความสะดวกในการเดินทางออกนอกประเทศ ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญเพื่อเร่งลดจำนวนผู้พำนักผิดกฎหมายหมักหมมในไต้หวันมานานหลายปี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศูนย์งบประมาณสรุปว่า การเพิ่มโทษเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเข้าใจสาเหตุของปัญหา เพื่อวางนโยบายระยะยาวที่ลดจำนวนผู้พำนักผิดกฎหมายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อไต้หวันรายงาน ฟรีวีซ่าทำให้หญิงไทยกลายเป็นหญิงต่างชาติกลุ่มใหญ่ในตลาดค้ากามไต้หวัน (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">3. แรงงานเวียดนามถูกกฎหมายที่ไทจงลักลอบทำงานก่อสร้างในวันหยุด พลัดตกจากชั้น 11 ใบหน้าหายไปครึ่งซีก ดับสลดหลังยื้อชีวิต 12 ชั่วโมง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เกิดโศกนาฏกรรมด้านความปลอดภัยในการทำงานในเขตหนานชวี นครไทจง นายเหงียน แรงงานเวียดนาม อายุ 33 ปี ซึ่งมีสถานะทำงานถูกกฎหมาย ทำงานอยู่ที่โรงงานสิ่งทอในเขตหลงจิ่ง แต่ลักลอบไปรับงานพิเศษหารายได้เสริมในช่วงวันหยุด ในไซต์งานก่อสร้างย่านถนนฟู่ซิง ในเขตหนานชวี ระหว่างปฏิบัติงานบนนั่งร้าน เกิดพลาดพลัดตกจากชั้น 11 ร่วงกระแทกชั้น 2 อาการสาหัส ใบหน้ามีบาดแผลรุนแรงถูกปาดหายไปครึ่งซีก สลบไม่รู้สึกตัว และเสียชีวิตในเวลาต่อมา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ในที่เกิดเหตุพบว่า ขณะถูกพบตัว ผู้ตายมีบาดแผลรุนแรงบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะด้านซ้ายซึ่งเกิดแผลฉกรรจ์แบบเปิดจนแทบไม่เหลือรูปหน้า แขนขาและแผ่นหลังมีรอยถลอกและฟกช้ำอย่างหนัก ศีรษะและกระดูกซี่โครงหลายซี่แตกหัก สภาพโดยรวมอยู่ในขั้นวิกฤติ ก่อนที่เพื่อนร่วมงานจะรีบแจ้งหน่วยกู้ชีพและนำตัวส่งโรงพยาบาลไทจงเป็นการเร่งด่วน แพทย์ระบุว่า ผู้บาดเจ็บมีอาการเลือดออกในสมองด้วย ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต แม้ทีมแพทย์จะพยายามยื้อชีวิตอย่างเต็มที่เป็นเวลานานถึง 12 ชั่วโมง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ และประกาศการเสียชีวิตในช่วงเวลาประมาณตีสองของวันถัดมา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามที่ไทจงลักลอบทำงานก่อสร้างในวันหยุด พลัดตกจากชั้น 11 ใบหน้าหายไปครึ่งซีก ดับสลดหลังยื้อชีวิต 12 ชั่วโมง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจได้ประสานครอบครัวของแรงงานเวียดนามรายนี้ ให้เดินทางมาดำเนินการด้านเอกสารและการรับศพ พร้อมทั้งรายงานเหตุการณ์ต่อสำนักงานอัยการและแพทย์นิติเวชนครไทจง เพื่อทำการชันสูตรตามกระบวนการกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้แจ้งเรื่องต่อสำนักงานตรวจความปลอดภัยแรงงาน นครไทจง เพื่อสืบสวนสภาพการจ้างงานและมาตรการความปลอดภัยในไซต์ก่อสร้างดังกล่าวอย่างละเอียดต่อไป</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=92177</guid>
      <pubDate>Fri, 05 Dec 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20251205_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36019200" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. หอการค้ายุโรปในไต้หวันเสนอให้ยกเลิกเก็บค่าหัวคิวแรงงานต่างชาติ เตือนหากไม่ปฏิรูปอาจถูกยุโรปคว่ำบาตรตามรอยสหรัฐ</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/12/original/9990dad0-6226-482c-9f06-6891e300bfed.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>48</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=91601</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1.&nbsp;NGO จัดเวทีเรียกร้องยกเลิกข้อจำกัดอายุงานแรงงานต่างชาติไม่เกิน 12 ปี เตรียมเคลื่อนไหวใหญ่เดือนธันวาคมนี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อปูทางสู่การชุมนุมใหญ่ในวันที่ 7 ธันวาคม องค์กรด้านสิทธิแรงงานต่างชาติในไต้หวันร่วมกันจัดเสวนา "ยกเลิกข้อบังคับอายุงาน 12/14 ปีของแรงงานต่างชาติ" มุ่งสร้างความเข้าใจในปัญหามาตรการแรงงานกึ่งฝีมือให้แก่สังคม ผลักดันให้ประเด็นสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานต่างชาติได้รับความสนใจจากนโยบายรัฐมากยิ่งขึ้น องค์กรผู้จัดย้ำว่า การยกเลิกเพดานการทำงานสูงสุด 12/14 ปี ซึ่งเป็นระบบที่ผลักให้แรงงานตกอยู่ในความเสี่ยงของการถูกบังคับใช้แรงงาน คือรูปแบบของความเคารพต่อแรงงานทุกกลุ่มที่อยู่บนแผ่นดินไต้หวันอย่างแท้จริง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">NGO เตรียมเคลื่อนไหวใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568&nbsp;เรียกร้องรัฐยกเลิกข้อจำกัดอายุงานแรงงานต่างชาติไม่เกิน 12/14 ปี (ภาพจาก FB : TIWA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Ribut ตัวแทนจากสหภาพแรงงานผู้อนุบาล SBIPT แถลงว่า ผู้ช่วยงานบ้านและผู้อนุบาลต่างชาติยังคงถูกกันออกจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ทำให้ไม่มีสิทธิรับค่าทำงานล่วงเวลา ไม่มีวันหยุด หรือวันลาพักผ่อน อีกทั้งยังถูกคาดหวังให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งดูแลผู้สูงอายุพร้อมกับงานบ้านทุกประเภท งานจึงถูกขยายขอบเขตไม่สิ้นสุดโดยไร้กลไกกำกับดูแล ส่งผลให้การใช้ความรุนแรง การคุกคามทางเพศ การเลิกจ้างโดยพลการ ไปจนถึงการถูกเลื่อนการเข้ารับการรักษาพยาบาล เกิดขึ้นเป็นประจำ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่ม NGO ชุมนุมประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาการทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติ &nbsp;(ภาพจาก FB : SBIPT)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้าน Ignas ตัวแทนสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมการผลิต (SEBIMA) ชี้ว่า แรงงานจำนวนมากที่ทำงานในไต้หวันมาแล้ว 6&ndash;12 ปี ต่างตั้งหลักแหล่ง มีเครือข่ายทางสังคมและความเป็นอยู่มั่นคง แต่ต้องถูกบังคับกลับประเทศ ทำให้หลายคนไม่สามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตเดิมได้อีก เขายกตัวอย่างแรงงานในโรงงานที่มีทักษะชำนาญ ทำงานมานาน แต่เมื่อสอบถามนายจ้างเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการยกระดับแรงงานต่างชาติทั่วไปเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเหตุผล เพื่อรักษาสิทธิอยู่ต่อในไต้หวัน บางรายถึงขั้นยอมไม่ขอขึ้นเงินเดือน หรือยอมรับค่าจ้างที่ลดลง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าโครงสร้างปัจจุบัน ผลักแรงงานให้ลดค่าตัวเอง เพื่อแลกโอกาสการดำรงชีวิต</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่ม NGO ชุมนุมประท้วงกระทรวงแรงงานปล่อยให้ บจง. เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานต่างชาติหลากหลายรายการ แม้แต่แรงงานกึ่งฝีมือก็ไม่เว้น (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นางสาวหยางหย่าเหวิน นักวิจัยด้านกฎหมายของ Academia Sinica ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยแห่งชาติของไต้หวัน ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบแรงงานต่างชาติของไต้หวันถูกออกแบบขึ้นในยุคอำนาจนิยม ก่อนสังคมจะเข้าสู่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ เป้าประสงค์ตั้งต้นจึงไม่ใช่การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เช่น ข้อกำหนดห้ามเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ หรือทำหน้าที่เพียงแรงงานเสริม ไม่แข่งขันกับแรงงานท้องถิ่น ขณะที่หลักการพื้นฐานของกฎหมายแรงงานเดิมคือ การใช้สัญญาแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาเป็นหลัก และใช้สัญญาระยะสั้นเฉพาะกรณีจำเป็น แต่กลับกลายเป็นว่าแรงงานต่างชาติทั้งหมด ถูกกำหนดให้ใช้สัญญาระยะกำหนดเวลาโดยปริยาย และยังผูกสถานะการพำนักไว้กับนายจ้าง ทำให้การลาออกอย่างเสรีแทบเป็นไปไม่ได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่ม NGO ชุมนุมประท้วงกระทรวงแรงงานปล่อยให้ บจง. เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานต่างชาติหลากหลายรายการ แม้แต่แรงงานกึ่งฝีมือก็ไม่เว้น (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Eni Lestari ประธานสหพันธ์แรงงานข้ามชาติสากล (IMA) ระบุว่า ปี 2568 จำนวนผู้ย้ายถิ่นข้ามชาติทั่วโลกแตะ 304 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลจากความเหลื่อมล้ำ สงคราม และวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ซ้อนทับกัน และภายใต้ตรรกะของเสรีนิยมใหม่ ระบบแรงงานถูกกำหนดให้มุ่งความคุ้มค่าสูงสุด โดยมองมนุษย์เป็นเพียง &ldquo;อะไหล่แรงงานที่เปลี่ยนแทนได้ตลอดเวลา&rdquo; ในความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันและอินโดนีเซีย แรงงานยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน ตั้งแต่วีซ่า ตั๋วเครื่องบิน ใบอนุญาต การฝึกอบรม ไปจนถึงค่าบริการนายหน้าในทุกครั้งที่เดินทางกลับมาทำงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาการทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติ &nbsp;(ภาพจาก Rti)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เฉิน ซู่เซียง นักวิจัยจากสมาคมแรงงานต่างชาติไต้หวัน (TIWA) วิเคราะห์ว่า ไต้หวันอยู่ในตำแหน่งผู้รับผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติอย่างมาก โดยไม่ต้องรับผิดชอบต้นทุนการเลี้ยงดู การศึกษา และการพัฒนาทักษะของแรงงานตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งล้วนเป็นภาระของรัฐบาลและครอบครัวในอินโดนีเซีย แต่สามารถใช้แรงงานที่ &ldquo;พร้อมทำงาน&rdquo; ได้ทันที เมื่อเวลาผ่านไป 12&ndash;14 ปี ร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพ ไต้หวันก็สามารถส่งแรงงานกลับประเทศได้โดยไม่ต้องรับภาระด้านสวัสดิการระยะยาว เธอย้ำว่าเพดานอายุงานคือหัวใจสำคัญของปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นขบวนการแรงงานจึงมุ่งเรียกร้องให้ &ldquo;ยกเลิกข้อจำกัดอายุงานอย่างถาวร&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal">2. หญิงไทยถือฟรีวีซ่าเข้าไต้หวันหวังหางานรายได้ดี สุดท้ายทนค่าจ้างต่ำ-สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ไม่ไหวเข้ามอบตัว นำไปสู่การจับกุมผีน้อยอีก 39 ราย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หญิงไทยรายหนึ่งเดินทางเข้าไต้หวันด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แต่แท้จริงลักลอบทำงานผิดกฎหมาย ได้ตัดสินใจเข้ามอบตัวต่อตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเป เนื่องจากไม่สามารถทนต่อการถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบ ค่าจ้างต่ำ และสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ได้อีกต่อไป จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเปิดปฏิบัติการบุกทลายเครือข่ายนายหน้าเถื่อนข้ามชาติที่ล่อแรงงานไทยเดินทางเข้าไต้หวันด้วยวีซ่าท่องเที่ยว โดยพบว่าเครือข่ายนายหน้าเถื่อนแก๊งนี้มีทั้งในไทยและในไต้หวันร่วมกันดำเนินการ เก็บค่าหัวคิวสูงสุดกว่า 35,000 เหรียญไต้หวันต่อคน จากนั้นส่งไปทำงานเกษตรอย่างผิดกฎหมาย ตำรวจช่วยเหลือผีน้อยไทยออกมาได้ 39 คน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หญิงไทยทนค่าจ้างต่ำ-สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ไม่ไหวเข้ามอบตัว นำไปสู่การจับกุมผีน้อยชาติเดียวกันอีก 39 ราย (ภาพจาก สตม. ไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">ไต้หวันพบเครือข่ายนายหน้าไทย-ไต้หวัน ชักจูงคนไทยเข้าไต้หวันทำงานผิดกฎหมายด้วยฟรีวีซ่า</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หญิงไทยรายนี้ให้การว่า ตนเข้ามาไต้หวันผ่านนายหน้าเถื่อนชาวไทย โดยอ้างการเดินทางท่องเที่ยว แต่ถูกจัดส่งไปทำงานผิดกฎหมายตลอดช่วงพำนักในไต้หวัน ที่พักที่นายจ้างจัดให้อยู่ในสภาพทรุดโทรมแออัด ค่าจ้างต่ำจนไม่สามารถดำรงชีพได้ เธอจึงเลือกเข้ามอบตัวเพื่อขอให้ตำรวจส่งตัวกลับประเทศไทยโดยเร็ว ข้อมูลที่หญิงไทยรายนี้ให้กับตำรวจ นำไปสู่การจัดตั้งชุดปฏิบัติการสืบสวนเฉพาะกิจของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนิวไทเป ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เจ้าหน้าที่สืบสวนอย่างละเอียดจนพบว่าเครือข่ายนายหน้าทั้งสองประเทศร่วมกันจัดระบบชักชวนคนไทยให้ใช้สิทธิ์ฟรีวีซ่า เดินทางเข้ามาทำงานแบบผิดกฎหมายจำนวนมาก ตั้งฐานการทำงานและหอพักอยู่ในเมืองหยุนหลิน 4 จุดหลัก เจ้าหน้าที่จึงวางแผนลงพื้นที่พร้อมกันหลายสายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม และ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา รอจังหวะแรงงานผิดกฎหมายออกไปทำงาน ก่อนแสดงตัวเข้าตรวจค้นและจับกุมชาวไทยที่เดินทางมาทำงานอย่างผิดกฎหมายได้อีก 39 คน มากจนต้องใช้รถบัสตำรวจลำเลียงกลับไปสอบสวน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หญิงไทยทนค่าจ้างต่ำ-สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ไม่ไหวเข้ามอบตัว นำไปสู่การจับกุมผีน้อยชาติเดียวกันอีก 39 ราย (ภาพจาก สตม. ไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">เปิดโปงเส้นทางเงินนายหน้าเถื่อน เก็บค่าหัวคนละ 20,000&ndash;35,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานไทยที่ถูกจับกุมต่างให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่าแต่ละคนถูกชักชวนโดยนายหน้าต่างรายกันไป ซึ่งการสอบสวนพบหนึ่งในนายหน้าชาวไทยที่อาศัยอยู่ในไต้หวันได้รับค่าหัวสูงถึง 20,000&ndash;35,000 เหรียญไต้หวันต่อการพาคนไทยหนึ่งคนเดินทางเข้ามาแบบ ท่องเที่ยว แต่ทำงานผิดกฎหมาย ทางการตำรวจได้ขยายผลสืบสวนไปยังนายหน้าเถื่อนในไทย ผู้รับงานในไต้หวัน และนายจ้างที่จ้างงานผิดกฎหมาย เพื่อรื้อถอนเครือข่ายนายหน้าเถื่อนทั้งหมดและดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมยึดทรัพย์จากผลประโยชน์ที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal">อดีตแรงงานไทยในอิสราเอล เผยหนีสงคราม หวังมาหาเงินที่ไต้หวัน แต่ต้องแลกด้วยค่าจ้างต่ำเพียงวันละ 1,000 เหรียญ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานไทยบางรายให้การว่า เคยไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล แม้จะได้ค่าจ้างสูง แต่ต้องหลบหนีจากสงครามอิสราเอล - ฮามาสหลังเพื่อนร่วมงานถูกโจมตี จึงเลือกเดินทางเข้าไต้หวันแทน ด้วยความเชื่อว่าจะทำงานได้ง่าย ปลอดภัย และมีรายได้ดี แต่กลับพบว่าต้องอาศัยอยู่ในเพิงพักที่แออัดสกปรก ทำงานหนักทั้งแปรรูปเกษตรและเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่ได้รับค่าจ้างไม่ถึงวันละ 1,000 เหรียญไต้หวัน ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างมาก ยังต้องอยู่หลบ ๆ ซ่อน ๆ ใช้ชีวิตอย่างลำบาก หลายคนยอมรับว่าเข้าใจผิดคิดว่าการใช้วีซ่าท่องเที่ยวแบบไม่ต้องขออนุญาตและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง จะเข้ามาหาเงินได้เร็ว แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม ยังไม่ทันเก็บเงินก็ถูกจับกุม ความฝันบินมาขุดทองที่ไต้หวันต้องพังทลายลง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หญิงไทยทนค่าจ้างต่ำ-สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ไม่ไหวเข้ามอบตัว นำไปสู่การจับกุมผีน้อยชาติเดียวกันอีก 39 ราย (ภาพจาก สตม. ไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">ตำรวจไต้หวันเดินหน้ากวาดล้างนายหน้าเถื่อน เตือนนายจ้างและคนไทยอย่าร่วมขบวนการผิดกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวันชี้ว่า เนื่องจากมีขบวนการนายหน้าเถื่อนชักใยอยู่เบื้องหลัง ส่งผลให้คนไทยใช้วีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาทำงานผิดกฎหมายเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง กลายเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยและกระทบสิทธิแรงงานถูกกฎหมายอย่างรุนแรง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวันเปิดเผย ขณะนี้สามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยซึ่งเป็นนายหน้าเถื่อนชาวไทยและชาวไต้หวัน 4&ndash;5 ราย และนายจ้างที่รับแรงงานผิดกฎหมายอีก 2&ndash;3 ราย เตรียมขยายผลไปยังเครือข่ายนายหน้าในประเทศไทยและผู้ประสานงานที่ไต้หวัน พร้อมตรวจสอบเส้นทางผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ คดีดังกล่าวกำลังถูกส่งต่อให้สำนักงานอัยการหยุนหลินดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการจ้างงานต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หญิงไทยทนค่าจ้างต่ำ-สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ไม่ไหวเข้ามอบตัว นำไปสู่การจับกุมผีน้อยชาติเดียวกันอีก 39 ราย (ภาพจาก สตม. ไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนิวไทเปเตือนนายจ้างว่า หากจ้างแรงงานผิดกฎหมายจะถูกปรับ 150,000&ndash;750,000 เหรียญไต้หวัน และหากทำผิดซ้ำภายใน 5 ปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ขณะที่นายหน้าเถื่อนเรียกเก็บเงินจากแรงงานเพื่อหวังผลประโยชน์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับสูงสุด 1.2 ล้านเหรียญไต้หวัน และเรียกร้องคนไทยอย่าหลงเชื่อคำชักชวนของนายหน้าเถื่อน เพราะนอกจากเสี่ยงถูกหลอก เสี่ยงอันตราย ยังอาจถูกจับกุม เนรเทศ และต้องเสียเงินจำนวนมากโดยไม่ได้อะไรกลับมา</p>
<p class="MsoNormal">3. ศาลไต้หวันจำคุก 3 แรงงานเวียดนาม รีดไถข่มขู่ผู้ถูกกักกันรุ่นน้องชาติเดียวกัน อ้างเป็นธรรมเนียมสืบทอดต่อกันในสถานกักกัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลท้องถิ่นนิวไทเปมีคำพิพากษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ตัดสินให้แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย 3 ราย ซึ่งหลบหนีนายจ้างและถูกจับกุม ถูกส่งไปกักตัวในสถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เขตภาคเหนือ หลังตรวจพบว่าได้ร่วมกัน ข่มขู่ รีดไถ เรียกรับเงิน และทำร้ายร่างกายผู้ถูกกักกันรายใหม่ โดยอ้างว่าเป็น &ldquo;กฎที่มีอยู่เดิม&rdquo; ภายในสถานกักกัน ศาลมีคำสั่งลงโทษจำคุกผู้ต้องหาทั้ง 3 ตั้งแต่ 1 ปี 2 เดือน &ndash; 1 ปี 4 เดือน หลังรับโทษครบกำหนดแล้ว จะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสอบสวนของอัยการพบว่า ภายในสถานกักกันดังกล่าวมีมอบหมายให้ผู้ถูกกักกันบางรายให้ทำหน้าที่หัวหน้าห้อง และผู้ช่วยงาน เพื่อช่วยดูแลกิจวัตรของผู้ถูกควบคุมตัวคนอื่น ๆ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นายเลซึ่งเป็นหัวหน้าห้องในขณะนั้นถูกกล่าวหาว่าทำร้ายผู้ถูกกักกันรายใหม่คนหนึ่ง และให้นายเหงียนข่มขู่ว่า ถ้าไม่โอนเงิน จะได้ใช้ชีวิตเหมือนสุนัข ผู้เสียหายจึงถูกบีบให้โอนเงิน 6 ล้านด่องเวียดนาม (ราว 7,000 เหรียญไต้หวัน) เพื่อแลกกับความปลอดภัย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำพิพากษาระบุว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม นายหลิงขึ้นเป็นหัวหน้าห้อง เขาและผู้ช่วยงานคือนายกิ่วและนายเหงียนยังคงใช้วิธีเดิม โดยศาลระบุว่า ทั้งสามได้ทำร้ายร่างกายผู้ถูกกักกันใหม่ ใช้รองเท้าแตะตบใบหน้าและใช้วาจาข่มขู่อีกหลายครั้ง รีดไถเรียกเงินลสำเร็จแล้ว 2 ครั้ง เป็นจำนวนรวมระหว่าง 8&ndash;10 ล้านด่องเวียดนาม (ประมาณ 9,000&ndash;11,000 เหรียญไต้หวัน) และมีอีก 1 ครั้งที่พยายามรีดไถ 5 ล้านด่องเวียดนาม แต่ไม่สำเร็จ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับแก๊งทวงหนี้ 4 แรงงานเวียดนามจับเพื่อนร่วมชาติที่ติดหนี้พนัน 30,000 ไปเรียกค่าไถ่ 200,000 เหรียญ ที่บ้านเช่าหลังหนึ่งในชนบท เมืองหยุนหลิน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเรื่องถูกเปิดโปง ผู้ต้องหาทั้ง 3 รับสารภาพทั้งหมด โดยนายหลิง ให้การว่า แม้ตนเคยเป็นเหยื่อมาก่อน แต่ระบบในสถานกักกันมีมานาน และตนเพียงสืบทอดกฎลับที่มีอยู่ ส่วนนายกิ่ว อ้างว่าการรีดไถเพื่อใช้ซื้อของจำเป็นในสถานกักกัน และเพื่อรับประกันว่าเราจะไม่ถูกทำร้ายอีก ด้านนายเหงียน ให้การว่าเงินดังกล่าวแลกกับความสงบ พร้อมเปิดเผยว่าตนเองก็เคยจ่ายมาแล้ว 3 ล้านด่องเวียดนาม เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทำร้าย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทนายจำเลยขอให้ศาลพิจารณาลดโทษ เพราะทั้งสองคนไม่ใช่ผู้ริเริ่ม และเงินที่เรียกไม่ได้เข้าบัญชีของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ศาลไม่รับฟังข้ออ้างนี้ พร้อมระบุว่า การที่เคยเป็นผู้ถูกทำร้าย ไม่ใช่เหตุอ้างว่ามีสิทธิทำร้ายผู้อื่น ผู้ถูกกักกันมีช่องทางร้องเรียนอยู่แล้ว หากถูกกระทำไม่ชอบ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่สืบทอดพฤติกรรมผิดกฎหมาย การทำร้ายและข่มขู่เป็นพฤติกรรมที่ไม่มีประเทศใดสามารถยอมรับได้ ศาลชี้ว่า จำเลยทั้งสามไม่เพียงละเมิดกฎหมาย แต่ยังละเลยความรับผิดชอบและไร้น้ำใจ ในฐานะคนชาติเดียวกันควรดูแลซึ่งกันและกัน แต่กลับใช้กำลังและคำขู่เพื่อเรียกรับเงินจากผู้เสียหาย ทั้งยังไม่ยอมชดใช้หรือไกล่เกลี่ยใด ๆ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามทวงหนี้พนัน จับเพื่อนร่วมชาติทรมานและเรียกค่าไถ่ 20 เท่าจากพ่อแม่ของลูกหนี้ที่บ้านเกิด ถูกตำรวจเถาหยวนจับได้ทั้งแก๊ง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้ศาลยอมรับว่าสภาพแวดล้อมในสถานกักกันอาจทำให้เกิดวัฒนธรรมผิดเพี้ยนที่สืบทอดกันมา แต่ก็ไม่ได้เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาหลุดพ้นจากความผิด จึงตัดสินโทษจำคุกตามที่ระบุ และสั่งผลักดันออกนอกประเทศเมื่อพ้นโทษแล้ว</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=91601</guid>
      <pubDate>Fri, 28 Nov 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20251128_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36027840" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1.&nbsp;</span><span lang="EN-US">NGO </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">จัดเวทีเรียกร้องยกเลิกข้อจำกัดอายุงานแรงงานต่างชาติไม่เกิน 12 ปี เตรียมเคลื่อนไหวใหญ่เดือนธันวาคมนี้</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/11/original/6fdeba34-7ff1-49d2-a32a-a96116448bcd.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>47</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=91028</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1.&nbsp;ไต้หวันเตรียมจัดหาทนายความช่วยลูกจ้างไกล่เกลี่ยค่าชดใช้กรณีอุบัติเหตุจากการทำงาน รวมแรงงานต่างชาติด้วย เริ่มดำเนินการปี 2569</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศเตรียมเปิดตัวโครงการช่วยเหลือด้านสิทธิตามกฎหมายแก่ลูกจ้างและครอบครัวผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน เริ่มเดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างครบวงจรแก่ลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในที่ทำงาน โดยไม่จำกัดฐานะทางการเงินของผู้ขอรับความช่วยเหลือ ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนเจรจาไกล่เกลี่ยไปจนถึงการดำเนินคดี สำหรับแรงงานต่างชาติ นอกจากบริการข้างต้นแล้ว ยังจะมีบริการล่ามตลอดกระบวนการโดยไม่จำกัดเวลา เพื่อให้สามารถสื่อสารและใช้สิทธิตามกฎหมายได้อย่างเท่าเทียม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">โลโก้หรือเครื่องหมายราชการของกระทรวงแรงงานไต้หวัน (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">ค่าไกล่เกลี่ยกรณีเสียชีวิตจากการทำงาน ร้อยละ 30 ต่ำกว่า 3 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหงเซินฮั่น&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานชี้แจงว่า ลูกจ้างที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน มักต้องเผชิญทั้งความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงความกังวลด้านเศรษฐกิจและสิทธิทางกฎหมาย การขาดข้อมูล ความรู้ทางกฎหมาย และข้อจำกัดด้านการเงิน ทำให้ลูกจ้างและครอบครัวตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบในการเจรจาหรือไกล่เกลี่ยกับนายจ้าง ส่งผลให้นอกจากสิทธิที่พึงมีตามกฎหมายแล้ว กรณีเจรจาค่าชดเชยจากการบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตจากการทำงาน มากถึงร้อยละ 30 มีมูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านเหรียญไต้หวัน ทั้งยังสะท้อนว่านายจ้างบางรายยังขาดความตระหนักในความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยในการทำงาน ขณะที่แรงงานต่างชาติจำนวนมากยังติดขัดเรื่องภาษาและความเข้าใจกฎหมาย จนไม่สามารถเรียกร้องสิทธิได้อย่างเหมาะสม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายหงเซินฮั่น รมว. กระทรวงแรงงานไต้หวันชี้แจงโครงการช่วยลูกจ้างและครอบครัวไกล่เกลี่ยค่าชดใช้กรณีอุบัติเหตุจากการทำงาน (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานผู้นี้ ยกตัวอย่างกรณีแรงงานชายชาวไต้หวันรายหนึ่งที่เสียชีวิตเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว หลังพลัดตกจากโครงสร้างเหล็กที่ไม่มีระบบความปลอดภัย ครอบครัวไม่ทราบสาเหตุของอุบัติเหตุและไม่รู้วิธีเจรจากับนายจ้าง เนื่องจากภรรยาเป็นชาวต่างชาติ ทำให้การสื่อสารและการต่อรองเป็นไปอย่างยากลำบาก อีกกรณีหนึ่งคือแรงงานชายที่กลายเป็นอัมพาตจากอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถเครน แต่ได้รับค่าชดเชยเป็นค่าใช้จ่ายทางการแพทย์จากนายจ้างเพียง 1 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">กระทรวงแรงงานเตรียมทนายความและล่ามดูแลครบทุกขั้นตอน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหลินอวี้ถัง (林毓堂) อธิบดีกรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยระบุว่า โครงการนี้จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 โดยจะให้การสนับสนุนทางกฎหมายอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์เบื้องต้นของสาเหตุอุบัติเหตุ การให้คำปรึกษาทางกฎหมายโดยทนายความมืออาชีพ การร่วมเจรจาไกล่เกลี่ย ตลอดจนการสนับสนุนทางคดี เพื่อให้ลูกจ้างและครอบครัวได้รับค่าชดเชยและความเป็นธรรมตามสมควร ทั้งนี้ โครงการจะครอบคลุมเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน ไม่รวมอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางไป-กลับจากที่ทำงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายหงเซินฮั่น (กลาง) รมว. กระทรวงแรงงานไต้หวันชี้แจงโครงการช่วยลูกจ้างและครอบครัวไกล่เกลี่ยค่าชดใช้กรณีอุบัติเหตุจากการทำงาน&nbsp;(ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ยังจะมีการจัดทำแบบวิเคราะห์เบื้องต้นของอุบัติเหตุจากการทำงาน เพื่อช่วยให้ลูกจ้างหรือครอบครัวเข้าใจสาเหตุของอุบัติเหตุได้อย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลาในการเข้าถึงข้อมูลและเสริมความแข็งแกร่งของหลักฐาน ขณะเดียวกันจะมีบริการล่ามให้แก่แรงงานต่างชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเข้าร่วมกระบวนการแก้ไขข้อพิพาทและใช้สิทธิตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ จากข้อมูลของกองทุนประกันภัยแรงงานพบว่า ปี 2567 ที่ผ่านมา ในไต้หวันมีแรงงานต่างชาติประมาณ 1,500 รายที่ยื่นขอรับสิทธิชดเชยหรือผลประโยชน์จากกองทุนประกันภัยแรงงานในกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพจากอุบัติเหตุในที่ทำงาน</p>
<p class="MsoNormal">ยกเว้นการตรวจสอบฐานะทางการเงิน และช่วยวางหลักประกันในคดี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหวังโฮ่วเหว่ย (王厚偉) อธิบดีกรมแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงงานกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการใหม่นี้ได้ขยายขอบเขตความช่วยเหลือทางคดีให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยลูกจ้างที่บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตจากการทำงาน รวมถึงครอบครัว จะได้รับการยกเว้นการตรวจสอบฐานะทางการเงินเพื่อให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางคดีได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังจะครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในกระบวนการคดีอาญา และมีการช่วยเหลือในการวางเงินประกันกรณีขอศาลสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินชั่วคราวของนายจ้างอีกด้วย ทั้งนี้ โครงการนี้จะจัดให้มีทนายความให้คำปรึกษาและร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยตั้งแต่เริ่มเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายโดยเร็ว ลดความเสี่ยงจากการยอมรับข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม และยังมีแผนจะขยายความช่วยเหลือทางกฎหมายให้ครอบคลุมกระบวนการอนุญาโตตุลาการแรงงาน เพื่อให้ข้อพิพาทจากอุบัติเหตุในที่ทำงานสามารถยุติได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โครงการใหม่ข้างต้น สะท้อนความตั้งใจของกระทรวงแรงงานไต้หวันที่จะยกระดับการคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานต่างชาติและครอบครัวผู้เสียหาย ให้สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม ปลอดจากข้อจำกัดทางภาษาและการเงิน พร้อมกระตุ้นให้นายจ้างตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในสถานที่ทำงานมากยิ่งขึ้น</p>
<p class="MsoNormal">2. กระทรวงแรงงานเตือนนายจ้าง ต้องทำประกันภัยอุบัติเหตุจากการทำงานให้ลูกจ้างในวันแรกที่เริ่มงาน ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 20,000 เหรียญไต้หวันขึ้นไป</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันในไต้หวันมีกิจการหรือสถานประกอบการที่อยู่ในขอบเขตการบังคับใช้ประกันภัยอุบัติเหตุจากการทำงาน ประมาณ 858,000 แห่ง กระทรวงแรงงานเตือนให้นายจ้างทุกแห่ง ต้องดำเนินการจัดทำประกันภัยดังกล่าวให้กับลูกจ้างตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างเริ่มปฏิบัติงาน เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างและหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษปรับ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันและการคุ้มครองแรงงานจากอุบัติเหตุจากการทำงาน กำหนดให้แรงงานทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป รวมทั้งแรงงานต่างชาติและผู้อนุบาลต่างชาติ และทำงานในสถานประกอบการที่มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงแรงงานที่ได้รับอนุญาตว่าจ้างจากกระทรวงแรงงาน ล้วนเป็นกลุ่มที่ต้องเข้าระบบประกันภัยอุบัติเหตุจากการทำงานโดยบังคับ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อช่วยให้นายจ้างและลูกจ้างเข้าใจข้อกำหนดต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น กระทรวงแรงงานได้รวบรวม 5 คำถามสำคัญเกี่ยวกับการทำประกันภัยอุบัติเหตุจากการทำงาน เพื่อไขข้อข้องใจที่พบบ่อย ดังนี้ :</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. หากบริษัทมีลูกจ้างไม่ถึง 5 คน จำเป็นต้องทำประกันภัยหรือไม่?</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำตอบ: จำเป็นต้องทำ แม้จะมีลูกจ้างเพียง 1 คนก็ตาม หากเป็นสถานประกอบการที่จดทะเบียนถูกต้อง นายจ้างต้องดำเนินการทำประกันภัยให้ลูกจ้างตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ลูกจ้างที่อายุเกิน 65 ปี หรือเคยได้รับเงินบำนาญจากประกันประกันภัยแรงงาน ยังต้องทำประกันภัยอุบัติเหตุจากการทำงานอีกหรือไม่?</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำตอบ: ต้องทำ ไม่ว่าจะอายุเท่าใด หรือเคยได้รับเงินบำนาญมาก่อน นายจ้างต้องจัดทำประกันภัยให้ลูกจ้างตั้งแต่วันเริ่มงานเช่นเดิม</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ในช่วงทดลองงานสามารถยังไม่ทำประกันภัยได้หรือไม่?</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำตอบ: ไม่ได้ ช่วงทดลองงานถือเป็นการจ้างงานเช่นเดียวกับการจ้างงานปกติ นายจ้างต้องจัดทำประกันภัยให้ลูกจ้างในวันรายงานตัวทำงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4. หากนายจ้างไม่จัดทำประกันภัยให้ลูกจ้าง จะมีโทษอย่างไร?</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำตอบ: นายจ้างที่ฝ่าฝืนจะถูกปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 เหรียญไต้หวัน และจะมีการประกาศการละเมิดต่อสาธารณะ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5. หากนายจ้างไม่จัดทำประกันภัย จะกระทบสิทธิในการรับเงินชดเชยของลูกจ้างหรือไม่?</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำตอบ: ไม่กระทบ ประกันภัยอุบัติเหตุจากการทำงานมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มงาน แม้นายจ้างจะยังไม่ดำเนินการ ลูกจ้างยังคงสามารถขอรับสิทธิประโยชน์ได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หลังจากสำนักงานประกันภัยจ่ายเงินชดเชยให้ลูกจ้างแล้ว จะดำเนินการเรียกเก็บเงินชดใช้คืนจากนายจ้างตามที่กฎหมายกำหนด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานย้ำว่า การทำประกันภัยอุบัติเหตุจากการทำงานให้กับลูกจ้าง ไม่เพียงเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงและความปลอดภัยในการทำงานให้แก่แรงงานทุกคนอีกด้วย</p>
<p class="MsoNormal">3. ชาวเน็ตผงะ! แรงงานต่างชาติขี่จักรยานไฟฟ้าไป กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไป ควบคุมรถด้วยเท้าเดียว ส่ายไปมาตลอดทาง ตำรวจเตรียมสอบสวน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกิดเหตุพฤติกรรมเสี่ยงบนถนนสาย 150 ในเมืองจางฮั่ว แรงงานต่างชาติรายหนึ่งขี่จักรยานไฟฟ้าไม่ติดป้ายทะเบียน พร้อมทำพฤติกรรมสุดอันตราย ขี่รถไปพร้อมกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไป โดยใช้เพียงเท้าขวาควบคุมคันเร่ง ขณะรถส่ายไปมาตลอดเส้นทาง เหตุการณ์ดังกล่าว ถูกผู้ขับขี่ด้านหลังถ่ายวิดีโอไว้ก่อนนำไปเผยแพร่บนสื่อออนไลน์ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่าน YouTube ช่อง WoWtchout โดยผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ระหว่างขับรถในช่วงกลางวันผ่านถนนสาย 150 ได้พบชายรายหนึ่งขี่รถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ได้ติดแผ่นป้ายทะเบียน ลักษณะท่านั่งผิดปกติ ขาทั้งสองข้างยกขึ้นคล้ายท่านั่งขัดสมาธิ ในมือเหมือนถือสิ่งของบางอย่าง ขณะรถโคลงเคลงไปมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อขับเข้าไปใกล้จึงพบว่า ชายคนดังกล่าวซึ่งคาดว่าเป็นแรงงานต่างชาติ กำลังใช้มือทั้งสองประคองชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อรับประทานบนรถ พร้อมใช้เท้าขวาเหยียบคันเร่ง และวางเท้าซ้ายไว้บนแผงด้านล่างของรถ สร้างความหวาดเสียวแก่ผู้เห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติรายหนึ่งขี่รถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ได้ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขาทั้งสองข้างยกขึ้นคล้ายท่านั่งขัดสมาธิ ในมือเหมือนถือสิ่งของบางอย่าง&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">ชาวเน็ตวิจารณ์หนัก ทึ่งฝีมือ แต่ชี้เป็นพฤติกรรมอันตราย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังคลิปถูกเผยแพร่ ชาวเน็ตต่างแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก หลายรายกล่าวติดตลกแบบเหลือเชื่อว่า &ldquo;ตำรวจ : ผมย้ำอีกครั้งนะ คุณบอกว่าเขาขี่รถไปกินบะหมี่ไปจริง ๆ เหรอ?&rdquo; &ldquo;มีแต่สิ่งที่คุณคิดไม่ถึง ไม่มีสิ่งที่เทพทำไม่ได้&rdquo; &ldquo;ทรงตัวดีมาก แต่ควรปรับข้อหาขับขี่อันตราย!&rdquo; ขณะเดียวกันก็มีชาวเน็ตบางส่วนยอมรับว่าแม้พฤติกรรมจะชวนทึ่ง แต่ก็ถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรเกิดขึ้นบนท้องถนน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติคนดังกล่าว กำลังใช้มือทั้งสองประคองชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อรับประทานบนรถ พร้อมใช้เท้าขวาเหยียบคันเร่ง และวางเท้าซ้ายไว้บนแผงด้านล่างของรถ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว ตำรวจดำเนินการตรวจสอบและเปิดเผยว่า อาจโดนหลายข้อหา ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งความอย่างเป็นทางการ แต่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว พร้อมตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อยืนยันสถานที่เกิดเหตุและติดตามตัวผู้ขับขี่มาตรวจสอบ ตำรวจระบุว่า หากพิสูจน์ได้ว่าชายในคลิปเป็นผู้กระทำจริง จะถูกดำเนินการตามกฎหมายในหลายฐานความผิด ได้แก่ ขับขี่โดยประมาทหรือเป็นอันตรายต่อผู้อื่น มีโทษปรับระหว่าง 300&ndash;1,200 เหรียญไต้หวัน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนปรับ 1,200&ndash;3,600 เหรียญไต้หวัน ไม่สวมหมวกกันน็อกปรับเพิ่มอีก 300 เหรียญไต้หวัน เจ้าหน้าที่ระบุว่า จะเร่งตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเช่นนี้ซ้ำอีกบนท้องถนน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ชาวเน็ตผงะ! แรงงานต่างชาติขี่จักรยานไฟฟ้าไป กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไป ควบคุมรถด้วยเท้าเดียว ส่ายไปมาตลอดทาง ตำรวจเตรียมสอบสวน</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=91028</guid>
      <pubDate>Fri, 21 Nov 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20251121_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36018240" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="EN-US">1.&nbsp;</span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">ไต้หวันเตรียมจัดหาทนายความช่วยลูกจ้างไกล่เกลี่ยค่าชดใช้กรณีอุบัติเหตุจากการทำงาน รวมแรงงานต่างชาติด้วย เริ่มดำเนินการปี </span><span lang="EN-US">2569<o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/11/original/34a6530c-725f-4695-b417-9f42a9220ea2.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>46</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=89942</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ถึงคิวอุตสาหกรรมสิ่งทอ! ถูกองค์กรต่างประเทศกล่าวหาว่าปล่อยให้ บจง. เรียกเก็บค่าหัวคิวสูงถึง 6,000 USD. สภาตรวจสอบไต้หวันเปิดการสอบสวน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากจักรยานแบรนด์ดังของไต้หวันถูกสหรัฐอเมริกากล่าวหาว่าผู้ประกอบการปล่อยปละละเลยให้บริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าหัวคิวที่แพง จนถึงขั้นแบนสินค้า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา สองกรรมการสภาตรวจสอบของไต้หวัน ได้แก่ จี้ฮุ่ยหรง และ หวังโย่วหลิง ได้เสนอให้เปิดการสอบสวนกรณีแรงงานต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอของไต้หวัน ถูกองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจากสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า องค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (Transparentem) ซึ่งดำเนินการสำรวจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้และนำรายงานการตรวจสอบออกเผยแพร่ระบุว่า มีการละเมิดสิทธิแรงงานและการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">องค์กรต่างประเทศกล่าวหานายจ้างในอุตสาหกรรมสิ่งทอปล่อยให้ บจง. เรียกเก็บค่าหัวคิวจากแรงงานต่างชาติสูงถึง 6,000 USD. (ภาพจาก LTN)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศในหัวข้อ &ldquo;การถอดเส้นใยแห่งความจริง : ปัญหาการแสวงหาประโยชน์แรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมสิ่งทอไต้หวัน&rdquo; ได้อ้างอิงข้อมูลจากการสัมภาษณ์แรงงานต่างชาติกว่า 90 คน ซึ่งทำงานในบริษัทสิ่งทอและซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้องในไต้หวัน ประกอบด้วยแรงงานเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">องค์กรต่างประเทศกล่าวหานายจ้างในอุตสาหกรรมสิ่งทอปล่อยให้ บจง. เรียกเก็บค่าหัวคิวจากแรงงานต่างชาติสูงถึง 6,000 USD. (ภาพจาก LTN)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานที่ให้สัมภาษณ์เผยว่า เพื่อให้ได้มาทำงานในไต้หวัน พวกเขาต้องจ่ายค่าบริการจัดหางานให้นายหน้าหรือบริษัทจัดหางานเป็นจำนวนสูงถึง 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงติดอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่นำเข้าแรงงานต่างชาติ รายงานยังพบหลักฐานหลายกรณีที่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิตามหลักขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) รวมถึงพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการบังคับใช้แรงงาน ตามนิยามของ ILO ซึ่งการเข้าข่ายเพียงหนึ่งในเกณฑ์ก็ถือว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการบังคับใช้แรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">องค์กรต่างประเทศกล่าวหานายจ้างในอุตสาหกรรมสิ่งทอปล่อยให้ บจง. เรียกเก็บค่าหัวคิวจากแรงงานต่างชาติสูงถึง 6,000 USD. (ภาพจาก peoplemedia.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; องค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศระบุเพิ่มเติมในรายงานสำรวจว่า ภายหลังรายงานฉบับนี้เผยแพร่ ได้มีผู้ซื้อสินค้าหลายรายจากต่างประเทศออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไต้หวันเร่งปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของแรงงานต่างชาติ โดยในเดือนกันยายน 2567 บริษัทแบรนด์เสื้อผ้ากว่า 50 แห่ง ได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้รัฐบาลไต้หวันดำเนินการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายด้านแรงงาน จดหมายดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยสมาคมผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าแห่งอเมริกา (AAFA) และสมาคมแรงงานยุติธรรม (FLA) ซึ่งในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 32 แบรนด์ที่อาจมีความเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานกับบริษัทที่อยู่ในรายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นครเถาหยวนเป็นแหล่งอุตสาหกรรมสิ่งทอที่สำคัญของไต้หวัน (ภาพจาก ctee.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ในเดือนเดียวกัน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนกว่า 20 คน และองค์กรภาคประชาสังคมทั้งในและต่างประเทศ ยังได้ร่วมกันออกข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไต้หวัน เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการเช่นเดียวกัน โดยเน้นให้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างชาติและสร้างระบบการจ้างงานที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จี้ฮุ่ยหรง และหวังโย่วหลิง 2 กรรมการสภาตรวจสอบระบุว่า จากรายงานดังกล่าวพบว่า ผู้ประกอบการสิ่งทอบางรายอาจมีพฤติกรรมละเมิดกฎหมายมาตรฐานแรงงาน และกฎหมายการจ้างงานของไต้หวัน จึงเห็นควรให้มีการตรวจสอบว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการสืบสวนถึงสาเหตุรากเหง้าของปัญหานี้แล้วหรือไม่ รวมทั้งกำหนดมาตรการกำกับดูแลอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการบังคับใช้แรงงาน และการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานอีก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นครเถาหยวนเป็นแหล่งอุตสาหกรรมสิ่งทอที่สำคัญของไต้หวัน (ภาพจาก smiletaiwan.cw.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งสองกรรมการยังย้ำว่า เรื่องนี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานของแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมสิ่งทอเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ระหว่างประเทศของไต้หวัน จึงจำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยืนยันว่า ไต้หวันยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงานสากลอย่างแท้จริง</p>
<p class="MsoNormal">2. รมว. แรงงานไต้หวันชี้ ลูกจ้างลาป่วยไม่ควรถูกหักเบี้ยขยัน เตรียมออกมาตรการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ไม่ให้ลูกจ้างลาป่วยอาจถูกปรับสูงสุด 1.5 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสายการบินอีวีเอแอร์ (EVA Air) ล้มป่วยระหว่างปฏิบัติหน้าที่และเสียชีวิตหลังบินกลับถึงไต้หวัน ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วจารณ์ถึงปัญหาการทำงานล่วงเวลาเกินกำหนดและการไม่อนุญาตให้ลูกจ้างลาหยุดของสายการบินดังกล่าว โดยเฉพาะในปีนี้เพียงปีเดียว บริษัทถูกปรับรวมเกือบ 3 ล้านเหรียญไต้หวัน สมาชิกสภานิติบัญญัติหลายรายวิจารณ์ว่า บริษัทเพิกเฉยต่อกฎหมายแรงงานอย่างสิ้นเชิง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อประเด็นนี้ นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไต้หวัน กล่าวระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของสภานิติบัญญัติว่า การที่นายจ้างตัดเบี้ยขยันของลูกจ้างเพียงเพราะลาป่วย เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล และไม่ควรเกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่ากระทรวงแรงงานจะออกมาตรการคุ้มครองสิทธิของแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายหงเซินฮั่น รมว. กระทรวงแรงงาน (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบัน แรงงานในไต้หวันลาหยุดงานยังมีการหักเบี้ยขยัน ยกเว้นการลาประเภทต่อไปนี้ ได้แก่ลาแต่งงาน ลาจัดพิธีศพ ลาป่วยจากการทำงาน ลาไปปฏิบัติหน้าที่ และลาป่วยจากการแท้งบุตร ที่นายจ้างไม่สามารถหักเบี้ยขยันได้ ส่วนการลาป่วยทั่วไปหรือลากิจส่วนตัว นายจ้างยังคงมีสิทธิ์หักเบี้ยขยันทั้งหมดได้ตามกฎหมาย เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่า เบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้างประจำ แต่เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่ทำงานโดยไม่ลา มีไว้เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมาทำงานตรงเวลา ไม่ลาหรือเข้างานสาย เพื่อให้การบริหารจัดการบุคลากรง่ายขึ้น หากรัฐบาลแก้กฎนี้อาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงใหม่ในอนาคต</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สหภาพลูกเรือเถาหยวน และสหภาพแรงงานของ อีวีเอแอร์ ประท้วงบริษัทให้ทำงานล่วงเวลาเกินกำหนดและไม่อนุญาตให้ลูกจ้างลาหยุด (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จวงอวี่เจี๋ย โฆษกของเว็บไซต์หางานหรือ Job Bank 1111 กล่าวว่า หลายบริษัทมองว่าเบี้ยขยันเป็นการให้รางวัลพิเศษ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงาน ดังนั้นหากพนักงานมาทำงานครบกำหนดเต็มเดือน จะได้รับโบนัสเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี นักวิชาการบางส่วนแสดงความกังวลว่า หากมีการปรับแก้กฎหมาย อาจทำให้นายจ้างบางรายยกเลิกเบี้ยขยันไปโดยสิ้นเชิง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในขณะที่กระทรวงแรงงานยืนยันว่า เบี้ยขยันคือส่วนหนึ่งของค่าจ้าง รมว. แรงงานระบุว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลและการตีความของกระทรวงแรงงาน เบี้ยขยันถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง ดังนั้น การตัดเบี้ยขยันเพราะลูกจ้างที่ลาป่วย จึงไม่เป็นธรรมและเข้าข่ายละเมิดสิทธิแรงงาน หากนายจ้างปฏิเสธไม่ให้ลูกจ้างลาป่วยหรือกระทำผิดซ้ำซ้อน จะถูกลงโทษตามขนาดของสถานประกอบการและความร้ายแรงของกรณี โดยมีโทษปรับสูงสุดถึง 1.5 ล้านเหรียญไต้หวัน และกระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างศึกษาว่าควรแก้ไขกฎการลาหยุดโดยตรง หรือใช้แนวทางคล้ายกับประกาศปี 2558 ที่ระบุว่า ในกรณีลาคลอดหรือลาเลี้ยงดูบุตร แม้ลูกจ้างจะไม่ได้ทำงานครบเดือน แต่นายจ้างต้องจ่ายเบี้ยขยันตามสัดส่วนของวันที่มาปฏิบัติงาน รมว. กระทรวงแรงงานผู้นี้ระบุว่า จะอ้างอิงแนวทางเดียวกันกับกรณีลาป่วย กล่าวคือ เบี้ยขยันจะคำนวณตามสัดส่วนของวันลาป่วย ไม่ใช่ตัดทั้งเดือน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สหภาพลูกเรือเถาหยวน และสหภาพแรงงานของ อีวีเอแอร์ ประท้วงบริษัทให้ทำงานล่วงเวลาเกินกำหนดและไม่อนุญาตให้ลูกจ้างลาหยุด (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านสหภาพแรงงานและกลุ่มพิทักษ์สิทธิแรงงานออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายความปลอดภัยและอาชีวอนามัย โดยให้บรรจุสิทธิในการลาป่วย เป็นหนึ่งในสิทธิขั้นพื้นฐาน พร้อมกำหนดห้ามนายจ้างใช้การลาป่วยมาเป็นเหตุลดเบี้ยขยัน หักคะแนนประเมินของผลงาน หรือใช้เป็นเหตุลงโทษอื่นใด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สหภาพลูกเรือเถาหยวน และสหภาพแรงงานของ อีวีเอแอร์ ประท้วงบริษัทให้ทำงานล่วงเวลาเกินกำหนดและไม่อนุญาตให้ลูกจ้างลาหยุด (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รมว. กระทรวงแรงงานไต้หวันกล่าวทิ้งท้ายว่า การที่ลูกจ้างป่วยแต่ยังฝืนมาทำงาน ไม่ควรถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมเชิงบวกขององค์กร เพราะในมุมมองด้านสุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงาน นี่คือสิ่งที่ไม่ควรถูกส่งเสริมเชิงระบบ เขาย้ำว่า กระทรวงแรงงานจะประเมินสถานการณ์โดยรอบ เพื่อจัดทำมาตรการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างเป็นรูปธรรมในเร็ว ๆ นี้</p>
<p class="MsoNormal">3. จากผู้ช่วยกลายเป็นคู่แข่ง! แรงงานผิดกฎหมายเช่าที่ดินทำการเกษตรต้นทุนต่ำ แข่งขันแย่งอาชีพเกษตรกรท้องถิ่น เสี่ยงสารเคมีตกค้าง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัญหาแรงงานต่างชาติหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายนับวันรุนแรงขึ้น จากสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยอดจำนวนแรงงานหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบสูงถึง 94,301 คน ในจำนวนนี้ 1 ใน 3 หรือ 60,360 คนเป็นแรงงานเวียดนาม แรงงานผิดกฎหมายเหล่านี้หลังหลบหนีไปแล้ว จะกระจายไปรับจ้างทำงานตามสถานที่ต่าง ๆ และมีจำนวนมากที่ไปรับจ้างทำงานตามสวนและไร่นา สาเหตุเพราะภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม แรงงานผิดกฎหมายจากที่เคยเป็นผู้รับจ้างทำงานผิดกฎหมายในภาคการเกษตร กำลังกลายเป็นคู่แข่งแย่งอาชีพเกษตรกรท้องถิ่น เนื่องจากมีแรงงานผิดกฎหมายจำนวนหนึ่งลักลอบเช่าพื้นที่เพาะปลูกพืชผักเอง ผลิตสินค้าเกษตรในต้นทุนต่ำ ใช้สารเคมีโดยไม่มีการควบคุม และจำหน่ายผลผลิตในราคาถูกกว่าตลาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรท้องถิ่น จนสมาชิกสภานิติบัญญัติวิพากษ์ว่า &ldquo;แรงงานที่เคยเป็นผู้ช่วยเกษตรกร กลับกลายเป็นคู่แข่งแย่งอาชีพ&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จางเจียจวิน สมาชิกสภานิติบัญญัติจากเมืองหยุนหลิน เปิดเผยระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ สภานิติบัญญัติ ซึ่งเชิญนายเฉินจวิ้นจี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรเข้าร่วมชี้แจงว่า ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติที่หลบหนีจากนายจ้างจำนวนมากลักลอบเช่าที่ดินทำสวนหรือปลูกผัก แรงงานผิดกฎหมายเหล่านี้จะหาคนงานที่เป็นคนบ้านเดียวกันและเป็นแรงงานผิดกฎหมายเช่นกัน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าปกติ อีกทั้งมีการใช้สารเคมีเร่งการเติบโตหรือยาฆ่าแมลงโดยไม่มีการควบคุม ทำให้สินค้ามีความเสี่ยงต่อสารเคมีตกค้าง และยังจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาดอย่างมาก สมาชิกสภานิติบัญญัติจากเมืองหยุนหลินกล่าวว่า &ldquo;สถานการณ์เช่นนี้เป็นภัยต่อเกษตรกรชาวไต้หวันโดยตรง เพราะเกษตรกรที่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่สามารถแข่งขันกับแรงงานผิดกฎหมายที่ต้นทุนต่ำได้ รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนแรงงานต่างชาติที่ถูกกฎหมาย เพื่อควบคุมและปราบปรามแรงงานผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">2 แรงงานผิดกฎหมายอินโดนีเซียกำลังจัดหน่อไม้สดที่เพิ่งตัด (Cr: www.newsmarket.com.tw/blog/218251/)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรยอมรับว่า ปัญหาแรงงานหลบหนีถือเป็น &ldquo;พื้นที่สีเทา&rdquo; ในระบบแรงงานไต้หวัน และแรงงานเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงงานสำคัญในภาคการเกษตรระดับรากหญ้ามานาน เนื่องจากภาคเกษตรยังคงขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ถึงแม้แรงงานที่หลบหนีจะมีความเสี่ยงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจับกุมและส่งกลับประเทศต้นทาง แต่ความต้องการแรงงานในภาคเกษตรยังคงผลักดันให้ปรากฏการณ์นี้ดำรงอยู่ เฉินจวิ้นจี้กล่าวต่อที่ประชุมว่า กระทรวงเกษตรจะดำเนินการตรวจสอบและติดตามสถานการณ์แรงงานหลบหนีให้รัดกุมยิ่งขึ้น พร้อมระบุว่า โควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตรของไต้หวันได้ขยายเพิ่มจาก 12,000 คนเป็น 20,000 คน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ชนบท</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ทำให้มีการว่าจ้างแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก &nbsp;(ภาพจาก www.agriharvest.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ยังมีการปรับขอบเขตของกิจการที่สามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้เพิ่มเติม เช่น ฟาร์มเพาะถั่วงอก พื้นที่ปลูกหญ้า สนามหญ้า ฟาร์มเพาะเห็ดเพื่อบริโภคและการเพาะกล้าข้าว ซึ่งเป็นการขยายประเภทอุตสาหกรรมทางเกษตรที่สามารถยื่นขอแรงงานต่างชาติได้ โดยเกษตรกรรายย่อยที่มีแรงงานไม่เกิน 10 คน ก็สามารถยื่นขอจ้างแรงงานต่างชาติได้ในอัตราส่วนแรงงานท้องถิ่นต่อแรงงานต่างชาติ 1 ต่อ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า หากในอนาคตยังมีความต้องการแรงงานเพิ่มเติม กระทรวงเกษตรพร้อมหารือกับกระทรวงแรงงานเพื่อพิจารณาการเพิ่มโควตาแรงงานเกษตรอีกครั้ง รวมถึงการผ่อนคลายข้อจำกัดบางประการ เพื่อให้เกษตรกรไต้หวันสามารถเข้าถึงแรงงานต่างชาติที่ถูกกฎหมายได้มากขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">จับนายหน้าเถือนและนายจ้าง รวมถึงแรงงานผิดกฎหมายกลางสวนจำนวน 15 คน (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกองแรงงานและเยาวชน เมืองหยุนหลินเปิดเผยว่า ณ เดือนสิงหาคมปีนี้ แรงงานต่างชาติในเมืองหยุนหลินมีจำนวนทั้งหมด 21,016 คน แบ่งเป็นแรงงานอุตสาหกรรม 12,836 คน และแรงงานในภาคสวัสดิการสังคม 8,180 คน การขยายโควตาแรงงานภาคเกษตรถูกมองว่าเป็นมาตรการระยะยาวในการลดแรงกดดันจากปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย และสร้างระบบแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายมากขึ้น แต่ในระยะสั้น ปัญหาการลักลอบทำการเกษตรของแรงงานต่างชาติหลบหนี ยังคงเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ทั้งในด้านกฎหมาย การตรวจสอบการใช้สารเคมี และการคุ้มครองความเป็นธรรมของเกษตรกรท้องถิ่น</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=89942</guid>
      <pubDate>Fri, 07 Nov 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20251107_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36007680" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ถึงคิวอุตสาหกรรมสิ่งทอ</span><span lang="EN-US">! </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">ถูกองค์กรต่างประเทศกล่าวหาว่าปล่อยให้ บจง. เรียกเก็บค่าหัวคิวสูงถึง 6,000 </span><span lang="EN-US">USD. </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">สภาตรวจสอบไต้หวันเปิดการสอบสวน</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/11/original/27a31385-34cd-4686-b061-628dc7490e45.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>45</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=89347</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ข่าวดี! ไต้หวันประกาศบังคับนายจ้างจ่ายเงินสมทบกองทุนบำนาญให้แรงงานต่างชาติที่ทำงานกับตนครบ 10 ปี เริ่มเมษายนปีหน้า ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 3 แสนเหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานไต้หวันออกประกาศใหม่ กำหนดให้แรงงานต่างชาติทำงานในสถานประกอบการรายเดียวกันครบ 10 ปี นายจ้างต้องเริ่มจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญให้แรงงาน โดยคิดตามสัดส่วนของเงินเดือนรวมในแต่ละเดือน ขั้นต่ำอยู่ที่ 590 เหรียญไต้หวันต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป นายจ้างรายใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม อาจถูกปรับสูงสุดถึง 300,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติทั่วไปทำงานกับนายจ้างรายเดียวกันครบ 10 ปี นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญ เริ่มมีผล 1 เมษายน 2569</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติในไต้หวันกว่า 850,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือหรือแรงงานต่างชาติทั่วไป ที่อยู่ภายใต้ระบบบำนาญแบบเก่า ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานเคยมีหนังสือแจ้งนายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนบำนาญรายเดือนให้แรงงานกลุ่มนี้ เนื่องจากในอดีตแรงงานต่างชาติได้รับอนุญาตให้ทำงานในไต้หวันไม่เกิน 6 ปี จึงไม่อาจเข้าเงื่อนไขการเกษียณตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติในไต้หวันขยายออกไปสูงสุดถึง 12 ปี และในกรณีที่ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ก็สามารถทำงานได้โดยไม่จำกัดเวลา ส่งผลให้แรงงานบางส่วนเริ่มเข้าเกณฑ์รับบำนาญตามเงื่อนไขทำงานครบ 10 ปีและมีอายุ 60 ปีขึ้นไป กระทรวงแรงงานจึงออก หนังสือชี้แจงตีความกฎหมายใหม่ เพื่อบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบกองทุนบำนาญแก่แรงงานต่างชาติที่ทำงานครบ 10 ปีในสถานประกอบการเดียวกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติทั่วไปทำงานกับนายจ้างรายเดียวกันครบ 10 ปี นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญ เริ่มมีผล 1 เมษายน 2569</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากสถิติของกระทรวงแรงงานพบว่า ขณะนี้มีแรงงานต่างชาติที่มีอายุงานเกิน 10 ปีอยู่ราว 18,156 คน ทำงานอยู่ใน 7,339 บริษัททั่วประเทศ นายจ้างเหล่านี้ต้องเริ่มเปิดบัญชีกองทุนบำนาญและจ่ายเงินสมทบตั้งแต่เดือนเมษายนปีหน้าเป็นต้นไป</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหวงเหว่ยเฉิน อธิบดีกรมสวัสดิการแรงงานและบำนาญ กระทรวงแรงงานชี้แจงว่า ในอดีตแรงงานต่างชาติถูกมองว่าเป็นแรงงานเสริมชั่วคราว และมีระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 6 ปี จึงไม่ได้ถูกนับรวมในการคำนวณเงินสะสมกองทุนบำนาญ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป แรงงานต่างชาติที่ทำงานต่อเนื่องในไต้หวันเกิน 10 ปี มีโอกาสเข้าเงื่อนไขตามระบบเกษียณ จึงจำเป็นต้องปรับนโยบายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เขาระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีบริษัทในไต้หวันกว่า 7,300 แห่งที่จ้างแรงงานต่างชาติและมีอายุงานเกิน 10 ปี แต่ไม่ใช่ทุกแห่งที่มีบัญชีเงินบำนาญแบบเก่า กระทรวงแรงงานจึงจะใช้เวลาประชาสัมพันธ์และให้ระยะเวลาเตรียมความพร้อม 6 เดือน ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 1 เมษายน 2569 &nbsp;พร้อมประสานงานกับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือนายจ้างในการเปิดบัญชีและเริ่มจ่ายเงินสมทบดังกล่าว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าต้าถาน เขตกวนอิน นครเถาหยวน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ อธิบดีกรมสวัสดิการแรงงานและบำนาญยังกล่าวว่า หากแรงงานต่างชาติเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ จะต้องได้รับเงินสมทบกองทุนบำนาญตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ ส่วนแรงงานต่างชาติมีทักษะฝีมือระดับมืออาชีพที่ได้รับบัตรทองการทำงานหรือทำงานในสายอาชีพเฉพาะทางนั้น ได้รับความคุ้มครองตามระบบบำนาญแบบใหม่อยู่แล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติทั่วไปทำงานกับนายจ้างรายเดียวกันครบ 10 ปี นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญ เริ่มมีผล 1 เมษายน 2569</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายเหออวี่ กรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมไต้หวันให้ความเห็นว่า โดยทั่วไปแรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือและทำงานดีเป็นที่พึงพอใจของนายจ้าง บริษัทก็มักยินดีให้ทำงานต่อเนื่องและสนับสนุนการขออยู่ถาวร พร้อมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและนโยบายคนเข้าเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มแรงงานระยะยาว</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มาตรการใหม่นี้นับเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มหลักประกันทางสังคมแก่แรงงานต่างชาติในไต้หวัน ซึ่งจะช่วยให้แรงงานที่ทำงานระยะยาวได้รับสิทธิประโยชน์ด้านบำนาญเช่นเดียวกับแรงงานท้องถิ่นอีก 1 รายการ นอกจากที่ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพอยู่แล้ว สะท้อนถึงการพัฒนานโยบายแรงงานของไต้หวันที่มุ่งสู่ความเท่าเทียมและยั่งยืนมากขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติทั่วไปทำงานกับนายจ้างรายเดียวกันครบ 10 ปี นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญ เริ่มมีผล 1 เมษายน 2569</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ผู้ใช้แรงงานที่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายฉบับนี้ นอกจากได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันภัยแรงงานแล้ว ยังมีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบตามสัดส่วนกำหนดเข้ากองทุนบำนาญด้วย แต่สำหรับแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตและก่อสร้าง ยกเว้นแรงงานกึ่งฝีมือและผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ เมื่ออายุถึงเกณฑ์ มีสิทธิ์รับเงินบำเหน็จชราภาพอย่างเดียว ไม่สามารถรับเงินบำนาญได้ สภาตรวจสอบจึงเริ่มการตรวจสอบและท้วงติงเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานรับจะปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอ จึงเป็นที่มาของประกาศดังกล่าว</p>
<p class="MsoNormal">2. ไต้หวันอนุญาตจ้างแรงงานกึ่งฝีมือได้ทุกคน ไม่จำกัด 25% ไฟเขียวจ้างแรงงานต่างชาติในธุรกิจโรงแรม แต่ต้องขึ้นเงินเดือนพนักงานท้องถิ่นก่อนจ้าง เริ่มมีผลต้นปีหน้า</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สภาบริหารไต้หวันได้มีมติเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบ &ldquo;แผนยกระดับกำลังแรงงานต่างชาติ&rdquo; ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญในการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเปิดทางให้ภาคการท่องเที่ยวและโรงแรมสามารถจ้างแรงงานต่างชาติกึ่งฝีมือได้เป็นครั้งแรก ค่าจ้างเริ่มต้นที่ 32,000 เหรียญ แต่ต้องแลกมากับการปรับขึ้นค่าจ้างให้แรงงานไต้หวันก่อน ขณะเดียวกันอนุญาตให้นายจ้างว่าจ้างแรงงานต่างชาติของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้เต็ม 100% จากเดิมที่จำกัดไม่เกิน 25% หรือ 10 คน ยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้เพียง 4 คน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานท้องถิ่น 2,000 เหรียญไต้หวันต่อการว่าจ้างเพิ่มแรงงานต่างชาติหนึ่งคน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หงเซินฮั่น (洪申翰) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานระบุว่า มาตรการใหม่นี้ กำหนดให้ธุรกิจโรงแรมหรือที่พักต้องขึ้นเงินเดือนให้พนักงานชาวไต้หวันอย่างน้อย 2,000 เหรียญไต้หวันหนึ่งคนก่อน จึงจะสามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้หนึ่งคน โดยจำนวนแรงงานต่างชาติที่อนุญาตให้จ้างได้สูงสุดไม่เกิน 10% ของจำนวนพนักงานท้องถิ่นที่อยู่ในระบบประกันภัยแรงงาน และเมื่ออายุสัญญา 3 ปีและต้องการต่อสัญญากับจ้างแรงงานต่างชาติในกลุ่มนี้ ผู้ประกอบการต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานชาวไต้หวันอีกหนึ่งคนเป็นรอบใหม่เช่นเดียวกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หงเซินฮั่น (洪申翰) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รมว. กระทรวงแรงงานผู้นี้กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาค่าจ้างต่ำในภาคบริการเป็นสาเหตุที่ทำให้การนำเข้าแรงงานต่างชาติในกลุ่มนี้กลายเป็นประเด็นอ่อนไหว เนื่องจากเกรงว่าจะยิ่งกดค่าจ้างแรงงานภายในประเทศ ดังนั้น รัฐบาลจึงเลือกเปิดรับเฉพาะแรงงานกึ่งฝีมือ เพื่อยกระดับคุณภาพแรงงานและลดผลกระทบต่อค่าจ้างในประเทศ พร้อมย้ำว่า การจ้างแรงงานในภาคโรงแรมจะทำได้เฉพาะในกรณีนี้เท่านั้น เมื่อถูกถามถึงเหตุผลของตัวเลขเพิ่มค่าจ้าง 2,000 เหรียญไต้หวัน รัฐมนตรีชี้แจงว่า ตัวเลขดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งด้านภาระต้นทุนของภาคธุรกิจและความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง เขากล่าวว่า ไม่ได้หมายความว่าสามปีจะขึ้นแค่ 2,000 เหรียญ แต่หลังครบสามปี หากต้องการต่อสัญญาแรงงานต่างชาติ ก็ต้องมีการขึ้นเงินเดือนเพิ่มเติมอีกครั้ง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานกึ่งฝีมือชาวอินโดนีเซียที่ไทจง (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายซูอี้กั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานกล่าวเสริมว่า เมื่อผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและที่พักยื่นขอจ้างแรงงานต่างชาติครั้งแรก เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบก่อนว่าได้มีการปรับขึ้นค่าจ้างให้พนักงานท้องถิ่นจริงหรือไม่ และในแต่ละปีจะมีการตรวจสอบซ้ำผ่านข้อมูลเงินเดือนในระบบประกันแรงงาน หากพบว่าไม่ปฏิบัติตาม จะถูกเพิกถอนสิทธิ์ในการจ้างแรงงานต่างชาติทันที</p>
<p class="MsoNormal">แรงงานวัยทำงานในไต้หวันลดลง 3 ล้านคนในปี 2583</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า ไต้หวันกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำ ทำให้คาดว่าในปี 2583 หรืออีก 15 ปีข้างหน้า ประชากรวัยทำงานในไต้หวันจะลดลงกว่า 3 ล้านคน ขณะที่ความต้องการแรงงานยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้องการแรงงานเพิ่มเฉลี่ยปีละ 19,000 คน และภาคการบริการด้านที่พักและอาหารเพิ่มปีละกว่า 13,000 คน จนถึงเดือนมีนาคม 2568 นี้ ตำแหน่งงานว่างในภาคการผลิต การขนส่งคลังสินค้า และภาคบริการโรงแรม&ndash;อาหาร รวมกันแล้วยังต้องการมากกว่า 127,000 ตำแหน่ง โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ทักษะฝีมือยังขาดแคลนกว่า 113,000 ตำแหน่ง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและที่พักของไต้หวันประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติมาโดยตลอด (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">แผนยกระดับกำลังแรงงานต่างชาติที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาบริหารมีแนวทางดำเนินงานหลัก 4 ด้าน ได้แก่ :</p>
<p class="MsoNormal">1. เพิ่มโควตาจ้างแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตผ่านการขึ้นเงินเดือนแรงงานไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หากนายจ้างในภาคการผลิตปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานไต้หวัน 2,000 เหรียญไต้หวันต่อคน นอกจากโควตาเดิมแล้ว จะได้รับโควตาพิเศษจ้างแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นหนึ่งคน โดยโควตาพิเศษนี้สูงสุดไม่เกิน 10% ของจำนวนพนักงานท้องถิ่นทั้งหมด ทั้งนี้ โควตาการจ้างแรงงานต่างชาติสูงสุดจะเพิ่มจากเดิม 40% เป็น 45% ของจำนวนแรงงานท้องถิ่นผู้ประกันตนในสถานประกอบการนั้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">2. เปิดทางแรงงานต่างชาติที่มีคุณสมบัติมีสิทธิ์ยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือทุกคน จากเดิมกำหนดไม่เกิน 25%</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานจะเปิดให้แรงงานต่างชาติที่ทำงานในไต้หวันเกิน 6 ปีและมีคุณสมบัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้ทั้งหมด จากเดิมจำกัดไว้เพียง 25% ของจำนวนแรงงานต่างชาติในสถานประกอบการ โดยภาคการผลิตสามารถคงแรงงานต่างชาติที่มีประสบการณ์ไว้ได้ทั้งหมด 100% ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแย่งงานแรงงานไต้หวัน รัฐบาลกำหนดให้สัดส่วนแรงงานต่างชาติและแรงงานกึ่งฝีมือรวมกันต้องไม่เกิน 50% ของพนักงานท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังจะมีการออกกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานกึ่งฝีมือ ให้สามารถเปลี่ยนนายจ้างหรือย้ายงานข้ามอุตสาหกรรมได้หลังครบสัญญา 3 ปี รวมถึงลดความถี่และรายการของการตรวจสุขภาพ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาการทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติ (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">3. เปิดให้ธุรกิจโรงแรมและท่าเรือเชิงพาณิชย์นำเข้าแรงงานกึ่งฝีมือได้ แต่ต้องขึ้นค่าจ้างแรงงานท้องถิ่นในสัดส่วน 1 ต่อ 1</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จะเปิดรับแรงงานต่างชาติจากต่างประเทศในตำแหน่งพนักงานบริการโรงแรม และงานขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือเชิงพาณิชย์ ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันคือ นายจ้างต้องขึ้นเงินเดือนให้พนักงานท้องถิ่นก่อนหนึ่งคนต่อการจ้างแรงงานต่างชาติหนึ่งคน และจำกัดสัดส่วนไม่เกิน 10% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">4. ยกระดับประสิทธิภาพการจัดส่งโดยรัฐ กระทรวงแรงงานมีแผนตั้งศูนย์จ้างตรงแรงงานต่างชาติในประเทศผู้ส่งออก</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อตอบรับแนวโน้มการว่าจ้างแรงงานต่างชาติอย่างเป็นธรรม กระทรวงแรงงานประกาศว่าจะจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมแรงงานต่างชาติในประเทศผู้ส่งออกแรงงานภายในไตรมาสแรกของ 2569 เพื่อทำหน้าที่จัดหากำลังคนโดยตรงและดำเนินการทดสอบคัดเลือกโดยตรงระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล เพื่อยกระดับคุณภาพในการบริการจ้างแรงงานต่างชาติ โดยคาดว่าจะจัดตั้งที่ฟิลิปปินส์เป็นแห่งแรกก่อนในไตรมาสแรก 2569</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและที่พักของไต้หวันประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง หลังการระบาดของโควิด-19 โดยมีตำแหน่งงานว่างมากกว่า 8,000 ตำแหน่ง ผู้ประกอบการจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานยังคงคัดค้าน จนกระทั่งในปีนี้ กระทรวงคมนาคมและกระทรวงแรงงานได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการเปิดรับแรงงานต่างชาติภาคโรงแรมภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นโยบายใหม่นี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลไต้หวันในการจัดการปัญหาขาดแคลนแรงงานเรื้อรัง โดยพยายามสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิแรงงานท้องถิ่น และการยกระดับคุณภาพแรงงานต่างชาติ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไต้หวันในระยะยาว</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=89347</guid>
      <pubDate>Fri, 31 Oct 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20251031_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36001920" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ข่าวดี</span><span lang="EN-US">! </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">ไต้หวันประกาศบังคับนายจ้างจ่ายเงินสมทบกองทุนบำนาญให้แรงงานต่างชาติที่ทำงานกับตนครบ 10 ปี เริ่มเมษายนปีหน้า ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 3 แสนเหรียญไต้หวัน</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/10/original/177c445d-cf46-4d56-b393-6cf59d1df9fa.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>44</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=88832</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ไต้หวันรั้งเทียร์ 1 ป้องกันค้ามนุษย์ดีเยี่ยมติดต่อกันเป็นปีที่ 16 ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของ กต. สหรัฐฯ ประจำปี 2568</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2568 &nbsp;ระบุว่า ผลการประเมินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ทั่วโลกประจำปี 2568 ไต้หวันยังคงได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน "ระดับ 1" ยกย่องไต้หวันที่ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ในการป้องกันและคุ้มครองเหยื่อค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เป็นเวลาติดต่อกันเป็นปีที่ 16 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จในการดำเนินนโยบายด้านการป้องกันการค้ามนุษย์ของรัฐบาลไต้หวันที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์การสกัดกั้นค้ามนุษย์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24.0pt;">หลิวซื่อฟาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของไต้หวันชี้แจงว่า ไต้หวันได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการเสริมสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2567 ได้มีการแก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างครอบคลุม รวมถึงดำเนินโครงการด้านประมงและสิทธิมนุษยชน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24pt; text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24pt; text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์การสกัดกั้นค้ามนุษย์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24.0pt;">นอกจากนี้ ในรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ปีนี้ ได้เสนอแนวทางและคำแนะนำจำนวน 11 ประการเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการรับมือกับปัญหาการค้ามนุษย์ในไต้หวัน ซึ่งในจำนวนนี้มีการเสนอให้อนุญาตแรงงานต่างชาติเปลี่ยนนายจ้างระหว่างสัญญาได้โดยเสรี รวมถึงการขยายหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จากกรมประมงในการตรวจสอบแรงงานในเรือประมงระยะไกล การเสริมสร้างความรู้และการรับรู้กลุ่มบุคคลเปราะบาง เช่น นักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาศึกษาในไต้หวัน ให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ขั้นพื้นฐานด้านแรงงาน รวมถึงการป้องกันการยึดเอกสารเดินทางอย่างพาสปอร์ตของแรงงานต่างชาติเป็นต้น และการเพิ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในระดับนโยบายและการปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและดำเนินการเจาะจงในแต่ละสถานการณ์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24pt; text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24pt; text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์การสกัดกั้นค้ามนุษย์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24.0pt;">สำหรับแนวทางและคำแนะนำดังกล่าว ได้ถูกรวมอยู่ใน "แผนปฏิบัติการต่อต้านการแสวงหาผลประโยชน์และการป้องกันการละเมิดสิทธิ" ของปี 2568-2569 ซึ่งรัฐบาลไต้หวันได้ดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเต็มที่</p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24pt; text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24pt; text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์การสกัดกั้นค้ามนุษย์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24.0pt;">รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของไต้หวันกล่าวย้ำว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ยังให้ความสนใจและติดตามข้อมูลด้านสิทธิแรงงานของแรงงานต่างชาติอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานในภาคการประมง ภาคสวัสดิการสังคมโดยเฉพาะผู้อนุบาลในครัวเรือน และนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งรัฐบาลไต้หวันให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเร่งด่วน ผ่านความร่วมมือในกรอบ "คณะกรรมการประสานงานด้านการป้องกันและการกำจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ" ของสภาบริหาร เพื่อประเมินและทบทวนแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการบูรณาการทรัพยากรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการปราบปรามการค้ามนุษย์และคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เสียหายอย่างเต็มที่ในทุกมิติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24pt; text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24pt; text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์การสกัดกั้นค้ามนุษย์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24.0pt;">รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ (TIP Report) เป็นรายงานประจำปีที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ฯ จัดทำขึ้นตามกฎหมายสหรัฐฯ เพื่อเสนอต่อรัฐสภา เกี่ยวกับสถานการณ์ค้ามนุษย์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยจัดอันดับประเทศต่าง ๆ ออกเป็น 3 ระดับชั้น (Tier) ตามลักษณะของการตอบสนองต่อการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ คือ </p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 24.0pt;">ระดับ 1 (Tier 1) หมายถึงประเทศที่มีการคุ้มครอง ป้องกันเหยื่อการค้ามนุษย์ และปฏิบัติตามกฎหมายตามมาตรฐานสากล ระดับชั้นที่ 2 (Tier 2) หมายถึง ประเทศที่ถูกจับตามอง และประเทศในระดับ 3 กลุ่มนี้เสี่ยงถูกสหรัฐตัดความช่วยเหลือและการสนับสนุนให้ได้รับทุนจากธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ</p>
<p class="MsoNormal">2. เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำแซงหน้าค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือผู้อนุบาลในองค์กร นักวิชาการจี้รัฐทบทวนสัดส่วนค่าจ้างขั้นต่ำและค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไต้หวันประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2569 เป็นเดือนละ 29,500 เหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 3.18% จากเดิม ซึ่งตัวเลขใหม่นี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในโครงสร้างค่าจ้างแรงงาน เพราะสูงกว่าค่าจ้างพื้นฐานของแรงงานกึ่งฝีมือในสถานดูแลผู้ป่วยที่กำหนดไว้เพียง 29,000 เหรียญไต้หวันเล็กน้อย สถานการณ์ดังกล่าวส่งสัญญาณว่า ถึงเวลาทบทวนโครงสร้างค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือและจัดทำสูตรอัตราส่วนระหว่างค่าจ้างขั้นต่ำกับค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมืออย่างเป็นระบบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภาพประกอบเป็นแรงงานกึ่งฝีมือชาวฟิลิปปินส์ที่โรงงานในจางฮั่ว (ภาพจาก newstaiwan.net)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนกันยายนระบุว่า ไต้หวันอนุมัติการยกระดับจากแรงงานทั่วไปเป็นแรงงานกึ่งฝีมือทั้งสิ้น 55,696 คน โดยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นแรงงานในภาคสวัสดิการสังคม เช่น แรงงานกึ่งฝีมือที่ทำหน้าที่อนุบาลดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ 33,413 คน ขณะที่แรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิตมีจำนวน 22,283 คน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงแรงงาน แรงงานต่างชาติที่จะยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ต้องผ่านคุณสมบัติด้านใบรับรองวิชาชีพ การฝึกอบรม หรือหลักสูตรภาคปฏิบัติที่กำหนดไว้ในแต่ละสาขา สำหรับภาคสวัสดิการสังคมยังต้องผ่านการอบรมต่อเนื่อง หรือหลักสูตรเสริม รวมถึงแสดงความสามารถด้านการสื่อสารทางภาษาด้วย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายวีรพันธ์ เสนาะพิน แรงงานไทยจากนครปฐม ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ (ภาพจากศูนย์จัดหางานหูเหว่ย &nbsp;เมืองหยุนหลิน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับการกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือในแต่ละสาขา ปัจจุบันแตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ :</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ภาคการผลิต เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ก่อสร้าง ประมง โรงฆ่าสัตว์ และเกษตร : 33,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ผู้อนุบาลในองค์กร 29,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ผู้อนุบาลในครัวเรือน 24,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรณีที่มีการปรับค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิตเพิ่มเป็น 35,000 เหรียญไต้หวัน ไม่ต้องผ่านข้อกำหนดด้านใบรับรองหรือหลักสูตรฝึกอบรมเพิ่มเติม ส่วนแรงงานกึ่งฝีมือที่เป็นผู้อนุบาลในองค์กรและในครัวเรือน หากจ่ายค่าจ้างมากกว่า 31,000 และ 26,000 ดอลลาร์ไต้หวันตามลำดับ ก็จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบรับรองใด ๆ เช่นกัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำปี 2569 ขยับขึ้นเป็น 29,500 เหรียญไต้หวัน จะสูงกว่าค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือในองค์กรและทำให้ช่องว่างระหว่างค่าจ้างขั้นต่ำกับค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือที่ทำหน้าที่เป็นผู้อนุบาลในครัวเรือน ซึ่งได้รับค่าจ้าง 24,000 เหรียญไต้หวัน ยิ่งขยายตัวเกือบ 10,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในประเด็นนี้ ศาสตราจารย์ซินปิ่งหลง จากสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (NTU) ชี้ว่า ในอดีตการกำหนดค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมืออ้างอิงจากรายได้เฉลี่ยของแรงงานกึ่งฝีมือของแรงงานท้องถิ่น แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ควรมีการพิจารณาใหม่โดยจัดทำสูตรหรืออัตราส่วนที่ชัดเจนระหว่างค่าจ้างขั้นต่ำและค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ เพื่อให้โครงสร้างค่าจ้างสะท้อนระดับทักษะและความรับผิดชอบที่แตกต่างกันอย่างเหมาะสม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามผลสำรวจค่าจ้างรายอาชีพของกระทรวงแรงงานปี 2567 กลุ่มอาชีพระดับทักษะสูงลำดับที่สอง คือช่างฝีมือผู้ควบคุมเครื่องจักร และพนักงานประกอบอุปกรณ์ มีรายได้เฉลี่ย 36,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน สะท้อนให้เห็นว่าค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือบางกลุ่มยังคงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของแรงงานกึ่งฝีมือในประเทศ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจึงอาจกลายเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้าง ที่ผลักดันให้รัฐบาลและภาคเอกชนต้องทบทวนระบบค่าจ้างใหม่ทั้งระบบ เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างแรงงานทั่วไป แรงงานกึ่งฝีมือ และแรงงานทักษะสูง ไม่ให้ความแตกต่างด้านรายได้สูญเสียความสมเหตุสมผลตามระดับทักษะที่แท้จริง</p>
<p class="MsoNormal">3. 20 แรงงานอินโดนีเซียในไต้หวันรวมตัวประท้วง ถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าต่อสัญญากว่า 1 ล้านเหรียญ กลุ่ม NGO จี้รัฐจัดการเด็ดขาด นักวิชาการชี้ระบบพึ่งพา บจง. ต้นตอการเอารัดเอาเปรียบ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา แรงงานอินโดนีเซียจำนวน 20 คน&nbsp; รวมตัวกันหน้ากระทรวงแรงงานในกรุงไทเป ท่ามกลางสายฝน เพื่อแถลงข่าวเปิดโปงกรณีถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าซื้องานหรือค่าต่อสัญญาอย่างไม่เป็นธรรม รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 เหรียญไต้หวัน พวกเขากล่าวหาว่ากระทรวงแรงงานเพิกเฉยต่อปัญหานี้ และเรียกร้องขอเข้าพบนายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อชี้แจงปัญหา พร้อมเรียกร้องจัดมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อยุติการเก็บค่าซื้องานโดยทันที แม้บริษัทจัดหางานจะรีบคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แรงงานทั้ง 20 คนหลังเรื่องราวถูกเปิดเผย และนายจ้างเปลี่ยนใช้บริการอีกบริษัทหนึ่ง แต่กลุ่มแรงงานและองค์กรสิทธิมนุษยชนยังคงยืนยันว่า กระทรวงแรงงานต้องลงโทษทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด กระทรวงแรงงานชี้ หากบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าบริการเกินกว่ามาตรฐาน ตามกฎหมายมีโทษปรับสูงสุดถึง 20 เท่าของมูลค่าที่เรียกเก็บและจะถูกสั่งพักใบอนุญาตจัดหางาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียในไต้หวันรวมตัวประท้วงหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน ถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าต่อสัญญากว่า 1 ล้านเหรียญ กลุ่ม NGO จี้รัฐจัดการเด็ดขาด (ภาพจาก TIWA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หวางลี่ถิง ตัวแทนสมาคมแรงงานระหว่างประเทศไต้หวัน (TIWA) ระบุว่า สภานิติบัญญัติของไต้หวันผ่านการแก้กฎหมายการจ้างงาน มาตรา 52 ยกเลิกข้อบังคับให้แรงงานต่างชาติต้องเดินทางกลับประเทศอย่างน้อย 1 วัน หลังทำงานครบสัญญา 3 ปี โดยอนุญาตให้ต่อสัญญาใหม่ที่ไต้หวันได้ แรงงานต่างชาติไม่ต้องกลับไปเสียค่าหัวคิวมารอบใหม่ มาตรการนี้ เป็นผลดีต่อแรงงานและนายจ้าง มีเจตนาช่วยลดการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน แต่กลับสร้างปัญหาใหม่ที่ยังคงยุติไม่ได้ เพราะส่งผลให้บริษัทจัดหางานไต้หวันมีรายได้ลดลง บางรายจึงหาวิธีเรียกรับเงินจากแรงงานต่างชาติ ไม่ว่าจะต่อสัญญากับนายจ้างรายเดิมหรือเปลี่ยนนายจ้างใหม่ โดยอ้างว่าเป็นค่าบริการจัดหางานและจัดทำเอกสาร เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป ขณะที่รัฐบาลกลับละเลยหน้าที่ ปล่อยให้บริษัทจัดหางานผูกขาดการจัดหาและเปลี่ยนงานของแรงงานต่างชาติ ทำให้แรงงานต้องพึ่งพาบริษัทจัดหางานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอกล่าวว่า ถ้าไม่จ่าย ก็ไม่มีงานทำ และปรากฏการณ์การเก็บค่าซื้อตำแหน่งงานนี้เป็นที่รู้กันทั่วไป ราคามีตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 เหรียญไต้หวันต่อราย โดยเฉพาะในกรณีแรงงานที่ต้องการเปลี่ยนนายจ้างกลางคัน แต่เพราะหลักฐานยากจะรวบรวม ทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แทบไม่มีใครสามารถเรียกเงินคืนผ่านช่องทางราชการได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียในไต้หวันรวมตัวประท้วงหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน ถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าต่อสัญญากว่า 1 ล้านเหรียญ กลุ่ม NGO จี้รัฐจัดการเด็ดขาด (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เฉินซู่เซียง นักวิจัยจาก TIWA เปิดเผยว่า หลังแรงงาน 20 คนร้องเรียนผ่านสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 และเตรียมจัดแถลงข่าว บริษัทจัดหางานที่เกี่ยวข้องจึงรีบประสานกับนายจ้างและหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อคืนเงินทั้งหมดอย่างเร่งด่วน แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่หาหลักฐานไม่ได้ แต่เป็นเพราะไม่อยากแก้ปัญหาต่างหาก</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ซุนอวี่เชียน เลขาธิการสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมเถาหยวนกล่าวเสริมว่า ค่าซื้อตำแหน่งงานและค่าจัดหางานที่สูงเกินจริงทำให้แรงงานต่างชาติกลัวถูกเลิกจ้างจนต้องเชื่อฟังบริษัทจัดหางานทุกอย่าง บางรายถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมสหภาพแรงงาน ซึ่งกระทบต่อสิทธิแรงงานโดยตรงและบั่นทอนพลังการรวมตัวของแรงงานต่างชาติ เขาเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานไม่เพียงลงโทษบริษัทจัดหางานที่เรียกเก็บค่าซื้อตำแหน่งงาน แต่ต้องจัดทำแผนนำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบรัฐต่อรัฐ ลดบทบาทของบริษัทจัดหางาน ให้รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบด้านการจัดหาและจัดสรรแรงงานต่างชาติแทน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียในไต้หวันรวมตัวประท้วงหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน ถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าต่อสัญญากว่า 1 ล้านเหรียญ กลุ่ม NGO จี้รัฐจัดการเด็ดขาด (ภาพจาก taisounds.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อปัญหาดังกล่าว กระทรวงแรงงานชี้แจงว่า จะเพิ่มการตรวจสอบและลงโทษบริษัทจัดหางานที่เรียกเก็บค่าบริการเกินจริง โดยจะร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นในการตรวจสอบเชิงรุก และหากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนักวิชาการชี้ ระบบพึ่งพาบริษัทจัดหางาน คือต้นตอของการเอาเปรียบ ศาสตราจารย์ ซินปิ่งหลง จากสถาบันพัฒนาประเทศ มหาวิทยาลัยไต้หวันชี้ว่า ปัญหานี้เกิดจากแรงงานส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาบริษัทจัดหางานตั้งแต่ก่อนเดินทางมาไต้หวัน นายจ้างจำนวนมากก็เห็นว่าบริษัทจัดหางานช่วยจัดการทุกอย่างได้สะดวก จึงยากที่จะตัดระบบนี้ออกไป แต่ค่าใช้จ่ายที่บริษัทจัดหางานเรียกรับควรอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่ใช้ฉวยโอกาสขูดรีดเพื่อหากำไรจากแรงงานที่มีฐานะยากจน ขณะที่ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เฉิงจือเยว่ จากมหาวิทยาลัยเจิ้งจื้อ กล่าวเพิ่มเติมว่า แรงงานต่างชาติต้องจ่ายค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิว ค่าฝึกอบรม และค่าซื้อตำแหน่งงานให้บริษัทจัดหางานตั้งแต่ก่อนการเดินทางในประเทศต้นทาง ทำให้รายได้จากการทำงานในช่วงปีแรกถึงปีครึ่งในไต้หวันแทบต้องนำไปชำระหนี้ทั้งหมด นี่จึงเป็นสาเหตุที่แรงงานมักเห็นว่าควรผลักภาระนี้ให้กับนายจ้างแทน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียในไต้หวันรวมตัวประท้วงหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน ถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าต่อสัญญากว่า 1 ล้านเหรียญ กลุ่ม NGO จี้รัฐจัดการเด็ดขาด (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานกล่าวว่า ค่าบริการจัดหางานจากแรงงานต่างชาตินั้น อนุญาตให้บริษัทจัดหางานต่างประเทศเรียกรับได้ก่อนการเดินทางเท่านั้น ส่วนบริษัทจัดหางานไต้หวัน อนุญาตให้เรียกรับค่าบริการดูแลเป็นรายเดือนระหว่างที่แรงงานต่างชาติทำงานอยู่ที่ไต้หวัน ในอัตราค่าบริการปีแรกเดือนละ ไม่เกิน 1,800 เหรียญไต้หวัน ปีที่ 2 เดือนละไม่เกิน 1,700 เหรียญ ปีที่ 3 เป็นต้นไป เดือนละไม่เกิน 1,500 เหรียญไต้หวัน ซึ่งได้รวมค่าบริการต่อสัญญาใหม่และช่วยเปลี่ยนนายจ้างใหม่อยู่ด้วยแล้ว ห้ามมีการเรียกรับค่าบริการจัดหางาน ค่าต่อสัญญาใหม่หรือค่าบริการหานายจ้างใหม่จากแรงงานต่างชาติอีก หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษปรับเงิน 10-20 เท่าของค่าบริการที่เรียกรับ นอกจากนี้ ยังจะถูกพักใบอนุญาตเป็นเวลา 3 เดือน</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=88832</guid>
      <pubDate>Fri, 24 Oct 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20251024_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36030720" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif; mso-ascii-font-family: Aptos; mso-ascii-theme-font: minor-latin; mso-hansi-font-family: Aptos; mso-hansi-theme-font: minor-latin;">1. ไต้หวันรั้งเทียร์ 1 ป้องกันค้ามนุษย์ดีเยี่ยมติดต่อกันเป็นปีที่ 16 ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของ กต. สหรัฐฯ ประจำปี 2568</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/10/original/870b2de8-27bd-4295-89db-10b7ec2f8b05.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>43</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=88269</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ข่าวดีของแรงงานไทย! Merida ประกาศนำเข้าแรงงานต่างชาติไม่ต้องจ่ายค่าใด ๆ และคืนค่าหัวคิวย้อนหลัง Giant เอาด้วยหลังถูกสหรัฐฯ แบนสินค้าฐานบังคับใช้แรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภายหลังจากที่บริษัท Giant Group ผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ของโลกถูกสำนักงานศุลกากรและป้องกันพรมแดนสหรัฐฯ (CBP) ออกคำสั่งระงับการนำเข้าสินค้าจากโรงงานในไต้หวันเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า พบสัญญาณของการบังคับใช้แรงงาน ตามเกณฑ์ของ CBP ถึง 5 ข้อ ในขณะที่ Giant ยืนยันว่า ได้ดำเนินนโยบายไม่เก็บค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมค่าหัวคิวในการเดินทางมาทำงานที่โรงงาน โดยบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของแรงงานต่างชาติทั้งหมด ตั้งแต่ต้นปี 2568 และประกาศให้นโยบายนี้ครอบคลุมไปยังแรงงานต่างชาติที่ยังทำงานอยู่ในปัจจุบัน เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมจักรยานของไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">Merida จักรยานและอีไบค์ระดับไฮเอนด์อีกหนึ่งแบรนด์ของไต้หวันในงานแสดงสินค้าที่ไทเป (ภาพจาก Taiwan Panorama)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ล่าสุด Merida Industry Co., Ltd. อีกหนึ่งผู้ผลิตจักรยานและอีไบค์ระดับไฮเอนด์แบรนด์ดังของไต้หวัน ได้ออกแถลงข่าวประกาศอย่างเป็นทางการว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป บริษัทจะยกเลิกการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวของบริษัทจัดหางาน รวมถึงค่าบริการทั้งหมดจากแรงงานต่างชาติ โดยบริษัทจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางและระหว่างทำงานในไต้หวันแทนแรงงาน และจะจัดทำแผนการชดเชยย้อนหลัง เพื่อคืนเงินค่าใช้จ่ายที่แรงงานต่างชาติของตนเคยจ่ายไปแล้วภายในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Merida ระบุในแถลงการณ์ว่า การยึดมั่นในจริยธรรมทางธุรกิจและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน คือค่านิยมหลักของเรา โดยยืนยันว่าบริษัทปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของไต้หวันอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงช่องว่างระหว่างกฎหมายภายในประเทศกับมาตรฐานและความคาดหวังของสังคมระหว่างประเทศ Merida ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของบริษัทสอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานและสิทธิมนุษยชนสากล</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
Michael Tseng ประธาน Merida Industry Co., Ltd. (ภาพจาก udn.com)
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติของ Merida จะมีผลครอบคลุมทั้งแรงงานต่างชาติที่เพิ่งเข้าทำงานและแรงงานที่ทำงานอยู่เดิม โดยแรงงานต่างชาติไม่ต้องจ่ายค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิว ค่าบริการรายเดือน หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ให้แก่บริษัทจัดหางานอีกต่อไป ทั้งหมดนี้จะเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่บริษัทรับผิดชอบโดยตรง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในส่วนของกรณี Giant ที่ถูก CBP ระงับนำเข้าสินค้า ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทผู้ผลิตของไต้หวันถูกสหรัฐฯ ระบุว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบบังคับแรงงาน โดยเฉพาะทำงานล่วงเวลามากผิดปกติ เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานไต้หวันให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า กระทรวงแรงงานได้เริ่มจัดทำแนวทางป้องกันการบังคับใช้แรงงาน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินและลดความเสี่ยง พร้อมย้ำว่า แรงงานบังคับคือความเสี่ยงทางธุรกิจที่ไม่อาจมองข้ามได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">โรงงานผลิตจักรยาน Merida ตั้งอยู่ที่ตำบลต้าชุน เมืองจางฮั่ว (ภาพจาก ctee.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านสมาคมแรงงานระหว่างประเทศ (TIWA) องค์กรเอ็นจีโอของไต้หวันกล่าวว่า ปัญหาการบังคับใช้แรงงานที่เกิดขึ้นในกรณีของ Giant ไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว แต่สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบแรงงานต่างชาติในไต้หวัน ซึ่งแรงงานต้องกู้หนี้จำนวนมากเพื่อจ่ายค่าหัวคิวแก่บริษัทจัดหางานก่อนการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน และยังต้องจ่ายค่าบริการดูแลรายเดือนหลังจากมาถึงแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบบนี้ แต่หน่วยภาครัฐกลับเพิกเฉยต่อปัญหา พร้อมชี้ว่าระบบแรงงานต่างชาติในปัจจุบันทำให้แรงงานต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่อง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">Merida จักรยานและอีไบค์ระดับไฮเอนด์อีกหนึ่งแบรนด์ของไต้หวันในงานแสดงสินค้าที่ไทเป (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การประกาศนโยบายครั้งนี้ Merida พยายามส่งสัญญาณต่อสังคมโลกว่า บริษัทมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมในการจ้างแรงงานต่างชาติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมจักรยานไต้หวันที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติในเวลานี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Merida Industry Co., Ltd เจ้าของรถจักรยานอีกหนึ่งแบรนด์ชั้นนำของโลกสัญชาติไต้หวัน โรงงานตั้งอยู่ที่ตำบลต้าชุน เมืองจางฮั่ว ว่าจ้างแรงงานไทยชาติเดียวมาตลอด ปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานอยู่ประมาณ 200 คน เมื่อบริษัทประกาศนโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติและจะชดเชยย้อนหลัง เพื่อคืนเงินค่าใช้จ่ายที่แรงงานไทยเคยจ่ายไปแล้วภายในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับแรงงานไทยที่อนาคตจะได้เดินทางมาทำงานกับบริษัทมาตรฐานโลกโดยไม่ต้องเสียค่าหัวคิวและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">Merida จักรยานและอีไบค์ระดับไฮเอนด์อีกหนึ่งแบรนด์ของไต้หวันในงานแสดงสินค้าที่ไทเป (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วน Giant ที่ว่าจ้างแรงงานไทยประมาณ 400 คน เริ่มใช้นโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายมาตั้งแต่ต้นปี 2568 และประกาศครอบคลุมไปยังแรงงานต่างชาติที่ยังทำงานอยู่ในปัจจุบัน นั่นหมายความว่า แรงงานไทยที่ยังทำงานอยู่กับ Giant บริษัทจะจ่ายคืนค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปแล้วแก่แรงงานไทยทุกคน</p>
<p class="MsoNormal">2. สองนักท่องเที่ยวไทยชื่นชมตำรวจไต้หวัน ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง เป็นมิตรและไม่เลือกเชื้อชาติ ช่วยตามหาโทรศัพท์ซึ่งเจ้าของเผลอทิ้งลงถังขยะจนพบ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลายเป็นเหตุการณ์ซึ้งใจในโลกออนไลน์ของไต้หวัน เมื่อคู่รักชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวแบบอิสระในกรุงไทเป เผลอทิ้งโทรศัพท์มือถือของตนลงถังขยะพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มโดยไม่รู้ตัว แต่ด้วยความพยายามช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟฟ้าไทเป ที่พยายามติดตามทุกเบาะแส สุดท้ายสามารถตามหาโทรศัพท์คืนได้จากกองขยะรวม สร้างความประทับใจแก่ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวไต้หวันที่รับรู้เรื่องราว</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคู่รักชาวไทยเดินทางไปเยี่ยมชมวัดหลงซานในกรุงไทเป หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังจากไหว้พระเสร็จ ทั้งสองเตรียมตัวขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่เมื่อจะหยิบโทรศัพท์ออกมา กลับพบว่ามือถือหายไปอย่างไร้ร่องรอย ด้วยความตกใจและไม่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ จึงรีบขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสถานีรถไฟฟ้า</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">2 นักท่องเที่ยวชาวไทยแจ้งความต่อตำรวจหลังโทรศัพท์หาย ทั้งสองฝ่ายใช้แอปแปลภาษาสื่อสารกัน (ภาพจากคลิปตำรวจ)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองตำรวจรถไฟฟ้าไทเป ได้เข้ามาช่วยเหลือในทันที แม้จะมีอุปสรรคด้านภาษา แต่ตำรวจใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาเพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งคู่ พร้อมทั้งพยายามสอบถามลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด ก่อนจะตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่านักท่องเที่ยวไม่ได้ถือโทรศัพท์ติดตัวในขณะที่เดินเข้าสถานี เมื่อย้อนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ทั้งคู่จึงจำได้ว่าตนได้ซื้อเครื่องดื่มบริเวณหน้าสถานีและทิ้งแก้วลงถังขยะ เจ้าหน้าที่จึงคาดว่า โทรศัพท์อาจถูกทิ้งลงไปพร้อมแก้วเครื่องดื่ม ตำรวจรีบกลับไปค้นหาที่ถังขยะบริเวณดังกล่าว แต่ไม่พบสิ่งใด จึงติดต่อเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดเพื่อขอค้นต่อในจุดรวมขยะ หลังการค้นหาอย่างละเอียด โทรศัพท์มือถือถูกพบอยู่ในถุงขยะกองหนึ่ง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจดูกล้องวงจรปิด พบนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งสองซื้อเครื่องดื่มบริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้าวัดหลงซานและทิ้งแก้วลงถังขยะ จึงคาดว่า โทรศัพท์ถูกทิ้งลงไปพร้อมแก้วเครื่องดื่ม (ภาพจากคลิปตำรวจ)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อได้โทรศัพท์คืน ทั้งคู่กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยความซาบซึ้งใจ พร้อมยืนยันว่าการช่วยเหลือครั้งนี้ทำให้พวกเขาประทับใจในน้ำใจและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ไต้หวันเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้ยังช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวที่เหลือของทั้งสองเป็นไปอย่างราบรื่น</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองตำรวจรถไฟฟ้าไทเปออกมาเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวว่า ควรเก็บรักษาทรัพย์สินส่วนตัวให้อยู่ในสายตาอยู่เสมอ และหากเกิดเหตุทำของหาย ไม่ควรตกใจ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สถานี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือโทรสายด่วน 110 เพื่อให้ตำรวจเข้าช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด เรื่องราวของการทุ่มเทตามหาโทรศัพท์ในกองขยะครั้งนี้ นอกจากจะสะท้อนถึงการทำงานอย่างมืออาชีพของตำรวจไต้หวันแล้ว ยังเป็นภาพสะท้อนของมิตรไมตรีที่อบอุ่นระหว่างเจ้าบ้านกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจดูกล้องวงจรปิด พบนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งสองซื้อเครื่องดื่มบริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้าวัดหลงซานและทิ้งแก้วลงถังขยะ จึงคาดว่า โทรศัพท์ถูกทิ้งลงไปพร้อมแก้วเครื่องดื่ม (ภาพจากคลิปตำรวจ)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความประทับใจของชาวต่างชาติต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไต้หวัน มักสะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของ &ldquo;เจ้าหน้าที่ผู้เอาใจใส่ ใกล้ชิดประชาชน และมีความเป็นมืออาชีพสูง&rdquo; ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ชาวต่างชาติหลายคนกล่าวถึงเมื่อมีประสบการณ์โดยตรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในกรณีของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ทำโทรศัพท์มือถือหล่นหายในกองขยะ เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นตัวอย่างเด่นที่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของตำรวจไต้หวันในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเต็มที่ แม้จะมีอุปสรรคด้านภาษา แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เช่น แอปพลิเคชันแปลภาษา เพื่อสื่อสารกับผู้เสียหายอย่างเข้าใจและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความละเอียดรอบคอบในการสืบหาข้อมูล ทั้งการตรวจภาพจากกล้องวงจรปิด การย้อนเส้นทาง และการลงพื้นที่ค้นหาด้วยตนเอง แม้ต้องตามหาจากกองขยะก็ไม่ย่อท้อ สิ่งเหล่านี้สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะสะท้อนถึง &ldquo;จิตบริการ&rdquo; และ &ldquo;ความรับผิดชอบในหน้าที่&rdquo; ของตำรวจไต้หวัน ซึ่งไม่เพียงปฏิบัติงานตามกฎหมาย แต่ยังเข้าใจความรู้สึกของผู้คน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่อยู่ในสภาวะลำบากใจในต่างแดน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หลังได้โทรศัพท์คืนมา นักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งคู่ประทับใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจรถไฟฟ้าไทเป ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก (ภาพจากตำรวจ)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาพลักษณ์ของตำรวจไต้หวันที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นมิตร สุภาพ และไม่เลือกเชื้อชาติ จึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไต้หวันได้รับคำชื่นชมว่าเป็นประเทศที่ปลอดภัยและอบอุ่น สำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และยังเป็นแบบอย่างของการบริการสาธารณะที่สร้างความไว้วางใจระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนอย่างแท้จริง</p>
<p class="MsoNormal">3. รองผู้ว่าการเถาหยวนร่วมงานมหากาลทานกฐินวันออกพรรษาที่จงลี่ เชิดชูแรงงานไทยมีน้ำใจและช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา นายซูจวิ้นปิน รองผู้ว่าการนครเถาหยวน เดินทางไปยังเขตจงลี่ เพื่อร่วมงานมหากาลทานกฐินในโอกาสเทศกาลออกพรรษาของชาวไทย ซึ่งจัดขึ้นที่สนามฟุตบอลหลงกัง ในเขตจงลี่ โดยวัดบุญญาราม ไต้หวัน รองผู้ว่าการนครเถาหยวนกล่าวว่า &ldquo;ชาวไทยซึ่งทำงานและอาศัยอยู่ในไต้หวัน โดยเฉพาะในเถาหยวน มีส่วนร่วมสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ชาวเถาหยวนตระหนักว่า เพื่อนชาวไทยได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อชุมชนนี้&rdquo; พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ภัยพิบัติอ่างเก็บน้ำธรรมชาติถล่มในพื้นที่ตำบลกวงฟู่ เมืองฮัวเหลียน เมื่อไม่นานมานี้ มีแรงงานต่างชาติหลายกลุ่ม รวมถึงชาวไทยจำนวนมาก ได้อาสาร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยตนเอง ทั้งขับรถแบ็กโฮและถือพลั่วเข้าช่วยงานอย่างไม่ลังเล &ldquo;ผมขอขอบคุณอย่างจริงใจที่ทุกท่านได้แสดงออกถึงความรักและความเมตตาผ่านการลงมือปฏิบัติจริง และถือไต้หวันคือบ้านหลังที่สองและเป็นครอบครัวเดียวกัน&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายซูจวิ้นปิน (สวมเสื้อสูทและกางเกงยีนส์) รองผู้ว่าการเถาหยวนร่วมงานมหากาลทานกฐินวันออกพรรษาที่จงลี่ จัดโดยวัดบุญญาราม ไต้หวัน (ภาพจาก สนง. ประชาสัมพันธ์ นครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รองผู้ว่าการนครเถาหยวนผู้นี้กล่าวเพิ่มเติมว่า เทศกาลทำบุญออกพรรษาเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวพุทธ ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งทั้งในด้านจิตใจและวัฒนธรรม เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการสั่งสมบุญกุศลและความสงบสุขของสังคม &ldquo;เทศกาลนี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการส่งต่อความดี แต่ยังช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจให้มั่นคงและสงบสุข&rdquo; เขากล่าว พร้อมแสดงความขอบคุณต่อสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยที่ให้การสนับสนุน และคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์จากวัดบุญญารามที่ได้จัดงานนี้ขึ้น โดยวัดบุญญารามเพิ่งจะจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ เป็นที่พึ่งทางใจที่สำคัญของแรงงานไทยและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวไทยในพื้นที่นครเถาหยวน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายซูจวิ้นปิน (สวมเสื้อสูทและกางเกงยีนส์) รองผู้ว่าการเถาหยวนร่วมงานมหากาลทานกฐินวันออกพรรษาที่จงลี่ จัดโดยวัดบุญญาราม ไต้หวัน (ภาพจาก สนง. ประชาสัมพันธ์ นครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รองผู้ว่าการนครเถาหยวนยังกล่าวว่า ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา นครเถาหยวนมีประชากรเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนคน และมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ก้าวกระโดด โดยมีแรงงานไทยเป็นกำลังสำคัญ &ldquo;ปัจจุบันในเถาหยวนมีผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวไทยประมาณ 3,000 คน และแรงงานไทยร่วม 20,000 คน แรงงานไทยมีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของเถาหยวน จากมูลค่าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 2 ล้านล้านเหรียญไต้หวันเติบโตเป็น 4 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ความสำเร็จเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดแรงงานไทยผู้ขยันและมุ่งมั่น&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หลังเสร็จพิธีเปิดงาน นายซูจวิ้นปิน รองผู้ว่าการเถาหยวน นมัสการพระมหาปรกฤษณ์ กนฺตสีโล ประธานสงฆ์วัดบุญญาราม ไต้หวัน (ภาพจาก สนง. ประชาสัมพันธ์ นครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งพิธีทำบุญตักบาตร ขบวนแห่ประเพณีออกพรรษา รวมถึงมีซุ้มอาหารไทยที่ได้รับความสนใจจากชาวไต้หวันและแรงงานไทยเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นของมิตรภาพระหว่างชาวไทยและชาวไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หลังเสร็จพิธีเปิดงาน นายซูจวิ้นปิน รองผู้ว่าการเถาหยวน นมัสการพระมหาปรกฤษณ์ กนฺตสีโล ประธานสงฆ์วัดบุญญาราม ไต้หวัน (ภาพจาก สนง. ประชาสัมพันธ์ นครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในงานยังมีผู้แทนจากหน่วยงานไต้หวันและไทยเข้าร่วมงาน อาทิ สมาชิกสภาเทศบาลเถาหยวน ผู้อำนวยการกองสตรีและเยาวชน หัวหน้าเขตจงลี่ ส่วนหน่วยงานฝ่ายไทย มีนายทศพล สุมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานไทย ไทเปและคณะ นายโอม คูศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป ฯลฯ งานบุญออกพรรษาของชาวไทยในเถาหยวนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นกิจกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความเมตตาและความร่วมมือระหว่างประชาชนไทยและไต้หวัน ที่ร่วมกันสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจและความเอื้ออาทรบนผืนแผ่นดินเดียวกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">คณะลูกศิษย์และชาวไทยที่ไปร่วมงานมหากาลทากฐินวันออกพรรษา (ภาพจากเฟซบุ๊กวัดบุญญาราม ไต้หวัน)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=88269</guid>
      <pubDate>Fri, 17 Oct 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20251017_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36008640" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ข่าวดีของแรงงานไทย</span><span lang="EN-US">!</span></b><b><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;"> </span><span lang="EN-US">Merida </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">ประกาศนำเข้าแรงงานต่างชาติไม่ต้องจ่ายค่าใด ๆ และคืนค่าหัวคิวย้อนหลัง </span><span lang="EN-US">Giant </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">เอาด้วยหลังถูกสหรัฐฯ แบนสินค้าฐานบังคับใช้แรงงาน</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/10/original/906ea5a7-f328-483e-ac14-3d41d114233c.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>42</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=87770</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1.&nbsp;สหรัฐฯ แบนสินค้าจาก Giant ยักษ์ใหญ่จักรยานไต้หวัน ปมบังคับใช้แรงงาน นักวิชาการเตือน หากไม่เร่งแก้ปัญหาการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างเป็นธรรม เสี่ยงกระทบทุกบริษัทส่งออก</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สหรัฐอเมริกาออกมาตรการระงับการนำเข้าสินค้าจากบริษัท Giant Group ผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ของโลกสัญชาติไต้หวัน ภายหลังสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) สรุปผลการสอบสวนว่าบริษัทมีพฤติกรรมเข้าข่ายบังคับใช้แรงงาน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการอุตสาหกรรมส่งออกของไต้หวันอย่างมาก และอาจกลายเป็นสัญญาณเตือนแก่ผู้ประกอบการทุกรายที่ต้องพึ่งพาตลาดโลก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">Giant ยักษ์ใหญ่จักรยานไต้หวัน หันกลับมาว่าจ้างแรงงานไทยอีกครั้ง โดยใช้นโยบายแรงงานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ปัจจุบันนำเข้าแรงงานไทยแล้ว 400 คน จากการว่าจ้างแรงงานต่างชาติทั้งหมด 500 คน (ภาพจากเว็บ Giant Group)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานระบุว่า CBP พบพฤติกรรมละเมิดตามเกณฑ์ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) อาทิ ปล่อยให้บริษัทจัดหางานต้นทางเรียกรับค่าบริการหรือค่าหัวคิวที่แพง สภาพแวดล้อมในที่พักย่ำแย่และบังคับให้ทำงานล่วงเวลาเกินควร ฯลฯ เนื่องจากไต้หวันและสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างเจรจาการค้าและภาษีศุลกากร การที่วอชิงตันชี้เป้าไปยัง Giant โดยตรง ย่อมสะท้อนท่าทีว่าฝ่ายสหรัฐฯ มองว่าบริษัทได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยวิธีการเอาเปรียบแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">Giant ยักษ์ใหญ่จักรยานไต้หวัน หันกลับมาว่าจ้างแรงงานไทยอีกครั้ง โดยใช้นโยบายแรงงานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ปัจจุบันนำเข้าแรงงานไทยแล้ว 400 คน จากการว่าจ้างแรงงานต่างชาติทั้งหมด 500 คน (ภาพจากเว็บ Giant Group)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อปัญหาข้างต้น ศาสตราจารย์ซิน ปิ่งหลง จากสถาบันการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยไต้หวัน วิเคราะห์ว่า ประเด็นหลักที่สหรัฐฯ เน้นคือ การนำเข้าและจ้างแรงงานต่างชาติอย่างเป็นธรรม และเมื่อประเด็นนี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับการค้า เป็นสัญญาณเตือนว่า ผู้ส่งออกทุกรายของไต้หวันจะละเลยไม่ได้เด็ดขาด เขาเตือนว่า หากไม่เร่งดำเนินมาตรการ เช่น การทำให้แรงงานต่างชาติเดินทางเข้ามาทำงาน โดยไม่ต้องเสียค่าหัวคิวและใช้จ่ายต่าง ๆ ตามมาตรฐานสากลหรือระบบ RBA บริษัทส่งออกจะเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการลงโทษเหมือนกรณี Giant</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">Giant ยักษ์ใหญ่จักรยานไต้หวัน หันกลับมาว่าจ้างแรงงานไทยอีกครั้ง โดยใช้นโยบายแรงงานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ปัจจุบันนำเข้าแรงงานไทยแล้ว 400 คน จากการว่าจ้างแรงงานต่างชาติทั้งหมด 500 คน (ภาพจากเว็บ Giant Group)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นักวิชาการชี้ว่า บริษัทในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยเฉพาะผู้ผลิตให้กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ เช่น Apple ถูกกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานหลักจรรยาบรรณแห่งพันธมิตรธุรกิจผู้มีความรับผิดชอบ (Responsible Business Alliance) เรียกย่อว่ามาตรฐาน RBA ซึ่งครอบคลุมสิทธิแรงงาน ความปลอดภัย สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และจริยธรรม โดยบริษัทแม่ยังมักส่งทีมงานมาตรวจสอบโรงงานผู้ผลิตเป็นระยะ ระบบนี้ บริษัทในไต้หวันขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มนำมาใช้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากบังคับใช้อย่างจริงจัง การจ้างแรงงานต่างชาติแบบนายจ้างจ่ายค่าหัวคิวและค่าใช้จ่ายทุกอย่าง จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นราวปีละ 100,000 เหรียญไต้หวันต่อแรงงานต่างชาติหนึ่งคน ซึ่งอาจเป็นภาระหนักต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นักวิชาการเตือน หากไม่เร่งแก้ปัญหาการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างเป็นธรรม เสี่ยงกระทบทุกบริษัทส่งออก (ภาพจาก An Rong Xu for The New York Times)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านศาสตราจารย์ อู๋ต้าเริ่น จากภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย NCU ให้ความเห็นว่า กรณี Giant ถือเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญ เพราะที่ผ่านมาไต้หวันไม่ค่อยถูกจับตาในด้านการละเมิดสิทธิแรงงาน แต่การที่ CBP ลงมือแบนบริษัทไต้หวันอย่างเป็นทางการ ย่อมหมายถึงว่าสหรัฐฯ เริ่มหันมาโฟกัสประเด็นนี้ หากมีบริษัทอื่น ๆ ถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมดั้งเดิมหรือไฮเทค ล้วนหลีกเลี่ยงไม่พ้นในเรื่องแรงกดดัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">Giant ยักษ์ใหญ่จักรยานไต้หวัน ถูกสหรัฐฯ แบนสินค้า จาก ปมบังคับใช้แรงงาน&nbsp; (ภาพจากเว็บ Giant Group)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้าน ศาสตราจารย์ ชิวต๋าเซิง กรรมการบริหารสมาคมการค้าอุตสาหกรรมเอเชียแปซิฟิกอธิบายว่า กรณีนี้สะท้อนปรากฏการณ์การคุ้มครองรูปแบบใหม่ที่นานาชาติใช้กัน คือการกีดกันการค้าโดยใช้เงื่อนไขด้านแรงงาน (Blue Protectionism) และ การกีดกันการค้าโดยใช้เงื่อนไขด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ Green Protectionism ประเทศที่เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก เช่น ไต้หวันย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง เขาเปรียบเทียบว่า ที่ผ่านมาสินค้าจากมณฑลซินเจียงของจีนแผ่นดินใหญ่ มาเลเซีย และไทย ต่างเคยถูกสหรัฐฯ สั่งระงับนำเข้าสินค้า ด้วยข้อกล่าวหาลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ้าย ถุงมือยาง หรือผลิตภัณฑ์ประมง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาคารสำนักงานใหญ่ของ&nbsp;Giant Group ที่นครไทจง&nbsp; (ภาพจากเว็บ Giant Group)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรณี Giant ถูกแบน ไม่เพียงกระทบต่อบริษัทเพียงรายเดียว แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า &ldquo;มาตรฐานแรงงาน&rdquo; ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นเงื่อนไขการค้าในระดับโลก ผู้ประกอบการไต้หวันทุกรายที่พึ่งพาการส่งออก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ จำเป็นต้องปรับตัวอย่างจริงจัง มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญบทลงโทษที่รุนแรงยิ่งกว่าในอนาคต</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาคารสำนักงานใหญ่ของ&nbsp;Giant Group ที่นครไทจง&nbsp; (ภาพจากเว็บ Giant Group)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เท่าที่ทราบ ปัจจุบัน Giant Group เจ้าของ Giant แบรนด์จักรยานระดับโลก มีฐานผลิตอยู่นครไทจง ว่าจ้างแรงงานต่างชาติประมาณ 500 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทยประมาณ 400 คนและเวียดนามเหลืออีก 100 คน เดิมว่าจ้างแรงงานไทยทั้งหมด ต่อมาเนื่องจากแรงงานที่ประสงค์เดินทางมาทำงานในไต้หวันลดน้อยลง จึงหันไปนำเข้าแรงงานเวียดนาม แต่บริษัทเห็นว่า แรงงานไทยขยันและให้ความร่วมมือมากกว่า ประกอบกับปัจจุบันแรงงานไทยต้องการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันมากขึ้น ดังนั้นช่วง 2-3 ปีมานี้ บริษัทเริ่มเปลี่ยนมานำเข้าแรงงานไทยใหม่อีกครั้ง โดยทยอยนำเข้าแรงงานไทยมาทดแทนแรงงานเวียดนามที่ทำงานครบสัญญาแล้ว นอกจากนี้ บริษัทเริ่มใช้ระบบใกล้เคียงกับ RBA โดยแรงงานไทยที่เดินทางมาทำงาน ไม่ต้องจ่ายค่าหัวคิวและค่าเดินทาง บริษัทจะรับผิดชอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา การลงโทษ Giant ครั้งนี้ สหรัฐฯ อาจใช้ข้อมูลเก่าที่องค์กรไม่แสวงหากำไรสำรวจในปีก่อน ๆ และนำมาตีพิมพ์เป็นรายงานในปี 2567</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">Giant แบรนด์จักรยานชั้นนำของโลกสัญชาติไต้หวัน ส่งออกสินค้าไปยังทั่วโลก ตลาดใหญ่อยู่ที่ยุโรปและสหรัฐอเมริการ ฯลฯ&nbsp; (ภาพจากเว็บ Giant Group)</p>
<p class="MsoNormal">2. ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไต้หวันทลายขบวนการบริษัทจัดหางานปลอม ลวงแรงงานต่างชาติบังคับขายบริการทางเพศ อัยการสั่งฟ้องข้อหาค้ามนุษย์</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสาขาเจียอี้แถลงข่าว ผลคืบหน้าคดีบริษัทจัดหางานแอบอ้างนำเข้าแรงงานต่างชาติด้วยเอกสารปลอม ก่อนบังคับเหยื่อเข้าสู่วงจรค้าประเวณี ล่าสุดอัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาหลัก 3 ราย พร้อมพวกรวมกว่า 10 คน ฐานละเมิดกฎหมายหลายมาตรา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เจียอี้ ทลายขบวนการบริษัทจัดหางานปลอม ลวงแรงงานต่างชาติบังคับขายบริการทางเพศ (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีนี้เริ่มจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเจียอี้ได้รับเบาะแสว่า สถานประกอบการสปาแห่งหนึ่งในนครเกาสงถูกใช้เป็นแหล่งจัดหาหญิงต่างชาติเข้าสู่การค้าประเวณี หลังรวบรวมพยานหลักฐาน ทีมเจ้าหน้าที่ได้ประสานสำนักงานอัยการเกาสงและตำรวจพื้นที่ดำเนินการตรวจค้นเมื่อเดือนมีนาคม 2567 ผลการบุกค้นพบหญิงเวียดนาม 12 คน โดยหนึ่งในนั้น เป็นแรงงานที่ถูกนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายในตำแหน่งผู้อนุบาล แต่กลับถูกบังคับให้ขายประเวณี หลังการตรวจสอบผู้อนุบาลเวียดนามรายนี้ถูกจัดเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เจียอี้ ทลายขบวนการบริษัทจัดหางานปลอม ลวงแรงงานต่างชาติบังคับขายบริการทางเพศ (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า ในช่วงเวลาเดียวกันยังมีแรงงานเวียดนามอีก 4 คนถูกนำเข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้อนุบาลเพื่อดูแลผู้ป่วย แต่จากการตรวจสอบพื้นที่พักอาศัยกลับไม่พบการทำงานจริง อัยการจึงสั่งขยายผลพร้อมหมายค้นบริษัทจัดหางานในเดือนเมษายน 2025 พบว่า นายกง ผู้ต้องหาซึ่งเป็นชายชาวไต้หวัน อาศัยตำแหน่งพนักงานในบริษัทจัดหางาน หานายจ้างปลอมยื่นขอนำเข้าแรงงานหญิงเวียดนามในตำแหน่งผู้อนุบาล เมื่อแรงงานเดินทางถึงไต้หวัน กลุ่มผู้ต้องหาจะรีบเคลื่อนย้ายออกจากบ้านนายจ้างภายใน 1 วัน และบังคับเข้าสู่ขบวนการค้าประเวณีทันที</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เจียอี้ ทลายขบวนการบริษัทจัดหางานปลอม ลวงแรงงานต่างชาติบังคับขายบริการทางเพศ พบหญิงเวียดนาม 12 คน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขบวนการค้ามนุษย์แก๊งนี้แบ่งหน้าที่ชัดเจน โดยนายหลิน 1 ในผู้ต้องหาเป็นผู้เช่าบ้านพักเพื่อกักขังและควบคุมเหยื่อ ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เหยื่อไม่รู้ภาษา ไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือ จากนั้นนายจาง อีก 1 ผู้ต้องหาจะทำหน้าที่นำเหยื่อไปยังสปาในเกาสงเพื่อค้าประเวณี เหยื่อยังเปิดเผยว่า ก่อนเดินทางเข้ามา นายจางอ้างว่าจะสำรองค่าใช้จ่ายในการเดินทางกว่า 150,000 เหรียญไต้หวัน แต่เมื่อมาถึงแล้วกลับถูกบังคับให้ชำระหนี้เดือนละ 30,000 เหรียญภายใน 4 เดือน ทั้งยังถูกหักรายได้จากการขายบริการครั้งละ 800&ndash;1,000 เหรียญ และต้องจ่ายเงินประกัน 8,000 เหรียญ รวมถึงค่าที่พักอีกเดือนละ 5,000 เหรียญ แสวงหาประโยชน์จากเหยื่อทุกรูปแบบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เจียอี้ ทลายขบวนการบริษัทจัดหางานปลอม ลวงแรงงานต่างชาติบังคับขายบริการทางเพศ พบหญิงเวียดนาม 12 คน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระหว่างปฏิบัติการตรวจค้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจยึดคอมพิวเตอร์ เอกสารบัญชี และแฟ้มลูกค้าจำนวนมาก พร้อมควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องรวมถึงนายกง ผู้ต้องหาหลัก ซึ่งถูกตั้งข้อหาหนักและมีพฤติกรรมเสี่ยงหลบหนีหรือสมคบคิดกับพวกพ้อง สำนักงานอัยการเกาสงได้สรุปสำนวนเมื่อเดือนกันยายน สั่งฟ้องกลุ่มผู้ต้องหาจำนวน 10 ราย นำโดยนายกง นายหลิน และนายจาง ฐานละเมิดกฎหมายป้องกันการค้ามนุษย์ ประมวลกฎหมายอาญาเรื่องการค้าประเวณี การปลอมแปลงเอกสาร และกฎหมายการจ้างงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">บริษัทจัดหางานนำเข้าแรงงานต่างชาติด้วยเอกสารปลอม ก่อนบังคับเหยื่อเข้าสู่วงจรค้าประเวณี อัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาหลัก 3 ราย พร้อมพวกรวมกว่า 10 คน ข้อหาค้ามนุษย์และอีกหลายข้อหา&nbsp;(ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแถลงว่า จะเดินหน้าร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่น ๆ ปราบปรามการละเมิดกฎหมายแรงงานและการค้ามนุษย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมสกัดกั้นเครือข่ายจัดหางานผิดกฎหมายจากต้นทาง เพื่อคุ้มครองแรงงานต่างชาติที่เดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวันอย่างสุจริต ขณะเดียวกัน ได้เรียกร้องให้ประชาชน รวมถึงแรงงานต่างชาติ หากมีข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงานหรือนายหน้าผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุกพื้นที่ หรือสถานีตำรวจใกล้เคียง เพื่อร่วมกันปกป้องความสงบเรียบร้อยของสังคม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">บริษัทจัดหางานนำเข้าแรงงานต่างชาติด้วยเอกสารปลอม ก่อนบังคับเหยื่อเข้าสู่วงจรค้าประเวณี อัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาหลัก 3 ราย พร้อมพวกรวมกว่า 10 คน ข้อหาค้ามนุษย์และอีกหลายข้อหา&nbsp;(ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">3. เมาแล้วกร่างเหมือนกันทุกชาติ! จับ 5 แรงงานอินโดนีเซียเมาสุราเปิดศึกใช้ขวดเหล้าฟาดกันนัวคืนไหว้พระจันทร์กลางถนนในเกาสง ทำจราจรติดขัด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ประชาชนส่วนใหญ่จัดปาร์ตี้บาร์บีคิวและดื่มฉลองตามธรรมเนียม เกิดเหตุทะเลาะวิวาทรุนแรงขึ้นที่เขตซินซิง นครเกาสง รุ่งเช้าเวลาประมาณ 03.46 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม ส่งผลให้การจราจรบริเวณถนนปาเต๋อเอ้อร์ลู่ ติดขัดชั่วคราว เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งระดมกำลังเข้าระงับเหตุ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">5 แรงงานอินโดนีเซียเมาสุราเปิดศึกฟาดกันนัวด้วยขวดเหล้าในคืนไหว้พระจันทร์กลางถนนในเกาสง ทำจราจรติดขัด (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจนครเกาสง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจซินซิงแถลงว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 5 คน เป็นแรงงานอินโดนีเซียทั้งหมด ซึ่งต่างไม่รู้จักกันมาก่อน กลุ่มแรงงานทั้งห้ากำลังนั่งดื่มอยู่บริเวณหน้าร้านค้าใกล้จุดเกิดเหตุ ก่อนจะเกิดปากเสียงกันจากการเขม่นกันจนไม่พอใจ ลุกลามกลายเป็นใช้ขวดสุราฟาดทำร้ายร่างกายกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">5 แรงงานอินโดนีเซียเมาสุราเปิดศึกฟาดกันนัวด้วยขวดเหล้าในคืนไหว้พระจันทร์กลางถนนในเกาสง ตำรวจรุดไปยับยั้ยเหตุ (ภาพจาก TVBS)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานอินโดนีเซียที่ถูกตำรวจควบคุมตัว มีตั้งแต่อายุ 25-46 ปี ทั้งหมดเป็นแรงงานถูกกฎหมายทำงานในโรงงานที่เกาสง ขณะเกิดเหตุ อยู่ในอาการมึนเมาและมีปากเสียงกันจนถึงขั้นใช้กำลังชกต่อย บางคนใช้ขวดสุราทุบศีรษะคู่กรณี ต่างได้รับบาดเจ็บไปตาม ๆ กันแต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">5 แรงงานอินโดนีเซียเมาสุราเปิดศึกฟาดกันนัวด้วยขวดเหล้าในคืนไหว้พระจันทร์กลางถนนในเกาสง ตำรวจรุดไปยับยั้ยเหตุ (ภาพจาก TVBS)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าระงับเหตุและควบคุมตัวแรงงานอินโดนีเซียผู้ก่อเหตุทั้ง 5 ก่อนนำตัวกลับไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ หลังจากสอบปากคำเบื้องต้นได้ส่งสำนวนไปยังสำนักงานอัยการเกาสงดำเนินคดี ในข้อหาทำร้ายร่างกายและก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญาของไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">5 แรงงานอินโดนีเซียเมาสุราเปิดศึกฟาดกันนัวด้วยขวดเหล้าในคืนไหว้พระจันทร์กลางถนนในเกาสง บาดเจ็บหลายคนแต่อาการไม่อันตรายถึงชีวิต (ภาพจากสถานีตำรวจนครเกาสง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจเกาสงเปิดเผยว่า แม้การดื่มฉลองในช่วงเทศกาลจะเป็นเรื่องปกติของประชาชน แต่การดื่มเกินขนาดและก่อเหตุรุนแรงถือเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ และย้ำว่าจะเพิ่มการตรวจตราในช่วงวันหยุดเทศกาลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับ 5 แรงงานอินโดนีเซียเมาสุราเปิดศึกฟาดกันนัวด้วยขวดเหล้าในคืนไหว้พระจันทร์กลางถนนในเกาสง (ภาพจากสถานีตำรวจนครเกาสง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การดื่มสุรานั้น ฤทธิ์แอลกอฮอล์ จะส่งผลต่อสมองและระบบประสาทส่วนกลางของมนุษย์เหมือนกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน เพราะกลไกทางชีวเคมีเหมือนกัน เมื่อดื่มสุราเข้าไป แอลกอฮอล์จะไปยับยั้งการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมเหตุผลและการยับยั้งพฤติกรรม ทำให้ผู้ดื่มปลดปล่อยตัวเองมากขึ้น พูดง่ายคือกล้าทำในสิ่งที่ปกติอาจไม่กล้า เช่น พูดเสียงดัง ทะเลาะวิวาท หรือแสดงความก้าวร้าว สรุปแล้วแอลกอฮอล์ไม่ได้เปลี่ยนคน มันแค่เปิดเผยสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจคนต่างหาก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับ 5 แรงงานอินโดนีเซียเมาสุราเปิดศึกฟาดกันนัวด้วยขวดเหล้าในคืนไหว้พระจันทร์กลางถนนในเกาสง (ภาพจากสถานีตำรวจนครเกาสง)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=87770</guid>
      <pubDate>Fri, 10 Oct 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20251010_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36029760" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif; mso-bidi-language: TH;">1.&nbsp;</span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif; mso-bidi-language: TH;">สหรัฐฯ แบนสินค้าจาก </span></b><b><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">Giant </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif; mso-bidi-language: TH;">ยักษ์ใหญ่จักรยานไต้หวัน ปมบังคับใช้แรงงาน นักวิชาการเตือน หากไม่เร่งแก้ปัญหาการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างเป็นธรรม เสี่ยงกระทบทุกบริษัทส่งออก</span></b><b><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/10/original/c37eee46-d6e6-4ca3-aa5b-0b4ec32a6cab.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>41</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=87192</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ไต้หวันลดค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมายและเข้ามอบตัวก่อนถูกจับ แต่ต้องเดินทางตามกำหนดเวลา เริ่ม 1 ต.ค. เป็นต้นไป</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงมหาดไทยไต้หวันได้ออกประกาศแก้ไขร่างข้อบังคับว่าด้วย &ldquo;มาตรการพิจารณาเหตุพิเศษและการลดหย่อนโทษปรับ ตามมาตรา 74-1 ของกฎหมายคนเข้าเมือง&rdquo; สาระสำคัญของการแก้ไขคือ การเพิ่มเหตุพิเศษให้แก่ชาวต่างชาติหรือชาวไต้หวันที่ไม่มีทะเบียนบ้านซึ่งอยู่เกินกำหนดวีซ่าหรือบัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) หมดอายุ เข้ามอบตัวต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบ และแสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจ พร้อมยอมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ชำระค่าปรับและเดินทางกลับประเทศตามกำหนดเวลา จะได้รับสิทธิลดโทษปรับลงครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ การแก้ไขร่างข้อบังคับดังกล่าว ผ่านช่วงประกาศให้สาธารณชนแสดงความเห็นไปแล้วเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา และประกาศมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นไป<br></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภาพบรรยากาศชาวต่างชาติเดินทางเข้าไต้หวันที่ท่าอากาศยานนานาชาติเถหยวน (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">กฎหมายปัจจุบันและเหตุผลการแก้ไข</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎหมายคนเข้าเมือง มาตรา 74-1 วรรคสอง กำหนดว่า ชาวต่างชาติหรือชาวไต้หวันที่ไม่มีทะเบียนบ้าน หากอยู่เกินกำหนดพำนัก จะถูกปรับตั้งแต่ 10,000 &ndash; 50,000 เหรียญไต้หวัน แต่ก็มีข้อยกเว้น หากมีเหตุพิเศษที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นสมควร สามารถลดหย่อนโทษได้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบัน ข้อบังคับดังกล่าวกำหนดเหตุพิเศษไว้แล้ว 6 ประการ ที่สามารถลดโทษปรับลงครึ่งหนึ่ง เช่น ต้องดูแลบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ช่วยเหลือครอบครัวที่อยู่ในสถานการณ์พิเศษ มีความพิการหรือเจ็บป่วย รวมถึงกรณีตั้งครรภ์และการคลอดบุตร เป็นต้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยที่เดินทางกลับประเทศ ช่วงสถานการณ์โควิดกำลังระบาดเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ร่างแก้ไขล่าสุดจึงเสนอให้เพิ่มเหตุพิเศษข้อที่ 7 คือ การที่ผู้พำนักเกินกำหนดเข้ามอบตัวก่อนถูกตรวจพบ และยินยอมดำเนินการเดินทางออกนอกประเทศด้วยตนเอง โดยรวมถึงการเตรียมค่าใช้จ่ายในการซื้อตั๋วเครื่องบิน การขอเอกสารเดินทางกลับประเทศ การซื้อตั๋วตามกำหนด และการชำระค่าปรับตามเวลาที่กำหนด เริ่มมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้จะเข้ามอบตัวและแสดงความตั้งใจจะเดินทางกลับ แต่หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในภายหลัง เช่น ไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด ไม่ดำเนินการขอเอกสารเดินทาง หรือไม่ออกนอกประเทศภายในเวลากำหนด สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีสิทธิยกเลิกการลดหย่อนโทษและเรียกเก็บค่าปรับส่วนที่เหลือเต็มจำนวน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยที่เดินทางกลับประเทศ ช่วงสถานการณ์โควิดกำลังระบาดเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงมหาดไทยระบุว่า การแก้ไขครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดออกมามอบตัวด้วยความสมัครใจ แทนที่จะรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจจับ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคนเข้าเมือง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงของประเทศ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการเสริมสร้างประสิทธิภาพทางการปกครอง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เรื่องไต้หวันลดค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดวีซ่าและเข้ามอบตัวก่อนถูกจับ แต่ต้องเดินทางตามกำหนดเวลา เริ่ม 1 ต.ค. เป็นต้นไป</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทลงโทษในกฎหมายคนเข้าเมืองฉบับปัจจุบัน ชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า แรงงานต่างชาติที่ปล่อยให้บัตร ARC หมดอายุ หรือที่หลบหนีนายจ้างถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงานและบัตรถิ่นที่อยู่ จะต้องเสียอัตราค่าปรับตามกำหนดเวลาที่หลบหนีหรืออยู่เลยกำหนดดังนี้ :</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ไม่เกิน 10 วัน เสียค่าปรับ 10,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 11 วันขึ้นไป ไม่เกิน 30 วัน เสียค่าปรับ 20,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 31 วันขึ้นไป ไม่เกิน 60 วัน เสียค่าปรับ 30,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 61 วันขึ้นไป ไม่เกิน 90 วัน เสียค่าปรับ 40,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 91 วันขึ้นไป เสียค่าปรับ 50,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">นอกจากเสียค่าปรับเพิ่มขึ้นแล้ว ยังจำกัดสิทธิ์ห้ามเดินทางเข้าไต้หวันเป็นเวลา 7 ปี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">2. แรงงานต่างชาติหลบหนีในไต้หวันพุ่งแตะแสน เวียดนามหนีเพิ่มสูงสุด ฟิลิปปินส์น้อยสุด แรงงานหลบหนีก่ออาชญากรรมเพิ่มตาม</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลสถิติที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยไต้หวันเปิดเผยล่าสุด พบว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวนแรงงานต่างชาติที่หลบหนีและกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายมีทั้งหมด 94,213 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 6,637 คน ขณะที่กระทรวงแรงงานรายงานตัวเลขแรงงานที่นายจ้างแจ้งหลบหนีและยังไม่ได้เดินทางออกจากไต้หวันอยู่ที่ 99,695 คน โดยตัวเลขทั้งสองแตกต่างกันเล็กน้อย เนื่องจากเกณฑ์การนับไม่เหมือนกัน ข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะตัดตัวเลขแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ถูกจับกุมรอการส่งกลับอยู่ในสถานกักกันออกไปแล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">เกือบแตะ 100,000 คน เวียดนามยังคงแชมป์หลบหนีสูงสุด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หากไม่นับแรงงานที่ถูกจับกุมหรือส่งกลับ ตัวเลขแรงงานต่างชาติที่หลบหนีในไต้หวันและยังไม่ถูกตรวจพบ มีจำนวนเกือบแตะ 1 แสนคน เมื่อจำแนกตามสัญชาติพบว่า แรงงานเวียดนามมีจำนวนสูงสุด 60,325 คน เพิ่มขึ้นราว 5,000 คนจากปีก่อน ขณะที่แรงงานอินโดนีเซียหลบหนีราว 29,256 คน เพิ่มขึ้นเกือบ 2,000 คน ส่วนแรงงานฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่ถึง 40 คน มีทั้งหมด 2,742 คนและแรงงานไทยเพิ่มขึ้นราว 100 คนเศษ หลบหนีทั้งหมด 1,889 คน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">จับ 54 แรงงานเวียดนามทำงานผิดกฎหมายในโรงงานรีไซเคิล</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานแต่ละชาติในไต้หวัน พบว่า สัดส่วนแรงงานเวียดนามที่หลบหนีอยู่ที่ 20.7% หรือทุก 5 คนจะหลบหนี 1 คน อินโดนีเซีย 9.2% ฟิลิปปินส์คงที่ ส่วนไทยอยู่ที่ 2.6% อย่างไรก็ตาม หากดูอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนแรงงานในปีที่ผ่านมา พบว่าการนำเข้าแรงงานฟิลิปปินส์มีการเติบโตมากที่สุด ขณะที่อัตราการหลบหนีต่ำสุด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติหลบหนีในไต้หวันพุ่งแตะแสน เวียดนามหนีเพิ่มสูงสุด ฟิลิปปินส์หนีเพิ่มน้อยสุด</p>
<p class="MsoNormal">โรงงานและงานดูแลผู้สูงอายุหลบหนีมากที่สุด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า หากแบ่งตามประเภทงาน แรงงานที่หลบหนีมากที่สุดคือ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต รวม 53,890 คน รองลงมาคือ ผู้อนุบาลจำนวน 30,428 คน ตามมาด้วยงานก่อสร้าง 3,520 คน ลูกเรือประมง 3,075 คน งานเกษตร ป่าไม้ ปศุสัตว์ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1,302 คน แรงงานจ้างเหมาบริการภาคการเกษตร 540 คน และผู้ช่วยงานบ้าน 193 คน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อจำนวนแรงงานหลบหนีเพิ่มขึ้น ปริมาณคดีที่ต้องขอให้ศาลมีคำสั่งควบคุมตัวต่อก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2568 จนถึงปัจจุบัน สูงถึง 16,698 คดี ขณะที่ทั้งปี 2567 อยู่ที่ 18,460 คดี และปีนี้ยังเหลือเวลากว่า 3 เดือนครึ่ง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">จับนายหน้าเถือนและนายจ้าง รวมถึงแรงงานผิดกฎหมายกลางสวนจำนวน 15 คน (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)</p>
<p class="MsoNormal">อาชญากรรมเพิ่ม &ndash; คดีฉ้อโกงและก่ออันตรายต่อสาธารณะครองสัดส่วนสูงสุด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจระบุว่า ชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญามีแนวโน้มหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะคดีฉ้อโกงที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ มีชาวต่างชาติถูกจับในคดีฉ้อโกง 2,054 คน คิดเป็น 37.77% ของคดีทั้งหมด รองลงมาคือคดีอันตรายต่อสาธารณะ ส่วนใหญ่เป็นคดีเมาแล้วขับจำนวน 1,234 คน คิดเป็นสัดส่วน 22.69% คดีลักทรัพย์ 493 คน หรือ 9.07% และคดียาเสพติด 434 คนหรือ 7.98% ในคำพิพากษาล่าสุดพบว่า แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายจากหลายพื้นที่ถูกชักชวนผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์และแอปพลิเคชัน Telegram ให้เข้าร่วมแก๊งคอลเซนเตอร์ ทำหน้าที่เป็นมือกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม และถูกศาลตัดสินโทษจำคุกมากกว่า 1 ปี ในข้อหาฉ้อโกง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จู่โจมบ้านเช่าหลังหนึ่งในไถหนานตั้งแต่เช้าตรู่ จับแรงงานผิดกฎหมายที่เพิ่งตื่นนอนได้ 20 คน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานการพิจารณาอุทธรณ์ของกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า ปัญหาหนึ่งที่ทำให้แรงงานตกอยู่ในสถานะผิดกฎหมายคือ ความบกพร่องของบริษัทจัดหางานและนายจ้างบางราย ตัวอย่างเช่น เมื่อนายจ้างยกเลิกสัญญาหรือกรณีเปลี่ยนงาน แต่แรงงานไม่มาปรากฏตัวในที่ประชุมเพื่อให้นายจ้างใหม่สัมภาษณ์จนหมดกำหนดการย้ายงาน และไม่ได้จัดให้แรงงานเหล่านี้เดินทางกลับประเทศ ตามกำหนด ทำให้แรงงานตกอยู่ในภาวะอยู่เกินกำหนดและกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย กรณีดังกล่าว กระทรวงแรงงานได้สั่งปรับนายจ้างและบริษัทจัดหางานรายละ 60,000 เหรียญไต้หวัน เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงาน เช่น การแจ้งต่อทางการภายใน 3 วันเมื่อแรงงานหลบหนี แต่บริษัทกลับอ้างว่าได้แจ้งเตือนแรงงานแล้ว จัดประชุมหรือแม้แต่ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะผลกระทบจากโควิด-19 หรืออ้างว่ายังติดต่อแรงงานได้ จึงไม่ใช่หลบหนี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจไทจงจับแรงงานผิดกฎหมายนั่งในรถตู้เต็มคัน 9 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทย 2 คน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานได้ปฏิเสธคำอุทธรณ์ของนายจ้างและบริษัทจัดหางานกรณีข้างต้นทั้งหมด โดยชี้ว่าในช่วงที่แรงงานรอการเปลี่ยนนายจ้างหรือรอเดินทางกลับ นายจ้างและบริษัทจัดหางานยังคงมีหน้าที่ดูแลและติดตาม หากไม่ปฏิบัติ ถือเป็นความบกพร่องตามกฎหมาย เช่น การไม่จัดส่งแรงงานออกนอกประเทศ แม้แรงงานจะแสดงท่าทีปฏิเสธหรือพยายามหลบหนี นายจ้างก็ยังต้องร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดำเนินการได้</p>
<p class="MsoNormal">3. น้ำใจแรงงานต่างชาติ! แรงงานอินโดฯ เวียดนามและไทย ลุยช่วยผู้ประสบภัยฮัวเหลียน ชาวเน็ตซาบซึ้งน้ำใจ &ldquo;ขอบคุณที่รักไต้หวัน&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรณีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ในหุบเขา ซึ่งถูกดินถล่มจากเหตุแผ่นไหวคราวก่อนกั้นเป็นอ่างขนาดใหญ่แตก ส่งผลให้ดินโคลน 85 ล้านตันไหลทะลักลงมาเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชีวิตและบ้านเรือนของชาวบ้านตำบลกวงฟู่ เมืองฮัวเหลียน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่หนีไม่ทัน ติดต่อไม่ได้ร่วม 20 ราย ช่วงหยุดยาว 3 วันสัปดาห์ที่แล้ว มีชาวไต้หวันจากเมืองอื่น ๆ จำนวนเข้า เดินทางไปให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัย ตักดินโคลนที่ทับถมเต็มบ้านและถนนเพื่อทำความสะอาด และนอกจากชาวไต้หวันแล้ว ยังมีจิตอาสาอีกกลุ่มหนึ่งในภาพที่สร้างความประทับใจและเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ นั่นคือการรวมพลังของแรงงานอินโดนีเซียและเวียดนาม ที่จับกลุ่มจัดตั้ง &ldquo;ทีมอาสาผิวดำดำ ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยความทุ่มเท</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียพร้อมลุยช่วยผู้ประสบภัย (ภาพจาก lybuild.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 28 กันยายน กลุ่มแรงงานต่างชาติจำนวนหลายสิบคน ประกอบด้วยแรงงานอินโดนีเซีย เวียดนาม ใช้วันหยุดรวมตัวกันเป็นทีมอาสาสมัคร พวกเขาตื่นตั้งแต่เวลาประมาณ 04.30 น. เตรียมตัวและมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟในเวลา 05.00 น. เพื่อลงพื้นที่กู้ภัยในเขตกวงฟู่ทันที ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์จนสร้างกระแสชื่นชมว่า &ldquo;ขอบคุณที่เสียสละเพื่อไต้หวัน&rdquo; และ &ldquo;ซาบซึ้งในน้ำใจจริง ๆ&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียพร้อมลุยช่วยผู้ประสบภัย (ภาพจาก welldoer-volunteer.org)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; องค์กรการกุศลที่ชื่อว่า ชมรมคนดี หรือ 好人會館 (Hao Ren Hui Guan) อธิบายที่มาของชื่อ &ldquo;ทีมอาสาผิวดำ&rdquo; ว่า เดิมทีผู้ที่ทำงานกลางแดดจนผิวคล้ำถูกเรียกว่า &ldquo;ใส่เสื้อผิวดำ&rdquo; จึงนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความแข็งแรงและการอุทิศตนของอาสาสมัคร ขณะเดียวกันองค์กรยังได้ช่วยประสานงานด้านอุปกรณ์ เช่น จัดเตรียมจอบ พลั่ว รองเท้าบูต รถเข็นและตั๋วรถไฟ เพื่อให้แรงงานเหล่านี้สามารถทำงานกู้ภัยได้อย่างราบรื่น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานเวียดนามช่วยผู้ประสบภัยในเมืองฮัวเหลียน (ภาพจาก FB : vietnamJohnny)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหวงหรงตุน ผู้ก่อตั้งชมรมคนดีเปิดเผยว่า องค์กรทำงานกับแรงงานต่างชาติมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือด้านเครื่องนุ่งห่มในฤดูหนาว อุปกรณ์ยังชีพ การให้ที่พักฉุกเฉิน หรือการช่วยเหลือครอบครัวในยามประสบอุบัติเหตุ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความผูกพันและมิตรภาพกับแรงงานจำนวนมาก &ldquo;เมื่อครั้งนี้เกิดภัยพิบัติ พวกเขาติดต่อหากันและตัดสินใจรวมกลุ่มใช้วันหยุดไปช่วยงานกู้ภัยด้วยตนเอง&rdquo; เขากล่าว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานเวียดนามช่วยผู้ประสบภัยในเมืองฮัวเหลียน (ภาพจาก FB : vietnamJohnny)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านแรงงานไทยทั้งที่ทำงานก่อสร้างในฮัวเหลียนและแรงงานไทยที่ไถหนาน ร่วม 20 คน ลงพื้นที่ช่วยขุดตัดดินโคลนและทำความสะอาดบ้านที่ประสบภัย แต่กลุ่มแรงงานไทย ทำงานอย่างเงียบ ๆ ลงภาพในเพจเท่านั้น แต่สื่อไต้หวันพบและนำมารายงานเป็นข่าว ทำให้ชาวไต้หวันเชิดชูในน้ำใจ อย่างในแพลตฟอร์มสื่อโซเชียล มีการกล่าวชื่นชมและขอบคุณแรงงานไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยอย่างเงียบ ๆ ในลักษณะปิดทองหลังพระ สื่อสิ่งพิมพ์ไต้หวันอย่าง Liberty Times ติดตามรายงาน (ภาพจาก Liberty Times)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเข้าร่วมกู้ภัยของแรงงานต่างชาติกลายเป็นที่พูดถึงกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ ชาวเน็ตไต้หวันหลายคนแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวที่ครอบครัวได้รับการดูแลจากผู้อนุบาลอินโดนีเซีย เช่น หูไฉผิง อินฟลูเอนเซอร์ด้านเศรษฐกิจเล่าว่า &ldquo;คุณพ่อของฉันมีผู้ดูแลชาวอินโดนีเซีย เธอเอาใจใส่อย่างกับเป็นลูกสาวแท้ ๆ ฉันยังรู้สึกว่าบางครั้งเธอใส่ใจมากกว่าลูกจริง ๆ ด้วยซ้ำ&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยอย่างเงียบ ๆ ในลักษณะปิดทองหลังพระ สื่อสิ่งพิมพ์ไต้หวันอย่าง Liberty Times ติดตามรายงาน (ภาพจาก Liberty Times)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชาวเน็ตไต้หวันต่างพากันแสดงความขอบคุณ เช่น &ldquo;ซาบซึ้งที่แรงงานต่างชาติทุ่มเทเพื่อไต้หวัน&rdquo; &ldquo;ดีใจที่เห็นทุกคนรวมพลัง ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือสัญชาติ&rdquo;&ldquo;อาสากู้ภัยไม่ต่างจากกองทัพพันธมิตรในหนัง Lord of the Rings&rdquo; ไปจนถึง &ldquo;ผู้สูงวัยหลายคนถึงกับยกมรดกส่วนหนึ่งให้แก่ผู้อนุบาลอินโดนีเซียที่ดูแลตน เพราะความผูกพันลึกซึ้ง&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียช่วยขุดตักโคลนที่ไหลเข้าเต็มบ้านในตำบลกวงฟู่ เมืองฮัวเหลียน (ภาพจาก&nbsp;welldoer-volunteer.org)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรณีทีมอาสาแรงงานต่างชาติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าในยามวิกฤต การช่วยเหลือเยียวยาชุมชนไม่อาจจำกัดด้วยสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย แต่เป็นพลังของมนุษยธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของแรงงานต่างชาติในสังคมไต้หวัน แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการฟื้นฟูบ้านเมืองเมื่อเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่</p>
<p class="MsoNormal">4. แรงงานเวียดนามในไทจงไม่พอใจถูกเตือนลดเสียงเพลง คว้ามีดทำร้าย 3 เพื่อนร่วมงาน แรงงานไทย 2 และเวียดนามอีก 1 ได้รับบาดเจ็บ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อกลางดึกวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา เกิดเหตุใช้มีดทำร้ายร่างกายภายในหอพักไซต์งานก่อสร้างแรงงานต่างชาติในเขตอู๋รื่อ นครไทจง โดยผู้ก่อเหตุเป็นแรงงานชาวเวียดนามที่พักอยู่ในหอพักรวมกับเพื่อนร่วมงานรวม 8 คน ขณะเปิดเพลงเสียงดังจนถูกเพื่อนร่วมงานที่เป็นคนไทยตักเตือนให้ลดเสียงลง เกิดการโต้เถียงและบานปลายถึงขั้นใช้มีดฟันทำร้าย ระหว่างเหตุชุลมุนมีแรงงานไทย 2 คนถูกฟันเข้าที่แขน และแรงงานเวียดนามอีก 1 คนได้รับบาดเจ็บที่ฝ่าเท้า พื้นห้องพักเต็มไปด้วยคราบเลือด ผู้บาดเจ็บทั้ง 3 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลจงซานเพื่อเข้ารับการรักษา โชคดีที่ส่งรักษาทัน อาการของแรงงานทั้ง 3 คนปลอดภัย ไม่มีอันตรายถึงชีวิต ส่วนผู้ก่อเหตุได้เดินทางไปปรากฏตัวที่โรงพยาบาล ถูกล่ามและหัวหน้างานเข้าล้อมและเรียกตำรวจจับ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สถานีตำรวจสาขาซีหนานในเขตอู๋รื่อ นครไทจง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจสาขาซีหนานในเขตอู๋รื่อ นครไทจงแถลงว่า เหตุเกิดขึ้นเวลาประมาณ 23.56 น. ของวันที่ 20 กันยายน ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายในหอพักแรงงานต่างชาติของบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง บนถนนซีหนาน จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการทะเลาะกันระหว่างแรงงานไทยและแรงงานเวียดนาม ก่อนที่แรงงานเวียดนามรายหนึ่งใช้ของมีคมทำร้ายเพื่อนร่วมงาน 3 คน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการตรวจสอบเบื้องต้น ตำรวจกล่าวว่า แรงงานที่อาศัยอยู่ในหอพักที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นของบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง มีจำนวน 8 คน เป็นแรงงานถูกกฎหมาย ประกอบด้วยแรงงานเวียดนาม 6 คน และแรงงานไทยไทย 2 คน แรงงานเวียดนามรายที่ก่อเหตุ เนื่องจากเปิดเพลงเสียงดังกลางดึก รบกวนการพักผ่อนของคนอื่น 1 ในแรงงานไทยจึงขอร้องลดเสียงเพลงลง ทำให้แรงงานเวียดนามรายนี้เกิดความไม่พอใจ จนเกิดการโต้เถียงกันในหอพักและเป็นเหตุให้แรงงานเวียดนามรายนี้คว้ามีดทำร้ายเพื่อนร่วมงานดังกล่าว ภายหลังเกิดเหตุ ขณะที่ตำรวจตามล่า แรงงานเวียดนามที่ก่อเหตุรายนี้ได้เดินทางไปปรากฏตัวที่โรงพยาบาล ถูกล่ามและหัวหน้างานเข้าล้อมทันที ก่อนที่ตำรวจจะเข้าควบคุมตัวและนำส่งดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายต่อสำนักงานอัยการไทจง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจไทจงเตือนว่า หากแรงงานต่างชาติหรือประชาชนทั่วไปเผชิญเหตุขัดแย้ง ควรใช้สติและเหตุผลในการแก้ไข พร้อมรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ ไม่ควรใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ เพราะจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันได้เรียกร้องให้บริษัทนายจ้างที่ดูแลแรงงานต่างชาติ เพิ่มมาตรการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ คอยติดตามพฤติกรรม และจัดให้มีการอบรมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แรงงานต่างชาติรับรู้กฎหมายและกฎระเบียบของไต้หวันอย่างถูกต้อง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านกรมพัฒนากำลังแรงงานขอความร่วมมือมายังแรงงานต่างชาติทุกคน เมื่อพักผ่อนอยู่ในหอพัก ช่วยกันรักษาความเงียบสงบ เพื่อให้ทุกคนได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ จะได้มีสุขภาพและพละกำลังรับมือกับการทำงานในวันใหม่ ขอให้หลีกเลี่ยงการส่งเสียงดังในยามค่ำคืน อย่าร้องเพลงคาราโอเกะ เล่นการพนันหรือทำกิจกรรมใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความอื้ออึง หรือก่อให้เกิดเสียงอึกทึกครึกโครม โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนเป็นเหตุรบกวนหรือทำให้ผู้อื่นตกใจ เดือดร้อนในยามวิกาล มีโทษปรับไม่เกิน 6,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานไทยที่มีข้อพิพาทหรืออยู่ในหอพักเดียวกับแรงงานเวียดนาม ต้องระวังความปลอดภัยของตนเอง ทางที่ดีแจ้งล่ามหรือนายจ้างเพื่อแก้ไขปัญหาจะดีกว่า หลีกเลี่ยงมีเรื่องขัดแย้งโดยตรง เพราะพวกนี้อาจซ่อนของมีคม ทำให้เราได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ ไม่คุ้ม</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=87192</guid>
      <pubDate>Fri, 03 Oct 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20251003_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36020160" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ไต้หวันลดค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมายและเข้ามอบตัวก่อนถูกจับ แต่ต้องเดินทางตามกำหนดเวลา เริ่ม 1 ต.ค. เป็นต้นไป</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/10/original/00972128-dc27-496f-b2da-f91bb46c04e2.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>40</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=86617</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ผู้นำไต้หวันเสนอผ่อนปรนเกณฑ์จ้างผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติ เปิดทางแรงงานสตรีเข้าสู่ตลาด กระทรวงแรงงานเผยอยู่ระหว่างการพิจารณา</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิกฤตเด็กเกิดน้อยและปัญหาสังคมสูงวัยที่ทวีความรุนแรงในไต้หวัน กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านความมั่นคงของรัฐบาล ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ของไต้หวันสาธารณรัฐจีนเสนอแนวทางแก้ปัญหานี้ ด้วยการผ่อนปรนเกณฑ์การจ้างผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติ โดยระบุว่า ไม่จำเป็นต้องมีบุตร 2 คนขึ้นไปจึงจะอนุญาตให้จ้างได้เหมือนที่ผ่านมา ควรอนุญาตให้ครอบครัวที่มีบุตรเพียงคนเดียวก็สามารถยื่นขอได้ และควรขยายเกณฑ์อายุบุตรจากเดิมไม่เกิน 6 ปี เป็นไม่เกิน 12 ปี เพื่อช่วยให้ครอบครัวโดยเฉพาะสตรีสามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้มากขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ เสนอแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ด้วยการผ่อนปรนเกณฑ์การจ้างผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติ เปิดโอกาสสตรีเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานตอบรับข้อเสนอเบื้องต้นว่า การช่วยลดภาระดูแลบุตรของครอบครัวถือเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล และนโยบายเกี่ยวกับผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติยังอยู่ระหว่างการวิจัยและประเมินผล โดยจะรับฟังความคิดเห็นจากสังคมอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถิติจากกระทรวงแรงงาน ณ เดือนกรกฎาคม 2568 มีผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติทำงานอยู่ในไต้หวันจำนวน 2,000 คน ในจำนวนนี้มาจากอินโดนีเซีย 1,456 คน ฟิลิปปินส์ 502 คน เวียดนาม 37 คน ผู้ช่วยงานบ้านชาวไทย 5 คน สำหรับต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างแตกต่างกันไป หากเป็นครอบครัวชาวไต้หวัน นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนคุ้มครองการทำงานของแรงงานท้องถิ่น 5,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือนต่อคน ขณะที่ชาวต่างชาติที่พำนักในไต้หวันต้องจ่ายสูงถึง 10,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนเงินเดือนของผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติตกอยู่ที่ 20,000 เหรียญไต้หวันขึ้นไป ทั้งนี้ ตำแหน่งผู้ช่วยงานบ้านหรืออาชีพแม่บ้าน ไม่อยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายมาตรฐานแรงงานเช่นเดียวกับผู้อนุบาลในครัวเรือน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สตรีไต้หวันจำนวนมากหลังคลอดบุตร จำเป็นต้องลาออกจากงานเพื่อเลี้ยงลูก (ภาพจาก thenewslens.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไล่ชิงเต๋อเปิดเผยแนวคิดนี้ผ่านการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Liberty Times สื่อสิ่งพิมพ์ของไต้หวัน โดยเปรียบเทียบการสานต่อจากรัฐบาลชุดก่อน เช่น โครงการเด็กอายุ 0-6 ปี รัฐร่วมดูแล ของอดีตประธานาธิบดีไช่อิงเหวินที่ถูกยกระดับสู่เวอร์ชัน 2.0 รวมถึงนโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว 2.0 ที่รัฐบาลปัจจุบันพัฒนาเป็น 3.0 ครอบคลุมทั้งการดูแลผู้สูงอายุและเด็กเล็ก</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎหมายปัจจุบัน ครอบครัวที่จะยื่นขอว่าจ้างผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติ ต้องมีคุณสมบัติและเงื่อนไขที่คิดเป็นคะแนนสะสมรวม 16 คะแนน เช่น มีบุตรอายุต่ำกว่า 6 ปี มีญาติสายเลือดตรงอายุเกิน 75 ปีขึ้นไป หรือมีบุตรหลายคนอายุไม่เกิน 12 ปีเป็นต้น </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ได้รับการถกเถียงเป็นอย่างมากในสภานิติบัญญัติมาโดยตลอด ฝ่ายที่สนับสนุนเห็นว่า จะช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานสตรี และเป็นแนวทางที่เร็วที่สุดในการแก้ปัญหาอัตราการเกิดตกต่ำ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านกังวลว่าจะกระทบต่ออาชีพพี่เลี้ยงเด็กและพนักงานดูแลผู้สูงอายุในประเทศ องค์กรสิทธิสตรีและแรงงาน อย่างมูลนิธิ Awakening Foundation องค์กรที่ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีของไต้หวัน และสมาพันธ์แรงงานไต้หวัน องค์กร NGO ที่เรียกร้องสิทธิแรงงาน ร่วมกันออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าการผ่อนปรนเกณฑ์จะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวรายได้สูงเท่านั้น สร้างความเหลื่อมล้ำ และอาจทำให้ระบบบริการดูแลเด็กที่รัฐลงทุนพัฒนามา ถดถอยกลับสู่รูปแบบพึ่งพาครอบครัวและกลไกตลาดมากเกินไป</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขณะที่ตัวแทนบริษัทจัดหางานมองว่า การเปิดกว้างผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติคือมาตรการที่รวดเร็วและตรงจุดที่สุดในการรับมือกับวิกฤตเด็กเกิดน้อย ซึ่งถูกมองว่าเป็น &ldquo;วิกฤตความมั่นคงแห่งชาติ&rdquo; ของไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อเสนอของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อในการผ่อนปรนเกณฑ์จ้างผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติดังกล่าว สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการหาทางออกต่อปัญหาสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดที่ลดต่ำลง ขณะที่กระทรวงแรงงานยังคงอยู่ระหว่างการศึกษาและประเมินผล ท่ามกลางเสียงสนับสนุนและคัดค้านที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมแรงงานสตรีและการคุ้มครองสิทธิแรงงานในประเทศ</p>
<p class="MsoNormal">2. ไต้หวันปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนเป็น 29,500 เหรียญ ปรับขึ้น 3.18% รายชั่วโมง 196 เหรียญ แรงงานได้รับอานิสงส์ 2 ล้านคน มีผล 1 ม.ค. 69</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานเรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อพิจารณาการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีใหม่ หลังถกเครียดเป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมง ที่ประชุมมีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนเป็น 29,500 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้น 910 เหรียญ ปรับขึ้นในอัตราส่วน 3.18% ส่วนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงสำหรับแรงงานท้องถิ่นที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 196 เหรียญ ปรับขึ้น 6 เหรียญ คาดจะมีแรงงาน (รวมแรงงานต่างชาติ) ได้รับอานิสงส์ประมาณ 2,000,000 คน จะประกาศอย่างเป็นทางการหลังจากผ่านการรับรองของสภาบริหารแล้ว โดยมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปรับขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลไช่อิงเหวินเข้ารับตำแหน่ง และต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อในปัจจุบัน ตัวเลขแสดงให้เห็นว่าใน ในรอบ 9 ปีที่ผ่านมาค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนในไต้หวันขยับขึ้นจาก 20,009 เหรียญเป็น 28,590 เหรียญ เพิ่มขึ้นกว่า 70% ส่วน ค่าจ้างรายชั่วโมงปรับจาก 120 เหรียญเป็น 190 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นมากถึง 63.15% ก่อนจะมีมติครั้งล่าสุดปรับขึ้นอีก 3.18% ในปีใหม่ 2569</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานมองว่า การปรับขึ้นดังกล่าวแม้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของแรงงาน แต่จะเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่ต้องรับต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นกลไกสำคัญในการค้ำจุนคุณภาพชีวิตแรงงาน และเป็นสัญญาณสะท้อนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจโดยรวม</p>
<p class="MsoNormal">3. แรงงานฟิลิปปินส์ขายบัญชีธนาคารให้แก๊งมิจฉาชีพก่อนกลับประเทศ แลกเงิน 1 หมื่นเปโซ ถูกจับระหว่างเปลี่ยนเครื่องที่ไต้หวัน ศาลพิพากษาจำคุก 4 เดือน ปรับ 10,000 เหรียญ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานฟิลิปปินส์รายหนึ่งถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน หลังขายบัญชีธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็มและรหัสผ่านให้แก๊งมิจฉาชีพในราคา 10,000 เปโซฟิลิปปินส์ (ประมาณ 5,600 เหรียญไต้หวัน ก่อนจะเดินทางกลับประเทศ แก๊งมิจฉาชีพนำบัญชีม้าดังกล่าวไปใช้ในการฉ้อโกงและฟอกเงิน มีผู้เสียหายชาวไต้หวัน 3 ราย รวมเงินที่เหยื่อสูญเสีย 192,000 เหรียญ ผู้ต้องหารายนี้ชื่อ Orine Romely เดินทางกลับประเทศไปแล้ว แต่ถูกจับได้โดยบังเอิญระหว่างรอเปลี่ยนเครื่องเพื่อเดินทางไปทำงานต่อในประเทศอื่น ตำรวจสกัดจับได้ทันควันและดำเนินคดีตามกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ในภาพเป็นอาคารที่ทำการของศาลท้องถิ่นซินจู๋ (ภาพจากchinatimes.com )</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากคำพิพากษาของศาลท้องถิ่นซินจู๋ระบุว่า หลังได้รับบัญชีจากแรงงานฟิลิปปินส์ดังกล่าว กลุ่มมิจฉาชีพได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางติดต่อ ชักชวนเหยื่อด้วยข้อความโฆษณาว่าการลงทุนสกุลเงินดิจิทัล ได้กำไรแน่นอน ไร้ความเสี่ยง ทำให้มีผู้เสียหายชาวไต้หวันหลงเชื่อ 3 ราย รวมเงินเสียหาย 192,000 เหรียญไต้หวัน ก่อนถูกถอนออกไปจนหมด ต่อมาผู้เสียหายพบว่าถูกหลอกจึงเข้าแจ้งความ ตำรวจตรวจสอบพบว่าเงินทั้งหมดถูกโอนไปยังบัญชีธนาคารไต้หวันของแรงงานฟิลิปปินส์รายนี้ อัยการจึงสั่งฟ้องเจ้าของบัญชีในข้อหาสมคบคิดช่วยเหลือกลุ่มมิจฉาชีพละเมิดกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลท้องถิ่นซินจูระบุในคำพิพากษาว่า ผู้ต้องหาแรงงานฟิลิปปินส์รายนี้รู้อยู่แล้วว่า การนำบัญชีธนาคารและรหัสผ่านไปให้บุคคลอื่นใช้ อาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมฉ้อโกงและฟอกเงิน แต่เธอก็ยังยอมเสี่ยงเพราะเห็นแก่เงิน 10,000 เปโซ และไม่มีแผนจะกลับมาทำงานที่ไต้หวันต่อไป จึงคิดว่าคงไม่มีปัญหา แต่การกระทำดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสียหายแก่ผู้เสียหายโดยตรง แต่ยังเพิ่มความยากลำบากให้เจ้าหน้าที่ในการสืบสวนหาตัวหัวหน้าเครือข่ายมิจฉาชีพ อีกทั้งผู้ต้องหาไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ ให้แก่เหยื่อด้วยเหตุนี้ ศาลจึงตัดสินลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับอีก 10,000 เหรียญไต้หวัน โดยระบุว่าหลังพ้นโทษแล้ว จะถูกเนรเทศส่งกลับประเทศทันที</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังถูกจับ ผู้ต้องหาแรงงานฟิลิปปินส์รายนี้ถูกควบคุมตัวทันที โดยทนายฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เธอเป็นชาวต่างชาติ ไม่มีภูมิลำเนาหรือแผนการพำนักระยะยาวในไต้หวัน อีกทั้งยังขาดรายได้ที่มั่นคง จึงมีความเสี่ยงสูงต่อการหลบหนี หากได้รับการปล่อยชั่วคราวอาจกระทบต่อกระบวนการพิจารณาคดี ศาลจึงมีคำสั่งยกคำร้องและให้คุมขังต่อไป</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรณีนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาการใช้แรงงานต่างชาติเป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะการขายหรือมอบบัญชีธนาคารแก่บุคคลอื่น ซึ่งอาจได้รับรายได้เสริมเล็กน้อย แต่กลับนำไปสู่การตกเป็นผู้ต้องหามีส่วนร่วมในอาชญากรรมร้ายแรง ทั้งฉ้อโกงและฟอกเงิน ซึ่งมีโทษทางอาญาและผลกระทบต่อเสรีภาพของผู้กระทำโดยตรง</p>
<p class="MsoNormal">4. แรงงานเวียดนามเมายกพวกตีกันกลางตลาดนัดกลางคืนไทจง ตำรวจแกะรอยตามล่าเจอ 5 แรงงานผิดกฎหมาย บางรายถูกออกหมายจับคดีฉ้อโกง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเวลา 22.36 น. ของวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา เกิดเหตุแรงงานต่างชาติ 2 กลุ่มทะเลาะวิวาทกันในตลาดกลางคืนฮั่นซี นครไทจง เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความโกลาหลในตลาด มีทั้งการทะเลาะเสียงดัง ฉุดกระชากชกต่อย และทำให้ร้านค้าได้รับความเสียหายบางส่วน ตำรวจพื้นที่ได้รับแจ้งเหตุและรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ แต่เมื่อไปถึงกลุ่มผู้ก่อเหตุได้พากันหลบหนีออกไปแล้ว</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสอบถามพยานและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ตำรวจพบว่าผู้ก่อเหตุทั้งหมดเป็นแรงงานสัญชาติเวียดนาม โดยสาเหตุเกิดจากการนั่งดื่มสุราที่ร้านอาหารภายในตลาด แล้วเกิดการกระทบกระทั่ง ทำให้คู่กรณีไม่พอใจและบานปลายกลายเป็นการชกต่อยกันเป็นหมู่ จนทำให้ข้าวของในร้านค้าเสียหายบางส่วน สถานีตำรวจไทจง จัดตั้งชุดสืบสวนติดตามตัวคนร้าย ทั้งการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด ยานพาหนะ และเทคโนโลยีด้านการสืบสวน จนกระทั่งนำไปสู่การจับกุม</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 10 กันยายน เวลาประมาณ 19.30 น. ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย อายุตั้งแต่ 21-32 ปี ทั้งหมดเป็นแรงงานเวียดนามหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ระยะเวลาหลบหนีมีตั้งแต่ 1-6 ปี ตำรวจตรวจสอบพบว่า 1 ในจำนวนนี้ ซึ่งหนีนายจ้างมาแล้ว 2 ปี ยังเป็นผู้ต้องหาหนีคดี ถูกอัยการเกาสงออกหมายจับในคดีฉ้อโกงตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีก่อน ต่อมาตำรวจตามไปจับกุมผู้ก่อเหตุได้อีก 2 ราย เป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเช่นกัน เพศหญิง 1 รายและเพศชาย 1 ราย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจไทจงแถลงว่า ผู้ต้องหาทั้ง 5 เป็นเพื่อนกันและอาศัยหลบซ่อนอยู่ในย่านต้าหลี่ ประกอบอาชีพรับจ้างรายวันตามไซต์ก่อสร้างต่าง ๆ เบื้องต้นผู้ต้องหาชายทั้ง 3 รายถูกควบคุมตัวส่งให้อัยการดำเนินคดีในข้อหากระทำผิดฐานร่วมกันทะเลาะวิวาท ตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนในคดีแรงงานผิดกฎหมาย ทั้งหมดถูกส่งตัวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินคดีตามกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายการจ้างงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และจากคำให้การของแรงงานผิดกฎหมายกลุ่มนี้ ตำรวจยังตามไปจับกุมผู้รับเหมาย่อยชาวไต้หวันที่ว่าจ้างแรงงานผิดกฎหมายกลุ่มนี้เข้าทำงาน ส่งต่อให้กองแรงงานไทจงพิจารณาลงโทษตามกฎหมายการจ้างงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจไทจงย้ำว่า จะไม่ถูกปล่อยปละละเลยต่อการกระทำความผิดใด ๆ ที่กระทบความสงบเรียบร้อยในสังคม ตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาด้วยเหตุผล ไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบสุขของชุมชน</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=86617</guid>
      <pubDate>Fri, 26 Sep 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250926_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36001920" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ผู้นำไต้หวันเสนอผ่อนปรนเกณฑ์จ้างผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติ เปิดทางแรงงานสตรีเข้าสู่ตลาด</span><span lang="TH"> </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">กระทรวงแรงงานเผยอยู่ระหว่างการพิจารณา</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/9/original/17eaf54b-6e60-45a2-bc4c-c643bb34ca7c.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>39</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=86114</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. สภาอุตสาหกรรมไต้หวันจี้รัฐขยายระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน กระทรวงแรงงานยันต้องคุ้มครองแรงงานท้องถิ่น กันฉุดค่าจ้างต่ำ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้การส่งออกจะเผชิญปัญหาหลายด้าน แต่ผู้ประกอบการไต้หวันยังคงประสบปัญหารุนแรงจากภาวะขาดแคลนแรงงาน เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมไต้หวันได้เผยแพร่ "สมุดปกขาวปี 2568" ภายใต้หัวข้อ "ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจโลกบนฐานรากไต้หวันในบริบทใหม่" ซึ่งได้ยกประเด็นและข้อเสนอแนะ 9 ด้าน โดยในส่วนของนโยบายแรงงานต่างชาติ สภาฯ เสนอ 5 ข้อหลัก ได้แก่ :</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างสถานีซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าที่เขตถูเฉิง นครนิวไทเป (ภาพจาก Rti)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. ผ่อนคลายข้อจำกัดสาขาและประเภทอุตสาหกรรมที่จ้างแรงงานต่างชาติ เพื่อบรรเทาวิกฤตแรงงานขาดแคลน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. เพิ่มอัตราส่วนโควตาการอนุญาตนำเข้าแรงงานต่างชาติ พร้อมลดภาระเงินสมทบกองทุนคุ้มครองการทำงานของแรงงานท้องถิ่นที่นายจ้างต้องชำระ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ขยายระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติในไต้หวัน จากปัจจุบันที่กฎหมายกำหนดไม่เกิน 12 ปีสำหรับภาคการผลิตและ 14 ปีสำหรับภาคสวัสดิการสังคม พร้อมหาแหล่งที่มาของแรงงานต่างชาติประเทศใหม่</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4. เปิดให้แรงงานต่างชาติทำงานแบบจ้างเหมาบริการเช่นในภาคการเกษตรมาใช้ในภาคการก่อสร้าง เพื่อแก้ปัญหาขาดแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5. รัฐบาลควรเจรจาโดยตรงกับประเทศผู้ส่งออกแรงงาน เพื่อลดภาระค่าบริการจัดหางานที่แรงงานต่างชาติต้องแบกรับตั้งแต่ต้นทาง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างอาคารของการเคหะ นครนิวไทเป (ภาพจาก Rti)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสำรวจล่าสุดของสภาอุตสาหกรรม ปัญหาแรงงานขาดแคลนขึ้นอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร โลหะ วัสดุก่อสร้าง และการก่อสร้าง ซึ่งความต้องการแรงงานถือว่ารุนแรงที่สุด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายจันเจิ้งเถียน รองประธานสภาอุตสาหกรรมไต้หวันกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า &ldquo;หากไม่มีแรงงาน โรงงานก็เดินเครื่องไม่ได้ นี่คือความจริงที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมกำลังเผชิญ&rdquo; เขาอธิบายว่า วิกฤตเด็กเกิดน้อยทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการทำงานในโรงงาน โดยเฉพาะตำแหน่งที่ใช้แรงงานหนัก เช่น แบกหามหรือกะกลางคืน เขากล่าวว่า &ldquo;ลูกหลานในครอบครัวไม่ยอมไปทำงานโรงงานอีกแล้ว หากไม่มีแรงงานต่างชาติ โรงงานอยู่ไม่ได้จริง ๆ&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รองประธานสภาอุตสาหกรรมไต้หวันผู้นี้กล่าวอีกว่า ปัจจุบันแรงงานต่างชาติจำนวนมากถูกจำกัดทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่เป็นงานหนัก สกปรก และอันตราย หรือที่เรียกว่ากิจการ 3K รวมถึงบางอุตสาหกรรมการผลิตเท่านั้น แต่ความต้องการแรงงานจริงมีมากกว่านั้น จึงควรเปิดให้ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมเข้าถึงแรงงานต่างชาติได้มากขึ้น เพื่อรักษากำลังการผลิต นอกจากนี้ ภาระของการชำระเงินสมทบเข้ากองทุนคุ้มครองการทำงานของแรงงานท้องถิ่นที่นายจ้างต้องจ่ายรายเดือนถือว่าหนักและขาดความโปร่งใส เสมือนเพิ่มต้นทุนการดำเนินงาน จึงควรปรับลดเพื่อไม่ให้บั่นทอนศักยภาพในการแข่งขัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในเขตหยางเหมย นครเถาหยวน (ภาพจาก Rti)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง ได้แก่การที่แรงงานต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญงานในโรงงาน กลับต้องเดินทางกลับประเทศเมื่อครบกำหนดระยะเวลาทำงาน 12 ปี แล้วให้นายจ้างนำเข้าแรงงานคนใหม่มาฝึกฝนต่อไป ทำให้การสูญเสียแรงงานที่มีทักษะฝีมือ และอาจก่อให้เกิดปัญหาการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย สภาฯ จึงเสนอให้ขยายเวลาทำงาน รวมถึงจัดให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรักษาแรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือไว้ในระบบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับภาคก่อสร้าง สภาฯ เสนอให้นำระบบจ้างเหมาบริการในภาคการเกษตรมาใช้ เพื่อให้มีการจัดสรรแรงงานข้ามไซต์งานตามความจำเป็น ลดปัญหาขาดแคลนเฉพาะหน้า ขณะเดียวกัน แรงงานต่างชาติจำนวนมากยังต้องเผชิญภาระค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวที่บริษัทจัดหางานเรียกเก็บตั้งแต่ก่อนการเดินทาง ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงจนบางคนทำงานทั้งปียังไม่พอชำระหนี้ สภาฯ จึงเสนอให้รัฐบาลเจรจากับประเทศผู้ส่งออกแรงงานโดยตรง เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยเป็นกำลังแรงงานกลุ่มหลักในไซต์งานก่อสร้างของไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อข้อเสนอข้างต้น กระทรวงแรงงานออกแถลงการณ์ตอบรับว่า การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานจะยึดหลัก &ldquo;คุ้มครองการจ้างงานของแรงงานในประเทศก่อน&rdquo; และ &ldquo;ป้องกันการกดค่าจ้างต่ำ&rdquo; เป็นสำคัญ โดยระบุว่า การปรับนโยบายแรงงานต่างชาติทุกครั้งจะอยู่บนหลักการนี้ กระทรวงแรงงานยังกล่าวด้วยว่า จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเมินความต้องการแรงงานและทักษะของแต่ละอุตสาหกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมให้แรงงานในประเทศเข้าสู่ภาคการผลิต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิแรงงานท้องถิ่นและการตอบสนองต่อความต้องการแรงงานของอุตสาหกรรม</p>
<p class="MsoNormal">2. ทลายแก๊งแรงงานเวียดนามจับมือมาเฟียไต้หวัน รับซื้อบัญชีม้าจากเพื่อนร่วมชาติไว้ฟอกเงิน เปิดเว็บชอปหลอกเหยื่อ ยึดทรัพย์กว่า 12 ล้าน จับ 15 คน </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขบวนการมิจฉาชีพมีการจับมือกันหลายฝ่ายและใช้เทคนิคกลโกงที่นับวันมีความซับซ้อนแนบเนียนมากขึ้น กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม สำนักงานตำรวจไต้หวันเปิดเผยว่า ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีแรงงานเวียดนามเป็นแกนนำ ได้ร่วมมือกับแก๊งมาเฟียในเถาหยวน สร้างเครือข่ายฉ้อโกงและฟอกเงินครบวงจร โดยมีทั้งการรับซื้อบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มของแรงงานเวียดนามทั่วไต้หวัน ส่งต่อให้แก๊งมาเฟียท้องถิ่นอย่างหงเหรินฮุ่ย ใช้ในการหลอกลวง เมื่อเหยื่อหลงกล แรงงานเวียดนามกลุ่มที่รับผิดชอบกดเงินจากตู้เอทีเอ็มจะออกปฏิบัติการและนำเงินที่หลอกลวงได้ไปผ่าน &ldquo;ห้องฟอกเงิน&rdquo; ของแก๊งพระอาทิตย์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจบุกจับแก๊งแรงงานเวียดนามจับมือมาเฟียไต้หวัน รับซื้อบัญชีม้าจากเพื่อนร่วมชาติไว้ฟอกเงิน โดยเปิดเว็บชอปปลอมหลอกเหยื่อ (ภาพจาก กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขบวนการนี้ใช้ร้านขายไอศกรีมบังหน้า เปิดห้องปฏิบัติการหลอกลวงอยู่ชั้น 2 ใช้วิธีชักจูงให้เหยื่อชอปปิงออนไลน์ในเว็บปลอม เมื่อผู้เสียหายโอนเงินค่าสินค้าเข้าบัญชีแรงงานเวียดนามที่รับซื้อมา แรงงานเวียดนามกลุ่มที่รับผิดชอบจะ ไปกดเงินออกมา ส่งต่อให้แกนนำฟอกเงินเป็นชั้น ๆ เพียงเวลาหนึ่งปี ขบวนการนี้สามารถกวาดเงินได้กว่า 12 ล้านเหรียญไต้หวัน มีผู้เสียหายนับร้อยราย ตำรวจบุกทลายจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 15 คน ในจำนวนนี้เป็นชายชาวไต้หวันที่เป็นสมาชิกกลุ่มอิทธิพลในเถาหยวน 4 คน แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย 11 คน ศาลท้องถิ่นไทจงตัดสินจำคุกผู้ต้องหาตั้งแต่ 10-30 ปี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจบุกจับนายเหงียน หัวหน้าแก๊งแรงงานเวียดนามที่จับมือมาเฟียไต้หวัน รับซื้อบัญชีม้าจากเพื่อนร่วมชาติไว้ฟอกเงิน โดยเปิดเว็บชอปปลอมหลอกเหยื่อ (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกกองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมแถลงว่า ผู้ต้องหาหลักคดีนี้ คือนายเหงียน อายุ 24 ปี แรงงานเวียดนามที่เดินทางมาไต้หวันเมื่อ 3 ปีก่อน เขาพบว่าขบวนการฉ้อโกงสามารถทำกำไรมหาศาล จึงรวบรวมแรงงานเวียดนามที่หลบหนีนายจ้างตั้งแก๊งรับจ้างกดเงินให้แก่แก๊งคอลเซนเตอร์ และรับซื้อบัญชีธนาคาร-บัตรเอทีเอ็มของแรงงานชาติเดียวกันทั่วไต้หวันในราคาชุดละ 16,000&ndash;21,000 เหรียญ จากนั้นกระจายบัตรให้หัวหน้ากลุ่มในหลายเมือง ส่งต่อให้สมาชิกในกลุ่มที่มีหน้าที่กดเงินตามตู้เอทีเอ็ม ก่อนส่งเงินต่อไปยังห้องฟอกเงินของแก๊งมาเฟียท้องถิ่น ซึ่งมีทั้งที่ใช้เงินสดและสกุลเงินดิจิทัลเพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจบุกจับนายเฉิน หัวหน้าแก๊งอิทธิพลท้องถิ่น บงการแก๊งของนายเหงียนรับซื้อบัญชีม้าจากแรงงานเวียดนามไว้ฟอกเงิน โดยเปิดเว็บชอปปลอมหลอกเหยื่อ (ภาพจาก กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หน่วยปราบปรามอาชญากรรมสากล กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจไต้หวันได้รับเบาะแสตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้ว และได้ตรวจสอบติดตามจนถึงสิงหาคมปีนี้ ส่งกำลังตำรวจบุกค้น 5 ระลอก บุกทลายฐานปฏิบัติการหลายจุดทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 15 คน พร้อมของกลาง ได้แก่ เหรียญคริปโตจำนวน 388,888 เหรียญ มูลค่าราว 11.16 ล้านเหรียญไต้หวัน เงินสด 850,000 เหรียญ บัตรเอทีเอ็ม 60 ใบ คอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์อ่านบัตร 10 เครื่อง ปืนบีบีกัน ปืนจำลอง และกระสุน 175 นัด ยาเสพติดหลายชนิด รวมถึงคีตามีน กัญชาและเอโทมิเดต หรือที่รู้จักกันในชื่อยาซอมบี้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจบุกจับนายหลิน หัวหน้าแก๊งอิทธิพลท้องถิ่น บงการแก๊งของนายเหงียนรับซื้อบัญชีม้าจากแรงงานเวียดนามไว้ฟอกเงิน โดยเปิดเว็บชอปปลอมหลอกเหยื่อ (ภาพจาก กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลท้องถิ่นไทจงได้ตัดสินลงโทษในคดีนี้ นายเหงียนหัวหน้าแก๊งชาวเวียดนาม ถูกตัดสินจำคุก 12 ปี 6 เดือน ขณะที่หัวหน้ากลุ่มกดเงินชาวเวียดนามอีกคน ถูกจำคุก 10 ปี 2 เดือน ส่วนนายหลิน แกนนำฝั่งไต้หวัน ถูกอัยการสั่งฟ้องในข้อหาฉ้อโกง ฟอกเงิน และจัดตั้งหรือเข้าร่วมองค์กรอาชญากรรม พร้อมระบุโทษจำคุกสูงสุดถึง 30 ปี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจยึดของกลาง เช่น บัตรเอทีเอ็มและสมุดบัญชีธนาคารที่รับซื้อมาจากแรงงานเวียดนามกว่า 60 ชุด (ภาพจาก กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจย้ำว่า คดีนี้สะท้อนถึงแนวโน้มอาชญากรรมไซเบอร์ที่ซับซ้อนและนานาชาติมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปราม</p>
<p class="MsoNormal">3. แรงงานเวียดนามที่เกาสง ไม่มีปัญญาจ่ายค่าเช่าบ้าน 4,000 ใช้อิฐทุบหัวเจ้าของบ้านชิงทรัพย์หลบหนี เปลี่ยนเสื้อย่องกลับมาถูกตำรวจจับ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกิดเหตุชิงทรัพย์สะเทือนขวัญคดีหนึ่งที่เขตต้าเหลียว นครเกาสง นายเล แรงงานเวียดนาม อายุ 21 ปี ไม่สามารถจ่ายค่าเช่าห้องจำนวน 4,000 เหรียญไต้หวันได้ จึงแอบซ่อนตัวอยู่ในบ้าน รอจังหวะเจ้าของบ้านซึ่งเป็นหญิงอายุ 70 ปีมารับค่าเช่า ก่อนใช้ก้อนอิฐฟาดศีรษะของเจ้าของบ้านหลายครั้ง จากนั้นแย่งชิงกระเป๋าบนรถจักรยานยนต์ของเธอแล้วหลบหนีไป ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถลุกขึ้นได้ ต้องใช้มือตีประตูเหล็กเพื่อขอความช่วยเหลือ ผู้เช่ารายอื่นได้ยินเสียงจึงรีบแจ้งตำรวจและหน่วยกู้ภัย ต่อมาผู้ก่อเหตุรายนี้ยังกลับไปที่ห้องพักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า แสร้งทำตัวปกติและร่วมพูดคุยกับเพื่อนบ้านเกี่ยวกับเหตุการณ์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบพิรุธและสามารถจับกุมได้ทันที ส่วนเหยื่อที่เป็นเจ้าของบ้านมีบาดแผลที่ศีรษะต้องเย็บหลายเข็ม นิ้วมือถูกตีจนกระดูกแตก และยังต้องดูแลสามีที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เธอกล่าวด้วยความเจ็บปวดว่า แรงงานคนนี้ตั้งใจจะฆ่าฉันให้ตาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับนายเล แรงงานเวียดนามที่เกาสง ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน 4,000 ใช้อิฐทุบหัวเจ้าของบ้านชิงทรัพย์หลบหนี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 28 สิงหาคม เวลาประมาณ 20.00 น. เจ้าของบ้านที่เป็นหญิงชราอายุ 70 ปี ขี่จักรยานยนต์ไปยังบ้านของตนที่ปล่อยเช่าบนถนนฟ่งหลิน เขตต้าเหลียว เพื่อเก็บค่าเช่า แต่ถูกคนเช่าบ้านทำร้ายและชิงกระเป๋าไป คนร้ายพยายามขี่จักรยานยนต์ของผู้เสียหาย แต่ไม่พบกุญแจ จึงวิ่งหลบหนีไป ระหว่างก่อเหตุได้ใช้ก้อนอิฐฟาดที่ท้ายทอยของเจ้าของบ้านจนเลือดอาบ นิ้วมือที่พยายามยกขึ้นป้องกันศีรษะก็ถูกตีจนกระดูกแตก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กล้องบันทึกภาพนายเลใช้ผ้าคลุมหัวเพื่อปิดหน้าหลบหนี หลังใช้ก้อนอิฐทุบหัวหญิงเจ้าของบ้านแล้วชิงทรัพย์ (ภาพจากกล้องวงจรปิด)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าของบ้านเล่าถึงเหตุการณ์ว่า ขณะเข้าไปที่บ้านให้เช่ากำลังจะเปิดไฟ ยังไม่ทันเปิดก็ถูกตี ตอนแรกคิดว่าไฟดับแล้วมีเศษอิฐจากหลังคาตกลงมา เลยก้มตัว แต่กลับถูกตีซ้ำอีก 5&ndash;6 ครั้ง จนต้องคลานหนี เมื่อคนร้ายตีเสร็จก็ฉุดกระเป๋าฉันไป จนกระเป๋าขาดหมด ศีรษะแตกเป็นแผลใหญ่ เย็บไปหลายเข็ม วันแรกอาเจียนไม่หยุด กินอะไรก็อาเจียนออกหมด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กล้องบันทึกภาพนายพยายามจะขี่รถมอเตอร์ไซค์ของเจ้าของบ้าน แต่หากุญแจไม่เจอ หลังใช้ก้อนอิฐทุบหัวหญิงเจ้าของบ้านแล้วชิงทรัพย์ (ภาพจากกล้องวงจรปิด)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาคือนายเล แรงงานเวียดนาม อายุ 21 ปี เช่า 1 ในห้องพักในบ้านหลังนี้ โดยจ่ายค่าเช่าเพียงเดือนเดียว หลังจากนั้นไม่มีเงินจ่ายอีก และเป็นฝ่ายนัดเจ้าของบ้านอ้างว่าจะนำค่าเช่ามาชำระ แต่แท้จริงคือวางแผนก่อเหตุชิงทรัพย์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายเลเปลี่ยนใส่เสื้อยืดสีเหลือง ย่องกลับมาที่เกิดเหตุเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อหาโอกาสเอาข้าวของสัมภาระที่ห้องพัก แต่ถูกตำรวจจับก่อน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังเกิดเหตุ ตำรวจได้นำกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ และจับกุมผู้ต้องหาได้หลังเปลี่ยนเสื้อย่องกลับมาที่เกิดเหตุเพื่อเอาสัมภาระ โฆษกสถานีตำรวจต้าเหลียวเปิดเผยว่า สถานีตำรวจได้รับแจ้งว่า ผู้เสียหายหญิงถูกคนร้ายใช้ก้อนอิฐตีศีรษะ ได้รับบาดเจ็บแต่ไม่อันตรายถึงชีวิต ผู้ก่อเหตุได้ชิงกระเป๋าและเงินสดในกระเป๋าไป จากนั้นเปลี่ยนเสื้อผ้าย่องกลับไปที่ห้องพักและถูกจับกุมโดยทีมสืบสวน เบื้องต้นพบว่าแรงงานเวียดนามรายนี้ก่อเหตุเพราะไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้ คดีนี้ถูกส่งฟ้องต่อสำนักงานอัยการเกาสง ในข้อหาชิงทรัพย์และพยายามฆ่า</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายเลเปลี่ยนใส่เสื้อยืดสีเหลือง ย่องกลับมาที่เกิดเหตุเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อหาโอกาสเอาข้าวของสัมภาระที่ห้องพัก แต่ถูกตำรวจจับก่อน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หญิงเจ้าของบ้านวัยกว่า 70 ปีกล่าวให้สัมภาษณ์ในอาการที่ยังไม่หายจากความตกใจว่า บ้านของตนแบ่งให้เช่า 4&ndash;5 ห้อง ทั้งชาวไต้หวันและแรงงานต่างชาติ แรงงานเวียดนามรายนี้เพิ่งย้ายมาเพียงสองเดือน และจ่ายค่าเช่าเพียงเดือนเดียว หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ เธอตัดสินใจจะไม่ปล่อยเช่าอีก เมื่อสัญญาปัจจุบันครบกำหนด จะเก็บห้องคืนและขายบ้าน เข็ดแล้วไม่กล้าเสี่ยงให้ใครเช่าอีกต่อไป</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=86114</guid>
      <pubDate>Fri, 19 Sep 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250919_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36010560" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. สภาอุตสาหกรรมไต้หวันจี้รัฐขยายระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน กระทรวงแรงงานยันต้องคุ้มครองแรงงานท้องถิ่น กันฉุดค่าจ้างต่ำ</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/9/original/730f21ef-7036-4396-b704-f534043282a2.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>38</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=85535</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ยอดโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างชาติพุ่ง ครึ่งปีแรกแตะ 63,000 ล้านเหรียญไต้หวัน คาดทั้งปีสูงกว่าปีก่อน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (FSC) ของไต้หวันเปิดเผยสถิติว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2568 มูลค่าธุรกรรมการโอนเงินกลับประเทศแบบรายย่อยหรือแบบผ่านแอปพลเคชันของแรงงานต่างชาติในครึ่งปีแรกปีนี้ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 60,274 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">6 เดือนแรกปีนี้ แรงงานต่างชาติโอนเงินกลับบ้านผ่านแอปของผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต มีมูลค่ารวม 60,274 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 49%</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; FSC ระบุว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีบริษัทโอนเงินที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการโอนเงินต่างประเทศสำหรับแรงงานต่างชาติทั้งหมด 5 ราย จำนวนลูกค้ารวมประมาณ 870,000 ราย โดยคาดว่ามูลค่าการโอนเงินของแรงงานต่างชาติตลอดทั้งปีนี้จะสูงกว่า 84,189 ล้านเหรียญไต้หวันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการที่บริษัทต่าง ๆ ขยายบริการอย่างต่อเนื่อง และแรงงานต่างชาติมีความคุ้นเคยกับวิธีการโอนเงินรูปแบบนี้มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">6 เดือนแรกปีนี้ แรงงานต่างชาติโอนเงินกลับบ้านผ่านแอปของผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต มีมูลค่ารวม 60,274 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 49%</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลสถิติของ FSC ชี้ว่า ครึ่งปีแรกของปี 2568 มูลค่าธุรกรรมโอนเงินต่างประเทศรายย่อยของแรงงานต่างชาติรวม 60,274 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับปีก่อน โฆษก FSC ระบุว่า ในปี 2567 ยอดรวมทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 84,200 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่ปีนี้เพียงครึ่งปีแรกก็เกือบแตะ 60,300 ล้านเหรียญแล้ว คาดว่าตลอดทั้งปีจะสูงกว่าปีที่แล้ว ปัจจัยสำคัญคือการขยายธุรกิจของบริษัทโอนเงินและการที่แรงงานต่างชาติคุ้นเคยกับโอนเงินผ่านแอปมากขึ้น โดยปัจจุบัน FSC อนุญาตผู้ให้บริการโอนเงินแบบรายย่อยผ่านแอปสำหรับแรงงานต่างชาติแล้ว 5 ราย ได้แก่ Qpay, Digital Idea, Thaimoney, May God และ Remitech Finance International โดยในจำนวนนี้มีเพียง Qpay และ Thaimoney ที่เปิดให้บริการโอนเงินผ่านแอปแก่แรงงานไทย ส่วน May God อยู่ระหว่างเตรียมการให้บริการแรงงานไทย และเพื่อให้แรงงานต่างชาติมีโอกาสเลือกใช้บริการมากขึ้น FSC ระบุว่า ยังมีผู้ให้บริการอีกหลายรายที่อยู่ระหว่างยื่นขอ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในโรงงานเย็บผ้าที่นิคมอุตสาหกรรมกุยซาน นครเถาหยวน (ภาพจาก Rti)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ FSC ได้ประกาศและบังคับใช้ข้อกำหนดการจัดการธุรกรรมโอนเงินต่างประเทศแบบรายย่อยสำหรับแรงงานต่างชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ทำให้แรงงานต่างชาติสามารถใช้บริการบริษัทโอนเงินที่ได้รับอนุญาตเพื่อส่งรายได้จากการทำงานในไต้หวันกลับประเทศบ้านเกิดได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย แทนการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายที่มีความเสี่ยงสูง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นางสาวเซี่ยงสูเหวิน หัวหน้าฝ่ายระบบชำระเงินและธุรกรรมหลักทรัพย์ของ FSC อธิบายว่า บริษัทที่ได้รับอนุญาตสามารถใช้แอปตรวจสอบบัตรถิ่นที่อยู่หรือบัตร ARC ของแรงงานต่างชาติได้โดยไม่ต้องให้ลูกค้าไปที่เคาน์เตอร์ธนาคาร โดยแรงงานต่างชาติสามารถทำรายการโอนเงินผ่านแอปของผู้ให้บริการ เมื่อไปจ่ายเงินที่ร้านสะดวกซื้อแล้ว ระบบจะโอนเงินกลับประเทศได้โดยตรงทันทีผ่านธนาคารคู่ค้าในประเทศปลายทาง ทำให้การโอนเงินรวดเร็วไม่ต้องรอเหมือนการโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างสถานีซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าที่ถูเฉิง นครนิวไทเป</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม การโอนเงินผ่านแอปดังกล่าวจะเป็นแบบทางเดียวเท่านั้น คือจากไต้หวันไปยังประเทศปลายทาง และมีการจำกัดจำนวนเงิน โดยกำหนดให้แต่ละรายการไม่เกิน 30,000 เหรียญไต้หวัน จำกัดเดือนละไม่เกิน 50,000 เหรียญ หากแรงงานต้องการโอนเกินจำนวนดังกล่าว จะต้องใช้บริการผ่านแอปของหลายบริษัท แต่รวมทั้งปีไม่เกิน 500,000 เหรียญ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; FSC ระบุว่า ปัจจุบันไต้หวันมีแรงงานต่างชาติประมาณ 830,000 คน โดยมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,000&ndash;30,000 เหรียญ หากทุกคนโอนเงินกลับบ้านเดือนละ 10,000 เหรียญ จะรวมเป็นเงินถึง 8,300 ล้านต่อเดือน หรือมากกว่า 85,000 ล้านเหรียญต่อปี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างสะพานตั้นเจียง (ภาพจาก Kung Sing Engineering Corporation)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ยอดจำนวนเงินที่อนุญาตให้โอนกลับประเทศข้างต้น จำกัดเฉพาะบริษัทรับโอนเงินแบบรายย่อยสำหรับแรงงานต่างชาติที่โอนผ่านแอปเท่านั้น ไม่รวมการไปโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ซึ่งสามารถโอนได้เช่นกันและไม่นับรวมยอดจำนวนเงินที่อนุญาตให้โอนกลับประเทศผ่านแอปพลิเคชัน เพียงแต่ว่าการโอนในจำนวนที่มากกว่ารายได้ ธนาคารจะให้แสดงหลักฐานแหล่งที่มาของเงิน เช่นเงินชดเชยจากกองทุนประกันภัยแรงงาน เงินโบนัสจากนายจ้างหรือหลักฐานแสดงการทำโอทีในเดือนนั้น ๆ เนื่องจากการไปโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบธนาคารและกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน</p>
<p class="MsoNormal">2. แรงงานไทยซดเบียร์ 3 ขวด เมาแล้วขี่รถจักรยานไฟฟ้าพาเพื่อนชนรถเก๋ง ศาลไต้หวันสั่งจำคุก 3 เดือน ปรับอีก 10,000 เหรียญ อนุญาตให้อยู่ทำงานต่อ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ศาลท้องถิ่นเหมียวลี่ มีคำพิพากษาลงโทษนายไพศาล (นามสมมติ) แรงงานไทย จำคุก 3 เดือน และปรับเป็นเงิน 10,000 เหรียญไต้หวัน หลังจากถูกจับกุมในคดีเมาแล้วขับเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยศาลให้สิทธิจำเลยสามารถชำระค่าปรับแทนโทษจำคุกหรือทำงานบริการสังคมแทนการจำคุกได้ในอัตราค่าปรับ 1,000 เหรียญต่อ 1 วัน รวมทั้งหมดต้องจ่าย 100,000 เหรียญ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 9 ธันวาคมปีที่แล้ว นายไพศาล ซึ่งเป็นแรงงานไทยทำงานอยู่ที่เมืองเหมียวลี่ ได้ดื่มเบียร์จำนวน 3 ขวดในห้องพักตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. และหลังจากนั้นสองชั่วโมงเศษ ได้ขี่รถจักรยานไฟฟ้าออกจากหอพัก พร้อมเพื่อนแรงงานไทยอีกคนหนึ่งเพื่อไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุที่ทางแยกชนเข้ากับรถยนต์ส่วนบุคคลที่มีนายหลิน ชายชาวไต้หวันเป็นผู้ขับขี่ ส่งผลให้นนายไพศาลและเพื่อนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ไม่มีการร้องทุกข์เอาผิดจากคู่กรณี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาคารที่ทำการของศาลท้องถิ่นเหมียวลี่</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้รับแจ้งเหตุเดินทางมาตรวจสอบและทำการวัดระดับแอลกอฮอล์ พบนายไพศาลมีค่าแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงถึง 0.36 มิลลิกรัมต่อลิตร เกินกว่าค่ามาตรฐานทางกฎหมายที่กำหนดไว้ 0.15 มิลลิกรัมต่อลิตร จึงควบคุมตัวในข้อหากระทำผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ ส่งเรื่องให้อัยการดำเนินคดีต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาคารที่ทำการของศาลท้องถิ่นเหมียวลี่</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายไพศาลได้ยอมรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในระหว่างสอบปากคำว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนได้ดื่มเบียร์ไต้หวัน 3 ขวด อัยการจึงยื่นคำร้องต่อศาลให้ตัดสินด้วยกระบวนการพิจารณาอย่างง่าย ศาลท้องถิ่นเหมียวลี่พิจารณาเห็นว่า รัฐบาลไต้หวันได้รณรงค์และตักเตือนเรื่องอันตรายจากการเมาแล้วขับมาอย่างต่อเนื่อง แต่จำเลยกลับเพิกเฉยต่อกฎหมาย และยังทำให้เกิดอุบัติเหตุซึ่งอาจเป็นภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าจำเลยให้การรับสารภาพ รู้สึกสำนึกผิด และไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน ศาลจึงมีคำพิพากษาให้จำคุก 3 เดือน และปรับเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน โดยสามารถแปลงโทษเป็นการเสียค่าปรับหรือทำงานบริการสังคมแทนได้ ในอัตรา 1,000 ดอลลาร์ไต้หวันต่อ 1 วัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ ศาลยังได้พิจารณาถึงสถานะจำเลยในฐานะแรงงานต่างชาต เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีคำสั่งเนรเทศออกนอกประเทศ เพื่อให้สามารถพำนักและทำงานในไต้หวันต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ศาลได้เน้นย้ำว่าการจะได้รับสิทธิเสียค่าปรับแทนการจำคุกจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาและอนุมัติจากอัยการผู้รับผิดชอบการบังคับคดี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจเตือนแรงงานไทย เมาไม่ขับ ราบรื่น ปลอดภัย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พิษภัยจากการดื่มสุรานั้น นอกจากเกิดอุบัติเหตุแล้ว ยังเป็นภัยคุกคามสุขภาพอย่างร้ายแรง เป็นปัญหาใหญ่ของแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานไทย โทษของการเมาแล้วขับในไต้หวันถือว่ารุนแรงมาก เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสาธารณะ และมีการแก้ไขกฎหมายให้เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากอันตราย อาจทำให้บาดเจ็บ พิการหรือเสียชีวิตแล้ว ยังต้องเสียค่าปรับแพง ถูกเนรเทศส่งกลับประเทศ และเตือนด้วยว่า ใครที่ถูกเนรเทศเพราะคดีเมาแล้วขับ โอกาสจะกลับเข้าสู่ไต้หวันน้อยมาก ไม่เหมือนกับแรงงานหลบหนีถูกจับส่งกลับบ้าน ถูกแบล็กลิสต์ห้ามเข้าไต้หวันสูงสุด 7 ปี เมาแล้วขับจะถูกห้ามถาวรเลย และโทษเมาแล้วขับ ตามกฎหมายการจราจรทางบกและการลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรของไต้หวัน ฉบับล่าสุดในปี 2567 แบ่งความรุนแรงพฤติกรรมเมาแล้วขับออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจฮัวเหลียนประชาสัมพันธ์ตามโรงงานต่าง ๆ&nbsp; เมาไม่ขับ เคารพกฎจราจรและสวมหมวกกันน็อก (ภาพจากสถานีตำรวจฮัวเหลียน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. โทษปรับ 15,000-90,000 เหรียญไต้หวัน สำหรับผู้ที่ดื่มสุราแล้วขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าหรือรถมอเตอร์ไซค์ ถูกตรวจพบและเป่าลม มีระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ 0.15 มิลลิกรัม/ลิตรขึ้นไป แต่ถ้าขับรถยนต์ ค่าปรับ 30,000-120,000 เหรียญ ถูกยึดใบขับขี่ 1-4 ปี และหากทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่สอง รถจักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์เริ่มต้นปรับที่ 90,000 เหรียญ รถยนต์ปรับที่ 120,000 เหรียญ ทำผิดซ้ำซากครั้งที่ 3 ขึ้นไป จะเพิ่มค่าปรับอีกครั้งละ 90,000 เหรียญ ยึดใบขับขี่ตลอดไป กรณีปฏิเสธเป่าลม ค่าปรับเริ่มต้นที่ 180,000 เหรียญ ยึดใบขับขี่ตลอดชีพ คนที่ซ้อนท้ายหรือนั่งร่วมไปในรถคันเดียวกันก็มีโทษปรับเช่นกัน 6,000-15,000 เหรียญ ฐานไม่ห้ามปราม</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. โทษอาญา วัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจได้ 0.25 มิลลิกรัม/ลิตรขึ้นไป เมาแล้วขับอย่างเดียวไม่ได้เกิดอุบัติหรือชนคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จำคุกไม่เกิน 3 ปีและปรับไม่เกิน 300,000 เหรียญไต้หวัน แต่หากเมาแล้วขับชนคนบาดเจ็บสาหัส มีโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 7 ปี ปรับ 1,000,000 เหรียญไต้หวัน ชนคนเสียชีวิต มีโทษจำคุก 3 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 10 ปี ปรับ 2,000,000 เหรียญไต้หวัน กรณีทำผิดซ้ำชนคนบาดเจ็บสาหัส จำคุก 3 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 10 ปี ปรับ 2,000,000 เหรียญไต้หวัน แต่หากชนคนเสียชีวิตจำคุก 5 ปีขึ้นไป ปรับ 3,000,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">3. รวบแรงงานเวียดนามตั้งแก๊งลอบตัดไม้หวงห้ามกว่า 1.2 ตัน ไม้พันปีในหนานโถวถูกตัดใกล้โค่น อัยการสั่งฟ้องทั้งผู้ตัดและผู้รับซื้อ 23 คน โทษติดคุกสูงสุด 10.5 ปี ปรับไม่เกิน 20 ล้านเหรียญ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายเหงียน แรงงานหลบหนีชาวเวียดนาม ได้ร่วมกับเพื่อนร่วมชาติ จัดตั้งขบวนการลักลอบตัดไม้ล้ำค่าในพื้นที่ป่าไม้ของรัฐ ในตำบลเหรินอ้าย เมืองหนานโถว โดยได้ตัดไม้หอมฮิโนกิหรือต้นสนไซเปรส เพื่อนำไปขายผ่านชายชาวไต้หวันและเครือข่ายผู้รับซื้อ รวมมูลค่าความเสียหายราว 25 ล้านเหรียญไต้หวัน หลังเฝ้าติดตามและตรวจสอบนานหลายเดือน ในที่สุดตำรวจป่าไม้จับได้ยกแก๊ง ทั้งแก๊งลักลอบตัดไม้และขบวนการรับซื้อไม้หวงห้ามรวมจำนวน 23 คน สำนักงานอัยการหนานโถวดำเนินคดีสั่งฟ้องศาลแล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ต้นไม้หอมฮิโนกิหรือต้นสนไซเปรส อายุนับพันปีในป่าลึกเมืองหนานโถวหลายต้น ถูกแก๊งแรงงานเวียดนามใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดที่ลำต้นจวนจะโค่นอยู่แล้ว (ภาพจากสำนักงานอัยการหนานโถว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกตำรวจป่าไม้แถลงว่า คดีนี้เริ่มจากเมื่อต้นปีนี้ นักท่องเที่ยวที่ปีนเขาในเมืองหนานโถว พบว่ามีไม้สนฮิโนกิ ซึ่งถือเป็นไม้หวงห้ามอายุเป็นพันปีหลายต้นถูกลักลอบตัดที่ลำต้นจวนจะโค่นอยู่แล้ว จึงรีบแจ้งกรมป่าไม้และตำรวจเข้าติดตามสืบสวน ตำรวจจึงตั้งคณะทำงานพิเศษติดตามนานหลายเดือน กระทั่งในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 80 นาย เข้าตรวจค้นพื้นที่ 17 แห่งในเมืองหนานโถว จางฮั่ว และไทจง ทลายแก๊งมอดไม้กลุ่มนี้ สามารถจับกุมขบวนการลักลอบตัดไม้ที่มีนายเหงียน แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายดังกล่าว และนายอู๋ ชายชาวไต้หวัน ผู้เป็นหัวหน้าเครือข่ายรับซื้อไม้หวงห้าม รวม 23 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย 5 คนที่รับผิดชอบตัดไม้หวงห้ามและลำเลียงลงเขา ทั้งหมดถูกส่งตัวไปยังสำนักงานอัยการหนานโถว และเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อัยการได้ยื่นฟ้อง โดยผู้ต้องหาทั้งหมดต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี 6 เดือน และปรับไม่เกิน 20 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ต้นไม้หอมฮิโนกิหรือต้นสนไซเปรส อายุนับพันปีในป่าลึกเมืองหนานโถวหลายต้น ถูกแก๊งแรงงานเวียดนามใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดที่ลำต้นจวนจะโค่นอยู่แล้ว (ภาพจากสำนักงานอัยการหนานโถว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกตำรวจป่าไม้กล่าวเพิ่มเติมว่า แรงงานเวียดนามกลุ่มนี้ลักลอบตัดไม้ราคาแพง แล้วใช้รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ลำเลียงลงจากภูเขา หวังหลบเลี่ยงการตรวจสอบ แต่ไม่รอดสายตาของเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าติดตาม ถูกบันทึกภาพไว้ได้ทั้งหมด โดยขบวนการนี้ ได้ทำการลักลอบตัดไม้สนฮิโนกิ หรือต้นสนไซเปรส รวมถึงไม้ที่นำไปแกะสลักเป็นงานศิลป์ รวมแล้วน้ำหนักถึง 1,363 กิโลกรัม พร้อมยึดรถที่ใช้ลำเลียง 4 คัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ปุ่มไม้ของต้นสนไซเปรสราคาแพงถูกลักลอบนำมาวางขาย (ภาพจากสำนักงานอัยการหนานโถว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านสำนักงานอัยการหนานโถวระบุว่า กลุ่มผู้ต้องหาลักลอบตัดไม้หวงห้ามในพื้นที่ป่าไม้ของรัฐ บริเวณลุ่มน้ำจั๋วสุ่ยซี ตำบลเหรินอ้าย มาตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 จนถึงก่อนถูกจับกุม ไม้ที่ลักลอบตัดจะถูกลำเลียงออกจากป่าเขานำไปขายผ่านเครือข่ายรับซื้ออย่างน้อย 5 ราย โดยมีนายอู๋ ชายชาวไต้หวันเป็นนายหน้าติดต่อหลัก การกระทำผิดเกิดในพื้นที่ป่าลึก ประกอบกับผู้ต้องหาเป็นแรงงานหลบหนีและมีการเปลี่ยนรถหรือป้ายทะเบียนบ่อยครั้ง ทำให้การสืบสวนเป็นไปอย่างยากลำบาก อย่างไรก็ตาม ตำรวจใช้เวลาร่วมปีในการเก็บหลักฐานจนสามารถจับกุมได้สำเร็จ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ท่อนไม้หอมฮิโนกิที่ตำรวจยึดได้&nbsp; (ภาพจากสำนักงานอัยการหนานโถว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานอัยการหนานโถวเปิดเผยว่า แก๊งมอดไม้กลุ่มนี้มีการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ โดยมีแรงงานเวียดนาม 5 คนขึ้นไปสร้างเพิงพักในป่า ลักลอบตัดไม้หอมฮิโนกิ แล้วลำเลียงลงเขา ก่อนส่งต่อให้นายอู๋และผู้ต้องหาไต้หวันรายอื่น ๆ แปรรูปและจำหน่ายต่อให้ร้านงานไม้และร้านงานศิลป์ในภาคกลาง ตำรวจจึงดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายป่าไม้ สำนักงานอัยการหนานโถวยื่นฟ้องต่อศาลในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจจับแรงงานเวียดนามที่ลักลอบตัดไม้หวงห้าม&nbsp;(ภาพจากสำนักงานอัยการหนานโถว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานอัยการหนานโถวระบุว่า แม้หนานโถวจะมีทรัพยากรป่าไม้อุดมสมบูรณ์ แต่ปัญหาลักลอบตัดไม้ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและจับกุมได้ยาก อย่างไรก็ตาม สำนักงานอัยการจะยังคงยืนหยัดปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสืบสวนและดำเนินคดีกับผู้ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างเด็ดขาด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหวงข่ายลั่ว หัวหน้ากองจัดการป่าของสำนักอนุรักษ์ป่าไม้สาขาหนานโถวกล่าวว่า ผู้ที่ลักลอบตัดไม้ล้ำค่ามีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี 6 เดือน และปรับตั้งแต่ 1 ล้านถึง 20 ล้านเหรียญไต้หวัน ขอเตือนแรงงานต่างชาติและชาวไต้หวันอย่าได้ฝ่าฝืนกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านกรมป่าไม้ยังระบุเพิ่มเติมว่า มีการแก้ไขกฎหมายป่าไม้เมื่อปี 2564 โดยกำหนดโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี 6 เดือน และปรับไม่เกิน 20 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน พร้อมทั้งขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ไม้ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา และเลือกสินค้าที่มีตราสัญลักษณ์ "ไม้ไต้หวัน" เพื่อเป็นการสกัดกั้นการลักลอบตัดไม้ตั้งแต่ต้นทาง</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=85535</guid>
      <pubDate>Fri, 12 Sep 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250912_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36022080" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ยอดโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างชาติพุ่ง ครึ่งปีแรกแตะ 63,000 ล้านเหรียญไต้หวัน คาดทั้งปีสูงกว่าปีก่อน</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/9/original/a3334d85-a677-476e-9a64-b1a50c65c0cb.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>37</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=85000</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ไต้หวันเล็งพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 ในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายน กลุ่มแรงงานหวังปรับขึ้นไม่ต่ำกว่า 4% </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนกันยายน การถกเถียงในประเด็นปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีใหม่ของไต้หวันเริ่มคึกคักมากขึ้น กระทรวงแรงงานมีกำหนดจัดการประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน เพื่อหารือการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2569 ตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ขยายตัวต่อเนื่องตลอดปีนี้ รวมถึงอ้างอิงตัวชี้วัดสำคัญ 10 รายการที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเคลื่อนไหวด้านแรงงานคาดหวังว่า ตามแนวทางการเจรจาที่ผ่านมาค่าจ้างขั้นต่ำปีหน้าควรปรับขึ้นไม่น้อยกว่า 4% เพื่อให้ค่าจ้างรายเดือนใกล้ระดับ 30,000 เหรียญไต้หวัน และค่าจ้างรายชั่วโมงขยับขึ้นแตะ 198 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจาก mimd.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ดี นักวิชาการกังวลว่า หากค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นตามที่กลุ่มแรงงานเรียกร้องเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน แต่ค่าจ้างของแรงงานกลุ่มอื่นที่ไม่ได้รับการปรับตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่ขยับตาม อาจส่งผลให้แรงงานจำนวนมากมีรายได้ใกล้เคียงกับค่าจ้างขั้นต่ำมากขึ้น และทำให้กลุ่มแรงงานชายขอบ เพิ่มจำนวนขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจาก LTN)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่มสหภาพแรงงานระบุว่า หากยึดตามแนวทางที่มีมาโดยตลอด คือสะท้อนดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เต็มจำนวน และหลักการเมื่อเศรษฐกิจเติบโตควรแบ่งปันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยตัวเลขคาดการณ์ CPI ทั้งปี 2568 อยู่ที่ 2.21% และ GDP ขยายตัว 4.45% อัตราการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำควรอยู่ที่ 4.435% ซึ่งจะส่งผลให้ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนปรับเป็น 29,858 เหรียญ และรายชั่วโมงเป็น 198 เหรียญไต้หวัน แต่หากพิจารณาปัจจัยด้านภาษีศุลกากร กลุ่มสหภาพแรงงานเห็นว่าควรปรับขึ้นไม่น้อยกว่า 4% ซึ่งจะทำให้ค่าจ้างรายเดือนอยู่ที่ 29,734 เหรียญ เพิ่มขึ้น 1,144 เหรียญ ส่วนค่าจ้างรายชั่วโมงเมื่อปัดเศษก็ยังคงแตะระดับ 198 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้หวันเตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายนนี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลของสำนักงานสถิติและการบัญชี สภาบริหารระบุว่า ในปี 2567 ค่าจ้างรวมทั้งปีเฉลี่ยต่อเดือนของลูกจ้างอยู่ที่ 60,984 เหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 4.39% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากตัดค่าล่วงเวลา โบนัสสิ้นปี และรายได้ไม่ประจำออก ค่าจ้างประจำเฉลี่ยอยู่ที่ 46,450 เหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 2.77% ขณะที่ค่าจ้างประจำกึ่งกลางหรือค่าจ้างมัธยฐานอยู่ที่ 37,274 เหรียญ เพิ่มขึ้น 3.29%</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าเถาหยวนสายสีเขียว (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่มสหภาพแรงงานชี้ว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมไฮเทคทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานรายได้สูงและรายได้ต่ำถ่างกว้างมากขึ้น โดยแรงงานเกือบ 70% มีค่าจ้างประจำต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งในปี 2566 ไต้หวันติดอันดับ 6 ของโลกด้านชั่วโมงการทำงานยาวนาน สะท้อนความจริงที่แรงงานจำนวนมากต้องพึ่งพาการทำงานล่วงเวลาเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่าผู้ใช้แรงงานในไต้หวันยังคงได้รับค่าจ้างต่ำ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้หวันเตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายนนี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีนี้แตกต่างจากปีก่อน ปีนี้มีปัจจัยใหม่คือ ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะกระทบหนักต่อภาคการผลิตที่อยู่ด่านหน้า ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น ศาสตราจารย์ซินปิ่งหลง แห่งสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำยอมรับว่า ดัชนี CPI ที่ใช้เป็นฐานคำนวณถือเป็นตัวชี้วัดล่าช้า แต่ผลกระทบจากภาษีเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สุดท้ายขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างนายจ้างและลูกจ้างว่าจะหาข้อสรุปอย่างไร</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในโรงงานฟอกย้อมและตกแต่งสำเร็จ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้แรงกดดันจากภาษีศุลกากรใกล้เข้ามา แต่ด้วยแรงหนุนจากโอกาสทางธุรกิจของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้สำนักงานสถิติและการบัญชี ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2568 ขึ้นเป็น 4.45% เมื่อรวมกับ CPI ที่ 2.21% ทำให้กลุ่มสหภาพแรงงานยืนยันว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีใหม่ ต้องปรับขึ้นอย่างน้อย 4% จึงถือว่าเหมาะสม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในโรงงานผลิตหม้อน้ำอุตสาหกรรม</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้า 20% บวกกับภาษีที่เก็บดั้งเดิมหรือที่เรียกกันว่า ภาษี &ldquo;20+N&rdquo; ของสหรัฐฯ เริ่มชัดเจน โดยจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่ประกาศมาตรการลดเวลาทำงานหรือให้พนักงานหยุดงานโดยไม่รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น ในการประชุมร่วมเมื่อเดือนกรกฎาคม ตัวแทนนายจ้างได้เรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบจากภาษีศุลกากร ค่าเงินเหรียญไต้หวันที่แข็งค่าขึ้น และมาตรการภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป พร้อมเสนอให้รัฐพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรและแรงงานที่ได้รับผลกระทบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานฟิลิปปินส์ในโรงงานผลิตแผงวงจรพิมพ์</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายไต้กั๋วหรง ประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมไต้หวันโต้แย้งว่า การใช้เหตุผลเรื่องภาษีเพื่อลดอัตราการปรับขึ้นนั้นเกินความจริง เพราะผลกระทบจากภาษีไม่ได้รุนแรงเท่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อทั้งประเทศ ขณะที่ภาษีมีผลเพียงบางอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ หากนายจ้างจะอ้างผลกระทบ ควรนำข้อมูลจริงมาแสดงว่ามีอุตสาหกรรมใดได้รับผลกระทบในระดับใด ไม่ใช่การกล่าวอ้างแบบกว้าง ๆ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้หวันเตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายนนี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า ในช่วงโควิด-19 แม้จะเผชิญผลกระทบหนัก คณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำก็ยังตัดสินใจปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำควบคู่ไปกับมาตรการอุดหนุนจากกระทรวงเศรษฐการที่ให้ความช่วยเหลือธุรกิจที่รายได้ลดลงเกิน 10% ดังนั้น สำหรับผลกระทบจากภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ก็อาจพิจารณาใช้มาตรการช่วยเหลือในลักษณะเดียวกันได้</p>
<p class="MsoNormal">2. จับสาวไทยที่ไทจงก่อเหตุทารุณสัตว์ ทิ้งหนูแฮมสเตอร์เป็น ๆ 10 ตัวลงชักโครก จุดกระแสโกรธในสังคม อ้างแฟนหนุ่มไต้หวันบอกเลิกและขู่เอาไปเลี้ยงงู จึงชิงลงมือก่อน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีคลิปวิดีโอสะเทือนขวัญส่งว่อนบนโลกออนไลน์ในไต้หวัน Promin ชื่อบนโซเชียลของหญิงไทยรายหนึ่ง อัปโหลดคลิปทางอินสตาแกรมหรือ IG โยนหนูแฮมสเตอร์จำนวน 10 ตัวลงในโถชักโครกแล้วกดน้ำทิ้ง ยังระบุจำนวนที่ถูกทิ้งไปแล้วทีละตัว เมื่อมีชาวเน็ตนำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อบนแพลตฟอร์ม Threads ได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงประณามอย่างรุนแรงในสังคมออนไลน์ของไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สื่อไต้หวันรายงานว่า ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Promin หญิงไทยที่ใช้ชื่อบนสื่อโซเชียลรายนี้ มีปากเสียงและเลิกรากับแฟนหนุ่มชาวไต้หวัน ฝ่ายชายแจ้งความต่อตำรวจว่าหญิงไทยไม่ยอมย้ายออกจากหอพัก ตำรวจเดินทางไปไกล่เกลี่ย พบว่าหญิงไทยพำนักเกินกำหนดอนุญาต จึงส่งไปกักตัวตามกฎหมายคนเข้าเมือง กระทั่งต่อมา มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในโลกออนไลน์ ตำรวจยืนยันเป็นหญิงไทยคนเดียวกับที่ทิ้งหนูแฮมสเตอร์ลงชักโครก ทำให้สังคมเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">Promin&nbsp;หญิงไทยผู้อัปโหลดคลิปทางอินสตาแกรม โยนหนูแฮมสเตอร์จำนวน 10 ตัวลงในโถชักโครกแล้วกดน้ำทิ้งอย่างเลือดเย็น (ภาพจากติ๊กต็อก)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ตำรวจได้สอบปากคำหญิงไทยคนดังกล่าว เธอให้การอ้างว่า ที่กระทำไปเพราะแฟนหนุ่มไต้หวันที่บอกเลิกขู่ว่าจะนำหนูแฮมสเตอร์ไปเป็นอาหารงู เธอจึงตัดสินใจชิงลงมือก่อน ด้วยการทิ้งหนูทั้งหมดลงโถชักโครก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อสงสัยในคำให้การดังกล่าว เพราะไม่สมเหตุสมผล</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">Promin&nbsp;หญิงไทยผู้อัปโหลดคลิปทางอินสตาแกรม โยนหนูแฮมสเตอร์จำนวน 10 ตัวลงในโถชักโครกแล้วกดน้ำทิ้งอย่างเลือดเย็น (ภาพจาก Threads)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจไทจงเปิดเผยว่า เมื่อเทียบภาพของหญิงที่ก่อเหตุโยนหนูแฮมสเตอร์ 10 ตัวลงชักโครกแล้ว ยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกับเหตุการณ์ข้อพิพาทชายหญิงซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา จากข้อมูลของตำรวจ เมื่อเวลา 01.50 น. ของวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้รับโทรศัพท์แจ้งความจากชายชาวไต้หวันวัย 24 ปี ซึ่งประสงค์จะเลิกรากับแฟนสาวชาวไทยวัย 27 ปี แต่ฝ่ายหญิงไม่ยอมออกจากบ้านเช่าย่านถนนจงชิง ในนครไทจง ขอให้ตำรวจเข้ามาช่วยเหลือ เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พบว่าหญิงชาวไทยรายนี้เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว อยู่เลยกำหนดวีซ่ามาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว แต่ในขณะนั้น ที่เกิดเหตุไม่พบการกระทำผิดอื่น ๆ จึงประสานและส่งตัวไปยังสถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสาขาไทจงเพื่อรอการลงโทษปรับเงินจากนั้นส่งกลับประเทศ ต่อมามีคลิปวิดีโอนำหนูแฮมสเตอร์ทิ้งลงชักโครกถูกเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ตำรวจจึงตรวจสอบและเปรียบเทียบภาพในคลิป พบว่าเป็นหญิงไทยคนเดียวกัน ตำรวจจึงรายงานต่อกองคุ้มครองสัตว์ นครไทจง เพื่อยืนยันการกระทำผิดตามกฎหมายคุ้มครองสัตว์ พร้อมทั้งดำเนินการสอบสวนและส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการไทจงดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หนูแฮมสเตอร์เป็น ๆ 10 ตัวถูกโยนลงโถชักโครกแล้วกดน้ำทิ้ง แต่ละตัวดิ้นรนหนีตายอย่างน่าสงสาร&nbsp; (ภาพจาก Threads)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองคุ้มครองสัตว์ นครไทจงแถลงว่า การกระทำของหญิงไทยดังกล่าวเป็นการละเมิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ ซึ่งห้ามมิให้ผู้ใดรบกวน ทำร้าย หรือทารุณสัตว์ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 - 2,000,000 เหรียญไต้หวัน ขณะนี้คดีได้ถูกส่งต่อไปยังสำนักงานอัยการไทจงเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หนูแฮมสเตอร์ สัตว์เลี้ยงตัวจิ๋วแก้มป่องรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูที่คนไต้หวันนิยมเลี้ยง (ภาพจาก LTN)</p>
<p class="MsoNormal">3. สลด!&nbsp;2 แรงงานเวียดนามในนิวไทเปลงทำงานท่อระบายน้ำลึก 4 เมตร สลบจากการขาดออกซิเจน ตาย 1 สาหัส 1 กองทรัพยากรน้ำยืนยันเอาผิดผู้รับเหมา</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อบ่ายวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในไซต์งานก่อสร้างท่อระบายน้ำเพื่อปรับปรุงการระบายน้ำในเขตอิงเกอ ของกองทรัพยากรน้ำ นครนิวไทเป ขณะที่ 2 แรงงานเวียดนามได้รับคำสั่งให้ลงไปทำงานในบ่อลึกเพื่อตรวจสอบระบบท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ เกิดอาการผิดปกติจนหมดสติ เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุและรีบรุดไปช่วยเหลือ นำตัวส่งโรงพยาบาล แต่หนึ่งในแรงงานเสียชีวิตในเวลาต่อมา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่กู้ภัยลงไปในบ่อลึก 4 เมตร ช่วยเหลือ 2 แรงงานเวียดนามที่ทำงานตรวจสอบท่อระบายน้ำและสลบจากการขาดออกซิเจน ผลตาย 1 สาหัส 1 (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 บริษัทผู้รับเหมาโครงการได้แก่ จงอีเอ็นจิเนียริ่ง อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.18 น. แรงงานที่พบเห็นเหตุการณ์กล่าวว่ามีเพื่อนร่วมงานชาวเวียดนามสองคน ลงไปในบ่อกว้างประมาณ 2 เมตร ลึกประมาณ 4 เมตรแล้วเกิดอาการหมดสติ โดยนายเหงียน แรงงานชาวเวียดนามวัย 32 ปี ลงไปก่อนและมีอาการเวียนศีรษะจนล้มลง นายบุ่ย อายุ 37 ปี เพื่อนร่วมงานอีกคน พบเห็นและพยายามปลุกแต่ไม่ตอบสนอง จึงรีบแจ้งเพื่อนร่วมงานคนอื่น แต่สุดท้ายหมดสติไปเช่นกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">2 แรงงานเวียดนามในนิวไทเปลงทำงานท่อระบายน้ำลึก 4 เมตร สลบจากการขาดออกซิเจน ตาย 1 สาหัส 1 (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อนร่วมงานคนอื่นรีบโทรแจ้งสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 110 ขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงละกู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุ รีบอัดอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่บ่อ จากนั้นทีมค้นหาลงไปในบ่อเพื่อช่วยเหลือ พบว่านายเหงียนไม่มีสัญญาณชีพแล้ว ขณะที่นายบุ่ยเริ่มฟื้นสติ ทั้งสองถูกนำตัวขึ้นจากบ่อด้วยรถกู้ภัยและส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลเอินจู่กงในเขตซานเสีย และโรงพยาบาลฉางเกิงที่ถู่เฉิง ขณะเดียวกันตำรวจได้แจ้งหน่วยตรวจสอบแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการสอบสวน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่กู้ภัย นำแรงงานเวียดนามทั้งสองส่งรักษาที่โรงพยาบาล (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองทรัพยากรน้ำ นครนิวไทเปแถลงว่า จากการประเมินเบื้องต้น สาเหตุอาจเกิดจากการระบายอากาศในบ่อไม่เพียงพอ ทำให้แรงงานขาดออกซิเจนและหมดสติ พร้อมยืนยันว่าจะตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องอย่างละเอียด และได้สั่งการให้ผู้รับเหมาและหน่วยกำกับดูแลโครงการทบทวนกระบวนการทำงานทั้งหมด หากพบว่ามีการละเมิดสัญญาหรือกฎระเบียบด้านความปลอดภัยในการทำงาน จะลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ กองทรัพยากรน้ำและตัวแทนผู้รับเหมายังได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลทันทีเพื่อให้ความช่วยเหลือและดูแลครอบครัวผู้ประสบเหตุ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่กู้ภัย นำแรงงานเวียดนามทั้งสองส่งรักษาที่โรงพยาบาล (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การทำงานในบ่อลึกหรือท่อระบายน้ำใต้ดินอันตรายมาก เพราะเป็นพื้นที่อับอากาศ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดอากาศหายใจหรือได้รับก๊าซพิษ จำเป็นต้องตรวจวัดอากาศ ระบายอากาศและต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลครบชุด มีผู้เฝ้าสังเกตการณ์ขณะทำงานและเตรียมแผนกู้ภัยทุกครั้ง การละเลยขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้</p>
<p class="MsoNormal">4. จับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรับจ้างกดเงินตู้ ATM ให้แก๊งคอลเซนเตอร์ ทั้ง ๆ ที่ตำรวจยืนดูอยู่ข้าง ๆ ตรวจพบซ่อนยาเสพติดในตัว</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจเหอเหม่ย เมืองจางฮั่ว แถลงข่าวความคืบหน้าในการจับแรงงานต่างชาติทำหน้าที่กดเงินให้แก๊งคอลเซนเตอร์ว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ตำรวจสายตรวจได้จับกุมนายฝ่าม แรงงานเวียดนาม อายุ 29 ปี ซึ่งเป็นแรงงานหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ขณะกดเงินจากตู้เอทีเอ็มของที่ทำการไปรษณีย์เพื่อนำส่งให้ขบวนการฉ้อโกง โดยไม่ทันสังเกตว่ามีตำรวจลาดตระเวนยืนอยู่ข้าง ๆ ตำรวจจึงตรวจสอบและจับกุมได้พร้อมเงินสด 35,000 เหรียญไต้หวัน บัตรเอทีเอ็ม และยังพบว่าผู้ต้องหาพกพายาเสพติดจำพวกเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองด้วย เมื่อนำตัวกลับโรงพักตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรายนี้ ยังมีหมายจับในคดีฉ้อโกงหนีคดีอีกด้วย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรับจ้างกดเงินตู้ ATM ให้แก๊งคอลเซนเตอร์ ถูกตำรวจที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ จับกุม (ภาพจากสถานีตำรวจจางฮั่ว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้ต้องหารับสารภาพในเบื้องต้นว่า เนื่องจากต้องการเงินใช้ จึงสมัครงานจากโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตที่อ้างว่าเป็น &ldquo;งานง่าย รายได้ดี แค่กดเงิน&rdquo; อ้างไม่ทราบว่าที่แท้คือการทำหน้าเป็นมือกดเงินให้แก๊งคอลเซนเตอร์ หลังสอบปากคำ ตำรวจได้ดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง ครอบครองยาเสพติด และฟอกเงิน ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรับจ้างกดเงินตู้ ATM ให้แก๊งคอลเซนเตอร์ ถูกตำรวจที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ จับกุม (ภาพจากสถานีตำรวจจางฮั่ว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ สถานีตำรวจเหอเหม่ยเตือนแรงงานต่างชาติ ให้ระวังกับดักการรับสมัครงานทางอินเทอร์เน็ต หากพบการประกาศลักษณะ &ldquo;ไม่ต้องมีประสบการณ์ ทำงานง่าย ได้ค่าตอบแทนสูง มีโบนัสหรือคอมมิสชันสูง&rdquo; มักเป็นการโฆษณาหลอกลวง ไม่ควรมอบเอกสารส่วนตัว บัญชีธนาคาร หรือบัตรเอทีเอ็มให้ผู้อื่นโดยง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือผู้ร่วมขบวนการฉ้อโกงโดยไม่รู้ตัว หากสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง ควรโทรแจ้งสายด่วนป้องกันการฉ้อโกง 165 หรือสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 110 เพื่อขอคำปรึกษา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ของกลางที่ตำรวจยึดได้จากแรงงานเวียดนาม (ภาพจากสถานีตำรวจจางฮั่ว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แก๊งคอลเซนเตอร์ในไต้หวันมีแนวโน้มจ้างแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเป็นมือกดเงินบัญชีม้ามากขึ้น ก่อนหน้านี้ สำนักงานอัยการเถาหยวนพร้อมด้วยตำรวจทลายแก๊งรับจ้างกดเงินเหยื่อจากบัญชีม้าตามตู้เอทีเอ็ม จับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย 6 ราย ตั้งแก๊งรับจ้างกดเงินตามตู้เอทีเอ็มทั่วพื้นที่เถาหยวน โดยหาเพื่อนร่วมชาติที่หลบหนีนายจ้างและไม่มีงานทำมาเป็นสมาชิก หลังกดเงินของเหยื่อจากบัญชีม้าแล้ว นำส่งแก๊งคอลเซนเตอร์ จากนั้นได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าจ้าง ระยะเวลาเพียง 25 วัน แก๊งกดเงินจากตู้เอทีเอ็มเวียดนามแก๊งนี้ กดเงินจากบัญชีผู้เสียหาย 104 คน รวมเงิน 8,220,000 เหรียญไต้หวัน ถูกตำรวจจับกุมได้ทั้งหมด ยึดเงินสดที่ยังไม่ทันส่งให้แก๊งคอลเซนเตอร์จำนวน 2.19 ล้านเหรียญ อัยการสั่งฟ้องจำคุกแรงงานเวียดนามที่เป็นหัวโจก 5 ปี ผู้ต้องหาที่เป็นสมาชิกอีก 5 คนคนละ 4 ปี</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=85000</guid>
      <pubDate>Fri, 05 Sep 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250905_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36012480" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ไต้หวันเล็งพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 ในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายน กลุ่มแรงงานหวังปรับขึ้นไม่ต่ำกว่า 4</span><span lang="EN-US">% <o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/9/original/46bc4dbd-815a-423b-b6a9-783914d23d61.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>36</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=84431</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ป้องกันบริษัทจัดหางานกีดกันสิทธิแรงงานต่างชาติในการเข้าร่วมสหภาพแรงงาน กลุ่ม NGO เรียกร้องตีความกฎหมายสหภาพแรงงานให้ บจง. เป็นผู้แทนนายจ้าง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมเถาหยวน สมาคมแรงงานนานาชาติไต้หวัน และองค์กรภาคประชาสังคมอีกหลายแห่ง ได้เข้ายื่นเรื่องต่อกระทรวงแรงงาน เรียกร้องให้ปรับแก้กฎหมายสหภาพแรงงาน โดยให้นับรวมบริษัทจัดหางานอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายสหภาพแรงงานมาตรา 35 ระบุว่าเป็น &ldquo;นายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการ&rdquo; เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทจัดหางานเข้ามาแทรกแซงหรือขัดขวางแรงงานต่างชาติในการเข้าร่วมสหภาพแรงงาน กระทรวงแรงงานชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยการกระทำอันไม่เป็นธรรมด้านแรงงาน หากพบว่ามีการละเมิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายสหภาพแรงงานมาตรา 45 โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 500,000 เหรียญไต้หวัน พร้อมเปิดเผยรายชื่อบริษัทจัดหางานผู้กระทำผิดต่อสาธารณะ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มสหภาพแรงงานและ NGO เรียกร้องหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน ขอให้ตีความกฎหมายสหภาพแรงงาน ป้องกัน บจง. กีดกันแรงงานต่างชาติเข้าร่วมสหภาพแรงงาน (ภาพจาก watchmedia01.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานระบุว่า โรงงานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในนครเถาหยวนมีแรงงานต่างชาติกว่า 200 คน ส่วนใหญ่มาจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย และใช้บริการบริษัทจัดหางาน 3 ราย สหภาพแรงงานของบริษัทเปิดรับแรงงานต่างชาติเข้าเป็นสมาชิกตามกฎหมาย แต่หลังจากมีแรงงานต่างชาติกว่า 30 คนยื่นใบสมัคร กลับถูกบริษัทจัดหางานเข้ามาแทรกแซงและขัดขวาง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มสหภาพแรงงานและ NGO เรียกร้องหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน ขอให้ตีความกฎหมายสหภาพแรงงาน ป้องกัน บจง. กีดกันแรงงานต่างชาติเข้าร่วมสหภาพแรงงาน (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายซุนอวี่เชียน เลขาธิการสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมเถาหยวนเปิดเผยว่า หลังจากแรงงานต่างชาติดังกล่าวสมัครเข้าร่วมสหภาพไม่นาน บริษัทจัดหางานร่วมกับนายจ้างได้จัดประชุมอธิบาย โดยบอกกับแรงงานว่า พวกเขามีบริษัทจัดหางานดูแลอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสหภาพแรงงานและจ่ายค่าบำรุง ต่อมาสหภาพแรงงานได้รับใบลาออกจากสมาชิกจำนวนมาก โดยในเอกสารยังมีข้อความเหมือนกันเกือบทุกคนว่า &ldquo;มีบริษัทจัดหางานดูแลแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน&rdquo;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สหภาพลูกเรือประมงเมืองอี๋หลาน เป็นสหภาพแรงงานแห่งแรกของแรงงานต่างชาติ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 สมาชิกส่วนใหญ่เป็นลูกเรือประมงอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ (ภาพจาก verymulan.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ซุนอวี่เฉียน เห็นว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายสหภาพแรงงานมาตรา 35 ที่ห้ามนายจ้างเลือกปฏิบัติหรือให้การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อสมาชิกสหภาพ แต่ปัญหาคือ ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ยอมรับว่าบริษัทจัดหางานเป็น &ldquo;ผู้แทนนายจ้าง&rdquo; ตามกฎหมาย เขากล่าวเสริมว่า สัญญามาตรฐานระหว่างนายจ้างและบริษัทจัดหางานกำหนดชัดว่า บริษัทจัดหางานต้องรับผิดชอบด้านการจัดการ ดูแลระเบียบการทำงานและชีวิตประจำวันของแรงงานต่างชาติ แสดงให้เห็นว่าบริษัทจัดหางานมีอำนาจและความรับผิดชอบเชิงปฏิบัติจริง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สหภาพลูกเรือประมงเมืองอี๋หลาน เป็นสหภาพแรงงานแห่งแรกของแรงงานต่างชาติ ตั้งเมื่อปี 2556 สมาชิกส่วนใหญ่เป็นลูกเรือประมงอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ (ภาพจาก coolloud.org.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านอู๋จิ้งหรู ตัวแทนสมาคมแรงงานนานาชาติไต้หวันระบุว่า บริษัทจัดหางานมักมีบทบาทสำคัญทั้งในการบริหารชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานต่างชาติ การกำหนดโทษทางวินัย รวมถึงการต่อสัญญาหรือเลิกจ้างแรงงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสิทธิแรงงานในการรวมตัวจัดตั้งสหภาพ และเนื่องจากข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น ทำสัญญาจ้างครั้งละ 3 ปี และข้อกำหนดที่แรงงานต่างชาติไม่สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้โดยเสรี ทำให้บริษัทจัดหางานมีอำนาจกดดันแรงงานมากกว่านายจ้างเสียอีก ส่งผลให้แรงงานต่างชาติจำนวนมากหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าร่วมสหภาพแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สหภาพผู้อนุบาลในครัวเรือนเถาหยวน ตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 เป็นสหภาพแรงงานแห่งที่สองของแรงงานต่างชาติในไต้หวัน (ภาพจาก mpark.news)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดังนั้น กลุ่มแรงงานและ NGO จึงเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โดยกำหนดให้บริษัทจัดหางานเข้าข่ายเป็น &ldquo;ผู้แทนนายจ้าง&rdquo; ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายสหภาพแรงงานมาตรา 35 เพื่อสะท้อนสถานการณ์จริงและคุ้มครองสิทธิของแรงงานต่างชาติอย่างแท้จริง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สหภาพผู้อนุบาลในครัวเรือนเถาหยวน ตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 เป็นสหภาพแรงงานแห่งที่สองของแรงงานต่างชาติในไต้หวัน (ภาพจาก mpark.news)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อปัญหาดังกล่าว กระทรวงแรงงานยืนยันว่า ตามกฎหมายแล้วไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางหรือกีดกันแรงงานไม่ให้จัดตั้งหรือเข้าร่วมสหภาพแรงงานได้ สำหรับกรณีที่บริษัทจัดหางานถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงสิทธิแรงงานนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการวินิจฉัย หากผลการพิจารณาชี้ชัดว่ามีการละเมิดจริง จะดำเนินการปรับโทษตามกฎหมาย และเปิดเผยข้อมูลบริษัทจัดหางานผู้กระทำผิดต่อสาธารณะเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจนในสังคม</p>
<p class="MsoNormal">2. ทุลักทุเล! 10 สาวไทยลักลอบทำงานนั่งดริงก์กับแขกร้านคาราโอเกะในเถาหยวน วิ่งหนีตำรวจชุลมุนเต็มถนน แต่ไม่รอดถูกจับกุมทั้งหมด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อคืนวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุชุลมุนกลางถนนใจกลางเมืองเถาหยวน สาวไทยในชุดวาบหวิวใส่รองเท้าส้นสูง วิ่งหนีสุดชีวิตออกจากร้าน หลังตำรวจจากสถานีตำรวจอู่หลิงเข้าตรวจสอบโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ ขณะนั้นผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นเข้า รีบสั่งให้พนักงานหญิงในร้านหนีออกจากร้านทันที หญิงสาวชาวไทยนุ่งน้อยห่มน้อยกรูกันออกมาจากร้านและวิ่งหนีเต็มถนนอย่างโกลาหล ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ที่กำลังตรวจโรงแรมเห็นผิดปกติและหันมาปิดล้อมจับกุม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">10 หญิงไทยลักลอบทำงานนั่งดริงก์กับแขกร้านคาราโอเกะในเถาหยวน วิ่งหนีตำรวจชุลมุนเต็มถนน สุดท้ายถูกจับกุมทั้งหมด (ภาพจากคลิปของสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นสภาพการณ์ดังกล่าว วิทยุขอกำลังเสริมและเร่งเข้าปิดล้อมพื้นที่ในตรอกซอยใกล้เคียง สามารถสกัดจับผู้ที่หลบหนีได้ทั้งหมด จากการตรวจสอบพบว่าผู้หลบหนีทั้ง 10 คนเป็นหญิงชาวไทย เดินทางเข้าไต้หวันด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แต่กลับลักลอบทำงานนั่งดริงก์และให้บริการลูกค้าในร้านคาราโอเกะ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายการจ้างงาน เจ้าหน้าที่สันนิษฐานผู้ประกอบการหวั่นเกรงว่าการตรวจสอบจะลุกลามถึงร้านของตน จึงรีบสั่งการให้พนักงานหญิงวิ่งหนี แต่กลับยิ่งทำให้พฤติกรรมผิดกฎหมายถูกเปิดโปงในทันที</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">10 หญิงไทยลักลอบทำงานนั่งดริงก์กับแขกร้านคาราโอเกะในเถาหยวน วิ่งหนีตำรวจชุลมุนเต็มถนน สุดท้ายถูกจับกุมทั้งหมด (ภาพจากคลิปของสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจยืนยันว่า คดีนี้จะดำเนินการตามกฎหมายการจ้างงาน โดยส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาโทษ ส่วนหญิงชาวไทยทั้ง 10 คน ถูกควบคุมตัวส่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการกักตัวและผลักดันกลับประเทศต่อไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะยังคงเข้มงวดตรวจสอบสถานบันเทิงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อกวาดล้างการประกอบกิจการที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมักจะเป็นแหล่งก่ออาชญากรรม พร้อมเตือนผู้ประกอบการอย่าคิดว่าสามารถเลี่ยงการตรวจสอบได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">10 หญิงไทยลักลอบทำงานนั่งดริงก์กับแขกร้านคาราโอเกะในเถาหยวน วิ่งหนีตำรวจชุลมุนเต็มถนน สุดท้ายถูกจับกุมทั้งหมด (ภาพจากคลิปของสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">3. จับไม่หมด! แรงงานเวียดนามที่หยุนหลินลอบขายเนื้อสุนัข กก. ละ 400 เหรียญ ตำรวจ-องค์กรคุ้มครองสัตว์เร่งกวาดล้าง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตรวจพบคดีลักลอบจำหน่ายเนื้อสุนัขที่ตำบลม่ายเหลียว เมืองหยุนหลิน พบซากสุนัขที่ถูกชำแหละแล้วกว่า 65 กิโลกรัม ภาพเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างยิ่ง ผู้ต้องหาคือ นายฝ่าม แรงงานเวียดนามซึ่งมีสถานะทำงานถูกกฎหมาย ขณะถูกจับให้การอ้างว่าเพียง ช่วยส่งของ และขายในราคากิโลกรัมละ 400 เหรียญไต้หวัน เบื้องต้นถูกลงโทษปรับ 100,000 เหรียญไต้หวันตามกฎหมายคุ้มครองสัตว์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามที่หยุนหลินลอบขายเนื้อสุนัข กก. ละ 400 เหรียญ ถูกตำรวจสะกดัจับ (ภาพจาก สมาคมรักสัตว์จรจัดซินจู๋)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีนี้เริ่มจากอาสาสมัครชาวเวียดนามของสมาคมรักสัตว์จรจัดซินจู๋ พบโพสต์ขายเนื้อสุนัขในกลุ่มโซเชียลมีเดีย จึงรีบประสานสมาคมและสำนักงานปศุสัตว์เมืองหยุนหลินติดตาม จนกระทั่งเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม เจ้าหน้าที่และตำรวจร่วมกันบุกตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาบริเวณถนนเปลี่ยวในตำบลม่ายเหลียว พบซากสุนัขที่ถูกชำแหละแล้วกว่า 65 กิโลกรัมซุกซ่อนอยู่ในรถบรรทุกเล็ก ผู้ต้องหารับสารภาพว่ามีหน้าที่เพียงขนส่งและจำหน่าย โดยอ้างว่าไม่ทราบแหล่งที่มาของสุนัขและไม่ได้เป็นผู้ฆ่าเอง ขณะที่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ตรวจสอบพบว่า สุนัขทั้งหมดไม่มีการฝังไมโครชิป คาดว่าเป็นสุนัขจรจัด ซึ่งกำลังขยายผลหาแหล่งที่มาที่แท้จริง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามที่หยุนหลินลอบขายเนื้อสุนัข กก. ละ 400 เหรียญ ถูกตำรวจสะกดัจับ (ภาพจาก สมาคมรักสัตว์จรจัดซินจู๋)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมาคมรักสัตว์จรจัดซินจู๋เผยว่า การซื้อขายเนื้อสุนัขในกลุ่มแรงงานเวียดนามไม่ใช่เรื่องใหม่ และพบแพร่หลายมาตั้งแต่ปีก่อนในหลายพื้นที่ เช่น ซินจู๋ ไทจง จางฮั่วและหยุนหลิน ผู้ค้าส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย เนื่องจากทำกำไรสูง พ่อค้าคนกลางสามารถทำรายได้วันละ 80,000&ndash;100,000 เหรียญไต้หวัน รายได้ต่อปีสูงสุดถึง 20 ล้านเหรียญไต้หวัน ลูกค้าส่วนหนึ่งเป็นแรงงานเวียดนาม ร้านอาหารเวียดนาม และแม้กระทั่งชาวไต้หวันบางรายก็ซื้อด้วย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามที่หยุนหลินลอบขายเนื้อสุนัข กก. ละ 400 เหรียญ ถูกตำรวจสะกดัจับ (ภาพจาก สมาคมรักสัตว์จรจัดซินจู๋)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลการสืบสวนชี้ว่า ที่ตำบลม่ายเหลียวเพียงแห่งเดียว มีการซื้อขายอย่างคึกคัก ราคาซื้อจากต้นทางกิโลกรัมละ 350 เหรียญไต้หวัน ขายต่อได้ 500&ndash;700 เหรียญ สูงกว่าราคาหมูอย่างมาก บางกลุ่มสามารถขายได้ 200&ndash;300 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ทำกำไรปีละหลายสิบล้านเหรียญไต้หวัน แรงงานต่างชาติที่เกี่ยวข้องจำนวนมากเป็นแรงงานเวียดนาม แม้จะมีสถานะเป็นแรงงานถูกกฎหมาย แต่ใช้วิธีสวมสิทธิ์ ได้รับใบอนุญาตทำงานและบัตร&nbsp;ARC แล้วไม่เข้าทำงานในโรงงานจริง กลับไปชักชวนแรงงานชาติเดียวกันหลบหนีให้ฆ่าสุนัข แมว และสัตว์ป่าเพื่อนำมาชำแหละจำหน่าย และขยายเครือข่ายการขายไปทั่วเกาะไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามที่หยุนหลินลอบขายเนื้อสุนัข กก. ละ 400 เหรียญ ถูกตำรวจสะกดัจับ (ภาพจาก สมาคมรักสัตว์จรจัดซินจู๋)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหวงเซวียนฟู่ ผู้ติดตามปัญหานี้ระบุว่า นอกจากเนื้อสุนัขแล้ว แรงงานเวียดนามบางกลุ่มยังลักลอบฆ่าและขายสัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น แมวดาว ตัวนิ่ม แพะเคราดำ ไก่ฟ้าหลังขาว ชะมด และงู โดยใช้คำลับในโซเชียลมีเดีย เช่น เรียกเนื้อสุนัขว่า &ldquo;วิตามิน&rdquo; หรือเรียกแมวว่า &ldquo;เสือเล็ก&rdquo; รวมถึงยังพบพฤติกรรมการดื่มเลือดสุนัขสดที่บรรจุขวดพลาสติก ซึ่งเชื่อกันว่ามีสรรพคุณทางเพศ รูปแบบการกระทำผิดพัฒนาเป็นขบวนการครบวงจร ตั้งแต่รับสินค้าจากต้นทาง นำไปโพสต์ขายบนเฟซบุ๊ก จัดการเชือด ชำแหละ และกระจายขายไปทั่วไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎหมายคุ้มครองสัตว์ การฆ่าสุนัขและแมวมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี แต่ในทางปฏิบัติยากที่จะจับกุมได้ขณะลงมือฆ่า จึงมักลงโทษเพียงการครอบครองซากหรือการขาย ซึ่งมีโทษปรับ 50,000&ndash;250,000 เหรียญไต้หวัน อีกทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานคนละหน่วย ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและผลักภาระระหว่างกัน ขณะเดียวกัน ผู้ต้องหาที่เป็นแรงงานต่างชาติยังอาจหลบหนีออกนอกประเทศได้อย่างรวดเร็ว องค์กรคุ้มครองสัตว์จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเข้มงวดมากขึ้นในการควบคุมตั้งแต่ต้นทาง และจัดทำกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สมาคมรักสัตว์จรจัดซินจู๋เผย มีแรงงานเวียดนามบางคนเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะแรงงานถูกกฎหมาย แต่ไม่ไปทำงานที่โรงงาน ตั้งใจขายเนื้อสุนัขเป็นการเฉพาะ (ภาพจาก LTN)</p>
<p class="MsoNormal">4. 5 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ยืมรถเพื่อนมาขับชนชายไต้หวันอายุ 67 ปีเสียชีวิตแล้วหนี เข้ามอบตัวขณะตำรวจตามล่า</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์แรงงานต่างชาติขับรถชนคนแล้วหนีคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 07.00 น. ที่เขตเป่ยถุน นครไทจง บริเวณทางแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คือ นายเย่ อายุ 67 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำส่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยไชน่า เมดิคอล แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สถานที่เกิดเหตุ 5 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ขับรถเพื่อนชนชายไต้หวันอายุ 67 ปีเสียชีวิตแล้วหนี (ภาพจาก Thread.sjie_.0501)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คนขับรถยนต์คันก่อเหตุชื่อนายหว่าง เป็นแรงงานสัญชาติเวียดนามผิดกฎหมาย อายุ 38 ปี หลังเกิดเหตุได้ทิ้งรถและหลบหนีไปพร้อมผู้โดยสารซึ่งเป็นคนชาติเดียวกันอีก 4 คน ตำรวจตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและพบตัวเจ้าของรถ เจ้าของรถให้การว่าได้นำรถไปให้แรงงานเวียดนามรายดังกล่าวยืมใช้ ตำรวจจึงเร่งติดตาม จนในที่สุดนายหว่างเดินทางไปมอบตัวที่สถานีตำรวจอีกแห่งหนึ่ง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สถานที่เกิดเหตุ 5 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ขับรถเพื่อนชนชายไต้หวันอายุ 67 ปีเสียชีวิตแล้วหนี (ภาพจาก Thread.sjie_.0501)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหว่างให้การว่า ขณะขับรถยนต์ซึ่งยืมมาจากเพื่อน และบรรทุกเพื่อนร่วมชาติชาวเวียดนามอีก 4 คน เพื่อออกไปท่องเที่ยว ได้เฉี่ยวชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของนายเย่ที่ทางแยก ด้วยความตกใจจึงพากันทิ้งรถและแยกย้ายหลบหนีไป ก่อนจะตัดสินใจรวบรวมความกล้าเข้ามอบตัวในภายหลัง นายหว่างอ้างว่า ชาวเวียดนามที่นั่งในรถไปด้วย ไม่รู้ชื่อและที่อยู่ เพราะเป็นเพื่อนที่รู้จักกันผ่านโซเชียลและนัดกันไปเที่ยวเท่านั้น แต่ตำรวจไม่เชื่อ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สถานที่เกิดเหตุ 5 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ขับรถเพื่อนชนชายไต้หวันอายุ 67 ปีเสียชีวิตแล้วหนี (ภาพจาก Thread.sjie_.0501)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจของนายหว่าง ไม่พบแอลกอฮอล์ในร่างกาย ส่วนความรับผิดชอบในคดีอยู่ระหว่างการตรวจสอบและประเมินโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังการสอบปากคำ ตำรวจควบคุมตัวนายหวงส่งอัยการดำเนินคดีในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และข้อหาหลบหนีหลังเกิดอุบัติเหตุ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจยังได้ย้ำเตือนว่า หากเกิดอุบัติเหตุทางถนน ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พร้อมรออยู่ในที่ปลอดภัยจนกว่าตำรวจจะมาถึง การหลบหนีจากที่เกิดเหตุจะเป็นความผิดทางอาญาและมีโทษหนักขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เมื่อเกิดอุบัติเหตุต้องอยู่ในสถานที่เกิดเหตุและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ สื่อประชาสัมพันธ์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎหมายไต้หวัน หากเกิดอุบัติเหตุบนถนน ต้องให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บส่งรักษาพยาบาล และอยู่รอตำรวจมา หากออกไปจากที่เกิดเหตุ ถือว่าชนแล้วหนี อาจต้องรับโทษจำคุกและโทษปรับ ตามระดับความรุนแรงของคดี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บ (แม้เพียงเล็กน้อย) แล้วผู้ขับขี่หลบหนี จะถูกลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 185-4 ด้วยโทษจำคุกไม่น้อยกว่า 6 เดือนและไม่เกิน 5 ปี ปรับเงิน 3,000 &ndash; 9,000 เหรียญไต้หวัน เพิกถอนใบขับขี่</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - หากอุบัติเหตุนำไปสู่การเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส ผู้ขับขี่ที่หลบหนีจะได้รับโทษจำคุกอย่างน้อย 1 ปี และสูงสุดไม่เกิน 7 ปี เพิกถอนใบขับขี่และห้ามสอบใหม่ 12 ปีหรือถาวร</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=84431</guid>
      <pubDate>Fri, 29 Aug 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250829_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36031680" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ป้องกันบริษัทจัดหางานกีดกันสิทธิแรงงานต่างชาติในการเข้าร่วมสหภาพแรงงาน กลุ่ม</span><span lang="EN-US"> NGO</span></b><b><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;"> </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">เรียกร้องตีความกฎหมายสหภาพแรงงานให้ บจง. เป็นผู้แทนนายจ้าง</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/8/original/ca919ed3-cedc-41d5-8045-6784366d9f32.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>35</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=83899</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ผลสำรวจพบ แรงงานต่างชาติในไต้หวันตกเป็นเหยื่อแก๊งมิจฉาชีพเพิ่มมากขึ้น เกือบ 1 ใน 3 เคยถูกนายหน้าเถื่อนหลอก แต่มีเพียง 13.7% แจ้งความ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชาวต่างชาติในไต้หวัน ซึ่งรวมแรงงานต่างชาติ ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ นักศึกษาและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ประมาณการว่ามีกว่า 1.4 ล้านคน ในจำนวนนี้ มีส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนน้อยและมักจะเป็นแรงงานต่างชาติที่กลายเป็นเครื่องมือของแก๊งมิจฉาชีพ ด้วยการขายบัญชีธนาคาร บัตร ATM และซิมโทรศัพท์ แต่มีจำนวนมากที่ตกเป็นผู้เสียหายของแก๊งมิจฉาชีพ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา สมาคมพี่น้องชาวอาเซียนในไต้หวัน (South East Asian Sisters Association Taiwan) เผยแพร่รายงานสำรวจฉบับแรกเรื่อง ความเสี่ยงจากการฉ้อโกงเชิงโครงสร้างต่อผู้ย้ายถิ่นและแรงงานต่างชาติในไต้หวัน พบว่ากลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติต้องเผชิญความเสี่ยงถูกฉ้อโกงจากช่องโหว่ของนโยบายรัฐ ประมาณ 30% ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยถูกหลอกจากนายหน้าจัดหางาน ขณะที่มีเพียง 13.7% ของผู้เสียหายที่เลือกแจ้งความกับตำรวจ สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของกลไกและช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียน ทั้งในด้านภาษาและความไว้วางใจ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สมาคมพี่น้องชาวอาเซียนในไต้หวัน จัดแถลงข่าวเผยแพร่รายงานสำรวจฉบับแรกเรื่อง ความเสี่ยงจากการฉ้อโกงเชิงโครงสร้างต่อผู้ย้ายถิ่นและแรงงานต่างชาติในไต้หวัน (ภาพจากสมาคมพี่น้องชาวอาเซียนในไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โจวฮุ่ยอิ๋ง เลขาธิการสมาคมฯ ระบุว่า แม้รัฐบาลจะรายงานสถิติการฉ้อโกงรายวันสูงกว่า 500 คดี และความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญไต้หวัน แต่ข้อมูลเหล่านี้ กลับไม่ได้รวมความเสียหายของแรงงานต่างชาติ การสำรวจพบว่า 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยตกเป็นเหยื่อถูกนายหน้าหลอกลวง เช่น มีผู้แอบอ้างเป็นนายหน้ามาเก็บค่าย้ายงาน 30,000&ndash;50,000 เหรียญไต้หวัน อ้างว่าจะช่วยจัดหางานที่ได้รับค่าจ้างสูงขึ้น หรือช่วยจัดทำเอกสารการย้ายงานและประวัติการสมัครงาน แต่เมื่อไปถึงสถานที่ทำงานจริง กลับพบว่าไม่มีข้อมูลการจ้างงานอยู่ในระบบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สำรวจพบ กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติต้องเผชิญความเสี่ยงถูกฉ้อโกงจากช่องโหว่ของนโยบายรัฐ&nbsp;28% ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยตกเป็นเหยื่อถูกนายหน้าหลอกลวง&nbsp; (ภาพจากสมาคมพี่น้องชาวอาเซียนในไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การหลอกลวงลักษณะนี้ มักใช้ข้ออ้างเรื่อง &ldquo;การเปลี่ยนนายจ้าง&rdquo; &ldquo;การจัดทำเอกสารถูกกฎหมาย&rdquo; หรือ &ldquo;การหางานค่าจ้างสูง&rdquo; ล่อให้แรงงานต่างชาติจ่ายเงิน แต่สุดท้ายอาจต้องไปทำงานผิดกฎหมายในตลาดแรงงานเถื่อน หรือไม่มีงานทำเลย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติมักจะถูกหลอกเรื่องการเปลี่ยนนายจ้าง การจัดทำเอกสารถูกกฎหมายหรือการหางานค่าจ้างสูง ล่อให้แรงงานต่างชาติจ่ายเงิน สุดท้ายไปทำงานผิดกฎหมายหรือไม่มีงานทำเลย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ยังพบรูปแบบการฉ้อโกงอื่น ๆ เช่น 32.5% ถูกหลอกโดยแอบอ้างชื่อญาติหรือเพื่อนสนิท 18.1% ถูกหลอกรักออนไลน์ 17.3% สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลจากการสมัครรับของรางวัลหรือกิจกรรมส่งเสริมการขาย และ 11.9% เคยถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงจากการให้ยืมใช้หรือขายบัญชีธนาคาร</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติมักจะถูกหลอกเรื่องการเปลี่ยนนายจ้าง การจัดทำเอกสารถูกกฎหมายหรือการหางานค่าจ้างสูง ล่อให้แรงงานต่างชาติจ่ายเงิน สุดท้ายไปทำงานผิดกฎหมายหรือไม่มีงานทำเลย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อถามว่า ทำไมมิจฉาชีพจึงได้รับความไว้วางใจจากเหยื่อ 28.5% ตอบว่าเคยถูกหลอกโดยแอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐหรือบริษัทชื่อดัง และ 20.9% ระบุว่าเคยเห็นมิจฉาชีพใช้เอกสารหรือบัตรประจำตัวที่ปลอมแปลงได้อย่างแนบเนียน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติมักจะถูกหลอกเรื่องการเปลี่ยนนายจ้าง การจัดทำเอกสารถูกกฎหมายหรือการหางานค่าจ้างสูง ล่อให้แรงงานต่างชาติจ่ายเงิน สุดท้ายไปทำงานผิดกฎหมายหรือไม่มีงานทำเลย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การสำรวจยังพบว่า ผู้เสียหายส่วนใหญ่หรือ 33% จะขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหรือคนชาติเดียวกันก่อน รองลงมาหรือ 23% ติดต่อหน่วยงานแรงงาน เช่น กองแรงงาน สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 หรือหน่วยงานเกี่ยวกับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ และ 16.86% พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหรือปล่อยผ่าน มีเพียง 13.7% เท่านั้นที่เลือกแจ้งความกับตำรวจ สาเหตุหนึ่งมาจากความไม่พร้อมด้านภาษา ความเข้าใจในวัฒนธรรม และความไว้วางใจต่อหน่วยงานรัฐ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">&nbsp;สำรวจพบ 32.5% ถูกหลอกโดยแอบอ้างชื่อญาติหรือเพื่อนสนิท 18.1% ถูกหลอกรักออนไลน์ 17.3% สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลจากการสมัครรับของรางวัลหรือกิจกรรมส่งเสริมการขาย และ 11.9% เคยถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงจากการให้ยืมใช้หรือขายบัญชีธนาคาร</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมาคมพี่น้องชาวอาเซียนในไต้หวันกล่าวว่า หากรัฐบาลยังคงละเลย ไม่ได้รวมผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติอยู่ในระบบและสถิติการปราบปรามการฉ้อโกง เหยื่อเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงกรณีเฉพาะ แต่จะกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ระบบปล่อยปละละเลย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เตือนให้ระวังถูกหลอกให้รับรางวัลจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมาคมพี่น้องชาวอาเซียนในไต้หวันเสริมว่า ช่องทางแจ้งความและร้องเรียนยังเป็นภาษาจีนทั้งหมด ทำให้แรงงานต่างชาติเข้าถึงได้ยาก แม้จะเคยเรียกร้องให้รัฐบาลสำรวจสถานการณ์การฉ้อโกงในกลุ่มแรงงานต่างชาติโดยเฉพาะ แต่ข้อมูลในแดชบอร์ดปราบการฉ้อโกงของรัฐยังเน้นที่การหลอกลงทุนหรือชอปปิงออนไลน์ ซึ่งต่างจากผลสำรวจครั้งนี้อย่างมาก และอาจทำให้การจัดทำนโยบายในประเด็นนี้เกิดความคลาดเคลื่อน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เตือนให้ระวังอย่าขายหรือให้คนอื่นนำบัญชีธนาคารไปใช้ จากสำนักงานตำรวจ กระทรวงมหาดไทย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านอู๋จิ้งหรู นักวิจัยสมาคมแรงงานนานาชาติไต้หวัน (TIWA) วิจารณ์ว่า แรงงานต่างชาติไม่สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้อย่างเสรี ขณะที่ศูนย์จ้างตรงของรัฐก็ขาดประสิทธิภาพด้านการจับคู่ ทำให้โอกาสงานถูกผูกขาดโดยนายหน้าและบริษัทจัดหางาน เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงถูกหลอก อีกทั้งรัฐบาลยังขาดความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือกลโกงรูปแบบใหม่</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เตือนให้ระวังอย่าขายหรือให้คนอื่นนำบัญชีธนาคารไปใช้ จากสำนักงานตำรวจ กระทรวงมหาดไทย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านศาสตราจารย์เซี่ยเสี่ยวเจวียน จากคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยเจิ้งจื้อ ชี้ว่าปัญหาการถูกฉ้อโกงของแรงงานต่างชาติไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้เท่าทัน แต่เป็นผลจากข้อบกพร่องเชิงระบบ เช่น การไม่สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้อย่างเสรี ทำให้เมื่อถูกเอารัดเอาเปรียบต้องหลบหนี และเนื่องจากสังคมยังต้องการแรงงาน จึงก่อให้เกิดตลาดแรงงานผิดกฎหมาย นายหน้าเถื่อนและการหลอกลวงด้านงาน</p>
<p class="MsoNormal">2. รับค่าจ้างแค่วันละพัน! จับ 54 แรงงานเวียดนามทำงานผิดกฎหมายในโรงงานรีไซเคิล บางคนแอบซ่อนในกองขยะ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเป ร่วมกับกองแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลในเขตซู่หลิน หลังได้รับแจ้งว่ามีการจ้างแรงงานต่างชาติทำงานผิดกฎหมาย ภายในโรงงานมีแรงงานบางส่วนพยายามหลบซ่อนในกองวัสดุรีไซเคิลขนาดใหญ่ แต่ไม่รอดถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมได้ทั้งหมด รวม 45 คน เป็นแรงงานสัญชาติเวียดนามทั้งสิ้น ในจำนวนนี้ 15 คนเป็นแรงงานหลบหนีจากนายจ้าง ส่วนอีก 30 คนเป็นแรงงานเวียดนามถูกกฎหมาย แต่หาลำไพ่พิเศษรับจ้างทำงานนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">จับ 54 แรงงานเวียดนามทำงานผิดกฎหมายในโรงงานรีไซเคิล บางคนแอบซ่อนในกองขยะ (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การตรวจสอบเกิดขึ้นช่วงหลังเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า โรงงานรีไซเคิลดังกล่าวว่าจ้างชาวต่างชาติทำงานอย่างผิดกฎหมาย ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ประสานความร่วมมือกับสถานีตำรวจนครนิวไทเป สถานีตำรวจซินจวงและซู่หลิน สำนักสิ่งแวดล้อมพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองแรงงาน จู่โจมตรวจสอบโรงงานดังกล่าว ภายในโรงงานมีกองกระดาษอัดและขวดพลาสติก PET เป็นภูเขาเลากา กลิ่นเหม็นอับและสิ่งสกปรกกระจายอยู่ทั่วไป ในช่วงแรกเจ้าหน้าที่พบว่า มีแรงงานต่างชาติเพียงไม่กี่คน คลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ได้รับ จึงตรวจค้นอย่างละเอียดทั้งชั้นล่างและชั้นที่สอง ระหว่างการตรวจค้นพบแรงงานบางคนซ่อนตัวในกองขวดพลาสติกอย่างแนบเนียน บางคนหมอบอยู่ใต้ผ้าใบเงียบสนิทราวกับตั้งใจใช้วิทยายุทธล่องหน และบางคนถึงกับแทรกตัวเข้าไปในช่องใต้สายพานลำเลียงเพื่อหลบสายตาเจ้าหน้าที่ แต่สุดท้ายก็ถูกตรวจพบทั้งหมด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">จับ 54 แรงงานเวียดนามทำงานผิดกฎหมายในโรงงานรีไซเคิล บางคนแอบซ่อนในกองขยะ (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานทั้งหมดทำงานคัดแยกขยะรีไซเคิลโดยได้รับค่าจ้างเพียงวันละ 1,000 เหรียญไต้หวัน ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และรับค่าจ้างเป็นเงินสดทันทีหลังเลิกงาน เจ้าหน้าที่ได้นำตัวทั้งหมดกลับไปยังสถานีตำรวจเพื่อสอบสวน พบว่าในจำนวนแรงงานเวียดนามที่จับได้ 45 คน มี 15 คนเป็นแรงงานหลบหนีจากนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ถูกควบคุมตัวและส่งสถานกักกันเพื่อรอทำเรื่องส่งกลับประเทศตามกฎหมาย อีก 30 คนเป็นแรงงานถูกกฎหมายแต่ทำงานเสริมหารายได้พิเศษ ส่งให้กองแรงงานลงโทษปรับเงิน 30,000-150,000 เหรียญ ส่วนเจ้าของโรงงานรีไซเคิล ซึ่งเป็นชาวไต้หวันถูกส่งเรื่องให้กองแรงงานนครนิวไทเปดำเนินการลงโทษตามกฎหมายการจ้างงาน เนื่องจากจ้างแรงงานต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">จับ 54 แรงงานเวียดนามทำงานผิดกฎหมายในโรงงานรีไซเคิล บางคนแอบซ่อนในกองขยะ (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเตือนว่า นายจ้างและแรงงานต่างชาติต้องปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงานอย่างเคร่งครัด พร้อมระบุว่าจะเดินหน้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นระเบียบของตลาดแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">จับ 54 แรงงานเวียดนามทำงานผิดกฎหมายในโรงงานรีไซเคิล บางคนแอบซ่อนในกองขยะ (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">3. ตำรวจเถาหยวนกวาดล้างอาชญากรรมทั่วเมือง จับ 21 สาวไทยถือฟรีวีซ่าใส่ชุดวาบหวิวทำงานเป็นเด็กนั่งดริงก์ในห้องลับ KTV </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจนครเถาหยวนเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมและกิจกรรมผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น ระดมกำลังเจ้าหน้าที่หลายร้อยนายลงพื้นที่ตรวจสอบสถานบันเทิงที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งผับ ร้านคาราโอเกะ โรงแรมและสถานบันเทิงที่ให้บริการแรงงานต่างชาติ ซึ่งมักจะเป็นแหล่งการพนัน การค้าประเวณีและยาเสพติด อันเป็นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มมาเฟียท้องถิ่น หนึ่งในปฏิบัติการที่ถูกจับตามากที่สุด คือการจับกุมหญิงสาวชาวไทย 21 คนในห้องลับร้านคาราโอเกะ ซึ่งถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว แต่แอบทำงานเป็นเด็กนั่งดริงก์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจเถาหยวนจับ 21 สาวไทยถือฟรีวีซ่าใส่ชุดวาบหวิวทำงานเป็นเด็กนั่งดริงก์ในห้องลับ KTV (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจนครเถาหยวนแถลงว่า หลังได้รับรายงานว่ามีการลักลอบนำหญิงสาวชาวไทยเข้ามาไต้หวันโดยถือฟรีวีซ่าในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ทำงานเป็นสาวนั่งดริงก์และค้าประเวณี ในร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งบนถนนจงซานตงลู่ใจกลางเมือง หลังจากส่งตำรวจนอกเครื่องแบบไปสืบสวนและตรวจสอบหาหลักฐานจนชัดเจนแล้ว เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ได้จัดส่งกำลังตำรวจจู่โจมตรวจสอบร้านคาราโอเกะดังกล่าว จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติภายในห้องคาราโอเกะ โดยมีประตูลับที่เชื่อมไปยังคลังเก็บของอีกชั้นหนึ่ง ภายในมีห้องลับ เมื่อพังประตูเข้าไป พบหญิงสาวชาวไทยทั้งหมด 21 คน อายุระหว่าง 22&ndash;31 ปี สวมชุดราตรีวาบหวิว หลบซ่อนในห้องอย่างแออัด ทั้งยืน นั่ง และหมอบ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้น เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวหญิงไทยทั้งหมดไว้ดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งจับกุมเจ้าของและพนักงานในร้านคาราโอเกะ จากการตรวจสอบพบว่าหญิงสาวชาวไทยเหล่านี้ เดินทางเข้าไต้หวันด้วยวีซ่าท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นตรวจลงตราเป็นเวลา 14 วัน แต่ทำงานผิดเงื่อนไข จึงถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงาน และส่งตัวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจเถาหยวนจับ 21 สาวไทยถือฟรีวีซ่าใส่ชุดวาบหวิวทำงานเป็นเด็กนั่งดริงก์ในห้องลับ KTV (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจเถาหยวนระบุว่า รูปแบบการนำหญิงต่างชาติเข้ามาทำงานในคราบนักท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในวิธีการที่กลุ่มอาชญากรรมใช้แสวงหาผลประโยชน์ โดยใช้สาวต่างชาติเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งนอกจากจะเป็นการละเมิดกฎหมายการจ้าง&nbsp;&nbsp; งานแล้ว ยังเกี่ยวโยงกับการพนันและยาเสพติดในหลายกรณี ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นจากการสืบสวนและเก็บหลักฐานมาเป็นเวลานาน ก่อนจะเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมเข้าตรวจค้นจับกุม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภายในห้องคาราโอเกะ มีประตูลับที่เชื่อมไปยังคลังเก็บของอีกชั้นหนึ่ง ภายในมีห้องลับ เมื่อพังประตูเข้าไป พบหญิงสาวชาวไทยทั้งหมด 21 คน&nbsp; (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ สถานีตำรวจเถาหยวนปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมเป็นประจำ และสถิติการปฏิบัติการตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ตำรวจเถาหยวนได้ส่งกำลังออกตรวจ 169 ครั้ง เข้าตรวจสถานที่เป้าหมายเสี่ยง 29 แห่ง จับกุมคดียาเสพติด 2 คดี ผู้ต้องหาตามหมายจับ 1 ราย และคดีอันตรายต่อสาธารณะ 2 คดี สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบและทำให้สังคมปลอดภัย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจเถาหยวนย้ำว่า การพนัน การค้าประเวณีและยาเสพติด ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของกลุ่มอาชญากรรม ตำรวจจึงจะเดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่องใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การกวาดล้างอาชญากรรม ปราบปรามแก๊งมาเฟีย ควบคุมอาวุธปืน และปราบปรามยาเสพติด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภายในห้องคาราโอเกะ มีประตูลับที่เชื่อมไปยังคลังเก็บของอีกชั้นหนึ่ง ภายในมีห้องลับ เมื่อพังประตูเข้าไป พบหญิงสาวชาวไทยทั้งหมด 21 คน&nbsp; (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากร้านคาราโอเกะหรือ KTV ดังกล่าวแล้ว ตำรวจยังพบการใช้ช่องทางออนไลน์ในการลักลอบค้าประเวณีด้วย โดยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบการโฆษณาบริการในเชิงลามกผ่านกลุ่ม LINEโดยใช้ห้องเช่าในตัวเมืองเป็นสถานที่ค้ากาม เมื่อเข้าตรวจค้นตามหมายศาล เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวไต้หวัน 3 คน พร้อมหญิงสาวชาวไทย 9 คนที่ทำงานผิดกฎหมาย และยึดเงินสดกว่า 19,000 เหรียญไต้หวันเป็นของกลาง กลุ่มผู้ต้องหาชาวไต้หวันถูกดำเนินคดีในข้อหาละเมิดกฎหมายว่าด้วยศีลธรรมสาธารณะ ส่วนหญิงชาวไทยถูกดำเนินการตามกฎหมายการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ควบคุมตัวส่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองลงโทษปรับและเนรเทศออกนอกประเทศ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เมื่อพังประตูห้องลับ พบหญิงสาวชาวไทยทั้งหมด 21 คน&nbsp; (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจเถาหยวนประกาศชัดเจนว่า ปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว ไม่ใช่การกวาดล้างเพียงระยะสั้น แต่จะดำเนินการต่อเนื่องในลักษณะยาวนาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม พร้อมเตือนผู้ประกอบการอย่าหวังพึ่งการเลี่ยงกฎหมาย เพราะหากตรวจพบการกระทำผิด จะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด</p>
<p class="MsoNormal">4. จับอีกแล้ว! ตำรวจไถหนานทลายผับใช้ศูนย์ดนตรีบังหน้าจัดปาร์ตี้ยา จับ 107 แรงงานเวียดนามมั่วสุมเสพยา พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวนมาก</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจไถหนานเปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากสายข่าวว่ามีสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตเหนือเปิดให้บริการในลักษณะ &ldquo;ปาร์ตี้ยาเวียดนาม&rdquo; ผับดังกล่าวใช้ชื่อเป็นศูนย์ดนตรีบังหน้า ที่แท้จัดงานปาร์ตี้ยาเสพติดอย่างต่อเนื่องทุกคืน ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นแรงงานเวียดนาม เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 10 สิงหาคมนี้ จึงส่งเจ้าหน้าที่จู่โจมตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องสงสัยรวม 107 คน พร้อมยึดของกลางเป็นยาเสพติดประเภทต่าง ๆ รวมถึงยาเสพติดในรูปซองกาแฟ และนำตัวทั้งหมดส่งดำเนินคดีตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">107 แรงงานเวียดนามมั่วสุมเสพยาถูกจับ นั่งเต็มห้องประชุมสถานีตำรวจรอตรวจปัสสาวะ (ภาพจากสถานีตำรวจไถหนาน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจไถหนานแถลงว่า เหตุการณ์นี้เริ่มต้นเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสว่า นายโจว ชายชาวไต้หวันวัย 65 ปี เปิดกิจการศูนย์ดนตรีบริเวณสี่แยกถนนซีเหมินและถนนเป่ยอันในนครไถหนาน ได้ลักลอบดัดแปลงสถานที่ให้เป็นทั้งฟลอร์เต้นรำและห้องคาราโอเกะส่วนตัว เพื่อรองรับแรงงานเวียดนาม โดยมีการจัดปาร์ตี้ยาเสพติดตลอดทั้งคืน พร้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและไม่เปิดรับบุคคลแปลกหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจไถหนานทลายผับใช้ศูนย์ดนตรีบังหน้าจัดปาร์ตี้ยา จับ 107 แรงงานเวียดนามมั่วสุมเสพยา (ภาพจากสถานีตำรวจไถหนาน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากเฝ้าติดตามและรวบรวมหลักฐานหลายวัน ตำรวจจึงร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสาขาไถหนาน กองสืบสวนคดีอาญาเมืองเกาสง หน่วยงานตำรวจอื่น ๆ จัดตั้งคณะทำงานพร้อมขอหมายจับและหมายค้นจากสำนักงานอัยการไถหนาน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะทำงานพร้อมตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษได้เข้าจู่โจมสถานที่ดังกล่าวอย่างฉับพลัน จับกุมผู้ต้องหาหลักคือนายโจว และนายด่วน ผู้ค้ายาเสพติดชาวเวียดนามวัย 25 ปี พร้อมผู้เกี่ยวข้องรวม 107 คน ในจำนวนนี้มีแรงงานเวียดนามหลบหนี 12 คน อายุระหว่าง 20 ถึง 30 ปีเศษ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ของกลางที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสถานีตำรวจไถหนาน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ของกลางที่ตรวจยึดได้จากฟลอร์เต้นรำ เคาน์เตอร์และห้องส่วนตัว ได้แก่ กาแฟที่มีส่วนผสมยาเสพติด 223 ซอง (น้ำหนักรวม 900.7 กรัม) เคตามีน จำนวน 85 ซอง (น้ำหนักรวม 36.19 กรัม) บุหรี่ผสมเคตามีน 8 มวน เครื่องบันทึกภาพและกล้องวงจรปิด และเงินสด 385,000 เหรียญไต้หวัน ผู้ต้องหาถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจ จนห้องโถงใหญ่ของสถานีแน่นขนัด และต้องขอยืมเสื้อกั๊กผู้ต้องหาจากสถานีตำรวจอื่นมาใช้เพิ่มเติม ตำรวจระบุว่า ได้ส่งตัวนายโจวและนายด่วนดำเนินคดีตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ส่วนแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย 12 คน ถูกส่งมอบให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนแรงงานเวียดนามคนอื่น ๆ ถูกตรวจปัสสาวะ หากพบสารเสพติดจะถูกดำเนินคดี ทั้งนี้ตำรวจจะสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามแหล่งที่มาของยาเสพติดต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ของกลางที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสถานีตำรวจไถหนาน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจไถหนานยังได้เตือนแรงงานต่างชาติว่า ไม่ควรทดลองหรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะนอกจากจะต้องรับโทษทางอาญาที่รุนแรงและถูกส่งกลับประเทศแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพและทำลายโอกาสในการทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวอีกด้วย</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=83899</guid>
      <pubDate>Fri, 22 Aug 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250822_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36020160" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ผลสำรวจพบ แรงงานต่างชาติในไต้หวันตกเป็นเหยื่อแก๊งมิจฉาชีพเพิ่มมากขึ้น เกือบ 1 ใน 3 เคยถูกนายหน้าเถื่อนหลอก แต่มีเพียง 13.7% แจ้งความ<o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/8/original/85a53115-33e7-4ee6-b2fd-74ebec6ba747.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>34</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=83340</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. มาตรการรับมือผลกระทบภาษีทรัมป์ กระทรวงแรงงานขยายเวลาย้ายงานของแรงงานต่างชาติจาก 60 วันเป็น 120 วัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไต้หวันในอัตรา 20% สร้างความกังวลว่า จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดั้งเดิมของไต้หวันและสิทธิการจ้างงานของแรงงานในประเทศ กระทรวงแรงงานจึงได้ประกาศผ่อนปรนระยะเวลาการเปลี่ยนนายจ้างของแรงงานต่างชาติ จากเดิมที่ต้องเปลี่ยนภายใน 60 วันขยายเป็น 120 วัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ที่ทำการศูนย์บริการจ้างและย้ายงาน กรมพัฒนากำลังแรงงาน สาขาเถาหยวน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานประกาศเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรับหลักเกณฑ์การเปลี่ยนนายจ้างของแรงงานต่างชาติ โดยระบุว่า สถานประกอบการที่ประสบปัญหาจากผลกระทบนโยบายภาษีการนำเข้าของสหรัฐฯ และได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แรงงานต่างชาติสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ภายในระยะเวลา 120 วัน โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการขอขยายเวลาย้ายงานอีก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หลังจากย้ายงานสำเร็จ นายจ้าง ผู้อนุบาลอินโดนีเซียและล่าม ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก ณ ศูนย์บริการจ้างและย้ายงาน กรมพัฒนากำลังแรงงาน สาขาภาคกลาง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎระเบียบเดิม แรงงานต่างชาติที่ต้องการเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนนายจ้าง จะมีเวลาสูงสุด 60 วัน ยกเว้นกรณีพิเศษ เช่น ถูกเลิกจ้างหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ จึงจะสามารถขอขยายเวลาได้อีก 60 วัน รวมเป็น 120 วัน แต่ตามกฎเกณฑ์ใหม่ หากเกิดเหตุการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีการเลิกจ้างแรงงานจำนวนมาก แรงงานต่างชาติจะได้รับสิทธินี้ทันที</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติที่ย้ายงานสำเร็จแบ่งปันประสบการณ์ในการย้ายงาน ณ ศูนย์บริการจ้างและย้ายงาน กรมพัฒนากำลังแรงงาน สาขาภาคกลาง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายซูอวี้กั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ผลกระทบรุนแรงจากเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่น ภาวะภาษีในอัตราสูง มักทำให้นายจ้างลดจำนวนแรงงานทั้งในและต่างชาติลง ดังนั้นเพื่อเพิ่มโอกาสให้แรงงานต่างชาติสามารถหางานใหม่ จึงมีการขยายเวลาการหานายจ้างใหม่ให้ยาวนานขึ้น หากสถานประกอบการเลิกจ้างแรงงานจำนวนมากจากเหตุผลข้างต้น แรงงานต่างชาติที่ประสงค์จะโอนย้ายนายจ้าง ก็จะเข้าข่ายได้รับอนุญาตขยายระยะเวลาหานายจ้างใหม่เป็น 120 วันได้โดยอัตโนมัติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ศูนย์บริการจ้างและย้ายงาน กรมพัฒนากำลังแรงงาน สาขาภาคกลางในเมืองจางฮั่ว</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติผู้นี้ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันหากแรงงานต่างชาติถูกเลิกจ้างหรือสถานประกอบการปิดกิจการ จะมีระยะเวลาในการหางานหรือนายจ้างใหม่ 60 วัน และสามารถยื่นขอขยายได้อีก 60 วัน หากภายใน 120 วันไม่สามารถหางานใหม่ได้ แรงงานต่างชาติผู้นั้นก็จำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ ตามคำแนะนำของคณะกรรมการด้านกฎหมาย ได้มีการเพิ่มเติมในหลักเกณฑ์ว่า หากเกิดเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจหรือสังคม หรือมีเหตุพิเศษอื่น ๆ และได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ แรงงานต่างชาติสามารถขยายระยะเวลาเปลี่ยนนายจ้างให้เป็น 120 วันโดยอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการจ้างงานใหม่มากขึ้น</p>
<p class="MsoNormal">2. ภาษีทรัมป์ ทำภาคอุตสาหกรรมไต้หวันป่วน บริษัทจัดหางานกว่า 70% ชะลอการนำเข้าแรงงานต่างชาติ หวั่นกระทบการดำเนินธุรกิจ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นโยบายภาษีศุลกากรแบบเท่าเทียมที่สหรัฐฯ บังคับใช้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการวางแผนของภาคอุตสาหกรรม แต่ยังสะเทือนถึงการจัดส่งแรงงานต่างชาติของธุรกิจจัดหางานด้วย โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักข่าวแรงงานต่างชาติได้ทำการสำรวจบริษัทจัดหางานทั่วไต้หวัน พบว่า 60% ของบริษัทจัดหางานได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ และกว่า 70% ระบุว่า ได้รับคำร้องจากลูกค้าหรือนายจ้าง ให้ชะลอการนำเข้าแรงงานต่างชาติ สะท้อนให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ได้เริ่มส่งผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อกลยุทธ์การบริหารงานและการวางแผนกำลังคนในทุกภาคส่วน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไต้หวัน บจง. กว่า 70% มีแผนชะลอนำเข้าแรงงานต่างชาติ หวั่นกระทบการดำเนินธุรกิจ (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลสำรวจระบุว่า 59.3% ของบริษัทจัดหางานได้รับผลกระทบจากนโยบายเก็บภาษีของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ขณะที่ 29.6% ไม่ได้รับผลกระทบ และอีก 11.1% ยังไม่แน่ใจ แสดงให้เห็นว่านโยบายเก็บภาษีจากประเทศผู้ส่งออกของประธานาธิบดีทรัมป์ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อแรงงานในระดับหนึ่ง โดยบริษัทจัดหางานสูงถึง 70.4% ระบุว่า ลูกค้าของตน ซึ่งก็คือนายจ้างโรงงานต่าง ๆ ได้ตัดสินใจชะลอการนำเข้าแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตและกลุ่มอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการส่งออก ซึ่งเริ่มพิจารณาปรับลดขนาดแรงงานในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่ 25.9% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ยังไม่ได้รับคำขอให้ชะลอการนำเข้าแรงงานแต่อย่างใด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ท่าเรือเกาสง (ภาพจากการท่าเรืองเกาสง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อถามถึงโอกาสที่นโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจจัดหางานหรือไม่ อย่างไร พบว่า 51.9% ของผู้ตอบแบบสอบถามประเมินว่า มีโอกาสสูงมากที่จะได้รับผลกระทบ อีก 25.9% เห็นว่ามีความเป็นไปได้ ส่วนที่เหลืออีก 22.2% มองว่า มีโอกาสน้อยหรือไม่มีเลย แสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจจัดหางานตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อห่วงโซ่อุปทานแรงงานโดยรวม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคอุตสาหกรรมไต้หวัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดั้งเดิม</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อรองรับการย้ายฐานการลงทุนของผู้ประกอบการกลับมาลงทุนที่ไต้หวัน อันเนื่องมาจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ รัฐบาลได้เริ่มดำเนินโครงการมาตรการต้อนรับนักธุรกิจไต้หวันกลับประเทศ มาตั้งแต่ปี 2562 ล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2568 สภาบริหารได้อนุมัติแผนการลงทุนในไต้หวัน 2.0 โดยขยายระยะเวลาโครงการออกไปจนถึงปี 2570</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แผนใหม่นี้ยังได้ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการจ้างแรงงานต่างชาติ เช่น หากบริษัทจ่ายค่าจ้างให้แรงงานไต้หวันเฉลี่ย 36,300 เหรียญไต้หวันต่อเดือน จะสามารถเพิ่มสัดส่วนแรงงานต่างชาติได้อีก 10% (จากอัตราโควตาเดิม) แต่ไม่เกิน 40% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด และหากจ่ายค่าจ้างเฉลี่ยสูงถึง 38,200 เหรียญ สัดส่วนจะเพิ่มเป็น 45% ทั้งนี้ คาดว่าจะเพิ่มการจ้างแรงงานต่างชาติได้อีก 2,800 คน โดยผู้ประกอบการยังสามารถเลือกใช้ระบบโควตาในระบบ 5 ระดับของกิจการ 3K เพื่อเสริมกำลังคนตามความเหมาะสม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไต้หวัน บจง. กว่า 70% มีแผนชะลอนำเข้าแรงงานต่างชาติ </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้ว่ารัฐบาลจะมองในแง่บวก แต่บริษัทจัดหางานกลับมีความเห็นต่างกัน จากผลสำรวจพบว่า 55.6% ไม่มั่นใจว่าการย้ายการลงทุนกลับประเทศของผู้ประกอบการไต้หวันจะเกิดขึ้นจริง มีเพียง 11.1% ที่เชื่อว่าจะทำให้เกิดความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น ขณะที่ 33.3% ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้แน่ชัด สะท้อนให้เห็นว่าการตอบสนองต่อมาตรการจูงใจของภาครัฐยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไต้หวัน บจง. กว่า 70% มีแผนชะลอนำเข้าแรงงานต่างชาติ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการสำรวจยังพบว่า 44.4% ของบริษัทจัดหางานระบุว่า ยังไม่มีการลดชั่วโมงทำงานหรือสั่งหยุดงานจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ 40.7% ระบุว่า ลูกค้าของตนได้รับผลกระทบชัดเจน และได้เริ่มปรับแผนการผลิตและลดกำลังแรงงานลงแล้ว อีก 14.8% บอกว่ากำลังอยู่ในช่วงสังเกตการณ์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภาคการก่อสร้าง ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เบากว่าอุตสาหกรรมดั่งเดิม (ภาพจาก knews.com.tw)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลการสำรวจข้างต้นแสดงให้เห็นว่า นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ไม่เพียงกระทบต่อภาคการผลิตเท่านั้น แต่ยังส่งแรงสะเทือนไปยังภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจจัดหางาน นอกจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกแล้ว ปัจจัยที่ภาคอุตสาหกรรมในไต้หวันให้ความสำคัญสูงสุดในขณะนี้คือ แหล่งแรงงานที่มั่นคง และต้นทุนการดำเนินงานที่ควบคุมได้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นและส่งเสริมการลงทุนในประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p class="MsoNormal">3. ไม่รอด! แรงงานเวียดนามก่อเหตุฟันเพื่อนร่วมชาติบาดเจ็บสาหัส หนีกลับบ้านกบดาน 5 ปี กลับเข้าไต้หวันอีกรอบถูกจับทันที ศาลสั่งจำคุก 5 ปี 6 เดือน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในเมืองผิงตงเมื่อปี 2562 นายเหงียน แรงงานชาวเวียดนามวัย 35 ปี ก่อเหตุใช้มีดทำครัวฟันเพื่อนแรงงานชาติเดียวกันนอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้องพักเดียวกันจนได้รับบาดเจ็บสาหัส จากนั้นได้หลบหนีกลับประเทศ หายตัวไปนานถึง 5 ปี จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ คิดว่าคดีจบลงแล้ว จึงเปลี่ยนหนังสือเดินทางและกลับมาไต้หวันเพื่อทำงานอีกครั้ง แต่ทันทีที่ลงจากเครื่องบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งติดตามรายชื่อผู้ต้องหาตามหมายจับ จับกุมได้ทันที</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังควบคุมตัวส่งให้อัยการดำเนินคดีฟ้องศาล คณะผู้พิพากษาของศาลท้องถิ่นผิงตงเห็นว่า จำเลยมีพฤติกรรมโหดเหี้ยม ใช้มีดฟันผู้เสียหายในขณะหลับโดยไม่ทันตั้งตัว ถึงแม้ผู้เสียหายจะรอดชีวิตมาได้ และทั้งสองฝ่ายได้มีการตกลงชดใช้ค่าเสียหายกันเป็นเงิน 250,000 เหรียญไต้หวัน แต่เนื่องจากจำเลยหลบหนีการดำเนินคดีไปนานหลายปี โดยไม่แสดงความสำนึกผิด ศาลจึงไม่พิจารณาให้ลดโทษ พิพากษาจำคุกเป็นเวลา 5 ปี 6 เดือน ในข้อหาพยายามฆ่า และจะถูกส่งตัวกลับประเทศเวียดนามหลังพ้นโทษแล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาคารที่ทำการศาลท้องถิ่นผิงตง (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายเหงียนและเพื่อนร่วมชาตินายโด เป็นแรงงานเวียดนามทำงานอยู่ในโรงงานอาหารแห่งหนึ่งที่เมืองผิงตง และพักอยู่ในหอพักเดียวกัน แต่ทั้งสองไม่ค่อยถูกคอกัน เกิดการทะเลาะกันบ่อยครั้ง ในวันเกิดเหตุ นายเหงียนไม่พอใจที่นายโดล็อกประตูห้อง ด้วยความโกรธแค้นจึงคว้ามีดทำครัวปีนเข้าไปในห้องพักและฟันผู้เสียหายขณะนอนหลับหลายแผล ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส เส้นเอ็นบริเวณแขนซ้ายขาด และมีบาดแผลลึกหลายแห่งบริเวณหลังและเอว เลือดไหลไม่หยุด ต้องพยายามหนีออกจากหอพักและล้มฟุบอยู่บนถนน โชคดีที่มีพลเมืองดีแจ้งตำรวจและนำส่งโรงพยาบาลได้ทัน ทำให้รอดชีวิตมาได้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังเกิดเหตุ นายเหงียนรีบซื้อตัวเครื่องบินหลบหนีกลับเวียดนามอย่างรวดเร็วและไม่เคยปรากฏตัวอีกเลยนานกว่า 5 ปี ระหว่างนั้น เขาให้ภรรยาชาวเวียดนามติดต่อญาติของผู้เสียหายและตกลงชดใช้ค่าเสียหายด้วยเงินสด 250,000 เหรียญ ทำให้เขาเข้าใจผิดว่า ผู้เสียหายไม่เอาเรื่องคดีจบลงแล้ว จึงตัดสินใจเดินทางกลับเข้าไต้หวันเพื่อทำงานอีกครั้ง แต่เพิ่งลงจากเครื่องบินก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจรอต้อนรับอยู่ที่ประตูทางเข้าท่าอากาศยาน ถูกจับกุมและส่งดำเนินคดีทันที</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลชี้ว่าคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ จำเลยไม่มีความสำนึกผิด และพยายามหลบเลี่ยงกระบวนการยุติธรรม ศาลจึงตัดสินลงโทษสถานหนักเพื่อเป็นบรรทัดฐานในคดีลักษณะเดียวกันในอนาคต</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎหมายอาญาของไต้หวัน คดีอาญาไม่สามารถยอมความกันได้ กรณีที่มีการยอมความและจ่ายเงินชดใช้ผู้เสียหายแล้ว ศาลอาจพิจารณาคดีลดโทษในฐานะที่จำเลยสำนึกผิด แต่คดีนี้ จำเลยหนีคดีนานถึง 5 ปี ศาลจึงไม่พิจารณาให้ลดโทษ ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปี 6 เดือน ในข้อหาพยายามฆ่า และจะถูกส่งตัวกลับประเทศเวียดนามหลังพ้นโทษแล้ว</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ตามกฎหมายอาญาของไต้หวัน อายุความของการฟ้องคดีอาญา หากเป็นคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีโทษสูงสุดคือ ประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต กรณีที่จำเลยหลบหนี ศาลจะออกหมายจับตลอดชีวิตไม่มีอายุความ แต่หากเป็นคดีพยายามฆ่า และโทษสูงสุดเกิน 10 ปี อายุความคือ 30 ปี คดีพยายามฆ่าที่มีโทษ 3-10 ปี อายุความของการฟ้องคดี 20 ปี โดยนับจากวันที่ก่อเหตุ</p>
<p class="MsoNormal">4. แรงงานเวียดนามเมาขับ ซุกยาเสพติด ขัดขืนการตรวจสอบและพุ่งชนรถตำรวจ นอกจากคดีอาญาแล้ว โดนใบสั่ง 61 ใบค่าปรับกว่า 3.5 แสนเหรียญ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อกลางดึกของวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา สายตรวจสถานีตำรวจซี่จื่อ ในนครนิวไทเปขี่รถมอเตอร์ไซค์ตำรวจลาดตระเวนไปตามถนน พบแรงงานเวียดนามรายหนึ่งขับขี่รถมอเตอร์ไซค์เช่นกันส่ายไปส่ายมาคล้ายมีอาการเมาสุรา จึงเรียกให้หยุดรถเพื่อรับการตรวจสอบ แต่แรงงานรายดังกล่าวกลับแสร้งทำท่าจะให้ความร่วมมือ ก่อนบิดคันเร่งฝ่าไฟแดงหลบหนีไป ตำรวจจึงแจ้งกำลังเสริมเข้าปิดล้อมจับกุม และสามารถสกัดตัวผู้ต้องสงสัยได้ที่บริเวณสี่แยกถนนจางซู่สาย 2 และระหว่างการสกัดจับ แรงงานเวียดนามนามรายนี้ได้พุ่งชนด้านหน้ารถสายตรวจจนได้รับความเสียหาย ตำรวจที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ได้รับบาดเจ็บจากการเบรกไม่ทัน เพราะเกรงจะชนถูกผู้ต้องสงสัย จนเสียหลักล้มลงได้รับบาดเจ็บที่แขนและขา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนาม (สวมกางเกงขาสั้น) เมาแล้วขับ แสร้งทำท่าให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ก่อนบิดคันเร่งฝ่าไฟแดงหลบหนีไป ตำรวจแจ้งกำลังเสริมเข้าปิดล้อมจับกุม (ภาพจากTVBS)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า แรงงานรายนี้ ชื่อนายเหงียน เป็นแรงงานเวียดนาม จากการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ 0.15 มิลลิกรัมต่อลิตร และยังพกอุปกรณ์เสพยาเสพติดติดตัวมาด้วย ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นเหตุทำให้พยายามขัดขืนการตรวจและหลบหนีด้วยความเร็วสูง แต่ไม่นึกว่า ตำรวจไล่ล่าตามอย่างติด ๆ พร้อมเรียกร้องให้จอดรถ แต่แรงงานเวียดนามรายนี้ยิ่งบิดคันเร่งหนีเร็วยิ่งขึ้น ตำรวจเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุและคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน จึงวิทยุแจ้งหน่วยสนับสนุนให้ดักหน้าทางอีกด้านของถนน จนสามารถสกัดจับผู้ต้องสงสัยรายนี้ได้ในที่สุด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจขี่มอเตอร์ไซค์ไล่ตามแรงงานเวียดนามที่เมาแล้วขับ แถมซุกยาเสพติด ขัดขืนการตรวจสอบและพุ่งชนรถตำรวจ (ภาพจาก TVBS)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากปฏิบัติการครั้งนี้ ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล 3 เหล่าทัพ สาขาเน่ยหู โดยไม่มีอันตรายถึงชีวิต มีเพียงบาดแผลเล็กน้อยจากแรงกระแทก ส่วนนายเหงียน แรงงานเวียดนามรายนี้ถูกตั้งข้อหาหลายกระทง อาทิ ขัดขวางเจ้าพนักงาน กระทำการอันเป็นอันตรายต่อสาธารณะ ขับรถย้อนศร และฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมยาเสพติด นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้ออกใบสั่งรวมทั้งสิ้น 61 ใบ คิดเป็นเงินค่าปรับสูงถึง 354,000 เหรียญไต้หวัน ขณะนี้ผู้ต้องหาอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของยาเสพติดและประวัติการกระทำผิดอื่น ๆ ต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามเมาขับ ซุกยาเสพติด ขัดขืนการตรวจสอบและพุ่งชนรถตำรวจ ถูกสกัดจับจนได้ (ภาพจาก TVBS)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=83340</guid>
      <pubDate>Fri, 15 Aug 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250815_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36026880" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. มาตรการรับมือผลกระทบภาษีทรัมป์ กระทรวงแรงงานขยายเวลาย้ายงานของแรงงานต่างชาติจาก 60 วันเป็น 120 วัน</span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/8/original/0304da45-85e5-481d-9ba6-586e2ebb1f37.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>33</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=82779</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1 ส.ค. เป็นต้นไป ผู้สูงอายุครบ 80 ปี จ้างผู้อนุบาลต่างชาติไม่ต้องผ่านการประเมิน เริ่มปรากฏผู้อนุบาลดูแลผู้ป่วยหนักขอขึ้นค่าจ้าง กระทรวงแรงงานงัด 6 มาตรการลดผลกระทบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: left;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นโยบายใหม่ที่อนุญาตให้ผู้มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไปสามารถจ้างผู้อนุบาลต่างชาติได้โดยไม่ต้องผ่านการประเมินตามระบบ Barthel Index เริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้น กระทรวงแรงงานคาดการณ์ว่า ความต้องการแรงงานผู้อนุบาลต่างชาติจะเพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 คน ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้อนุบาลต่างชาติที่มีอยู่แล้วในไต้หวันประมาณ 210,000 คน เลือกงานเบา ไม่เอางานหนัก ไม่ต้องการดูแลผู้ป่วยอาการหนัก อย่างผู้ป่วยที่พิการ ผู้ป่วยโรคหายาก หรือผู้ป่วยสมองเสื่อม ฯลฯ กลุ่มครอบครัวผู้ป่วยหนักออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งกลไกคุ้มครองสิทธิ และระบบจัดลำดับการจ้างผู้อนุบาลต่างชาติ เพื่อให้ทรัพยากรการดูแลได้รับการจัดสรรอย่างเป็นธรรม<br></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">1 ส.ค. เป็นต้นไป ผู้สูงอายุครบ 80 ปี จ้างผู้อนุบาลต่างชาติไม่ต้องแนบแบบประเมินจากโรงพยาบาล (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สภานิติบัญญัติได้แก้ไขกฎหมายการจ้างงานมาตรา 46 โดยเพิ่มบทบัญญัติว่า หากผู้ว่าจ้างต้องการจ้างแรงงานต่างชาติเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุระหว่าง 70-79 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะที่ 2 ขึ้นไป สามารถจ้างผู้อนุบาลต่างชาติได้โดยไม่ต้องแนบแบบประเมิน Barthel Index ของคณะแพทย์จากสถานพยาบาล</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">1 ส.ค. เป็นต้นไป ผู้สูงอายุครบ 80 ปี จ้างผู้อนุบาลต่างชาติไม่ต้องแนบแบบประเมินจากโรงพยาบาล (ภาพจาก ctee.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เฉินจิ่งหนิง เลขาธิการสมาคม Taiwan association of family caregivers เปิดเผยว่า ปัจจุบันไต้หวันมีครอบครัวผู้ป่วยอาการหนักประมาณ 200,000 ครัวเรือนที่จ้างผู้อนุบาลต่างชาติ โดยส่วนใหญ่อยู่ใน 6 นครใหญ่ หลังจากระบบใหม่มีผลบังคับใช้ จะมีผู้สูงอายุที่ไม่ได้อยู่ในภาวะทุพพลภาพหรือภาวะสมองเสื่อม ที่มีคุณสมบัติในการจ้างผู้อนุบาลต่างชาติเพิ่มขึ้นอีก 530,000 คน คาดว่าจะมีผู้ยื่นจ้างจริงประมาณ 100,000 คน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้อนุบาลต่างชาติหลีกเลี่ยงงานดูแลผู้ป่วยหนักหรือผู้พิการรุนแรง เพื่อหางานที่ดูแลผู้สูงอายุที่แข็งแรงหรือป่วยในอาการเบา และถือโอกาสโก่งค่าจ้าง ทำให้ผู้ว่าจ้างต้องเสนอค่าจ้างสูงขึ้นเพื่อรักษาคนงานไว้ ส่งผลให้สังคมไต้หวันกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแย่งชิงผู้อนุบาล</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">1 ส.ค. เป็นต้นไป ผู้สูงอายุครบ 80 ปี จ้างผู้อนุบาลต่างชาติไม่ต้องแนบแบบประเมินจากโรงพยาบาล (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หงอวี๋ไต้ รองประธานมูลนิธิโรคหายาก เปิดเผยผลสำรวจภายในล่าสุดขององค์กร พบว่าร้อยละ 40 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติดูแลผู้ป่วยในครอบครัวระบุว่า ผู้อนุบาลของตนได้ขอขึ้นเงินเดือนแล้ว ขณะที่ร้อยละ 23 มีแนวโน้มจะเปลี่ยนนายจ้างเมื่อครบสัญญา เพื่อไปทำงานดูแลผู้สูงอายุที่แข็งแรงหรือเป็นผู้ป่วยอาการเบา และร้อยละ 21 มีข่าวว่าบริษัทจัดหางานกำลังส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่สุขภาพแข็งแรงจ้างผู้อนุบาลต่างชาติ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ บริษัทจัดหางานอาจฉวยโอกาสจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ เรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวและค่าบริการเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่หนักอึ้งสำหรับครอบครัวกลุ่มเปราะบางที่มีผู้ป่วยอาการหนัก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สส. พรรคก๊กมินตั๋งแสดงความดีใจหลังญัตติอนุญาตให้ผู้มีอายุครบ 80 ปีขึ้นไป จ้างแรงงานต่างชาติได้โดยไม่ต้องแนบแบบประเมินผ่านสภา (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลินเยวี่ยฉิน สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) เรียกร้องให้รัฐบาลชะลอการบังคับใช้ระบบใหม่ดังกล่าว หรือหากยังยืนยันจะเดินหน้าต่อไป ก็ควรมีการจัดระบบการจ้างแรงงานต่างชาติแบบมีลำดับชั้น รวมถึงยกเลิกการใช้แบบประเมิน Barthel Index แล้วหันมาใช้ระบบประเมินความต้องการบริการดูแลระยะยาว (CMS) แทน เพื่อให้ครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงบริการดูแลที่เหมาะสมได้ง่ายยิ่งขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แม้จะอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ไม่ต้องขอแบบประเมินสุขภาพสำหรับการขอว่าจ้างผู้อนุบาล แต่ส่งผลให้ผู้อนุบาลต่างชาติ เลือกนายจ้างที่จ่ายค่าจ้างสูงกว่า งานเบากว่า</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อเสียงเรียกร้องข้างต้น กระทรวงแรงงานจัดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา ประกาศ 6 มาตรการรองรับใหม่ หวังลดผลกระทบต่อกำลังผู้อนุบาล นายเฉินซื่อชาง รองอธิบดีกรมพัฒนากำลังแรงงานแถลงว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีและเข้าเกณฑ์ระบบใหม่ทั่วประเทศประมาณ 530,000 คน และมีผู้ที่มีอายุระหว่าง 70&ndash;79 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะที่ 2 ขึ้นไปอีกประมาณ 120,000 คน ขณะที่จำนวนครอบครัวที่มีผู้ป่วยระดับปานกลางถึงรุนแรงซึ่งจ้างผู้อนุบาลต่างชาติอยู่แล้ว มีประมาณ 197,000 ครัวเรือน เมื่อระบบใหม่เริ่มใช้จริง ย่อมจะเกิดปรากฏการณ์ในตลาด เช่น "ใครให้เงินเดือนสูงกว่า งานสบายกว่า ก็จะดึงดูดแรงงานได้มากกว่า" และในช่วงที่ผ่านมา ครอบครัวที่มีผู้ป่วยรุนแรงได้ร้องเรียนว่า ผู้อนุบาลต่างชาติของตนอยู่ดี ๆ ก็ขอขึ้นเงินเดือนเพิ่ม แม้จะเพิ่งปรับขึ้นไปเมื่อมีการต่อสัญญาแล้วก็ตาม หรือบางรายถึงขั้นแสดงความประสงค์ขอย้ายไปดูแลครอบครัวที่มีภาระน้อยกว่า นอกจากนี้ยังปรากฏบริษัทจัดหางานบางแห่งเริ่มลงโฆษณาว่า "อายุ 80 ปี ไม่ต้องประเมิน สามารถยื่นขอจ้างผู้ดูแลชาวต่างชาติได้ทันที" แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการแย่งตัวแรงงานที่เริ่มปรากฏชัด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กระทรวงแรงงานจัดแถลงข่าวเมื่อ 29 ก.ค. 68 ประกาศ 6 มาตรการรองรับ หวังลดผลกระทบต่อกำลังแรงงานดูแล (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อลดผลกระทบต่อครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วยหนัก นายซูอวี้กั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้างชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน ได้ชี้แจง 6 มาตรการรองรับดังนี้ :</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. แยกกลุ่มตามระดับความรุนแรง ให้กลุ่มผู้ป่วยหนักมีสิทธิก่อน ยื่นคำร้องจ้างผู้อนุบาลต่อศูนย์บริการดูแลระยะยาวในพื้นที่แบบยื่นเรื่องด้วยตนเอง โดยจะแนะนให้จ้างผู้อนุบาลไต้หวันเป็นลำดับแรก พร้อมลดขั้นตอนและระยะเวลาการว่าจ้างผู้อนุบาลภายในประเทศ จากเดิม 7 วัน เหลือเพียง 1 วัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ขยายเกณฑ์ยกเว้นการประเมินสำหรับผู้ป่วยอาการหนักทุกช่วงอายุ เพิ่มสิทธิยกเว้นการประเมินสำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 4 ขึ้นไปทุกช่วงอายุ ผู้มีอายุ 70&ndash;79 ปีที่ป่วยด้วยมะเร็งเม็ดเลือดหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ผู้ป่วยอัมพาตเต็มตัวที่ไม่สามารถลุกจากเตียงได้ หรือผู้ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรืออุปกรณ์ช่วยชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ผู้อนุบาลทำงานหนัก เงินน้อย ต้องดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง แม้ตามกฎระเบียบจะให้หยุดพักสัปดาห์ละวัน แต่โดยมากมักไม่สามารถลาพักได้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ให้ครอบครัวผู้ป่วยอาการหนักมีสิทธิได้รับผู้อนุบาลก่อน ศูนย์บริการจ้างงาน กรมพัฒนากำลังแรงงาน จะดำเนินการจับคู่งานแบบรวดเร็วและจำนวนมาก โดยให้ครอบครัวกลุ่มนี้ได้รับการจัดสรรผู้อนุบาลก่อน หากภายใน 14 วันยังไม่มีครอบครัวกลุ่มรุนแรงลงทะเบียน ก็จะเปิดให้ครอบครัวทั่วไปสามารถว่าจ้างได้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4. ประสานกับประเทศต้นทาง เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานและคงคุณภาพ สำนักงานตัวแทนไต้หวันประจำประเทศผู้ส่งออกแรงงาน จะให้ความสำคัญกับการออกวีซ่าสำหรับครอบครัวผู้ป่วยอาการหนักก่อน พร้อมผลักดันให้บริษัทจัดหางานให้บริการครอบครัวที่มีผู้ป่วยอาการหนักก่อน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5. เสริมกำลังบุคลากรหน้างาน เพิ่มเจ้าหน้าที่อีก 188 คน เพื่อสนับสนุนศูนย์บริการดูแลระยะยาวในระดับท้องถิ่น หน่วยตรวจสอบของรัฐบาลท้องถิ่น และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตามสวนสาธารณะในไต้หวัน มักจะพบเห็นผู้อนุบาลต่างชาติเข็นผู้สูงอายุไปทำกิจกรรม (ภาพจาก cw.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 6. เพิ่มการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนครอบครัวที่จ้างผู้อนุบาลในครัวเรือน เพิ่มงบประมาณอีก 1,180 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อช่วยเหลือในช่วงรอยต่อของการดูแล ให้คำแนะนำในการจ้างงาน และให้บริการสนับสนุนอื่น ๆ รวมถึงระบบแจ้งเตือนและค้นหาข้อมูลผู้อนุบาลแบบเรียลไทม์</p>
<p class="MsoNormal">สภาตรวจสอบจี้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่แออัดและเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอในสถานกักกันชาวต่างชาติผิดกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สภาตรวจสอบของไต้หวันเผยแพร่รายงานการตรวจสอบล่าสุดระบุว่า สถานกักกันชั่วคราวสำหรับชาวต่างชาติผิดกฎหมายของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีปัญหาชาวต่างชาติล้นสถานกักกัน และถูกกักตัวเกินระยะเวลากฎหมายกำหนดจำนวนมาก อีกทั้งมาตรการในการดูแลและบริหารยังขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนตามกติการะหว่างประเทศ จึงเรียกร้องให้สภาบริหารเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและพื้นที่รองรับ พร้อมผลักดันการออกกฎหมายห้ามการทรมานให้มีผลบังคับใช้ในประเทศโดยเร็ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาคารที่ทำการสภาตรวจสอบในกรุงไทเป (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานของสภาตรวจสอบฉบับนี้ อ้างอิงรายงานการตรวจสอบงบประมาณปี 2566 ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งพบว่า การดำเนินงานด้านการควบคุมตัวและการส่งตัวชาวต่างชาติผิดกฎหมายกลับประเทศยังมีปัญหา เช่น สถานกักกันตัวชั่วคราวมีการกักกันเกินจำนวน ระบบควบคุมผู้ที่ใช้มาตรการให้ชาวต่างชาติผิดกฎหมายประกันตัวได้แทนการกักตัว การบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ และสถานกักกันขนาดใหญ่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบการควบคุมตัวอย่างครบถ้วน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สถานกักกันชาวต่างชาติผิดกฎหมายในเมืองหนานโถวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ภาพจากสถานกักกันหนานโถว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คณะกรรมาธิการกิจการภายในและกลุ่มชาติพันธุ์ของสภาตรวจสอบ ผ่านการอนุมัติรายงานของ 3 สมาชิกสภาตรวจสอบ รายงานฉบับนี้ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายและชาวต่างชาติที่พำนักในสถานกักกันเกินเวลากำหนดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาระงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในด้านการสืบสวน การกักตัว และการส่งกลับประเทศ แต่กลับไม่มีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ชาวต่างชาติผิดกฎหมายล้นสถานกักกัน (ภาพจากสถานกักกันหนานโถว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ สถานกักกันหลายแห่งยังมีพื้นที่จำกัด อุปกรณ์ไม่เพียงพอ ชาวต่างชาติที่ถูกกักตัวเกินจำนวนและเกินกำหนด แม้จะมีโครงการสร้างสถานกักกันขนาดใหญ่ที่ตำบลเฉ่าท่า เขตกวนอิน นครเถาหยวน แต่ยังอยู่ในระยะการศึกษาความเป็นไปได้ จะแล้วเสร็จเร็วสุดในปี 2575 ซึ่งถือว่าล่าช้าเกินไปต่อปัญหาที่เร่งด่วนในปัจจุบัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">มูลนิธิพุทธฉือจี้ จัดกิจกรรมคลายความคิดถึงบ้านให้แก่ชาวต่างชาติผิดกฎหมายในสถานกักกันหนานโถว (ภาพจากสถานกักกันหนานโถว)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานยังระบุว่า คู่มือการบริหารสถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อนุญาตให้ใช้บทลงโทษกับผู้ถูกกักกันที่ละเมิดสิทธิบางข้อ เช่น การกักตัวเดี่ยว ห้ามโทรศัพท์ ห้ามพบญาติ งดกิจกรรมกลางแจ้ง ใส่อุปกรณ์ควบคุมตัว ฯลฯ โดยไม่มีมาตรฐานหรือขั้นตอนที่ชัดเจนตามลำดับความรุนแรงของการฝ่าฝืนกฎหมาย ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แม้มาตรการดังกล่าว ตามคำนิยามของกฎหมายระหว่างประเทศ จะยังไม่ถึงขั้นทรมาน แต่ก็อาจเข้าข่ายการปฏิบัติหรือการลงโทษที่ล่วงละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยการห้ามการทรมาน ยังไม่ถูกบังคับใช้ในระบบกฎหมายภายในของไต้หวัน คณะผู้ตรวจสอบ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการร่างและผ่านกฎหมายในเรื่องนี้ ให้สอดคล้องกับกติกาสากล</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ชาวต่างชาติผิดกฎหมายในสถานกักกันไทเป ลิ้มรสบ๊ะจ่างในเทศกาลไหว้ขนมจ้างที่ผ่านมา (ภาพจากสถานกักกันไทเป)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะออกแนวปฏิบัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ถูกกักกันสามารถยื่นขอประกันตัวแทนการกักตัว และเพิ่มระบบควบคุมผ่านระบบสารสนเทศแล้ว แต่จากสถิติพบว่า อัตราการหลบหนีของผู้ถูกกักกันที่ใช้มาตรการประกันตัวกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มีอัตราหายตัวอยู่ที่ 14.36% (เฉลี่ยทุก 7 คน จะมี 1 คนหายตัวไป) ส่วนในปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 24.97% (เฉลี่ยทุก 4 คน หายตัวไป 1 คน) สะท้อนให้เห็นว่าระบบยังมีช่องโหว่ และจำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงอย่างเร่งด่วน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ต้องสงสัยจำนวนมากที่ศาลมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศ แต่ไม่ได้รับการกักตัว กลับหายตัวไปในภายหลัง รัฐบาลควรเพิ่มการประสานงานกับกระบวนการยุติธรรมเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านี้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">เตือน! ไต้หวันเตรียมใช้ระบบบัตรขาเข้าดิจิทัล TWAC เต็มรูปแบบ! กรอกข้อมูลออนไลน์ง่าย สะดวกและประหยัดเวลากว่าเดิม เริ่ม 1 ตุลาคมนี้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป ไต้หวันจะเริ่มใช้ระบบลงทะเบียนเข้าประเทศแบบออนไลน์อย่างเป็นทางการ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวัน จะต้องกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนเข้าประเทศผ่านเว็บไซต์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (TAIWAN ARRIVAL CARD หรือ TWAC) แทนการกรอกบนกระดาษแบบเดิมทั้งหมด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการตรวจคนเข้าเมือง ให้สะดวก รวดเร็ว และเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">1 ต.ค. 68 เป็นต้นไป ไต้หวันเตรียมใช้ระบบบัตรขาเข้าดิจิทัล&nbsp;TWAC&nbsp;เต็มรูปแบบ! กรอกข้อมูลออนไลน์ง่าย สะดวกและประหยัดเวลากว่าเดิม (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันสามารถเลือกกรอกแบบฟอร์ม A Card ได้ทั้งแบบกระดาษหรือผ่านทางเว็บไซต์ และตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้เปิดตัว TWAC ซึ่งเป็นระบบใหม่ที่ใช้งานง่ายขึ้นและได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ใช้งาน จึงมีแผนจะยกเลิกการใช้แบบฟอร์มกระดาษอย่างสิ้นเชิงในเดือนตุลาคมนี้ โดยนักท่องเที่ยวหรือผู้โดยสารชาวต่างชาติจะต้องกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ TWAC ภายใน 3 วันก่อนเดินทางถึงไต้หวัน การลงทะเบียนล่วงหน้านี้ จะช่วยลดระยะเวลาการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และลดความสิ้นเปลืองทรัพยากรจากการใช้แบบฟอร์มกระดาษ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">1 ต.ค. 68 เป็นต้นไป ไต้หวันเตรียมใช้ระบบบัตรขาเข้าดิจิทัล&nbsp;TWAC&nbsp;เต็มรูปแบบ! กรอกข้อมูลออนไลน์ง่าย สะดวกและประหยัดเวลากว่าเดิม (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองชี้แจงว่า การปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลครั้งนี้ เป็นไปตามแนวโน้มของกระแสสากล โดย TWAC ได้รับการออกแบบให้มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ชัดเจน มีขั้นตอนน้อยลง พร้อมทั้งเพิ่มฟังก์ชันให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลภายหลังได้ ผู้เดินทางสามารถกรอกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน โดยมีคำอธิบายกำกับถึง 7 ภาษา ได้แก่ จีน อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทางจากนานาประเทศเข้าใจและใช้งานได้ง่าย นอกจากนี้ TWAC ยังเปิดให้ผู้เดินทางสามารถถ่ายภาพหน้าหนังสือเดินทางเพื่ออัปโหลดเข้าสู่ระบบ ข้อมูลจากหนังสือเดินทางจะถูกนำเข้าระบบโดยอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาการกรอกข้อมูลลงอย่างมาก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">1 ต.ค. 68 เป็นต้นไป ไต้หวันเตรียมใช้ระบบบัตรขาเข้าดิจิทัล&nbsp;TWAC&nbsp;เต็มรูปแบบ! กรอกข้อมูลออนไลน์ง่าย สะดวกและประหยัดเวลากว่าเดิม (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับผู้ที่เดินทางมาเป็นกลุ่ม เช่น มาเป็นครอบครัวหรือกรุปทัวร์ ระบบอนุญาตให้ผู้เดินทางคนหนึ่งเป็นผู้กรอกข้อมูลแทนคนอื่น ๆ ในกลุ่มได้สูงสุดถึง 16 คน ขั้นตอนแรกจะต้องยืนยันตัวตนผ่านอีเมล และเมื่อกรอกข้อมูลครบถ้วน ระบบจะส่งหลักฐานการลงทะเบียนสำเร็จไปยังอีเมลที่ให้ไว้ เมื่อผู้เดินทางมาถึงไต้หวัน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะสแกนหนังสือเดินทาง และระบบจะดึงข้อมูลจาก TWAC ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบและอำนวยความสะดวกยิ่งขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">1 ต.ค. 68 เป็นต้นไป ไต้หวันเตรียมใช้ระบบบัตรขาเข้าดิจิทัล&nbsp;TWAC&nbsp;เต็มรูปแบบ! กรอกข้อมูลออนไลน์ง่าย สะดวกและประหยัดเวลากว่าเดิม (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไต้หวันมีภูมิประเทศงดงาม ทั้งภูเขาและทะเล มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย และอาหารอร่อยที่ขึ้นชื่อระดับโลก เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือนไต้หวันและเพลิดเพลินกับประสบการณ์ที่พิเศษไม่เหมือนใคร รัฐบาลจึงอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าเมืองด้วยระบบ TWAC</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำท่าอากาศยานอธิบายวิธีกรอกข้อมูล&nbsp;TWAC ทางออนไลน์แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ&nbsp;(ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้แจกจ่าย QR Code หรือลิงก์ที่เชื่อมไปยังเว็บ TWAC ให้กับสายการบินและบริษัทเดินเรือ เพื่อให้ติดตั้งที่เคาน์เตอร์เช็กอินในสนามบินและท่าเรือต้นทาง นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวัน สามารถสแกน QR Code เพื่อกรอกข้อมูลได้อย่างสะดวกภายในเวลา 3 วันก่อนการเดินทางถึง หากไม่ได้กรอกล่วงหน้า สามารถสแกน QR Code เมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน/ท่าเรือของไต้หวัน ก่อนถึงขั้นตอนตรวจหนังสือเดินทาง ต้องกรอกข้อมูลให้เรียบร้อยในทันที เพื่อให้ขั้นตอนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำท่าอากาศยานอธิบายวิธีกรอกข้อมูล&nbsp;TWAC ทางออนไลน์แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ&nbsp;(ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับแรงงานต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน เนื่องจากถือวีซ่าทำงานแบบ Resident Visa หรือทำงานอยู่ในไต้หวันอยู่แล้ว มีบัตร ARC สามารถเข้าออกไต้หวันได้หลายครั้ง เมื่อต้องการเดินทางกลับไปพักร้อนเยี่ยมญาติ รวมถึงผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่แม้จะยังไม่ได้สัญชาติ ยังถือบัตร ARC ทั่วไป หรือแบบถาวร ไม่ต้องกรอกข้อมูลดังกล่าว</p>
<p class="MsoNormal">สยอง! แรงงานไทยที่เกาสงเดินทางขึ้นเหนือปีนเสาไฟแรงสูงในเถาหยวน ผูกคอห้อยกับสายไฟตายบนความสูงเท่าตึก 20 ชั้น</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจคดีหนึ่ง แรงงานไทยเดินทางมาจากเกาสง ปีนขึ้นไปบนเสาไฟแรงสูงบริเวณภูเขาด้านหลังนิคมอุตสาหกรรมหลงโซ่วที่เขตกุยซาน นครเถาหยวน แล้วใช้เชือกและผ้าผูกคอห้อยกับสายไฟแรงสูงเสียชีวิตอย่างอนาถ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ชาวเมืองเถาหยวนพบแรงงานไทยปีนขึ้นไปห้อยกับสายไฟแรงสูงบริเวณเนินเขาหลังนิคมอุตสาหกรรมในเขตกุยซาน นครเถาหยวน หลังจากเสียชีวิตแล้ว 3 วัน (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองดับเพลิงเถาหยวนแถลงว่า เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา มีชาวเมืองเถาหยวนแจ้งความ พบเห็นคนใช้เชือกผูกตัวเองห้อยอยู่กับสายไฟแรงสูง บริเวณเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าไต้หวัน (Taipower) ที่มีความสูงเท่าตึก 20 ชั้น โดยร่างห้อยอยู่ห่างจากตัวเสาไฟฟ้าหลายเมตรและเสียชีวิตมาแล้วนาน 3 วัน ด้านตำรวจเถาหยวนก็เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ได้รับแจ้งข้อมูลจากตำรวจกิจการต่างด้าวเกาสง ซึ่งได้รับคำร้องขอและส่งพิกัดตามหาแรงงานไทยรายหนึ่งจากสำนักงานแรงงานไทยเกาสง สงสัยเดินทางขึ้นเหนือและอาจเกิดอันตรายในจุดเกิดเหตุ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ทีมกู้ภัยกำลัง 5 คน กำลังปีนขึ้นเสาไฟฟ้าแรงสูงที่สูง 60 เมตรเพื่อนำร่างแรงงานไทยที่เสียชีวิตลงสู่พื้นดิน (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจและหน่วยกู้ภัยสันนิษฐานเบื้องต้นว่า แรงงานรายนี้อาจมีแรงกดดันหรือโรคซึมเศร้าและน่าจะปีนขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าด้วยตนเอง จากนั้นใช้เชือกผูกยึดร่างกายห้อยกับสายไฟแรงสูง เนื่องจากบนความสูง 60 เมตรลมค่อนข้างแรง อาจพัดพาร่างลอยห่างออกจากเสา ทำให้ภาพที่ปรากฏต่อหน้าผู้พบเห็นนั้นน่าสยองเป็นอย่างยิ่ง ทางสำนักงานอัยการเถาหยวนจะดำเนินตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ทีมกู้ภัยกำลังปฏิบัติภารกิจบนความสูง 60 เมตรเพื่อนำร่างแรงงานไทยที่เสียชีวิตแล้ว 3 วันลงสู่พื้นดิน (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นเนินเขา ภูมิประเทศซับซ้อนและอันตราย ประกอบกับทัศนวิสัยในช่วงเย็นไม่เอื้ออำนวยต่อปฏิบัติการช่วยเหลือ นอกจากนี้ตำแหน่งร่างของผู้เสียชีวิตอยู่ห่างจากเสาไฟร่วม 10 เมตร มีความยากลำบากในการเข้าถึง ทีมกู้ภัยจึงเริ่มภารกิจนำร่างผู้ตายลงมาในช่วงเช้าของวันที่ 7 สิงหาคม เวลาประมาณ 05.00 น. โดยใช้โดรนสำรวจระดับความสูง จากนั้นส่งทีมกู้ภัย 4 คนพร้อมพนักงานการไฟฟ้าไต้หวันอีก 1 คน ใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะนำร่างผู้เสียชีวิตลงสู่พื้นดินได้ในเวลา 10.04 น. ของวันเดียวกัน โดยนำศพไปเก็บยังสถานฌาปนกิจนครเถาหยวน เพื่อรอการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิต รวมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 33 คน รถดับเพลิง 8 คัน และรถพยาบาล 2 คัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่กู้ภัยของกองดับเพลิงสามารถนำร่างแรงงานไทยลงสู่พื้นดินได้ในเวลา 10.04 น. ของวันที่ 7 ส.ค. 68 (ภาพจาก กองดับเพลิงเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ผู้เสียชีวิตเป็นแรงงานไทย อายุ 39 ปี มาจากจังหวัดเชียงใหม่ เพิ่งเดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวันอย่างถูกกฎหมายเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 โดยทำงานอยู่ในไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่งที่นครเกาสง ขณะรายงานตัวไม่ปรากฎอาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่นายจ้างและบริษัทจัดหางานไม่สามารถติดต่อเขาได้ ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางสำนักงานแรงงานไทยเกาสงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาสงเพื่อตามหา จนกระทั่งเย็นวันที่ 6 สิงหาคม พบร่างห้อยอยู่บนสายไฟแรงสูงจากพื้นประมาณ 60 เมตร พอ ๆ กับอาคารสูง 20 ชั้นดังกล่าว ทั้งนี้ ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่า แรงงานไทยรายนี้เดินทางจากเกาสงขึ้นเหนือไปยังนครเถาหยวน ซึ่งอยู่ห่างกันกว่า 300 กิโลเมตรและปีนขึ้นไปยังเสาไฟแรงสูงได้อย่างไร? สำนักงานอัยการเถาหยวนกำลังอยู่ระหว่างสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=82779</guid>
      <pubDate>Fri, 08 Aug 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250808_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36002880" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><span style="text-decoration: underline;"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1 ส.ค. เป็นต้นไป</span><span lang="TH"> </span></b></span><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;"><span style="text-decoration: underline;">ผู้สูงอายุครบ 80 ปี จ้างผู้อนุบาลต่างชาติไม่ต้องผ่านการประเมิน เริ่มปรากฏผู้อนุบาลดูแลผู้ป่วยหนักขอขึ้นค่าจ้าง กระทรวงแรงงานงัด 6 มาตรการลดผลกระทบ</span><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/8/original/50edbb52-a173-4233-8c54-3d3839816605.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>32</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=82203</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1.&nbsp;CNN แฉเรือประมงไต้หวันละเมิดสิทธิลูกเรือต่างชาติ กรมประมงไต้หวันยืนยันได้เข้าดูแลลูกเรือประมงที่รายงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อุตสาหกรรมประมงของไต้หวันพึ่งพาแรงงานต่างชาติมาโดยตลอด แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ รายงานของสำนักข่าว CNN ระบุว่า ลูกเรือประมงถูกทารุณและได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม บาดเจ็บและบางรายถึงขั้นเสียชีวิต ต่อกรณีดังกล่าว กรมประมงไต้หวันชี้แจงว่า ได้ให้ความห่วงใยต่อแรงงานผู้เสียหายทุกราย และย้ำว่ารัฐบาลเริ่มดำเนินแผนปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชนในอุตสาหกรรมประมงแล้ว พร้อมจะร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือลูกเรือประมงที่ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">CNN แฉเรือประมงไต้หวันละเมิดสิทธิลูกเรือต่างชาติ กรมประมงไต้หวันยืนยันได้เข้าดูแลลูกเรือประมงที่รายงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; CNN รายงานว่า Silwanus Tangkotta แรงงานชาวอินโดนีเซียบนเรือประมงของไต้หวัน เมื่อปี 2567 ระหว่างปฏิบัติงานในทะเล นิ้วกลางและนิ้วนางถูกประตูเรือหนีบจนกระดูกแตก แต่ไต้ก๋งเรือประมงกลับปฏิเสธนำเรือกลับฝั่งเพื่อให้เขาไปรักษาตัว อ้างเหตุผลว่ายังจับปลาได้ไม่เพียงพอ ลูกเรืออินโดนีเซียรายนี้จึงต้องทนความเจ็บปวดนานกว่าหนึ่งเดือน ใช้เพียงเทปพันแผล และใช้ไม้จิ้มฟันเขี่ยเศษกระดูกที่โผล่ออกมาเพื่อป้องกันการติดเชื้อ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">CNN แฉเรือประมงไต้หวันละเมิดสิทธิลูกเรือต่างชาติ กรมประมงไต้หวันยืนยันได้เข้าดูแลลูกเรือประมงที่รายงาน (ภาพจาก PTS)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Silwanus ยังเล่าด้วยว่า เขาต้องทำงานในมหาสมุทรแปซิฟิกนานถึง 4 เดือน เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน จึงต้องทำงานวันละ 18 ชั่วโมง พักผ่อนเพียงเล็กน้อย และยังเผชิญปัญหาขาดแคลนอาหาร บนเรือไม่มีอินเทอร์เน็ต ทำให้ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากภายนอกได้ทันที</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">CNN แฉเรือประมงไต้หวันละเมิดสิทธิลูกเรือต่างชาติ กรมประมงไต้หวันยืนยันได้เข้าดูแลลูกเรือประมงที่รายงาน (ภาพจาก PTS)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อกรณีนี้ กรมประมง กระทรวงเกษตรไต้หวันชี้แจงเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ไต้ก๋งเรือได้ทำแผลให้แรงงานอินโดนีเซียรายนี้ทันที และให้ยารักษาอาการอักเสบและบรรเทาปวด รวมถึงให้หยุดพักผ่อน และได้แจ้งเรื่องมายังกรมประมงแล้ว หลังจากแพทย์ประจำฝั่งประเมินเห็นว่า อาการไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต จึงให้เรือในเครือไปรับตัว Silwanus กลับเข้าฝั่งเพื่อทำการรักษา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ลูกเรือประมงอินโดนีเซียกลุ่มหนึ่ง ประท้วงนายจ้างค้างค่าจ้าง 15 เดือน (ภาพจาก LTN)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหลินติ่งหรง รองอธิบดีกรมประมงกล่าวว่า ในกรณีลูกเรือประมงได้รับอุบัติเหตุหรือเกิดเหตุอื่นใด กรมประมงยืนยันว่าจะตรวจสอบอย่างละเอียด หากพบว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมต่อแรงงาน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน ทั้งนี้ กรมประมงยืนยันว่า ได้แสดงความห่วงใยต่อผู้เสียหายรายนี้แล้ว ส่วนบริษัทประกันประเมินว่า อาการไม่เข้าข่ายทุพพลภาพ จึงไม่จ่ายค่าสินไหม ทั้งนี้ องค์กร NGO ที่ติดตามปัญหาลูกเรือประมงชี้ว่า อุตสาหกรรมประมงไกลฝั่งมีความเสี่ยงสูง กรณีแรงงานบาดเจ็บเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ลูกเรือประมงเป็นตำแหน่งงานที่หนักและน่าเบื่อหน่าย เนื่องจากต้องเคว้งคว้างกลางทะเลหลายเดือน (ภาพจาก PTS)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลี่ลี่หัว เลขาธิการสหภาพแรงงานประมงอี๋หลานกล่าวว่า ควรจัดตั้งช่องทางขอความช่วยเหลือหรือเยียวยาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพกว่านี้ รัฐควรสนับสนุน NGO ให้มีช่องทางดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือแรงงานต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">CNN แฉเรือประมงไต้หวันละเมิดสิทธิลูกเรือต่างชาติ กรมประมงไต้หวันยืนยันได้เข้าดูแลลูกเรือประมงที่รายงาน (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านกลุ่มองค์กร NGO มองว่า นายจ้างมักคำนึงถึงต้นทุนมากกว่าสิทธิแรงงาน แต่สมาคมอุตสาหกรรมประมงไต้หวันออกแถลงการณ์คัดค้านรายงานที่เหมารวมให้เห็นว่า เป็นการกดขี่แรงงานอย่างเป็นระบบ เพราะสร้างภาพลบต่ออุตสาหกรรม พร้อมยืนยันจะใช้กรณีนี้เป็นบทเรียนในการปรับปรุง และยกระดับความเป็นธรรมแก่ลูกเรือประมงต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ลูกเรือที่ทำงานบนเรือประมงของไต้หวันมีจำนวน 9,115 คน ในจำนวนนี้ มาจากอินโดนีเซียครองมากที่สุด ครองสัดส่วน 81% หรือ 7,382 คน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2568 ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวัน 837,846 คน ทำงานในตำแหน่งลูกเรือประมง 9,115 คน ลูกเรืออินโดนีเซียครองสัดส่วน 81% หรือ 7,382 คน ตามด้วยลูกเรือประมงจาก ฟิลิปปินส์ 939 คน เวียดนาม 785 คน แรงงานไทยที่ทำงานในตำแหน่งลูกเรือประมงก็มี 9 คน แต่ไม่ได้ออกทะเล ทำงานอยู่บนฝั่ง</p>
<p class="MsoNormal">2. คดีถึงที่สุด!&nbsp;ศาลฎีกาไต้หวันตัดสินจำคุกชายไต้หวันเมาขับชนคนงานไทยตายแล้วหนี 8 ปี 6 เดือน หลังยอมจ่ายค่าชดใช้ทายาท 3 ล้านเหรียญ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีที่นายสงเค่อเหิง ชายชาวไต้หวันอายุ 64 ปี เมาแล้วขับรถชนนายพงษ์พิทักษ์ อายุ 33 ปี แรงงานไทยจากจังหวัดขอนแก่นกระเด็นเป็นเหตุให้เสียชีวิต ขณะยืนคุยกับเพื่อนริมถนนหลังเลิกงานเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566 เวลา 21.50 น. หลังเกิดเหตุไม่จอดรถช่วยเหลือผู้ถูกชนแต่หลบหนีกลับบ้าน ตำรวจใช้เวลา 2 ชั่วโมงตามสืบพบและจับกุมตัวได้ที่บ้าน เมื่อวัดระดับแอลกอฮอล์หลังเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงแล้วสูงถึง 0.48 มิลลิกรัมต่อลิตร แม้ว่านายสงจะประนีประนอมกับทายาทผู้ตายและชดใช้ค่าเสียหายไปแล้ว 3 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่ในคำให้การช่วงแรก เขาปฏิเสธโดยอ้างว่าไม่รู้ว่าขับรถชนคน จนในที่สุดจึงยอมรับสารภาพ ศาลชั้นต้นเถาหยวนใช้ระบบลูกขุนร่วมกับผู้พิพากษาตัดสินจำคุก 8 ปี 6 เดือน นายสงยื่นอุทธรณ์อ้างว่า ตนเข้าข่ายมอบตัว และขอความเมตตาจากศาลเพื่อขอให้ลดโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับฟัง เห็นควรยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ล่าสุดศาลฎีกาตัดสินคดีถึงที่สุด ยืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น เป็นอันว่าต้องติดคุก 8 ปี 6 เดือนแน่นอนแล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ภาพประกอบเป็นสถานที่เกิดเหตุ ข้างโรงงานสายไฟและเคเบิลที่เขตซินอู นครเถาหยวน (ภาพจากสถานีตำรวจซินอู)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลชั้นต้นพิจารณาว่า ตำรวจตามไปจับที่บ้านและโชว์หลักฐานถึงยอมรับสารภาพ จึงไม่เข้าข่ายมอบตัว แม้เขาจะยอมชดใช้ 3 ล้านเหรียญไต้หวันแก่ครอบครัวผู้เสียหาย แต่เนื่องจากหลังชนจำเลยไม่ได้หยุดรถลงไปดูอาการหรือรีบนำส่งโรงพยาบาล ทำให้ผู้เสียหายเสียชีวิตและทายาทต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัว เป็นความเสียหายร้ายแรง ไม่เข้าข่ายน่าเห็นใจเพื่อลดโทษ จึงพิพากษาจำคุก 8 ปี 6 เดือน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายพงษ์พิทักษ์ (วงกลมสีแดง) ขณะยืนคุยกับเพื่อน 4 คนข้างถนน ก่อนถูกรถชนกระเด็นเสียชีวิต (ภาพจากคลิปกล้องวงจรปิด)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายสงอุทธรณ์โดยอ้างว่า ตนไม่เคยมีประวัติเสียมาก่อน อีกทั้งยอมรับผิดด้วยการชดใช้ค่าเสียหาย 3 ล้านเหรียญไต้หวัน จึงควรได้รับความเมตตา แต่ศาลอุทธรณ์เห็นจากหลักฐานภาพที่ตำรวจรวบรวมไว้ว่า ตำรวจทราบตัวคนขับตั้งแต่แรกแล้ว จึงไม่เข้าข่ายมอบตัว และจำเลยรู้ดีว่าเมาแล้วขับมีความเสี่ยงและอันตรายสูง แต่ยังดื้อดึงขับรถ และไม่ระวังชนคนเสียชีวิต อีกทั้งยังให้การรับสารภาพว่าหลังเกิดเหตุกลับบ้านเพราะเหนื่อย อยากนอน เป็นการขัดขวางการตรวจสอบของกระบวนการยุติธรรม และทำให้ผู้เสียหายหมดโอกาสได้รับความช่วยเหลือทันท่วงที เกิดความเสียหายร้ายแรง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายฟางฮ่าวเจี้ยน ทนายอาสาสมาคมคุ้มครองสิทธิประโยชน์แรงงานต่างชาติและมารดานายพงษ์พิทักษ์ขณะขึ้นศาลเถาหยวน (ภาพจากสมาคมคุ้มครองสิทธิประโยชน์แรงงานต่างชาติ)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาองค์ประกอบและหลักเกณฑ์แล้ว ทั้งคำร้องจากอัยการ ทนายจำเลย และครอบครัวผู้เสียหาย พร้อมรับฟังคำแก้ต่างของจำเลยอย่างรอบคอบแล้ว การตัดสินถือว่าเหมาะสม ไม่ผิดหลักสัดส่วนหรือความยุติธรรม จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำเลยยื่นฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถูกต้องทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จึงยกคำอุทธรณ์ ตัดสินจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว นายสง ซึ่งเป็นคนชนต้องติดคุก 8 ปี 6 เดือน ถือเป็นโทษที่หนัก หลังจากที่ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาท 3 ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งไม่รวมประกันภัยภาคบังคับ 2 ล้านเหรียญและสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันแรงงานตามกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายสง (กลาง) ผู้ก่อเหตุเมาแล้วและชนแล้วหนี เป็นเหตุให้แรงงานไทยเสียชีวิต ขณะนั่งรอขึ้นศาล (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีนี้ ต้องปรบมือให้สำนักงานแรงงานไทย ไทเป และทนายความของสมาคมคุ้มครองสิทธิประโยชน์แรงงานต่างชาติ (Taiwan Transnational Labor Right Association) ที่จับมือกันช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียหาย จนศาลเถาหยวนอนุญาตให้ใช้ระบบประชาชนมีส่วนร่วมพิจารณาคดีหรือระบบคณะลูกขุน ร่วมกับคณะผู้พิพากษาพิจารณาคดี นับเป็นคดีแรกของแรงงานต่างชาติที่ใช้ระบบนี้พิจารณาคดี นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังช่วยเหลือมารดาผู้ตายเดินทางมาฟ้องศาลถึงที่ไต้หวันเป็นเวลานานร่วม 1 เดือน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">มารดานายพงษ์พิทักษ์ (คนกลาง) พร้อมด้วยนายฟางฮ่าวเจี้ยน (คนที่ 3 จากซ้าย) ทนายความและเจ้าหน้าที่สมาคมคุ้มครองสิทธิประโยชน์แรงงานต่างชาติ เดินทางเข้าพบและรับฟังคำแนะนำจากนายทศพล สุมานนท์ (คนที่ 3 จากขวา) ผอ. สนร. ไทเป (ภาพจากสมาคมคุ้มครองสิทธิประโยชน์แรงงานต่างชาติ)</p>
<p class="MsoNormal">3. ไต้ฝุ่นถล่มบ้านเรือนเสียหายหนัก! ภาคใต้กว่า 30,000 หลังรอการซ่อมแซมด่วน สภาบริหารผ่อนปรนให้แรงงานต่างชาติเข้าช่วยงานซ่อมแซมได้</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไต้ฝุ่นดานัสสร้างความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ภาคใต้ของไต้หวัน&nbsp; เฉพาะนครไถหนานมีบ้านเรือนเสียหายมากกว่า 12,000 หลัง แม้เวลาจะผ่านไปแล้วร่วมเดือน แต่เนื่องจากขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก โดยแต่ละหลังต้องใช้คนงานซ่อมแซมเฉลี่ย 7-8 คน คิดเป็นจำนวนแรงงานที่ขาดแคลนสูงถึง 100,000 คน/ครั้ง ขณะที่ผู้ประสบภัยหลายรายมีอายุมากและอยู่กันตามลำพัง ต้องอาศัยลูกหลานไปช่วยในช่วงวันหยุด ทำให้การบูรณะซ่อมแซมเป็นไปอย่างล่าช้า เมื่อเผชิญกับปัญหาดังกล่าว มีผู้แทนประชาชนเสนอให้แรงงานต่างชาติเข้ามาช่วยเหลือ แต่ทางเทศบาลไถหนานชี้ว่า ไม่สอดคล้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี ทางเทศบาลพร้อมจะหารือและประสานงานกับกระทรวงแรงงานเพื่อหาทางออก ผู้ประกอบการประเมินว่า งานซ่อมแซมหลังคาในไถหนานต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน ช้าสุดอาจถึงครึ่งปี การป้องกันไม่ให้ผู้ประสบภัยต้องเผชิญความเสียหายซ้ำซ้อน จึงเป็นภารกิจเร่งด่วน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไถหนานมีบ้านเรือนเสียหาย 12,000 หลัง ในภาพจิตอาสาของมูลนิธิพุทธฉือจี้ ช่วยเหลือชาวบ้านซ่อมแซมหลังคาบ้าน (ภาพจากเทศบาลนครไถหนาน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากสถิติพบว่า ภัยธรรมชาติจากไต้ฝุ่นถล่มครั้งนี้ เฉพาะในนครไถหนานมีบ้านเรือนเสียหายสูงถึง 12,000 หลัง งานซ่อมแซมต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น การซ่อมแซมหลังคาแต่ละหลังต้องใช้คนอย่างน้อย 3 คน อีก 4 คนช่วยดึงเชือกเพื่อปรับตำแหน่ง และยังต้องมีคนคุมเครื่องจักรอีก 1-2 คน รวมแล้วต้องใช้แรงงานเฉลี่ย 7-8 คนต่อหนึ่งหลัง หากคิดจาก 12,000 หลัง เท่ากับต้องใช้แรงงานเกือบ 100,000 คน/ครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น แม้มีเงินจ้างก็หาแรงงานไม่ได้ นายหลิน หนึ่งในผู้ประสบภัยกล่าวว่า แรงงานหายากจริง ๆ งานซ่อมแซมบ้านของเขาอาจต้องใช้เวลา 10 วัน แต่ผู้รับเหมามีงานอื่นคิวแน่นยาวถึง 3 เดือน และเนื่องจากฤดูไต้ฝุ่นยังไม่จบ การป้องกันไม่ให้ผู้ประสบภัยต้องเผชิญภัยพิบัติซ้ำซ้อน จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องมีมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อแก้ไขปัญหานี้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้ฝุ่นดานัสสร้างความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ภาคใต้ของไต้หวัน&nbsp; เฉพาะนครไถหนานมีบ้านเรือนเสียหายมากกว่า 12,000 หลัง (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้พายุไต้ฝุ่นดานัสจะผ่านไปร่วมเดือนแล้ว แต่หลังคาบ้านเรือนกว่าครึ่งยังไม่ได้รับการซ่อมแซม ชาวบ้านต้องพึ่งพาตนเองจนเกิดเหตุไม่คาดฝัน ยิ่งสะท้อนปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ทั้งที่นครไถหนานมีแรงงานต่างชาติกว่า 60,000 คน แต่ติดที่ข้อจำกัดของกฎหมาย จึงไม่สามารถช่วยฟื้นฟูหลังภัยพิบัติได้ หลินเอี้ยนจู้ สมาชิกสภาเทศบาลนครไถหนานสังกัดพรรคก๊กมินตั๋ง ตั้งคำถามว่า ทางเทศบาลสามารถช่วยเร่งมือซ่อมแซมหลังคาให้ผู้ประสบภัยได้หรือไม่?</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้ฝุ่นดานัสสร้างความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ภาคใต้ของไต้หวัน&nbsp; เฉพาะนครไถหนานมีบ้านเรือนเสียหายมากกว่า 12,000 หลัง (ภาพจาก knews.com.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกี่ยวกับประเด็นนี้ กระทรวงแรงงานแถลงเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า จะผ่อนคลายข้อกำหนดเกี่ยวกับการย้ายแรงงานต่างชาติ หากบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่รับงานโครงการก่อสร้างสาธารณะเข้าร่วมในการซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายในพื้นที่ประสบภัย ทั้งในไถหนาน เจียอี้และหยุนหลิน ซึ่งข้อมูลจากศูนย์บัญชาการบรรเทาสาธารณภัยเผยว่า ปัจจุบันมีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากทั้ง 3 เมืองกว่า 30,000 หลังคาเรือน รัฐบาลจะอนุญาตให้มีการจัดส่งแรงงานต่างชาติของตนไปยังพื้นที่ประสบภัยเพื่อทำงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้ฝุ่นดานัสสร้างความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ภาคใต้ของไต้หวัน&nbsp; เฉพาะนครไถหนานมีบ้านเรือนเสียหายมากกว่า 12,000 หลัง (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายซูอวี้กั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานกล่าวว่า ตามข้อกำหนดในปัจจุบัน แรงงานต่างชาติที่ทำงานในโครงการก่อสร้างทั่วไป หากบริษัทรับเหมาก่อสร้างมีการทำสัญญากับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเพื่อซ่อมแซมหรือสร้างบ้านใหม่ นายจ้างสามารถส่งแรงงานต่างชาติไปของตนยังพื้นที่ประสบภัยเพื่อดำเนินงานก่อสร้างได้โดยตรง สำหรับโครงการก่อสร้างสาธารณะขนาดใหญ่ของรัฐ เดิมมีข้อจำกัดอนุญาตให้แรงงานต่างชาติสามารถโยกย้ายได้เฉพาะภายในโครงการก่อสร้างของบริษัทเดียวกันเท่านั้น ยังไม่เปิดให้โยกย้ายไปปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างทั่วไปได้ อย่างไรก็ตาม สภาบริหารมีการผ่อนปรน หากบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ดำเนินโครงการสาธารณะขนาดใหญ่เข้าร่วมในการซ่อมแซมบ้านเรือนในพื้นที่ประสบภัย จะได้รับอนุญาตให้ย้ายแรงงานต่างชาติของตน ไปปฏิบัติงานในพื้นที่ประสบภัยได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">จิตอาสาหลายกลุ่มออกช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัย แต่เนื่องจากบ้านเรือนที่เสียหายมีจำนวนมาก การซ่อมแซมเป็นไปอย่างล่าช้า (ภาพจากกองแรงงาน นครไถหนาน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากสถิติในปัจจุบัน พบว่า มีแรงงานข้ามชาติในโครงการก่อสร้างทั่วไปประมาณ 9,000 คน และในโครงการก่อสร้างสาธารณะขนาดใหญ่ของรัฐประมาณ 20,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไทย</p>
<p class="MsoNormal">4. สั่งฟ้องสาวเวียดนามตั้งแก๊งค้ามนุษย์ในไต้หวัน หลอกบังคับแรงงานอินโดฯ ทำงานเยี่ยงทาส ยังตั้งรางวัลนำจับแรงงานที่หลบหนีจากการควบคุม</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นางฝ่าม หญิงชาวเวียดนามที่มาแต่งงานและได้รับสัญชาติไต้หวันแล้ว ถูกจับในข้อหาร่วมกับนายเหงียน แฟนหนุ่มชาวเวียดนาม จัดตั้งแก๊งการค้ามนุษย์ ทำธุรกิจเป็นนายหน้าจัดหางานผิดกฎหมายแก่แรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างและต้องการหางาน จัดให้ไปทำงานตามไซต์งานก่อสร้างต่าง ๆ ทั่วไต้หวัน บังคับให้ทำงานเยี่ยงทาส หากมีใครพยายามหลบหนีจะถูกตามจับกลับมา และยังประกาศตั้งรางวัลนำจับ 50,000 เหรียญในติ๊กตอก พร้อมข่มขู่แรงงานผิดกฎหมายที่อยู่ในควบคุมว่า หากไม่ยอมทำงานฟรีจะแจ้งตำรวจและส่งกลับประเทศ หลังอัยการและตำรวจสืบทราบและจับกุมสมาชิกในขบวนการดังกล่าว สั่งฟ้องในข้อหาค้ามนุษย์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หญิงเวียดนามใจโหด (สวมเสื้อสีเขียวอ่อน) บังคับแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายทำงานเยี่ยงทาสถูกจับ (ภาพจากสำนักงานอัยการเกาสง)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เสียหายเป็นแรงงานอินโดนีเซียหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย 2 ราย ทั้งคู่หนีจากนายจ้างเก่าตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และหางานใหม่เป็นกรรมกรผูกเหล็กเส้นในไซต์งานก่อสร้าง ผ่านแก๊งนายหน้าเถื่อนของนางฝ่ามและแฟนหนุ่มชาติเดียวกัน แต่ทนสภาพการทำงานที่แย่ไม่ไหว จึงหลบหนีไปหานายจ้างใหม่ที่ท่าเรือซูอ้าว ในเมืองอี๋หลาน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อนางฝ่ามทราบเรื่องการหลบหนี พยายามใช้ช่องทางต่าง ๆ ในการติดต่อ พร้อมประกาศผ่านติ๊กต็อกให้รางวัลผู้แจ้งที่อยู่ 50,000 เหรียญ เพื่อให้เพื่อนที่รู้จักช่วยระบุตัวแรงงานอินโดนีเซียทั้งสอง เมื่อทราบเบาะแสจึงร่วมกับแฟนหนุ่มและพวก ซึ่งเป็นแรงงานชาวเวียดนามผิดกฎหมายเช่นกัน ขับรถจากไทจงไปซูอ้าวเพื่อจับตัวหนุ่มอินโดทั้งสอง โดยก่อนออกเดินทางยังโพสต์ข้อความข่มขู่ในติ๊กต็อกเป็นภาษาเวียดนามว่า จะขับรถกว่า 200 กิโลเมตรไปจับพวกแกแล้วนะ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หญิงเวียดนามประกาศผ่านติ๊กต็อกให้รางวัลผู้แจ้งที่อยู่ จำนวน 50,000 เหรียญ เพื่อให้เพื่อนที่รู้จักช่วยระบุตัวแรงงานอินโดนีเซียทั้งสอง (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อถึงเมืองอี๋หลาน นางฝ่ามสั่งให้แรงงานอินโดนีเซียซึ่งเป็นสมุนคนหนึ่งโทรหลอกแรงงานหลบหนีทั้งสองว่า หนีออกมาเหมือนกันและอยากมาทำงานด้วย ทำให้ทั้งสองหลงเชื่อและออกมารับที่ร้านสะดวกซื้อใกล้หอพัก แต่เมื่อปรากฏตัวก็ถูกนายเหงียนและพวกจับตัวขึ้นรถและทำร้ายในรถจนไม่กล้าขัดขืน ไม่เพียงแค่นั้น ยังเหิมเกริมเจรจากับนายจ้างใหม่ชาวไต้หวันที่อี๋หลาน อ้างว่าแรงงานอินโดนีเซียทั้งสองติดหนี้พวกตน 200,000 เหรียญ หากต้องการใช้ทำงานต่อไปต้องจ่ายหนี้แทน แต่นายจ้างใหม่ปฏิเสธในข้อเสนอ นางฝ่ามและนายเหงียน จึงพากลับทั้งสองมาที่ไทจงในวันรุ่งขึ้น และทำร้ายร่างกาย ก่อนพาไปกักบริเวณบนภูเขาในเขตซันหลิน นครเกาสง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ก่อนออกเดินทางยังโพสต์ข้อความข่มขู่ในติ๊กต็อกเป็นภาษาเวียดนามว่า จะขับรถกว่า 200 กิโลเมตรไปจับพวกแกแล้วนะ (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายเหงียนยังแต่งเรื่องว่าแรงงานอินโดนีเซียทั้งสองติดหนี้สิน หากไม่ชดใช้จะแจ้งตำรวจเพื่อให้ส่งกลับประเทศ ทั้งสองคนซึ่งไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ จำใจยอมทำงานแบบไม่มีค่าจ้างในไซต์งานก่อสร้าง แถวอูรื่อและเป่ยถุนในนครไทจง จนกระทั่งวันที่ 3 มีนาคม ถูกตำรวจตรวจพบว่าเป็นแรงงานผิดกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นครเกาสงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอบสวนพบว่า กลุ่มของนางฝ่ามมีพฤติการณ์ค้ามนุษย์ จึงควบคุมตัวส่งดำเนินคดีที่สำนักงานอัยการเขตเฉียวโถว นครเกาสง อัยการระบุว่า แก๊งของนางฝ่ามมีการจำกัดเสรีภาพ และใช้แรงงานเยี่ยงทาส ใช้ข้ออ้างไม่จริงสร้างหนี้สินมหาศาล ยึดพาสปอร์ต ข่มขู่แรงงานว่าหากไม่ชดใช้จะส่งให้ตำรวจ ทำให้ผู้เสียหายหวาดกลัวจะถูกส่งกลับและไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้ ต้องยอมทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์การป้องกันขบวนการค้ามนุษย์ จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัยการยังกล่าวว่า นางฝ่ามและแฟนหนุ่ม รวมถึงพรรคพวกที่เป็นคนชาติเดียวกัน ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดข้อหาบังคับใช้กำลัง กักขังหน่วงเหนี่ยว ข่มขู่ และฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยข่มขู่และใช้หนี้ปลอมเป็นเครื่องมือบังคับให้ทำงานที่ไม่สมกับค่าตอบแทน หัวโจกทั้งคู่พร้อมด้วยสมุนถูกจับและถูกฟ้องร้องตามกฎหมาย ส่วนลูกสมุนอีก 2 คนซึ่งเป็นชาวเวียดนามเช่นกันและอยู่ระหว่างหลบหนี ทางอัยการและตำรวจได้ออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=82203</guid>
      <pubDate>Fri, 01 Aug 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250801_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36009600" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1.&nbsp;</span><span lang="EN-US">CNN </span></b><span style="mso-bookmark: _Hlk204954131;"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">แฉเรือประมงไต้หวันละเมิดสิทธิลูกเรือต่างชาติ กรมประมงไต้หวันยืนยันได้เข้าดูแลลูกเรือประมงที่รายงาน</span></b></span><b><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/8/original/afbccef0-0f03-47ab-b503-f1a1f6a2bd4c.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>31</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=81600</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ศาลตัดสินจำคุกนายจ้างใจโหดพร้อมภรรยา 10 เดือนและ 8 เดือน คดีนำแรงงานไทยผิดกฎหมายป่วยหนักไปทิ้งข้างทางจนเสียชีวิต หลังชดใช้ทายาท 1 แสน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ที่ฟาร์มปศุสัตว์ในเมืองซินจู๋ นายเว่ย อายุ 48 ปี ชายชาวไต้หวันเจ้าของฟาร์มพบว่า นายพัฒนา (นามสมมุติ) อายุ 47 ปี แรงงานไทยผิดกฎหมายที่ตนว่าจ้าง ซึ่งป่วยเป็นโรคตับแข็งเป็นลมหมดสติในที่ทำงาน ด้วยความกลัวจะถูกจับเนื่องจากการจ้างแรงงานต่างชาติทำงานอย่างผิดกฎหมาย แทนที่จะรีบนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล แต่จ้างแท็กซี่ขนแรงงานไทยที่ป่วยหนักรายนี้ไปทิ้งข้างถนนในชนบท โดยสั่งนายวิษณุ (นามสมมุติ) แรงงานไทยผิดกฎหมายอีกรายช่วยกันขน จากนั้นให้โชเฟอร์แสร้งทำเป็นพลเมืองดีโทรศัพท์แจ้งความว่า พบคนหมดสติอยู่ข้างทาง ตำรวจรุดไปที่เกิดเหตุนำคนป่วยส่งรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องจากส่งรักษาช้า เป็นเหตุให้แรงงานไทยรายนี้เสียชีวิตใน 2 วันต่อมา ตำรวจสงสัยมีความไม่ชอบมาพากล จึงมีการตรวจสอบ พบนายเว่ยนั่นแหละเป็นนายจ้างและนำผู้ป่วยไปทิ้งในที่เปลี่ยว แม้นายเว่ยจะปฏิเสธเสียงแข็ง หลังจากที่อัยการและตำรวจทำการสืบสวนหลักฐานต่าง ๆ อย่างละเอียดแล้ว เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ สั่งฟ้องนายเว่ยพร้อมภรรยาที่รู้เห็นเหตุการณ์ โชเฟอร์แท็กซี่และนายวิษณุ ข้อหาละทิ้งผู้ป่วยโดยผิดกฎหมาย ขอให้ศาลสั่งจำคุกคนละ 1 ปี&nbsp;&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">อาคารที่ทำการของศาลท้องถิ่นเถาหยวน (ภาพจาก tyd.judicial.gov.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากศาลพิจารณาคดี เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตัดสินจำคุกนายเว่ย 10 เดือน ภรรยานายเว่ย 8 เดือน ข้อหาละทิ้งผู้ป่วยโดยผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายติดต่อและได้ชดใช้เงินจำนวน 100,000 เหรียญไต้หวันให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ศาลอนุญาตให้จำเลยรอลงอาญา 2 ปี ส่วนนายวิษณุ แรงงานไทยผิดกฎหมายที่ช่วยขนย้าย จำคุก 8 เดือน พ้นโทษแล้วให้ส่งกลับประเทศ สำหรับคนขับแท็กซี่ แม้มีส่วนขนย้ายตามคำสั่งของนายเว่ยไปยังจุดเกิดเหตุ แต่เนื่องจากเป็นผู้แจ้งเหตุผ่านสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 119 และอยู่รอจนรถพยาบาลมาถึง อีกทั้งช่วยประสานกับเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา ศาลเห็นว่าไม่มีเจตนาละทิ้ง จึงยกฟ้องไม่ลงโทษ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">จุดที่ขนแรงงานไทยป่วยหนักไปทิ้งข้างทาง อยู่ห่างไกลจากชุมชนและไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา (ภาพจากสำนักงานอัยการเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในคำพิพากษาระบุว่า ผลการสอบสวนหลังตำรวจได้รับแจ้งเหตุรุดไปที่เกิดเหตุบริเวณถนนในชนบทที่ตำบลชิงผู่ เมืองซินจู๋ เขตแดนติดต่อกับเขตต้าหยวน นครเถาหยวน เมื่อไปถึง พบแรงงานไทยคนดังกล่าวนอนหมดสติและมีน้ำลายฟูมปาก จึงรีบนำตัวส่งรักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาลฉางเกิง สาขาหลินโข่ว เนื่องจากอาการหนักและส่งรักษาช้า หลังจากแพทย์พยายามกู้ชีวิตอยู่ 2 วัน แรงงานไทยรายนี้ได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล เนื่องจากผู้เสียชีวิตหมดสติในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมา ตำรวจสงสัยผู้เสียชีวิตไปนอนหมดสติข้างถนนในที่เปลี่ยวได้อย่างไร ได้แจ้งอัยการชันสูตรศพ อัยการพร้อมด้วยนิติเวชทำการผ่าศพพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิต พบผู้ตายได้รับบาดเจ็บบริเวณด้านหลังศีรษะ ทำให้มีภาวะเลือดออกในสมองและสมองบวม รวมถึงมีเลือดออกที่ก้านสมอง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตจากอาการสมองบวมและปอดอักเสบ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ตายป่วยเป็นโรคตับแข็ง ซึ่งทำให้อาการทรุดหนักและเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต ผลการผ่าพิสูจน์ศพพบว่า ผู้ตายเคยทำงานที่ฟาร์มปศุสัตว์ใกล้บริเวณที่พบร่าง และนายวิษณุ แรงงานไทยผิดกฎหมายอีกรายที่เป็นเพื่อนร่วมงานของผู้ตายหายตัวไปหลังเกิดเหตุ อัยการจึงสั่งการให้ตำรวจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการสืบสวน จนสามารถติดตามตัวนายวิษณุที่หลบหนีและควบคุมตัวมาสอบปากคำ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">จุดที่ขนแรงงานไทยป่วยหนักไปทิ้งข้างทาง อยู่ห่างไกลจากชุมชนและไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา (ภาพจากสำนักงานอัยการเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสอบปากคำ นายวิษณุให้การว่า นายพัฒนา แรงงานชาติเดียวกันป่วยเป็นโรคตับแข็งเป็นลมหมดสติในที่ทำงาน จึงแจ้งนายจ้าง แต่นายจ้างและภรรยาไม่ได้เรียกรถพยาบาลส่งผู้ป่วยไปรักษา กลับเปลี่ยนเสื้อผู้ป่วย เพื่อไม่ให้คนดูออกว่าเป็นลูกจ้างที่ทำงานในฟาร์มของตน จากนั้นจ้างแท็กซี่ที่รู้จักขนแรงงานไทยที่ป่วยหนักรายนี้ไปทิ้งข้างถนนในชนบท โดยสั่งให้ตนช่วยกันขน หลังจากขนผู้ป่วยไปทิ้งข้างถนนและให้โชเฟอร์โทรศัพท์แจ้งความในเวลา 40 นาทีต่อมาแล้ว นายเว่ยกลับไปที่ฟาร์มเผาทำลายเสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ และหลักฐานอื่น ๆ ของแรงงานไทย เพื่อปิดบังการกระทำผิดของตน อัยการระบุในสำนวนฟ้องว่า การกระทำของนายเว่ย ที่ตัดสินใจไม่ช่วยเหลือส่งผู้ป่วยอาการหนักไปรักษาที่โรงพยาบาล เพียงเพราะกลัวความผิดจากการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย กลับนำไปทิ้งข้างถนนในพื้นที่ห่างไกล โดยแสร้งทำเป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์ โทรแจ้งตำรวจ นอกจากนี้ เมื่อตำรวจและอัยการเริ่มสงสัยและสืบสวนคดี ผู้ต้องหากลับไม่ยอมให้การที่เป็นประโยชน์ และยังเผาทำลายข้าวของของผู้เสียชีวิตเพื่อทำลายหลักฐาน พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการบิดเบือนค่านิยมและความไม่เห็นคุณค่าต่อชีวิตผู้อื่น อีกทั้งยังพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่ พูดแก้ตัวและหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ จึงขอให้ศาลพิจารณาโทษจำคุกผู้ต้องหาทั้ง 4 คนละ 1 ปี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายเว่ย (วงกลมสีแดง) เจ้าของฟาร์มใจดำขนแรงงานไทยที่ป่วยหนักไปทิ้งข้างถนนเป็นเหตุส่งรักษาช้าจนเสียชีวิต (ภาพจาก CTS)</p>
<p class="MsoNormal">2. ตำรวจเถาหยวนทลายผับจัดปาร์ตี้ยาผิดซ้ำซาก! คนคุมเป็นชาวเวียดนาม เครื่องดื่มผสมยาเสพติดมอมเมาเพื่อนร่วมชาติ ขึ้นป้ายห้ามคนไต้หวันเข้า</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เนื่องจากมีนิคมอุตสาหกรรมมากมาย นครเถาหยวนจึงมีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่มากที่สุดในไต้หวัน กล่าวคือมีจำนวนถึง 129,000 คน ครองสัดส่วน 15% ของยอดจำนวนแรงงานต่างชาติ 837,000 คน ปัญหาแรงงานต่างชาติหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยาเสพติดจึงรุนแรงกว่าพื้นที่อื่น ผับ บาร์และสถานบันเทิงที่ให้บริการแรงงานต่างชาติจึงพบเห็นได้โดยทั่วไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจทลายผับจัดปาร์ตี้ยา จับกุมคนคุมและแรงงานเวียดนามที่มาใช้บริการรวม 314 คน (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อค่ำคืนวันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา สถานีตำรวจเถาหยวนระดมกำลังเข้าตรวจค้นสถานบันเทิงแห่งหนึ่งที่เปิดให้บริการเฉพาะแรงงานต่างชาติ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแรงงานเวียดนาม ปรากฏว่าภายในผับฟุ้งไปด้วยกลิ่นยาเสพติด ตำรวจจับกุมนายเหงียน ซึ่งเป็นชาวเวียดนามและเป็นคนคุมผับพร้อมพนักงาน ขณะเดียวกันจับกุมแรงงานเวียดนามที่มาใช้บริการรวม 314 คน ในจำนวนนี้มี 4 คนเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ทั้งหมดถูกลำเลียงไปยังสถานีตำรวจเพื่อตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ส่วนแรงงานผิดกฎหมายจะถูกส่งกลับตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจทลายผับจัดปาร์ตี้ยา จับกุมคนคุมและแรงงานเวียดนามที่มาใช้บริการรวม 314 คน (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผับแห่งนี้เปิดให้บริการมานานกว่า 15 ปี ถูกจับกุมในคดีผิดกฎหมายมาแล้ว 3 ครั้ง ล่าสุดตำรวจยึดยาเสพติดชนิดใหม่จำนวนมาก พร้อมเงินสดที่ได้มาจากการกระทำผิดหลายแสนเหรียญ ผับแห่งนี้เปิดให้แรงงานต่างชาติเข้าใช้บริการได้เท่านั้นและห้ามคนไต้หวันเข้าไปภายใน โดยมีการลักลอบขายกาแฟและน้ำผลไม้ที่ผสมสารเสพติด ก่อนหน้านี้เมื่อ 2 ปีก็เคยถูกจับกุมในข้อหาเดียวกันมาแล้ว ในครั้งนั้นถูกสั่งปิดไประยะหนึ่ง เพราะพบแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายกว่า 40 คนและยึดยาเสพติดได้เช่นกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจทลายผับจัดปาร์ตี้ยา จับกุมคนคุมและแรงงานเวียดนามที่มาใช้บริการรวม 314 คน (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสหลายครั้งว่า ผับแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟเถาหยวน เป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพติดและแหล่งซ่อนตัวแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย ระหว่างการเข้าตรวจค้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากบุกเข้าไปถึงกับผงะ ลูกค้าที่เป็นแรงงานเวียดนามกำลังเต้นรำและดื่มสุราอย่างเมามัน เมื่อเจ้าหน้าที่ปิดเครื่องเสียงและสั่งให้ทุกคนหมอบลงกับพื้นถูกจับกุมทีละคน ระหว่างการตรวจค้นพบห้อง VIP ที่มีเสียงหัวเราะดังออกมาแต่ประตูถูกล็อก ตำรวจจึงใช้เครื่องมือพังประตูเข้าไป พบแรงงานชายหญิงหลายคนอยู่ในห้อง เมื่อเห็นตำรวจต่างตกใจแต่ไม่มีทางหนี จำต้องยอมให้ตรวจค้นโดยดี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ผับแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟเถาหยวน เป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพติดและแหล่งซ่อนตัวแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย (ภาพจาก LTN)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสอบสวนพบว่า นายเหงียนเป็นผู้รับผิดชอบบริหารสถานบันเทิงแห่งนี้ โดยเจาะกลุ่มลูกค้าแรงงานเวียดนามและขึ้นป้ายที่ร้านผับห้ามคนไต้หวันเข้าใช้บริการ พร้อมลักลอบขายน้ำผลไม้และกาแฟผสมยาเสพติดให้ลูกค้าเพื่อหวังโกยกำไร แม้ 2 ปีก่อนจะถูกจับดำเนินคดีมาแล้ว แต่ยังคงกระทำความผิดซ้ำอีก ชาวบ้านในพื้นที่รู้สึกเดือดร้อนและตั้งคำถามว่า ทำไมไม่มีการจัดสถานที่พักผ่อนที่ถูกกฎหมาย แต่กลับปล่อยให้แรงงานต่างชาติติดยาและเสี่ยงถูกส่งกลับประเทศ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจเถาหยวนแถลงว่า "ลดยาเสพติดหนึ่งส่วน เท่ากับเพิ่มสุขภาพหนึ่งส่วน" นอกจากจะเข้มงวดตรวจสถานบริการที่เป็นภัยต่อเยาวชนแล้ว ยังมุ่งมั่นสร้างความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัยให้กับชาวเมืองเถาหยวนและชาวต่างชาติที่ทำงานและพำนักอาศัย ลั่นพร้อมเดินหน้ากวาดล้างยาเสพติดและสืบสวนแหล่งที่มาเพื่อปกป้องชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน ให้สังคมปลอดภัยและสงบสุขต่อไป</p>
<p class="MsoNormal">3. จับสาวไทยรับจ้างขนกัญชามูลค่า 60 ล้านเข้าไต้หวัน คนเดียวเข็นกระเป๋าเดินทางใหญ่ถึง 2 ใบสะดุดตา ตำรวจมองก็รู้ว่าผิดปกติ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หญิงสาวชาวไทยรายหนึ่งอายุ 26 ปี ถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ลักลอบขนกัญชาน้ำหนักรวม 40.59 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 60 ล้านเหรียญ เพื่อแลกกับค่าจ้าง 110,000 บาท และที่พักฟรี แม้จะเป็นการพักระยะสั้น แต่เธอนำกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ติดตัวมาถึง 2 ใบ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจท่าอากาศยานและศุลกากรเกิดความสงสัยตั้งแต่แวบแรกที่เห็น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หญิงสาวชาวไทยอายุ 26 ปี ถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวัน รับจ้างขนกัญชาน้ำหนักรวม 40.59 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 60 ล้านเหรียญเข้าไต้หวันถูกจับ (ภาพจาก SETN)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบ พบภายในกระเป๋ายัดเต็มไปด้วยกัญชา ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดประเภทที่ 2 จำนวน 60 ห่อ น้ำหนักรวม 40.59 กิโลกรัม ประเมินมูลค่าในตลาดเกินกว่า 60 ล้านเหรียญไต้หวัน หญิงสาวชาวไทยรายนี้ยอมรับสารภาพว่ารับจ้างขนยาเสพติดจริง หลังสอบสวนเสร็จ เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หญิงไทยรับจ้างขนกัญชาเข้าไต้หวัน จำนวน 60 ห่อ ยัดเต็มกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 2 ใบ ถูกจับก่อนผ่านด่านตรวจ&nbsp;(ภาพจาก SETN)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองกำกับการตำรวจท่าอากาศยานเปิดเผยเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ โดยหญิงสาวชาวไทยรายนี้เดินทางจากกรุงเทพฯ เข้ามาในไต้หวันด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แต่พฤติกรรมไม่สอดคล้องกับนักท่องเที่ยวทั่วไป เนื่องจากเดินทางมาคนเดียวและพักอยู่เพียงไม่กี่วัน แต่กลับมีกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ติดตัวมาถึง 2 ใบ ซึ่งถือว่าแปลกผิดสังเกต ไม่ต้องนำกระเป๋าเข้าเครื่องเอกซเรย์ก็รู้ว่าผิดปกติ เมื่อสั่งให้เปิดออกมาดูก็พบกัญชาอบแห้งยัดเต็มกระเป๋าทั้ง 2 ใบ รวม 60 ห่อ น้ำหนักรวม 40.59 กิโลกรัม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หญิงสาวชาวไทยอายุ 26 ปี ถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวัน รับจ้างขนกัญชาน้ำหนักรวม 40.59 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 60 ล้านเหรียญเข้าไต้หวันถูกจับ (ภาพจาก SETN)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังถูกจับ หญิงสาวชาวไทยรายนี้ให้การสารภาพว่า เป็นเพราะต้องการค่าจ้าง 110,000 บาท พร้อมที่พักและเที่ยวฟรี จึงลักลอบขนกัญชาเข้าสู่ไต้หวัน แต่ไม่นึกว่ายังไม่ทันผ่านด่านตรวจก็ถูกจับเสียแล้ว ด้านตำรวจท่าอากาศยานเตือนว่า ข้อหาลำเลียงกัญชาซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 2 เข้าสู่ไต้หวัน ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 15 ปีขึ้นไปและปรับ 15 ล้านเหรียญไต้หวัน ดังนั้น อย่าเห็นแก่เงินแล้วทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพราะผลที่ตามมาหนักหนาสาหัสกว่าที่คิด</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หญิงสาวชาวไทยอายุ 26 ปี ถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวัน รับจ้างขนกัญชาน้ำหนักรวม 40.59 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 60 ล้านเหรียญเข้าไต้หวันถูกจับ (ภาพจาก SETN)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ไต้หวันจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดประเภทที่ 2 การลักลอบนำเช้า ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 15 ปีขึ้นไปและปรับ 15 ล้านเหรียญไต้หวัน (สื่อประชาสัมพันธ์จาก กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=81600</guid>
      <pubDate>Fri, 25 Jul 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250725_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36031680" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ศาลตัดสินจำคุกนายจ้างใจโหดพร้อมภรรยา 10 เดือนและ 8 เดือน คดีนำแรงงานไทยผิดกฎหมายป่วยหนักไปทิ้งข้างทางจนเสียชีวิต หลังชดใช้ทายาท 1 แสน</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/7/original/db46d2aa-923e-430a-b325-6cdf41cd9e91.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>30</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=81033</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ไต้หวันอนุมัติแผนดึงดูดนักธุรกิจไต้หวันกลับมาลงทุนที่บ้านเกิดฉบับใหม่! จ่ายค่าจ้างแรงงานไต้หวัน&nbsp;38,000 ขึ้นไป ให้สิทธิ์นำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มถึง 45%</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อดึงดูดนักธุรกิจไต้หวันกลับมาลงทุนที่บ้านเกิด กระทรวงเศรษฐกิจได้ผลักดัน "แผนต้อนรับนักธุรกิจไต้หวันกลับมาลงทุนที่บ้านเกิด" ตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว และเมื่อวัน 3 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาบริหารได้อนุมัติการขยายเวลาของแผนดึงดูดนักธุรกิจไต้หวันกลับมาลงทุนที่บ้านเกิดออกไปจนถึงปี 2570 พร้อมเพิ่มสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะในส่วนของการนำเข้าแรงงานต่างชาติ หากนายจ้างจ่ายค่าจ้างพนักงานชาวไต้หวันถึง 36,300 เหรียญไต้หวัน จะสามารถเพิ่มสัดส่วนนำเข้าแรงงานต่างชาติได้อีก 10% จากโควตาเดิมที่ได้รับอยู่แล้วตามการจัดสรรโควตาในอุตสาหกรรมที่ต้องทำงานหนัก สกปรกและอันตราย หรือที่เรียกว่ากิจการ 3K ซึ่งจัดสรรโควตาออกเป็น 5 ระดับ ตามประเภทกิจการ และระบบซื้อโควตาเพิ่มหรือที่เรียกว่าระบบ Extra หากผู้ประกอบการจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างชาวไต้หวันถึง 38,200 เหรียญไต้หวัน จะให้สิทธิ์นำเข้าแรงงานต่างชาติจากเดิมสูงสุด 40% เป็น 45% ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับค่าจ้างแรงงานท้องถิ่น ยังเป็นการทำลายเพดานโควตาการนำเข้าแรงงานต่างชาติเดิมที่ 40% กระทรวงแรงงานประเมินว่า มาตรการนี้ จะสามารถเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติได้อีก 2,800 คน อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานย้ำว่า มาตรการนี้ใช้เฉพาะกับ แผนการลงทุนของนักธุรกิจไต้หวันที่กลับมาลงทุนที่บ้านเกิดเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายแรงงานต่างชาติโดยรวม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ที่ประชุมสภาบริหารได้อนุมัติการขยายเวลาของแผนดึงดูดนักธุรกิจไต้หวันกลับมาลงทุนที่บ้าน จ่ายค่าจ้างแรงงานไต้หวัน&nbsp;38,000 ขึ้นไป ให้สิทธิ์นำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มถึง 45% (ภาพจากสภาบริหาร)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามมาตรการเดิมกำหนดว่า หากผู้ประกอบการจ้างพนักงานในประเทศโดยจ่ายค่าจ้าง 30,300 เหรียญไต้หวันขึ้นไป จะได้รับสิทธิ์ในการนำเข้าแรงงานต่างชาติล่วงหน้าและได้รับการยกเว้นตรวจสอบเป็นเวลา 1 ปี และสามารถเพิ่มสัดส่วนโควตาอีก 10% ตามระบบซื้อโควตาเพิ่มหรือระบบ EXTRA ส่วนแผนการลงทุนฉบับใหม่ระบุว่า หากจ่ายค่าจ้างแรงงานท้องถิ่นใหม่ถึง 36,300 เหรียญไต้หวัน จะมีสิทธิ์เพิ่มสัดส่วนโควตาการนำเข้าแรงงานต่างชาติได้อีก 10% และหากจ่ายค่าจ้างแรงงานไต้หวัน 38,200 เหรียญไต้หวันขึ้นไป มีสิทธิ์นำเข้าแรงงานต่างชาติโดยการทำลายเพดานสูงสุดที่ 40% เป็น 45%</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นักธุรกิจไต้หวันกลับมาลงทุนที่บ้าน หากจ่ายค่าจ้างแรงงานไต้หวัน&nbsp;38,000 ขึ้นไป ให้โควตานำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มถึง 45% </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานจัดสรรโควตาการนำเข้าแรงงานต่างชาติแก่สถานประกอบการในไต้หวัน โดยแบ่งประเภทอุตสาหกรรม &nbsp;นอกจากจะต้องมีคุณสมบัติสอดคล้องกับที่รัฐบาลกำหนด กล่าวคือจะต้องเป็นกิจการที่เป็นงานหนัก สกปรกและมีอันตราย หรือที่เรียกกันว่ากิจการ 3K แล้ว โดยแบ่งโควตาออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ร้อยละ10, 15,20,25และร้อยละ 35 ของยอดจำนวนแรงงานท้องถิ่นที่ว่าจ้าง ตามแต่ประเภทกิจการ หากเป็นกิจการที่เป็นงานหนัก สกปรกและอันตรายมากกว่า จะได้รับโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติมากขึ้นตามลำดับ แต่สัดส่วนการนำเข้าแรงงานต่างชาติดังกล่าว ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ประกอบการ รัฐบาลจึงหาวิธีการที่จะดึงดูดให้ผู้ประกอบการเพิ่มการลงทุนมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่ขณะเดียวกันก็สามารถป้องกันการว่าจ้างแรงงานต่างชาติเพียงเพื่อประหยัดต้นทุนด้านแรงงานเท่านั้น กระทรวงแรงงานไต้หวัน จึงประกาศมาตรการให้นายจ้างที่มีคุณสมบัติ สามารถจ่ายเงินซื้อโควตาแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นต่างหาก 5% 10% และ 15% จากโควตาเดิมที่ได้รับอยู่แล้ว โดยนายจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่น ซึ่งโควตาปกติ แต่ละเดือนต้องจ่ายคนละ 2,000 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คนอยู่แล้ว หากต้องการซื้อโควตาเพิ่ม 5%&nbsp; ต้องจ่ายเพิ่ม 3,000 เหรียญต่อคนต่อเดือน&nbsp; 10% จ่ายเพิ่ม 5000 เหรียญต่อคนต่อเดือน หากต้องการโควตาเพิ่มขึ้น&nbsp; 15% ก็ต้องจ่ายเพิ่ม 7,000 เหรียญไต้หวันต่อคนต่อเดือน หรือเท่ากับต้องจากเงินเข้ากองทุนฯ คนละ 9,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ตามแผนการดึงดูดการลงทุนฉบับใหม่ หากสอดคล้องกับเงื่อนไขกำหนด นายจ้างจะได้รับสิทธิ์นำเข้าแรงงานต่างชาติในโควตาสูงขึ้น ขณะเดียวกันนายจ้างที่ได้รับโควตาเพิ่มจาก 30% เป็น 40% หรือจาก 40% เป็น 45% นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนความมั่นคงในการทำงานสูงถึงเดือนละ 11,000 เหรียญไต้หวันต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานฟิลิปปินส์ในโรงงานผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายซูอวี้กั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงานกล่าวว่า &nbsp;ปัจจุบันมีโรงงานในภาคการผลิตที่ยื่นขอใช้แรงงานต่างชาติประมาณ 45,000 แห่ง มีผู้ยื่นขอเข้าร่วมแผนส่งเสริมนักธุรกิจไต้หวันกลับมาลงทุนที่บ้านเกิดทั้งหมด 335 ราย กระทรวงแรงงานได้ช่วยเหลือในการรับสมัครพนักงานชาวไต้หวันเพิ่มขึ้น 4,900 คน และอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มในโควตาพิเศษ 5,700 คน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายซูอวี้กั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">2. กระทรวงแรงงานเล็งผ่อนปรนโควตาการจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ คาดจำนวนจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว ณ 31 พ.ค. อนุมัติแล้ว 48,160 คน เป็นแรงงานไทย 3,564 คน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม มีรายงานว่ากระทรวงแรงงานไต้หวันกำลังพิจารณาผ่อนปรนเพดานโควตาแรงงานกึ่งฝีมือให้สูงขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 25% ของโควตาแรงงานต่างชาติทั้งหมด แต่ยังคงข้อกำหนดให้แรงงานต่างชาติทั่วไป แรงงานกึ่งฝีมือและผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติรวมกันต้องไม่เกิน 50% ของพนักงานท้องถิ่นในสถานประกอบการ ซึ่งมาตรการนี้ คาดว่าจะช่วยให้ยอดจำนวนแรงงานกึ่งฝีมือที่ได้รับการว่าจ้างอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ยอดจำนวนแรงงานกึ่งฝีมือที่ได้รับอนุญาต ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 ข้อมูลจากระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามข้อกำหนดของโครงการให้แรงงานต่างชาติที่ทำงานดีมีทักษะฝีมือสามารถอยู่ทำงานในไต้หวันระยะยาว หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ ในปัจจุบัน นายจ้างสามารถว่าจ้างหรือยกระดับแรงงานต่างชาติทั่วไปของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้ในสัดส่วนไม่เกิน 25% ของโควตาแรงงานต่างชาติที่ได้รับอนุญาตทั้งหมด และยอดจำนวนแรงงานต่างชาติทั้งหมด ซึ่งรวมแรงงานต่างชาติทั่วไป แรงงานกึ่งฝีมือและผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 50% ของยอดจำนวนแรงงานท้องถิ่นในบริษัท</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายวีรพันธ์ เสนาะพิน แรงงานไทยจากนครปฐม ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ (ภาพจากศูนย์จัดหางานหูเหว่ย &nbsp;เมืองหยุนหลิน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากนายจ้างมีแรงงานต่างชาติที่ทำงานกับตนมายาวนานจำนวน 4 คน สามารถยกระดับสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้เพียง 1 คนเท่านั้น ทำให้นายจ้างจำนวนมากร้องเรียนว่าโควตาไม่เพียงพอ สภาอุตสาหกรรมไต้หวัน ได้เรียกร้องหลายครั้งให้ยกเลิกเพดาน 25% เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานกึ่งฝีมือมาทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน กระทรวงเศรษฐการและคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติก็สนับสนุนให้ยกเลิกเพดานนี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากกระทรวงแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานกึ่งฝีมือชาวฟิลิปปินส์ที่โรงงานในจางฮั่ว (ภาพจาก newstaiwan.net)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลที่ได้รับ กระทรวงแรงงานมีแนวโน้มจะยกเลิกเพดาน 25% ตามคำเรียกร้อง เนื่องจากต้องการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจในไต้หวันสามารถฝึกฝนแรงงานต่างชาติที่ทำงานดี มีทักษะให้สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันโดยไม่ถูกจำกัดระยะเวลาการทำงาน 12/14 ปี เหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไป ป้องกันแรงงานเหล่านี้ ย้ายไปทำงานยังประเทศคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานกังวลว่า หากเปิดมากเกินไป อาจมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มแรงงานในประเทศ แต่หากเปิดน้อยเกินไป นายจ้างจะมองว่าไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา ปัจจุบันกระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าโควตา 25% ในธุรกิจกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ถูกใช้เต็มแล้วหรือไม่ รวมถึงประเมินความต้องการที่แท้จริงของแรงงานกึ่งฝีมือในภาคอุตสาหกรรม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยที่ไทจง นายจ้างส่งเข้ารับการฝึกอบรมและทดสอบหลักสูตรขับรถยก</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่กระทรวงเศรษฐการเปิดเผยว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมากมีแรงงานต่างชาติไม่มากนัก ดังนั้นเมื่อจำกัดไว้ที่ 25% ทำให้ได้รับโควตาว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือน้อยมาก เช่นมีนายจ้างรายหนึ่งว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 5 คนที่ทำงานมานานกว่า 6 ปีแล้ว แต่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้เพียงคนเดียว ทำให้นายจ้างรายนี้ลำบากใจมาก มีรายงานว่า กระทรวงแรงงานยินดีพิจารณาขยายเพดาน 25% ใหม่ และอาจยกเลิกเพดานดังกล่าวในที่สุด แต่ยังต้องรอการตัดสินใจขั้นสุดท้าย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ล่ามกำลังอธิบายให้แรงงานไทยในไทจงที่นายจ้างส่งเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรขับรถยกและควบคุมเครนรางเลื่อนไฟฟ้า</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อแก้ไขภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะระดับช่างเทคนิค กระทรวงแรงงานไต้หวันผลักดันโครงการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือและได้รับค่าจ้างตามกำหนด สามารถยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือและอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปได้ในสถานะแรงงานกึ่งฝีมือ มาตั้งแต่ 30 เมษายน 2565</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับคุณสมบัติของแรงงานกึ่งฝีมือ มี 4 เงื่อนไข ได้แก่ ทำงานในไต้หวันติดต่อกันครบ 6 ปีขึ้นไป หรือทำงานไม่ต่อเนื่องแต่มีอายุงานรวมสะสมครบ 11 ปี 6 เดือนขึ้นไป หรือแรงงานเก่าที่เคยทำงานในไต้หวันครบ 11 ปี 6 เดือนและเดินทางกลับประเทศแล้ว รวมถึงนักศึกษาต่างชาติที่จบการศึกษาในไต้หวันระดับอนุปริญญาขึ้นไป หากนายจ้างจ่ายค่าจ้างตามกำหนดและมีทักษะฝีมือตามเกณฑ์ นายจ้างสามารถยื่นขอว่าจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้ โดยทำสัญญาครั้งละ 3 ปี เมื่อครบกำหนดสามารถต่อสัญญาใหม่ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดระยะเวลาการทำงาน 12 /14 ปี เหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไป จะได้รับเงินบำเหน็จและเงินบำนาญเหมือนแรงงานท้องถิ่น แต่เป็นระบบเก่า เมื่ออยู่ทำงานในไต้หวันครบ 5 ปี มีสิทธิ์ยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวร ในส่วนผลดีของนายจ้าง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ไม่ต้องชำระเงินสมทบเข้ากองทุนความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่นเหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไปที่นายจ้างต้องจ่ายเดือนละ 2,000-3,000 เหรียญต่อคน นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติคนใหม่มาทดแทนโควตาแรงงานต่างชาติทั่วไปที่ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว ช่วยให้นายจ้างมีความยืดหยุ่นในการว่าจ้างแรงงานมากขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติคาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 ตลาดแรงงานไต้หวันจะขาดแคลนแรงงานประมาณ 480,000 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่มีทักษะสูงหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 120,000 คน แรงงานกึ่งฝีมือขาดแคลนจำนวน 180,000 คนและแรงงานไร้ฝีมือขาดแคลน 180,000 คนเช่นกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2568 กระทรวงแรงงานไต้หวันอนุมัติให้นายจ้างว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 48,160 คน ในจำนวนนี้ 60.58% หรือ 29,174 คนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือในภาคสวัสดิการสังคม ส่วนที่เป็นแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิต 18,986 คน คิดเป็น 39.42% และในจำนวนแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิต เป็นแรงงานไทย 3,564 คน ครองสัดส่วนแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิต 18.77%</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากสิทธิประโยชน์สำหรับนักธุรกิจไต้หวันที่กลับมาลงทุนที่บ้านเกิดแล้ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติยังกล่าวว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในลักษณะเดียวกันแก่โรงงานอื่นที่ไม่ใช่นักธุรกิจไต้หวันจากต่างประเทศ หากยินดีปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่แรงงานไต้หวัน ก็สามารถขอเพิ่มสัดส่วนโควตาการนำเข้าแรงงานต่างชาติได้เช่นกัน</p>
<p class="MsoNormal">3. ชาวเน็ตไต้หวันแห่ชื่นชม! 11 แรงงานไทยโรงงานผลิตนอตช่วยเกษตรกรไถหนานเก็บส้มโอที่ถูกไต้ฝุ่นถล่มร่วงหล่นเต็มสวน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พื้นที่เขตหมาโต้ว นครไถหนานเป็นแหล่งผลิตส้มโอรสเลิศที่สำคัญของไต้หวัน แต่หลังจากถูกพายุไต้ฝุ่นดานัสพัดถล่ม ชาวสวนกล่าวว่า ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นครั้งนี้อย่างยับเยิน พืชผลกว่า 90% เสียหายไปในชั่วข้ามคืน มูลค่าความเสียหายของเกษตรกรแต่ละรายหลายล้านเหรียญ ไม่เพียงแต่เก็บเกี่ยวไม่ได้ แม้แต่การเก็บกวาดผลไม้ที่ตกหล่นก็กลายเป็นงานที่เหนื่อยล้าอย่างมาก ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงมีประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าไปในพื้นที่ประสบภัยช่วยเก็บกวาดผลไม้ที่ตกหล่นจากการพัดถล่มของพายุ และที่น่าประทับใจคือมีแรงงานไทยจำนวน 11 คนพร้อมนายจ้าง ได้อาสาเข้าร่วมช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อลดภาระให้กับผู้ประสบภัย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"> แรงงานไทยจากบริษัทเซิ่งไท่ หรือ&nbsp;CLC Industrial ช่วยเกษตรกรไถหนานเก็บส้มโอที่ถูกไต้ฝุ่นถล่มร่วงหล่นเต็มสวน (ภาพจาก CLC Industrial)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานไทยกลุ่มนี้มาจากบริษัทเซิ่งไท่ หรือ CLC Industrial Co., Ltd. (聖泰工業股份有限公司) โรงงานผลิตนอตชื่อดังในนครไถหนาน นายเฉินหย่งเหอ (陳永和) ผู้เป็นนายจ้างกล่าวว่า ไต้ฝุ่นสร้างความเสียหายแก่ภาคใต้หนักมาก หนักจริง ๆ ส้มโอที่ยังไม่โตเต็มที่จำนวนมหาศาลถูกพายุพัดหล่นเกลื่อนพื้น เขาจึงสอบถามความสมัครใจของแรงงานไทย ปรากฏว่าทุกคนยินดีรับอาสาช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนทันที ดังนั้น เมื่อวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา แรงงานไทยในโรงงานจำนวน 11 คน สวมเสื้อสีเหลืองที่พวกเขาออกแบบเอง มือถือถุงสีขาวเก็บผลส้มโอทีละลูกอย่างขะมักเขม้น ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ใช้แรงของตนเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ประสบภัย เสร็จจากพื้นที่หนึ่งแล้วก็รีบไปยังพื้นที่ถัดไป ตะกร้าหลายใบถูกบรรจุจนเต็ม แล้วใช้รถเข็นขนย้ายมากองรวมกันจนกลายเป็นกองภูเขาเล็ก ๆ นายจ้างรายนี้กล่าวขอบคุณแรงงานไทยของตนว่า น้อง ๆ คนไทยกลุ่มนี้ ไม่เพียงแต่ทำงานขยันให้ความร่วมมือ พอรู้ว่าชาวสวนต้องการความช่วยเหลือ เพราะไต้ฝุ่นทำส้มโอตกหล่น พวกเขาก็ยินดีรับอาสามาช่วย น่าชื่นชมจริง ๆ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยจากบริษัทเซิ่งไท่ หรือ&nbsp;CLC Industrial ช่วยเกษตรกรไถหนานเก็บส้มโอที่ถูกไต้ฝุ่นถล่มร่วงหล่นเต็มสวน (ภาพจาก CLC Industrial)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานไทยทั้ง 11 คนนี้ ก่อนมาทำงานที่ไต้หวันเคยทำเกษตรที่บ้านเกิดมาก่อน ปัจจุบันทำงานในโรงงานนอตและสกรูที่ไถหนาน เมื่อได้ยินว่าชาวสวนในเขตพื้นที่เดียวกันกำลังเดือดร้อนและต้องการคนช่วยเหลือ พวกเขาจึงใช้วันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ท่ามกลางแดดร้อนแรง ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย และยังโพสต์ภาพกิจกรรมลงเฟซบุ๊ก เพื่อแบ่งปันความสุขในการช่วยเหลือกับครอบครัวที่อยู่ห่างไกลในไทย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยจากบริษัทเซิ่งไท่ หรือ&nbsp;CLC Industrial ช่วยเกษตรกรไถหนานเก็บส้มโอที่ถูกไต้ฝุ่นถล่มร่วงหล่นเต็มสวน (ภาพจาก CLC Industrial)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ แรงงานไทยและประชาชนที่มาช่วยต่างกล่าวให้กำลังใจแก่เกษตรกรผู้ประสบภัยพร้อมกันว่า ไต้หวันสู้ ๆ! ส่วนชาวสวนที่ได้รับความช่วยเหลือกล่าวอย่างซาบซึ้งว่า ทุกคนลำบากมาก ขอบคุณจริง ๆ ที่มาช่วยกัน ขอบคุณมาก ๆ เลย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายเฉิน หย่งเหอ (คนสวมแว่นตาด้านซ้ายมือ) ออกค่าใช้จ่ายให้คนงานไทยทำอาหารแบบไทย ๆ กินเลี้ยงกันทั้งโรงงานเป็นประจำ บรรยากาศในโรงงานอบอุ่นเสมือนครอบครัวใหญ่ (ภาพจากคุณวงศ์วีระ)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อทีวีไต้หวันเผยแพร่ภาพและข่าวแรงงานไทยมีน้ำใจช่วยเกษตรกรผู้ประสบภัยเก็บผลส้มโอที่ร่วงหล่นจากการพัดถล่มของพายุไต้ฝุ่น มีชาวเน็ตไต้หวันมาโพสต์ข้อความแสดงความชื่นชมและขอบคุณแรงงานไทยเป็นจำนวนมาก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายเฉิน หย่งเหอ (คนกลาง) นอกจากจ่ายเงินโบนัสรายเดือนและโบนัสตรุษจีนทุกปีแล้ว ยังจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ให้แรงงานไทยกลับบ้านเยี่ยมครอบครัวทุกปี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พูดถึงบริษัทเซิ่งไท่ หรือ CLC Industrial Co., Ltd.ในนครไถหนาน ปัจจุบันว่าจ้างแรงงานไทย 11 คน และพนักงานท้องถิ่นอีกกว่า 30 คน ในรายการของเราเคยนำเสนอข่าวก่อนหน้านี้ว่า เป็นโรงงานผลิตนอตที่จ้างแรงงานไทยเพียงชาติเดียวมาเป็นเวลากว่า 30 ปี นายจ้างใจดีมาก เป็นกันเอง ในวันหยุดหรือวันฉลองเทศกาลสำคัญของไทยและไต้หวัน จะออกค่าใช้จ่ายให้คนงานไทยซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแบบไทย ๆ กินเลี้ยงกันประมาณเดือนละครั้ง พนักงานท้องถิ่นทุกคนรวมทั้งเถ้าแก่และสมาชิกในครอบครัวต่างก็ชอบกินอาหารไทย ทั้งโรงงานเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น ลูกจ้างทุกคนทำงานอย่างขยันขันแข็ง สามัคคี และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันพี่น้อง ทำให้โรงงานแห่งนี้คล้ายเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ไม่มีการแบ่งว่าเป็นพนักงานท้องถิ่นหรือแรงงานต่างชาติ และที่น่าสนใจคือ ไม่ว่าจะแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานไทย จะได้รับสวัสดิการเท่ากันหมด โดยก่อนตรุษจีนทุกปี นอกจากแจกเงินโบนัสปลายปีแล้ว เถ้าแก่จะถามแรงงานไทยว่า จะกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวไหม? ใครกลับบ้านจะออกค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับให้ หรือพาไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ปีที่ผ่านมานี้ เถ้าแก่ไม่ถามอีกต่อไป ใช้วิธีจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับให้แรงงานไทยที่ประสงค์จะกลับบ้านไปพักร้อนหรือเยี่ยมญาติ ส่วนใครที่เพิ่งกลับบ้านมา มีโครงการไปเที่ยวประเทศไหนก็ตาม เถ้าแก่จะออกค่าใช้จ่ายให้ทุกคน สำหรับแรงงานไทย ซึ่งปัจจุบันมี 11 คน ปีนี้กลับบ้านไปพักร้อน 6 คน ที่เหลือเลือกไปเที่ยวประเทศอื่น โดยเถ้าแก่ออกค่าเดินทางให้ทั้งหมด ความเอาใจใส่ต่อลูกน้องไม่ว่าจะแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานไทยของเถ้าแก่รายนี้ ถูกสื่อไต้หวันรายงานเป็นข่าว ชาวเน็ตกว่า 4,000 รายแห่กดไลค์กดแชร์ และคอมเมนต์แสดงความชื่นชมว่า เถ้าแก่ใจพระ บางรายถามว่า ที่โรงงานยังขาดคนงานอีกไหม?</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=81033</guid>
      <pubDate>Fri, 18 Jul 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250718_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36026880" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;">1. ไต้หวันอนุมัติแผนดึงดูดนักธุรกิจไต้หวันกลับมาลงทุนที่บ้านเกิดฉบับใหม่! จ่ายค่าจ้างแรงงานไต้หวัน&nbsp;</span></b><b><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt;">38,000 </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;">ขึ้นไป ให้สิทธิ์นำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มถึง </span></b><b><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt;">45%<o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/7/original/658adb8f-1344-4ea8-a6fc-d1f2c4d2c67d.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>29</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=80486</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ส.ส. ไต้หวันชี้ ระบบการจ้างแรงงานกึ่งฝีมือปัญหาเยอะ เรียกร้องยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาทำงานในไต้หวันและทำให้ระบบโปร่งใส&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ก่อนหน้านี้ มีกลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาการทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติ ซึ่งกฎหมายการจ้างงานมาตรา 52 กำหนดว่า แรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันได้รวมสะสมแล้วห้ามเกิน 12 ปีสำหรับแรงงานภาคการผลิต และ 14 ปี สำหรับแรงงานภาคสวัสดิการสังคม นอกจากนี้ ยังเรียกร้องปรับปรุงระบบแรงงานกึ่งฝีมือให้สามารถอยู่ทำงานระยะยาวได้อย่างแท้จริง สมาชิกสภานิติบัญญัติ ได้นำข้อเรียกร้องดังกล่าวตั้งกระทู้มาถามในที่ประชุมสภาฯ พร้อมระบุว่า หากรัฐบาลต้องการสร้างระบบบำนาญอย่างยั่งยืน ก็ควรเห็นความสำคัญของแรงงานต่างชาติที่มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจของไต้หวันด้วย ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ขณะนี้กำลังวางแผนเพิ่มจุดบริการการจ้างตรง และผสานเข้ากับศูนย์จัดหางานรัฐ เพื่อเสริมบทบาทและความรับผิดชอบของภาครัฐในกระบวนการจ้างงานแรงงานต่างชาติมากขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาการทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติ &nbsp;(ภาพจาก FB : SBIPT)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เฉินเจาจือ (陳昭姿) สมาชิกสภานิติบัญญัติสังกัดพรรค TPP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมาธิการแรงงาน สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของสภานิติบัญญัติ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติ อย่าง สหภาพแรงงานผู้ดูแลคนสูงอายุแห่งไต้หวัน (SBIPT) ได้รวมตัวกันที่หน้ากระทรวงแรงงาน ยื่นข้อเรียกร้องว่า กฎหมายการจ้างงานที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2535 ยังคงมีข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรม เช่น การจำกัดระยะเวลาการทำงานของแรงงานต่างชาติรวมสะสมแล้วไม่เกิน 12 ปี แม้ว่าผู้อนุบาลจะสามารถขยายได้ถึง 14 ปีหากเข้าเงื่อนไข แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ดี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เฉินเจาจือ (陳昭姿) สมาชิกสภานิติบัญญัติสังกัดพรรค TPP (Cr: udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้กระทรวงแรงงานจะเปิดตัวโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ เพื่อให้แรงงานต่างชาติที่ทำงานดีมีทักษะ สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปได้ แต่เนื่องจากการจัดสรรโควตาและการพิจารณาอยู่ในมือของนายจ้าง รวมถึงมีเงื่อนไขที่เปิดช่องให้บริษัทจัดหางานแสวงหาผลประโยชน์ได้ ทำให้แรงงานต่างชาติที่ต้องการอยู่ต่อในไต้หวันต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น เช่น บางคนต้องยอมเซ็นสัญญาจ้างงานที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ยอมรับค่าจ้างต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด มีจำนวนมากที่นายจ้างต้องการจะยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ต้องลาออกเดินทางกลับบ้านอย่างน้อย 3 เดือน จากนั้นค่อยเสียค่าหัวคิวรอบใหม่ เพื่อกลับเข้ามาทำงานต่อในฐานะแรงงานกึ่งฝีมือ หรือในกรณีของผู้อนุบาลที่เข้าถึงข้อมูลได้น้อย ก็ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่อ้างจัดการเอกสารการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ โดยหลอกให้เสียเงินหลายหมื่น เพื่อขอใบรับรองที่ความจริงแล้ว สามารถขอได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาการทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติ &nbsp;(ภาพจาก FB : SBIPT)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ นายจ้างจำนวนไม่น้อยที่ประสงค์จะจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ แต่บริษัทจัดหางานไม่ให้ความร่วมมืออย่างกระตือรือร้น เนื่องจากกฎหมายไม่อนุญาตให้บริษัทจัดหางานเก็บค่าบริการรายเดือนได้ อนุญาตให้เก็บค่าบริการเป็นรายปีได้เพียงปีละ 2,000 เหรียญ ดังนั้น แรงงานต่างชาติจำนวนหนึ่งที่ทำงานครบสัญญา ต้องเดินทางกลับประเทศ เพราะบริษัทจัดหางานในไต้หวันไม่ให้ความร่วมมือในการทำเรื่อง เนื่องจากไม่ได้ผลประโยชน์จากการเก็บค่าบริการรายเดือน และระบบการจ้างงานในปัจจุบัน ยังมีขั้นตอนทางธุรการที่ซับซ้อนและไม่เปิดโอกาสให้แรงงานมีส่วนร่วม ทำให้แรงงานกลายเป็นผู้เสียประโยชน์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาการทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติ &nbsp;(ภาพจาก FB : SBIPT)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส.ส. ผู้นี้เสนอข้อเรียกร้องแทนแรงงาน 3 ข้อ ได้แก่ :</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1) ยกเลิกการจำกัดระยะเวลาการทำงาน 12 ปีของแรงงานต่างชาติ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2) ปรับปรุงระบบการจ้างแรงงานกึ่งฝีมือให้โปร่งใสและเป็นธรรมยิ่งขึ้น </p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3) ยกเลิกระบบการจัดส่งแรงงานต่างชาติผ่านบริษัทจัดหางาน เปลี่ยนเป็นระบบการจัดส่งโดยรัฐหรือจ้างตรง พร้อมระบุว่า ปัจจุบันภาระในการดูแลผู้ป่วยหรือคนสูงอายุของหลายครอบครัวเพิ่มขึ้น แต่ระบบยังไม่สามารถให้การสนับสนุนเพียงพอ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับนายจ้างตึงเครียด หากรัฐบาลต้องการเห็นระบบเกษียณอายุที่ยั่งยืนและครอบคลุม ก็ควรให้ความสำคัญกับแรงงานต่างชาติที่มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจและสังคมของไต้หวันด้วย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาการทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติ &nbsp;(ภาพจาก Rti)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ระบบที่เกี่ยวข้องยังต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยกระทรวงแรงงานจะดำเนินการปรับปรุงในหลายด้าน เช่น ให้การคุ้มครองสิทธิของแรงงานต่างชาติและแรงงานกึ่งฝีมืออย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เสริมสร้างบทบาทของรัฐบาลในกระบวนการจ้างงานแรงงานต่างชาติ เพื่อให้แรงงานและนายจ้างไม่จำเป็นต้องผ่านการจัดส่งของบริษัทจัดหางานเสมอไป ต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มแรงงาน กระทรวงแรงงานชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2565 ได้ผลักดันโครงการกึ่งฝีมือ เพื่อส่งเสริมแรงงานต่างชาติที่ทำงานดีและมีทักษะสามารถอยู่ทำงานระยะยาว ณ สิ้นเดือนเมษายนปีนี้ มีแรงงานต่างชาติได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้วกว่า 46,000 คน กระทรวงแรงงานจะมีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง และค่อย ๆ เสริมสร้างบทบาทของรัฐบาลและปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตรและยั่งยืนมากขึ้น และหากนายจ้างฝ่าฝืนสัญญาหรือจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าในสัญญา แรงงานสามารถโทรแจ้งสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 และในขั้นตอนการพิจารณาต่อสัญญา ระบบจะมีการตรวจสอบข้อมูลค่าจ้าง หากพบว่ามีการละเมิดสัญญา จะสั่งให้จ่ายย้อนหลังและจำกัดสิทธิ์ในการจ้างแรงงานต่างชาติอีกต่อไป พร้อมช่วยเหลือแรงงานในการเปลี่ยนนายจ้างใหม่</p>
<p class="MsoNormal">2. แรงงานต่างชาติโอนเงินกลับบ้านผ่านแอป 84,200 ล้านเหรียญในปี 67 ทำสถิติสูงสุดทั้งมูลค่าและจำนวนรายการ ไต้หวันอนุมัติแอปโอนเงินรายที่ 5</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบัน ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันมีมากกว่า 830,000 คน ส่งผลให้มีความต้องการโอนเงินกลับประเทศอย่างมหาศาล โดยข้อมูลจากคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (FSC) ระบุว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา มีการโอนเงินก้อนเล็กจากไต้หวันไปยังประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 84,200 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 33.7% จากปีก่อน และมีจำนวนรายการรวม 8.94 ล้านรายการ เพิ่มขึ้น 46.9% ทั้งสองตัวเลขนับเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ล่าสุดมีบริษัทรายที่ 5 ได้รับอนุมัติดำเนินธุรกิจโอนเงินสำหรับแรงงานต่างชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (FSC) ประกาศเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. นี้ อนุญาตให้บริษัท Remitech Finance International Co., Ltd. เปิดให้บริการโอนเงินก้อนเล็กผ่านแอปสำหรับแรงงานต่างชาติ เพื่อให้แรงงานต่างชาติมีโอกาสเลือกใช้บริการมากขึ้น FSC ระบุว่า Remitech Finance International เป็นบริษัทรายที่ 5 ที่ได้รับอนุญาตต่อจาก Qpay, Digital Idea, Thaimoney และ May God โดยในจำนวนนี้มีเพียง Qpay และ Thaimoney เปิดให้บริการโอนเงินผ่านแอปแก่แรงงานไทย May God อยู่ระหว่างเตรียมการให้บริการแรงงานไทย ส่วนบริษัทใหม่ เบื้องต้นจะให้บริการสำหรับแรงงานฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายรายที่อยู่ระหว่างยื่นขอ ส่งผลให้การโอนเงินกลับบ้านของแรงงานต่างชาติในปัจจุบันสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ในปี 2567 ที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติในไต้หวันซึ่งมีจำนวนกว่า 830,000 คน โอนเงินกลับบ้านผ่านแอปผู้ให้บริการสูงถึง 84,200 ล้านเหรียญไต้หวัน&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินเปิดเผยข้อมูลในปี 2567 ที่ผ่านมา 4 บริษัทที่ให้บริการไปแล้ว ดำเนินการโอนเงินผ่านแอปรวม 8.94 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 84,200 ล้านเหรียญไต้หวัน เฉลี่ยรายการละประมาณ 9,400 เหรียญไต้หวัน สำหรับในไตรมาสแรกของปี 2568 ยังเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายการโอนเงิน 2.78 ล้านรายการ เพิ่มขึ้น 31.4% และมูลค่ารวม 26,800 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 32.4% เฉลี่ยรายการละ 9,600 เหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">การโอนเงินกลับบ้านของแรงงานต่างชาติในปัจจุบันง่ายมาก เพียงสมัครและลงแอปผู้ให้บริการ กรอกจำนวนเงินที่จะโอนและบัญชีปลายทาง นำบาร์โค้ดในมือถือไปสแกนที่ร้านสะดวกซื้อ จ่ายเงิน แค่นี้จบ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นางสาวเซี่ยงสูเหวิน หัวหน้าฝ่ายระบบชำระเงินและธุรกรรมหลักทรัพย์ของ FSC อธิบายว่า บริษัทที่ได้รับอนุญาตสามารถใช้แอปตรวจสอบบัตรถิ่นที่อยู่หรือบัตร ARC ของแรงงานต่างชาติได้โดยไม่ต้องให้ลูกค้าไปที่เคาน์เตอร์ธนาคาร โดยแรงงานต่างชาติสามารถทำรายการโอนเงินผ่านแอปของผู้ให้บริการ เมื่อไปจ่ายเงินที่ร้านสะดวกซื้อแล้ว ระบบจะโอนเงินกลับประเทศได้โดยตรงทันทีผ่านธนาคารคู่ค้าในประเทศปลายทาง ทำให้การโอนเงินรวดเร็วไม่ต้องรอเหมือนการโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">Qpay 1 ใน 2 ผู้ให้บริการโอนเงินกลับประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (ภาพจาก FB : Qpay)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม การโอนเงินผ่านแอปดังกล่าวจะเป็นแบบทางเดียวเท่านั้น คือจากไต้หวันไปยังประเทศปลายทาง และมีการจำกัดจำนวนเงิน โดยกำหนดให้แต่ละรายการไม่เกิน 30,000 เหรียญไต้หวัน จำกัดเดือนละไม่เกิน 50,000 เหรียญ และรวมทั้งปีไม่เกิน 500,000 เหรียญ หากแรงงานต้องการโอนเกินจำนวนดังกล่าว จะต้องใช้บริการผ่านแอปของหลายบริษัท</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ThaiMoney&nbsp;1 ใน 2 ผู้ให้บริการโอนเงินกลับประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (ภาพจาก FB : ThaiMoney)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้สื่อข่าวถามว่า จุดประสงค์หนึ่งของการเปิดให้บริษัทเอกชนให้บริการโอนเงินคือเพื่อลดภาระค่าธรรมเนียมจากธนาคาร แล้วค่าบริการของบริษัทเอกชนเหล่านี้ช่วยประหยัดได้จริงหรือไม่?</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นางสาวเซี่ยงสูเหวิน ตอบว่า ธนาคารโดยทั่วไปคิดค่าธรรมเนียม 400&ndash;1,300 เหรียญต่อรายการ แต่บริษัทที่ได้รับอนุญาต 4 รายแรก จะเก็บไม่เกิน 300 เหรียญต่อรายการ และมักจัดโปรโมชันพิเศษดึงดูดลูกค้า เช่น แจกแต้มสะสมหรือสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพื่อช่วยลดค่าธรรมเนียมในการโอน ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมจะปรับตามความสัมพันธ์กับลูกค้าแรงงานต่างชาติ แต่โดยทั่วไปแล้วจะต่ำกว่า 300 เหรียญแน่นอน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหลินจื้อจี๋ ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการ FSC ระบุว่า ปัจจุบันไต้หวันมีแรงงานต่างชาติประมาณ 830,000 คน โดยมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,000&ndash;30,000 เหรียญ หากทุกคนโอนเงินกลับบ้านเดือนละ 10,000 เหรียญ จะรวมเป็นเงินถึง 8,300 ล้านต่อเดือน หรือมากกว่า 85,000 ล้านต่อปี ซึ่งยอดโอนปีที่แล้วถือเป็นระดับพื้นฐานเท่านั้น แนวโน้มในอนาคตมีแต่จะเพิ่มขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน เตือนแรงงานต่างชาติโอนเงินกลับบ้านต้องผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม ยอดจำนวนเงินที่อนุญาตให้โอนกลับประเทศข้างต้น จำกัดเฉพาะบริษัทรับโอนเงินก้อนเล็กสำหรับแรงงานต่างชาติที่โอนผ่านแอปเท่านั้น ยังไม่รวมการไปโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ซึ่งสามารถโอนได้เช่นกันและไม่นับรวมยอดจำนวนเงินที่อนุญาตให้โอนกลับประเทศผ่านแอปพลิเคชัน เพียงแต่ว่าการโอนในจำนวนที่มากกว่ารายได้ ธนาคารจะให้แสดงหลักฐานแหล่งที่มาของเงิน เช่นเงินชดเชยจากกองทุนประกันภัยแรงงาน เงินโบนัสจากนายจ้างหรือหลักฐานแสดงการทำโอทีในเดือนนั้น ๆ เนื่องจากการไปโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบธนาคารและกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน</p>
<p class="MsoNormal">3. ตำรวจไทจงทลายเครือข่ายค้ากามข้ามชาติ! สาวประเภทสองชาวไทยรับแขกวันละ 20 ราย ติดต่อกัน 7 วัน ลูกค้านับร้อยแต่ไม่มีใครรู้ว่าเธอคือชายแปลงเพศ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถานีตำรวจไทจง บุกจับเครือข่ายค้าประเวณีข้ามชาติในอาคารแห่งหนึ่งย่านใจกลางเมือง นครไทจง จับหญิงค้าประเวณีได้ทั้งหมด 7 คน ในจำนวนนี้เป็นหญิงชาวไทย 6 คน และระหว่างการจับกุม ตำรวจพบหญิงชาวไทยรูปร่างเซ็กซี่คนหนึ่ง ถือหนังสือเดินทางระบุว่าเป็นเพศชาย จากการตรวจสอบพบว่าเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศที่ประเทศไทย และเดินทางมาไต้หวันเพื่อค้าประเวณี รับแขกวันละ 20 รายตลอด 7 วัน รวมลูกค้ามากกว่าร้อยคน แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเธอคือชายที่ผ่าตัดแปลงเพศเป็นหญิง จนกระทั่งตำรวจบุกเข้าไปตรวจค้น จึงมีการเปิดเผยข้อมูล ทำให้ลูกค้าชายที่เกี่ยวข้องถึงกับตกตะลึง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หญิงชาวไทยรูปร่างเซ็กซี่ (ซ้าย) ค้าประเวณีถูกจับ ลูกค้านับร้อยแต่ไม่มีใครรู้ เธอคือชายที่ผ่าตัดแปลงเพศเป็นหญิง (Cr: tw.nextapple.com)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจไทจงแถลงว่า เครือข่ายค้าประเวณีข้ามชาติแก๊งนี้ ใช้นายหน้าเป็นชาวไทยค่อยช่วยประสานงาน รับสมัครหญิงไทยเข้ามาไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว โดยใช้ฟรีวีซ่าซึ่งสามารถพำนักในไต้หวันเป็นเวลา 14 วัน เมื่อเดินทางถึงมีชาวไต้หวันคอยรับและส่งไปค้าประเวณีที่ห้องพักในอาคารแห่งหนึ่งในเขตจงชวี ในนครไทจง ซึ่งแก๊งค้ากามได้เช่าไว้เป็นที่สถานประกอบการเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ และให้กลุ่มหญิงไทยไปยืนเรียกแขกบนทางเท้าใต้อาคารอย่างเปิดเผย ทำให้ตำรวจเริ่มเพ่งเล็งและดำเนินการตรวจสอบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจไทจงทลายเครือข่ายค้ากามข้ามชาติ จับหญิงไทยค้าประเวณี 6 ราย&nbsp;(Cr: tw.nextapple.com)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อรวบรวมหลักฐานได้แล้ว ตำรวจจึงจู่โจมเข้าไปในอาคารตรวจค้นตามห้องพัก สามารถจับผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 15 คน ประกอบด้วยหัวหน้าแก๊งและสมุน 3 คน ลูกค้าชายชาวไต้หวัน 5 คน และหญิงขายประเวณี 7 คน ในจำนวนนี้เป็นหญิงชาวไทย 6 คน ขณะตรวจสอบหนังสือเดินทางเพื่อระบุตัวตน ตำรวจถึงกับผงะเมื่อพบว่าหญิงสาวรูปร่างเซ็กซี่ ใส่เสื้อสายเดี่ยวผมยาวนางหนึ่ง ระบุเพศในหนังสือเดินทางเป็นชาย จากการตรวจสอบพบเพิ่งแปลงเพศในประเทศไทย และเดินทางเข้าไต้หวันในนามนักท่องเที่ยวเพื่อค้าประเวณี โดยคิดค่าบริการครั้งละ 1,500 เหรียญไต้หวัน หญิงสาวได้รับส่วนแบ่งจริงเพียง 800 เหรียญ ที่เหลือเป็นของแก๊งค้ากาม นอกจากนี้ ตำรวจยังพบว่า ขบวนการค้าประเวณีข้ามชาติแก๊งนี้ ยังใช้กลยุทธ์ราคาถูก 1,500 เหรียญไต้หวันต่อ 15 นาที เพื่อเพิ่มยอดจำนวนลูกค้า ทำให้หญิงสาวสามารถรับแขกได้มากถึง 20 รายต่อวัน และสองประเภทสองชาวไทยคนดังกล่าว พร้อมด้วยเพื่อนร่วมงานอีก 5 คน ก่อนถูกจับขายประเวณีติดต่อกัน 7 วัน โดยไม่มีใครสังเกตว่าเธอคือสาวประเภทสอง จนกระทั่งตำรวจบุกจับและตรวจพบข้อเท็จจริงดังกล่าว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจไทจงทลายเครือข่ายค้ากามข้ามชาติ จับหญิงไทยค้าประเวณี 6 ราย&nbsp;(Cr: tw.nextapple.com)&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจระบุว่า หญิงสาวที่ขายบริการทางเพศและลูกค้าชายจะถูกดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมและกระทำผิดศีลธรรม หญิงไทยทั้ง 6 หลังถูกลงโทษเสียค่าปรับแล้ว จะส่งตัวกลับประเทศตามกฎหมายคนเข้าเมือง และติดแบล็กลิสต์ไม่สามารถเดินทางเข้าไต้หวันได้อีกต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">หญิงชาวไทยรูปร่างเซ็กซี่รายนี้ ถูกจับค้าประเวณี ลูกค้านับร้อยแต่ไม่มีใครรู้ เธอคือชายที่ผ่าตัดแปลงเพศเป็นหญิง (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)&nbsp;</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=80486</guid>
      <pubDate>Fri, 11 Jul 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250711_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36028800" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ส.ส. ไต้หวันชี้ ระบบการจ้างแรงงานกึ่งฝีมือปัญหาเยอะ เรียกร้องยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาทำงานในไต้หวันและทำให้ระบบโปร่งใส&nbsp;</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/7/original/c4f8368a-4c90-45ee-8d10-66fcd3508621.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>28</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=79888</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. สภาตรวจสอบจี้ทบทวนให้แรงงานต่างชาติกว่า 500,000 คน มีสิทธิ์รับเงินบำนาญเช่นเดียวกับแรงงานท้องถิ่น กระทรวงแรงงานรับพิจารณา&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ผู้ใช้แรงงานที่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายฉบับนี้ นอกจากได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันภัยแรงงานแล้ว ยังมีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบตามสัดส่วนกำหนดเข้ากองทุนประกันภัยแรงงานด้วย แต่สำหรับแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตและก่อสร้าง ยกเว้นแรงงานกึ่งฝีมือและผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ เมื่ออายุถึงเกณฑ์ มีสิทธิ์รับเงินบำเหน็จชราภาพอย่างเดียว ไม่สามารถรับเงินบำนาญได้ ประเด็นนี้กลายเป็นที่มาของการตรวจสอบ&nbsp;</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในโรงงานทำล้อแม็กแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กฎหมายบำเหน็จบำนาญแรงงานระบบใหม่ มีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2548 ระบบใหม่มีข้อแตกต่างจากระบบเก่าคือ สามารถสะสมและนำติดตัวไปได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนงานหรือนายจ้างเลิกกิจการก็ไม่มีผลกระทบ แต่รายงานการตรวจสอบเรื่องเงินบำนาญของแรงงานต่างของสมาชิกสภาตรวจสอบพบว่า แรงงานต่างชาติทั่วไปที่ทำงานในโรงงานและไซต์งานก่อสร้างในไต้หวันมากกว่า 500,000 คน แม้จะทำงานในไต้หวันมานานหลายปี แต่ไม่มีสิทธิ์รับเงินบำนาญทั้งระบบเก่าและระบบใหม่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงขอให้กระทรวงแรงงานทบทวนนโยบายใหม่ ทางกระทรวงแรงงานตอบรับว่า ระบบใหม่ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ใช้แรงงานสัญชาติไต้หวันเท่านั้น แรงงานกึ่งฝีมือและผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ มีสิทธิ์รับเช่นกัน หากได้รับถิ่นที่อยู่ถาวร เฉพาะในส่วนของแรงงานต่างชาติทั่วไปที่มีปัญหา อย่างไรก็ตามรับจะพิจารณาระบบเงินบำนาญของแรงงานต่างชาติต่อไป แต่ทางด้านองค์กรตัวแทนของกลุ่มนายจ้าง ได้แก่สมาคมนายจ้างผู้ดูแลคนพิการในไต้หวัน ได้แสดงความกังวลว่า สมาชิกสภาตรวจสอบให้ความสำคัญกับแรงงานต่างชาติมากเกินไปหรือเปล่า?</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา หวังเหม่ยอวี้ และ หวังโย่วหลิง 2 สมาชิกสภาตรวจสอบจัดแถลงข่าวระบุว่า กฎหมายบำเหน็จบำนาญแรงงานระบบใหม่ ยังไม่ครอบคลุมถึงแรงงานต่างชาติ แรงงานกึ่งฝีมือและผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติที่ยังไม่ได้หรือไม่สามารถขอถิ่นที่อยู่ถาวรหรือยังไม่ได้รับบัตร APRC ส่งผลให้แรงงานชาวต่างชาติกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงระบบสะสมเงินบำนาญได้ โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติภาคการผลิตที่ทำงานในโรงงานหรือไซต์งานก่อสร้างกว่า 500,000 คนที่ถูกตัดสิทธิ์ใช้ระบบบำนาญแบบเก่า ส่วนแรงงานกึ่งฝีมือทั้งหมดและผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติบางส่วน แม้จะมีสิทธิ์เข้าถึงเงินบำนาญระบบเก่า แต่หากมีการเปลี่ยนนายจ้างหรือยกเลิกสัญญา ไม่ได้ทำงานกับนายจ้างรายเดิมจนเกษียณ ก็แทบไม่มีโอกาสจะได้รับเงินบำนาญระบบเก่าตามกฎเกณฑ์ นโยบายนี้ ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าแรงงานต่างชาติจะไม่อยู่ทำงานในไต้หวันจนเกษียณอายุ ไม่สะท้อนความเป็นจริงของแรงงานต่างชาติที่ทำงานระยะยาวในไต้หวัน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านแรงงาน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมาชิกสภาตรวจสอบ ยังเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานทบทวนคำสั่งกระทรวงฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2549 ยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินสำรองเข้ากองทุนบำเหน็จ/บำนาญแรงงาน เพื่อใช้เป็นเงินบำนาญของแรงงานต่างชาติ โดยกล่าวว่า คำสั่งฉบับนี้ อาจเกินขอบเขตอำนาจและขัดต่อหลักความชัดเจนของกฎหมาย พร้อมเสนอให้พิจารณาจัดให้กองทุนบำนาญแรงงานระบบใหม่ให้ครอบคลุมแรงงานต่างชาติ แรงงานกึ่งฝีมือและผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ รวมถึงผู้อนุบาลหรือผู้ใช้แรงงานในครัวเรือ แม้ยังไม่ได้ถิ่นที่อยู่ถาวร โดยเสนอให้หารือร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติ เพื่อประเมินอย่างรอบด้าน ภายใต้แนวนโยบายการพัฒนาประเทศโดยรวมในทุกมิติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานตรวจสอบยังระบุว่า คำสั่งกระทรวงแรงงานดังกล่าว ถูกใช้มานานกว่า 18 ปี ปัจจุบันแรงงานต่างชาติสามารถทำงานในไต้หวันได้ยาวนานถึง 12 ปี และหากเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ก็สามารถทำงานต่อไปโดยไม่จำกัดเวลา ซึ่งหมายความว่าพวกเขามีโอกาสเข้าสู่ระบบเกษียณได้แล้ว และกฎหมายมาตรฐานแรงงานในปัจจุบัน ไม่ได้แยกแรงงานท้องถิ่นและแรงงานต่างชาติออกจากกัน รวมถึงในด้านเงินบำนาญ สมาชิกสภาตรวจสอบยังชี้ว่า การที่กระทรวงแรงงานยกเว้นให้นายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานต่างชาติ ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญ แม้จะช่วยลดต้นทุนแรงงานได้ แต่เป็นการลดการคุ้มครองด้านเงินบำนาญลง อาจขัดต่อหลักการใช้อำนาจตามกฎหมายแม่บท อีกทั้งอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับต่าง ๆ ก็ส่งเสริมให้ขจัดการเลือกปฏิบัติในเรื่องงานและอาชีพ ต้องให้การคุ้มครองผู้ใช้แรงงานทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเชื้อชาติ เพศ หรือศาสนา และควรให้สิทธิอย่างเสมอภาคแก่แรงงานต่างชาติ ปัจจุบันระบบเงินบำนาญของแรงงานยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของไต้หวันในนโยบายการย้ายถิ่นฐานและการดึงดูดบุคลากรต่างชาติ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านกระทรวงแรงงานตอบว่า แรงงานที่อยู่ภายใต้กฎหมายมาตรฐานแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานชาวไต้หวันหรือต่างชาติ ล้วนมีสิทธิในระบบเงินบำนาญตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานและกฎหมายกองทุนบำเหน็จบำนาญแรงงาน และระบบบำนาญแบบใหม่ เริ่มทยอยครอบคลุมแรงงานต่างชาติที่แต่งงานกับคนไต้หวัน หรือที่เรียกกันว่าผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ได้รับอนุญาตให้พำนักและทำงานในประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติที่ได้รับถิ่นที่อยู่ถาวร อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานให้คำมั่นว่า จะพิจารณาระบบเงินบำนาญของแรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยอิงจากรายงานของสภาตรวจสอบ พร้อมประสานกับคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติในด้านนี้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างสะพานตั้นเจียงในนครนิวไทเป (ภาพจาก Kung Sing Engineering Corporation)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังมีการแถลงข่าวข้างต้น สมาคมนายจ้างผู้ดูแลคนพิการฯ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กแสดงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วย โดยระบุว่า สภาตรวจสอบไม่เคยทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชาติเลย เอาแต่ปกป้องแรงงานต่างชาติ และวิจารณ์สมาชิกสภาตรวจสอบทั้งสองว่า คิดแต่จะปกป้องคนต่างชาติ ไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร?</p>
<p class="MsoNormal">2. โหด! กลุ่มอนุรักษ์สัตว์พบสัตว์ป่าที่เหมียวลี่ถูกฆ่าจำนวนมาก ยึดเนื้อกวางป่า อีเห็นและเนื้อสุนัขกว่า 800 กก. ตำรวจตามล่าแรงงานเวียดนามที่ยังหลบหนีมาดำเนินคดี</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่มอนุรักษ์สัตว์พบเพิงพักเก่าหลังหนึ่งในป่าลึกของเมืองเหมียวลี่ มีตู้แช่แข็งขนาดใหญ่ 6 ตู้ อัดแน่นด้วยเนื้อสัตว์ป่าหลากชนิด น้ำหนักรวมกันกว่า 800 กิโลกรัม พบเป็นฝีมือของแรงงานเวียดนามกลุ่มหนึ่ง จับกุมได้บางส่วน ยังมีหลายคนอยู่ระหว่างหลบหนี ตำรวจกำลังตามล่ามาดำเนินคดี</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมาคมรักสัตว์จรจัดซินจู๋ พบว่าแรงงานเวียดนามกลุ่มหนึ่งลักลอบล่าสัตว์ป่า รวมถึงสัตว์สงวน ยังฆ่าสุนัขและแมวจรจัดเพื่อนำไปขาย หลังจากติดตามเรื่องนี้นานถึงครึ่งปี ได้ประสานกับสำนักงานป้องกันและควบคุมโรคสัตว์เมืองเหมียวลี่ ซินจู๋และตำรวจป่าไม้ได้บุกค้นเพิงพักหลังดังกล่าว ซึ่งอยู่ในป่าลึกที่ตำบลโถวเฟิ่น เมืองเหมียวลี่ พบตู้แช่แข็ง 6 ตู้ภายในอัดแน่นไปด้วยเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ มีตั้งแต่สัตว์ป่าสงวนระดับ 1 และ 2 เช่น กวางป่าไต้หวัน เก้ง ชะมด หมาหริ่ง ตัวนิ่มและเนื้อสุนัข รวมถึงหางสุนัข ขณะนี้ได้ส่งตัวอย่างเนื้อไปตรวจวิเคราะห์ คาดว่าจะทราบผลภายใน 10 วัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มอนุรักษ์สัตว์พบสัตว์ป่าที่เหมียวลี่ถูกฆ่าจำนวนมาก ยึดเนื้อกวางป่า อีเห็นและเนื้อสุนัขกว่า 800 กก. (Cr:&nbsp;社團法人新竹縣流浪動物珍愛協會)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหวงเซวียนฟู่ รองประธานสมาคมรักสัตว์จรจัดซินจู๋กล่าวว่า การตรวจค้นครั้งนี้ เป็นผลจากความพยายามของหลายฝ่าย และถือเป็นการตรวจยึดตู้แช่แข็งของเครือข่ายขายเนื้อสุนัขผิดกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในไต้หวัน เพิงพักเก่าแห่งนี้ตั้งอยู่ในเส้นทางป่าห่างไกลและแทบไม่สะดุดตา ทางสมาคมได้รับแจ้งเบาะแสและติดตามร่องรอยนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มอนุรักษ์สัตว์พบสัตว์ป่าที่เหมียวลี่ถูกฆ่าจำนวนมาก ยึดเนื้อกวางป่า อีเห็นและเนื้อสุนัขกว่า 800 กก. (Cr:&nbsp;社團法人新竹縣流浪動物珍愛協會)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเจ้าหน้าที่จู่โจมเข้าไปในเพิงพัก ภายในบ้านพบซากสัตว์จำนวนมาก สภาพน่าสยดสยอง บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดรุนแรง ท่ามกลางอากาศร้อนจัด ยิ่งส่งกลิ่นเหม็นฉุนอย่างหนัก เจ้าหน้าที่พบตู้แช่แข็งทั้งหมด 8 ตู้ ในจำนวนนี้มี 6 ตู้มีเนื้อสัตว์ป่าหลากชนิดเต็มแน่น เป็นการยืนยันได้ว่าที่นี่มีการฆ่าสัตว์อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จากการตรวจค้น พบทั้งซากเก้งทั้งตัว กวางป่า หมูป่า และหางสุนัขนับสิบ รวมทั้งเนื้อสัตว์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา น้ำหนักรวมกว่า 800 กิโลกรัม ยังพบเนื้อที่สงสัยว่าเป็นเนื้อสุนัขอีกจำนวนหนึ่ง ส่งตรวจวิเคราะห์ที่สำนักงานพิทักษ์สัตว์ในเหมียวลี่แล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่มอนุรักษ์สัตว์พบสัตว์ป่าที่เหมียวลี่ถูกฆ่าจำนวนมาก ยึดเนื้อกวางป่า อีเห็นและเนื้อสุนัขกว่า 800 กก. (Cr:&nbsp;社團法人新竹縣流浪動物珍愛協會)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมาคมรักสัตว์จรจัดซินจู๋ยังกล่าวอีกว่า คดีนี้มีแรงงานเวียดนามเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งบางรายถูกจับกุมและรับสารภาพแล้ว แต่ยังมีบางส่วนที่หลบหนีไปได้ จึงหวังว่ารัฐบาลจะเพิ่มมาตรการควบคุมและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สืบสวนอย่างจริงจัง ทางสมาคมยังมีข้อมูลอีกหลายกรณีที่เตรียมจะเปิดเผยต่อไป เพราะนี่ไม่ใช่เหตุการณ์เดียว แต่เป็นขบวนการขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งเกาะ จากข้อมูลที่มี กลุ่มนี้ขายเนื้อสุนัขมากกว่า 29,000 กิโลกรัมต่อปี ทำรายได้ผิดกฎหมายราว 20 ล้านเหรียญไต้หวัน สันนิษฐานได้ขยายเครือข่ายไปทั่วทั้งไต้หวันแล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เพิงพักกลางป่าลึกในตำบลโถวเฟิ่น เมืองเหมียวลี่ที่แรงงานเวียดนามใช้เป็นที่เก็บเนื้อสัตว์ป่า (Cr: 社團法人新竹縣流浪動物珍愛協會)</p>
<p class="MsoNormal">3. แก๊งค้ายาข้ามชาติจ้าง 2 แรงงานไทยที่เถาหยวน รับพัสดุกระปุกโลชั่นที่ส่งมาจากประเทศลาว ภายในซุกเฮโรอีน 14.4 กก. มีหวังติดคุกตลอดชีวิต</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม สำนักงานตำรวจ ได้รับแจ้งจากสำนักงานศุลกากรไทเปว่า มีพัสดุ 3 กล่องที่ส่งมาจากประเทศลาวมายังไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่งในเถาหยวนต้องสงสัยว่า มียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ เมื่อตรวจสอบพบว่าในกระปุกเซรั่มคอลลาเจนฟื้นฟูผิวจำนวน 400 กระปุก มีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่รวม 14.4 กิโลกรัม ตำรวจติดตามจากพัสดุไปยังผู้รับ จนสามารถจับกุมแรงงานไทย 2 รายได้ที่หน้าหอพักแรงงานต่างชาติที่ต้าถาน เขตกวนอิน นครเถาหยวน หลังสอบสวนได้นำตัวส่งอัยการสำนักงานอัยการไทเปตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และศาลอนุญาตให้ควบคุมตัวสองผู้ต้องแรงงานไทยดังกล่าวแล้ว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กระปุกโลชั่น 3 ลัง จำนวน&nbsp;400 กระปุก จากประเทศลาว ภายในซุกเฮโรอีน 14.4 กก. (ภาพจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจากด่านศุลกากรไทเปว่ามีพัสดุ 3 กล่องที่นำเข้าจากประเทศลาวต้องสงสัยว่ามียาเสพติด หลังร่วมกันตรวจสอบพบว่า ในกระปุกเซรั่มคอลลาเจนฟื้นฟูผิวจำนวน 400 กระปุก มีเฮโรอีนชนิดผลึกซ่อนอยู่ น้ำหนักรวม 14.4 กิโลกรัม มูลค่าตลาดกว่า 57 ล้านเหรียญไต้หวัน ขบวนการค้ายาเสพติดใช้กลอุบายแหกตาตำรวจ โดยบรรจุโลชั่นไว้เล็กน้อย แล้วซ่อนยาไว้ในกระปุก เมื่อกดหัวสเปรย์จะมีโลชั่นออกมาจริง เพื่อหลอกให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรเข้าใจว่าเป็นสินค้าปกติ แต่สุดท้ายก็ถูกตรวจพบ ตำรวจติดตามเส้นทางจุดหมายปลายทางของพัสดุ จนไปถึงหอพักแรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่งในเขตกวนอิน ใกล้บริเวณโรงไฟฟ้าต้าถานในนครเถาหยวน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กระปุกโลชั่น 3 ลัง จำนวน&nbsp;400 กระปุก จากประเทศลาว ภายในซุกเฮโรอีน 14.4 กก. (ภาพจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พัสดุถูกส่งไปถึงห้องรับ-ส่งเอกสารและพัสดุของหอพัก เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการของหอพักเป็นผู้รับแทน วันถัดมา นายทักนากร แรงงานไทยวัย 24 ปี จากจังหวัดเชียงราย เป็นผู้มารับพัสดุกลับไปยังห้องพัก รุ่งเช้าวันที่ 10 มีนายอเนก (นามสมมุติ) แรงงานไทยวัย 42 ปี จากไซต์งานอื่นเดินทางโดยแท็กซี่มารับพัสดุต่อ เนื่องจากค่อนข้างหนัก นายทักนากรได้ขอให้เพื่อนร่วมห้องอีกรายหนึ่งช่วยขนไปยังหน้าหอพัก ขณะที่กำลังส่งมอบของ ตำรวจที่ดักรออยู่แล้วก็กรูกันออกมาจับกุม นายทักนากรตาไว เผ่นหนีไปได้ ตำรวจจับกุมแรงงานที่ช่วยขนของและที่นั่งแท็กซี่มารับของได้เพียง 2 คน แต่หลังจากตรวจสอบแล้ว พบว่า 1 ในนั้น คือคนที่ช่วยขนของไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ปล่อยตัวออกมา แต่ยึดโทรศัพท์เพื่อทำการตรวจสอบจากโปรแกรมโซเชียลต่อไป ส่วนนายทักนากร หนีเข้าป่า เนื่องจากช่วงนั้น มีลมหนาวพัดมา อากาศหนาวจัด ประกอบกับมือถือแบตหมด ไม่สามารถติดต่อใครได้ นายทักนากรทนความหนาวเย็นและหิวโหยไม่ไหว เดินออกจากป่าเข้ามอบตัวต่อตำรวจที่ปิดล้อมบริเวณพื้นที่หลบหนี ตำรวจสอบสวนพบว่า นายทักนากร ซึ่งรับจ้างรับพัสดุและนายเอนกที่นั่งแท็กซี่มารับของ ทั้งคู่เป็นแรงงานถูกกฎหมายในไซต์งานก่อสร้างที่เถาหยวน และไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ต่างถูกขบวนการค้ายาเสพติดจ้างให้รับและส่งพัสดุ โดยนายทักนากรได้รับค่าจ้าง 550,000 บาท (ประมาณ 520,000 เหรียญไต้หวัน) ส่วนนายเอนกได้รับค่าจ้าง 200,000 บาท (ประมาณ 190,000 เหรียญไต้หวัน)</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กระปุกโลชั่น 3 ลัง จำนวน&nbsp;400 กระปุก จากประเทศลาว ภายในซุกเฮโรอีน 14.4 กก. (ภาพจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรก ๆ นายทักนากรปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แต่หลังจากที่ตำรวจซักหนักเข้าโดยให้ล่ามแปล จึงยอมรับสารภาพว่าเกี่ยวข้องการจัดส่งพัสดุดังกล่าว โดยส่งที่อยู่หอพักให้บุคคลที่มาติดต่อตน เพื่อใช้เป็นที่ส่งพัสดุและช่วยส่งต่อให้ผู้มารับของ แต่ยังปฏิเสธว่า เขาไม่รู้ว่าภายในพัสดุมียาเสพติด เพียงแต่ได้รับข้อเสนอผ่านช่องทางที่ไม่เปิดเผยว่า จะมีงานพิเศษให้ทำ โดยแค่ช่วยรับพัสดุ 3 กล่อง ก็จะได้รับค่าตอบแทน 550,000 บาท ขณะที่นายเอนกได้รับค่าจ้าง 200,000 บาท หากสามารถรับช่วงพัสดุและส่งต่อไปยังจุดรับแห่งใหม่ได้สำเร็จ ซึ่งแก๊งค้ายาข้ามชาติเล่ห์เหลี่ยมมาก ไม่มีการแจ้งล่วงหน้าว่านำไปส่งต่อแห่งใด จะได้รับแจ้งเมื่อรับของสำเร็จและอยู่ระหว่างเดินทางแล้วเท่านั้น ดังนั้นการจะได้รับค่าจ้างขนยาไม่ใช่เรื่องง่าย คดีนี้ถูกส่งให้สำนักงานอัยการไทเปดำเนินคดีตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ สำหรับโทษของการขนหรือลำเลียงเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 เข้าไต้หวัน ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 30 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กระปุกโลชั่น 3 ลัง จำนวน&nbsp;400 กระปุก จากประเทศลาว ภายในซุกเฮโรอีน 14.4 กก. (ภาพจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมระบุว่า วิธีการลักลอบครั้งนี้ซับซ้อน ผู้ค้ายาใช้แรงงานไทยที่ถูกกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ สะท้อนให้เห็นถึงการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบของขบวนการค้ายาข้ามชาติ ปัจจุบันทราบแล้วว่า เครือข่ายค้ายาแก๊งนี้ซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทย โดยมีพฤติกรรมเสนอค่าตอบแทนสูงเพื่อชักชวนแรงงานไทยที่ถูกกฎหมายซึ่งทำงานในไซต์งานก่อสร้างหรือโรงงานในไต้หวัน ให้เป็นตัวแทนรับพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติด เพื่อตัดตอนและขัดขวางการสืบสวนถึงต้นตอแก๊งค้ายาในไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ไต้หวันได้ประสานและรายงานเรื่องนี้ให้หน่วยงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของฝ่ายไทยแล้ว เพื่อร่วมมือกันสืบสวนและติดตามสมาชิกเครือข่ายต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กระปุกโลชั่นที่ส่งมาจากประเทศลาว 400 กระปุก ภายในซุกเฮโรอีน 14.4 กก. (ภาพจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลวิธีลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ซุกซ่อนในกระป๋องนมผง ผ้าคลุมโต๊ะ ขวดน้ำดื่ม ฯลฯ ตำรวจยืนยันว่าจะเร่งสืบหาผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด เพื่อกวาดล้างเครือข่ายค้ายาข้ามชาติอย่างเด็ดขาดและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=79888</guid>
      <pubDate>Fri, 04 Jul 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250704_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36030720" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. สภาตรวจสอบจี้ทบทวนให้แรงงานต่างชาติกว่า 500,000 คน มีสิทธิ์รับเงินบำนาญเช่นเดียวกับแรงงานท้องถิ่น กระทรวงแรงงานรับพิจารณา&nbsp;</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/7/original/9a33c449-657d-47f1-9c8b-e1f120944168.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>27</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=79312</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ผู้อนุบาลในครัวเรือนชุมนุมหน้ากระทรวงแรงงาน เรียกร้องสิทธิในการเข้าร่วมกองทุนประกันภัยแรงงาน ก. แรงงานตอบ จะเร่งรณรงค์ให้เข้าร่วมประกัน และพิจารณาแก้กฎหมายอย่างรอบคอบ</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานพบว่า ปัจจุบันในไต้หวันมีแรงงานต่างชาติที่ทำงานในตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนดูแลผู้สูงอายุและคนป่วยประมาณ 200,000 คน แต่ผู้อนุบาลกลุ่มนี้ ยังไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน โดยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันก่อนวันลูกจ้างทำงานบ้านสากล 1 วัน กลุ่มแรงงานต่างชาติที่ทำงานเป็นผู้อนุบาลในบ้านได้รวมตัวกันที่หน้าอาคารที่ทำการกระทรวงแรงงาน ยื่นคำร้องขอให้ไต้หวันปฏิบัติตามอนุสัญญาองค์การแรงงานสากล (ILO) ฉบับที่ 189 บังคับให้ผู้ใช้แรงงานในครัวเรือนต้องได้รับการคุ้มครองจากระบบประกันภัยแรงงาน ไม่ควรถูกกีดกันอยู่นอกระบบอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ผู้อนุบาลต่างชาติชุมนุมหน้ากระทรวงแรงงาน เรียกร้องสิทธในการเข้าร่วมกองทุนประกันภัยแรงงาน (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประเด็นนี้ กระทรวงแรงงานตอบว่า ตามกฎระเบียบประกันภัยแรงงานในปัจจุบัน ผู้อนุบาลในครัวเรือนสามารถเข้าร่วมกองทุนประกันภัยแรงงานได้โดยความร่วมมือจากนายจ้าง ซึ่งกระทรวงจะเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น ส่วนการบังคับให้เข้าร่วมประกันจะต้องมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายประกันภัยแรงงาน และรับฟังความคิดเห็นจากทั้งฝ่ายนายจ้างและแรงงานอย่างรอบคอบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ผู้อนุบาลต่างชาติชุมนุมหน้ากระทรวงแรงงาน เรียกร้องสิทธในการเข้าร่วมกองทุนประกันภัยแรงงาน (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามข้อกำหนดปัจจุบัน บังคับให้ผู้อนุบาลในครัวเรือนต้องเข้าร่วมประกันภัยอุบัติเหตุจากการทำงาน แต่การเข้าร่วมกองทุนประกันภัยแรงงานไม่ได้ใช้วิธีบังคับ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของนายจ้าง กลุ่มแรงงานซึ่งประกอบไปด้วย NGO และสหภาพแรงงานผู้ใช้แรงงานในครัวเรือนหลายกลุ่มได้ชุมนุมที่หน้ากระทรวงแรงงานพร้อมตะโกนว่า พวกเราต้องการเข้าร่วมประกันภัยแรงงาน ! โดยเน้นย้ำว่า ผู้อนุบาลในครัวเรือนถูกกันออกจากระบบประกันภัย หากเกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือทุพพลภาพ จะไม่มีเงินสนับสนุน และยังไม่มีเงินบำเหน็จรองรับในยามชราภาพ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับให้นายจ้างต้องเอาประกันภัยแรงงานให้กับพวกตนเช่นเดียวกับผู้อนุบาลในองค์กรและแรงงานในภาคการผลิต</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ผู้อนุบาลต่างชาติชุมนุมหน้ากระทรวงแรงงาน เรียกร้องสิทธในการเข้าร่วมกองทุนประกันภัยแรงงาน (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สหภาพผู้อนุบาลในครัวเรือนเถาหยวน สหภาพแรงงานผู้ดูแลคนสูงอายุแห่งไต้หวันและแนวร่วมกลุ่ม NGO ได้จัดแถลงข่าวหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน ชี้ให้เห็นว่าแรงงานกลุ่มนี้ มีจำนวนมากกว่า 200,000 คน แต่ถูกกีดกันอยู่นอกระบบประกันภัยแรงงาน โดยอ้างเหตุผลว่า นายจ้างมีลูกจ้างไม่ถึง 5 คน แม้ว่านายจ้างจะสามารถสมัครใจให้เข้าร่วมประกันได้ แต่ในทางปฏิบัติ นายจ้างเกือบทั้งหมดไม่เอาประกันให้แก่ลูกจ้างเพื่อประหยัดเบี้ยประกัน ส่งผลให้ผู้ใช้แรงงานกลุ่มนี้ ถูกกีดกันอย่างเป็นระบบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ผู้อนุบาลต่างชาติชุมนุมหน้ากระทรวงแรงงาน เรียกร้องสิทธในการเข้าร่วมกองทุนประกันภัยแรงงาน (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Marni ตัวแทนจากสหภาพแรงงานผู้ดูแลคนสูงอายุแห่งไต้หวันกล่าวว่า ผู้อนุบาลในครัวเรือนถูกบังคับให้เข้าร่วมเฉพาะประกันอุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งครอบคลุมเพียงค่ารักษาพยาบาลและเงินช่วยเหลือจากการบาดเจ็บหรือพิการ แต่ไม่เพียงพอต่อความเสี่ยงและความต้องการในชีวิตจริง เธอยกตัวอย่าง เพื่อนร่วมชาติคนหนึ่ง ทำงานเป็นผู้อนุบาลในครัวเรือนเช่นกัน ป่วยเป็นเนื้องอกในมดลูก แต่เนื่องจากไม่มีประกันภัยแรงงาน ทำให้ไม่มีรายได้เลยในช่วงที่เจ็บป่วยและพักฟื้น โดยผู้อนุบาลในครัวเรือนจะไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างลาป่วยหรือเงินชดเชยจากประกันภัยแรงงานเช่นเดียวกับผู้อนุบาลในองค์กร</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ผู้อนุบาลงานหนัก เงินน้อย ต้องดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง เครียดและมีแรงกดดันสูง&nbsp;(ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เธอตั้งคำถามว่า เพียงเพราะสถานที่ทำงานอยู่ในบ้าน จึงไม่ถือว่าเป็นแรงงานจริง ๆ หรือ? ผู้อนุบาลในครัวเรือนไม่สามารถป่วย ตั้งครรภ์ คลอดลูก หรือแก่เฒ่าได้เลยหรือ? เธอย้ำว่า ผู้อนุบาลในครัวเรือนต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง มีภาระงานหนัก มีความกดดันและความรับผิดชอบสูง แต่กลับไม่ได้รับการคุ้มครองที่ควรจะได้ เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ผู้อนุบาลต่างชาติในไต้หวัน ส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซีย (ภาพจาก udn.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Carol ตัวแทนจากสหภาพผู้อนุบาลในครัวเรือนเถาหยวนกล่าวว่า แรงงานกลุ่มนี้ดูแลชีวิตผู้อื่น แต่เมื่อป่วย บาดเจ็บ หรือแก่เฒ่า ใครจะดูแลพวกเขา? พวกเขาไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษใด ๆ เพียงแค่ต้องการได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกับแรงงานอื่น ๆ ในไต้หวัน และอนุสัญญาองค์การแรงงานสากลฉบับที่ 189 ก็ระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้ใช้แรงงานที่ทำงานอนุบาลดูแลในครัวเรือน ควรได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคมไม่ด้อยไปกว่าแรงงานกลุ่มอื่น ประกันภัยแรงงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบประกันสังคม คือหลักประกันในการดำรงชีวิต จึงขอให้รัฐบาลบรรจุพวกเขาเข้าสู่ระบบนี้ด้วย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กลุ่ม NGO ชุมนุมประท้วงที่สถานีรถไฟไทเปในลักษณะแฟลชม็อบ แบกหุ่นยนต์สีเหลือง สัญลักษณ์แทนผู้อนุบาลในครัวเรือนว่า ทำงานหนักอย่างไม่มีวันหยุดเหมือนเช่นหุ่นยนต์ เมื่อวันลูกจ้างทำงานบ้านสากล 2566 (ภาพจาก CNA)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายซูอวี้กั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติของกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบัน ผู้อนุบาลในครัวเรือนสามารถเข้าร่วมประกันภัยแรงงานได้โดยความตกลงร่วมกันกับนายจ้าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มการคุ้มครองในกรณีที่แรงงานบาดเจ็บ ล้มป่วย หรือเสียชีวิตนอกงาน โดยในอนาคต กระทรวงแรงงานจะรณรงค์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น ขณะแรงงานเข้าประเทศ การตรวจสอบการจ้างงานของนายจ้าง สื่อสังคมออนไลน์และกิจกรรมให้ข้อมูล เพื่อกระตุ้นให้นายจ้างและแรงงานตกลงร่วมกันในการเข้าร่วมประกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ผู้อนุบาลต่างชาติชุมนุมหน้ากระทรวงแรงงาน เรียกร้องสิทธในการเข้าร่วมกองทุนประกันภัยแรงงาน เจ้าหนที่กรมพัฒนากำลังแรงงาน (ขวา) รับหนังสือข้อเรียกร้อง (ภาพจาก Rti)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติผู้นี้กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ผู้อนุบาลในครัวเรือน รวมถึงผู้ช่วยงานบ้านถูกบังคับให้เข้าร่วมประกันอุบัติเหตุจากการทำงานแล้ว และในสัญญาจ้างงานก็มีการกำหนดให้ต้องทำประกันอุบัติเหตุวงเงิน 300,000 เหรียญไต้หวันด้วย ในประเด็นที่กลุ่มแรงงานเรียกร้องให้บังคับเข้าร่วมประกันภัยแรงงาน นายซูฯ ยอมรับว่า หากจะทำเช่นนั้น จะต้องมีการหารือในระดับนโยบายอย่างกว้างขวาง เพราะการแก้ไขกฎหมายจะไม่ใช่เพียงเฉพาะผู้ใช้แรงงานในครัวเรือน แต่จะเกี่ยวข้องกับแรงงานทุกกลุ่มที่ได้รับการว่าจ้าง ซึ่งจำเป็นต้องมีการหารือจากทุกภาคส่วนในสังคมอย่างรอบคอบก่อน จึงจะผลักดันต่อไปได้</p>
<p class="MsoNormal">2. ป้องกันไม่ให้บัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติกลายเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน เมืองเหมียวลี่ผลักดันโครงการปิดบัญชีก่อนกลับบ้าน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติกลายเป็นเครื่องมือในการฟอกเงินของขบวนการมิจฉาชีพ สถานีตำรวจเหมียวลี่ร่วมกับสำนักงานพัฒนาแรงงานและเยาวชนเหมียวลี่ของรัฐบาลท้องถิ่น ร่วมกันผลักดันโครงการปิดบัญชีก่อนกลับบ้าน โดยเชิญชวนนายจ้างเข้าร่วมโครงการ ช่วยเหลือแรงงานต่างชาติที่ทำงานครบสัญญาหรือมีเหตุจำเป็นต้องยกเลิกสัญญาจะต้องปิดบัญชีธนาคารทันทีก่อนเดินทางกลับประเทศ เพื่อร่วมกันป้องกันการฉ้อโกงจากกลุ่มมิจฉาชีพ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากสถิติของสถานีตำรวจเหมียวลี่พบว่า 5 เดือนแรกของปีนี้ พบคดีที่มีความเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงหรือการละเมิดกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินรวม 382 คดี ในจำนวนนั้น มีบัญชีของแรงงานต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนถึง 16.80% และมีการจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นแรงงานต่างชาติมากกว่า 60 คนที่ขายบัญชีธนาคารให้ผู้อื่น เห็นได้ชัดว่าการจัดหาบัญชีม้าในชื่อบุคคลทั่วไปยากขึ้น กลุ่มมิจฉาชีพจึงหันมาซื้อบัญชีจากแรงงานต่างชาติแทนมากขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">พบแรงงานต่างชาติก่อนเดินทางกลับประเทศ มีแนวโน้มขายบัญชีธนาคารของตนให้ขบวนการมิจฉาชีพนำไปก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจและสำนักงานพัฒนาแรงงานและเยาวชนเหมียวลี่ได้ร่วมกันผลักดันโครงการปิดบัญชีก่อนกลับบ้านอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีนายจงตงจิ่น ผู้ว่าการเมืองเหมียวลี่เป็นประธานในพิธี พร้อมกับหน่วยงานต่างประเทศประจำไต้หวัน โรงงานท้องถิ่น และบริษัทจัดหางาน ร่วมมือกันป้องกันไม่ให้บัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติกลายเป็นเครื่องมือฟอกเงินของขบวนการมิจฉาชีพ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ตำรวจฝ่ายกิจการต่างด้าวของเมืองเหมียวลี่ วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากการขายบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติ (ภาพจาก miaoli.gov.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในพิธีดังกล่าว นายจงตงจิ่น ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่บริษัท Everlight Electronics ซึ่งมีแรงงานไทยทำงานอยูจำนวนมาก เพื่อแสดงความขอบคุณที่บริษัทได้ปฏิบัติหน้าที่ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โดยความร่วมมือระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ผ่านบริษัทจัดหางานในการดำเนินการปิดบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติเมื่อครบสัญญาและเดินทางกลับบ้าน ส่วนเงินคืนภาษีหรือเงินอื่น ๆ ที่จะได้รับหลังจากแรงงานเดินทางกลับประเทศ จะมอบหมายให้ตัวแทนบริษัทโอนเข้าบัญชีธนาคารในประเทศบ้านเกิดของแรงงานโดยตรง แทนที่จะฝากบัตร ATM แก่เพื่อนหรือล่ามที่อยู่ในไต้หวันมาช่วยรับเงินภาษีคืน ทำให้มีความปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยป้องกันการนำบัญชีไปใช้ในทางมิชอบ เป็นตัวอย่างที่ควรนำไปปฏิบัติตาม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายจงตงจิ่น ผู้ว่าการเมืองเหมียวลี่ (ซ้าย) มอบโล่ขอบคุณแก่&nbsp;Everlight Electronics บริษัทที่ว่าจ้างแรงงานไทยจำนวนมากและช่วยแรงงานปิดบัญชีธนาคารทุกราย ก่อนการเดินทางกลับประเทศ (ภาพจาก miaoli.gov.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้จัดการของบริษัท Everlight Electronics กล่าวเสริมว่า บริษัทได้เริ่มดำเนินโครงการปิดบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติก่อนเดินทางกลับมาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว และในช่วงเวลาทำงาน ก็มีการประชาสัมพันธ์กฎหมายให้กับแรงงานอย่างสม่ำเสมอ ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการจ้างแรงงานต่างชาติทั้งหมด 627 คน โดยไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงแม้แต่รายเดียว</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องผลของการขายหรือให้คนอื่นยืมใช้บัญชีธนาคารของตน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เทศบาลเมืองเหมียวลี่จะเดินหน้าประสานงานเชิญชวนนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างชาติ รวมทั้งบริษัทจัดหางาน เข้าร่วมโครงการนี้ พร้อมเดินทางไปยังโรงงานต่าง ๆ ที่มีการจ้างงานแรงงานต่างชาติ เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมาย ยุติปัญหาการใช้บัญชีแรงงานต่างชาติเป็นบัญชีม้า และช่วยให้แรงงานเข้าใจกฎหมายของไต้หวันอย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิในการทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติเอง</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องผลของการขายหรือให้คนอื่นยืมใช้บัญชีธนาคารของตน</p>
<p class="MsoNormal">3. ผู้ว่าการเมืองเหมียวลี่เชิดชูแรงงานต่างชาติ ช่วยพัฒนาไต้หวัน เสนอให้สัญชาติแก่แรงงานต่างชาติดีเด่น เพื่อสนองความต้องการด้านแรงงานและเพิ่มประชากร</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 กองแรงงานเมืองเหมียวลี่ จัดพิธีมอบโล่เกียรติคุณเชิดชูแรงงานต่างชาติดีเด่นประจำปี 2568 โดยมีนายจงตงจิ่น ผู้ว่าการเมืองเหมียวลี่เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและของรางวัล กล่าวแสดงความยินดีและขอบคุณแรงงานต่างชาติผู้ทำงานมีผลงานโดดเด่นได้รับการคัดเลือกเป็นแรงงานดีเด่นของเมืองเหมี่ยวลี่จำนวน 20 คน ซึ่งมาจากภาคการผลิตและผู้อนุบาลในครัวเรือน ที่มีส่วนร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและช่วยดูแลครอบครัวของชาวไต้หวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับในปีนี้ มีแรงงานไทย 1 คนได้รับการคัดเลือกเป็นแรงงานต่างชาติดีเด่นเมืองเหมียวลี่ประจำปี 2568 ได้แก่นายยุทธนา มูลอิน อายุ 35 ปีจากจังหวัดลำปาง แรงงานไทยของ Tung Ho Steel Enterprise โรงงานผลิตเหล็กรูปพรรณรีดร้อนอย่าง เหล็ก H Beem ซึ่งว่าจ้างแรงงานไทยชาติเดียวกว่า 80 คน พ่อเมืองเหมียวลี่กล่าวว่า แรงงานต่างชาติดีเด่นเหล่านี้ ต่างเป็นผู้มีความจงรักภักดีและขยันขันแข็ง เรียกร้องให้นายจ้างมีความสำนึกในบุญคุณและปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเหมาะสม จะนำมาซึ่งผลตอบสนองที่ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">กองพัฒนาแรงงานและเยาวชนเหมียวลี่ จัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่แรงงานต่างชาติดีเด่นเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยมีนายจงตงจิ่น&nbsp;(แถวหน้าคนที่สวมสูทสีเหลืองอ่อน) ผู้ว่าการเมืองเหมียวลี่เป็นประธานในพิธี (ภาพจาก miaoli.gov.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายจงตงจิ่น ได้มอบรางวัลและแสดงความยินดีกับแรงงานต่างชาติดีเด่นรวมถึงนายจ้างของพวกเขา โดยกล่าวว่า ขณะนี้มีแรงงานต่างชาติ 24,000 คน และผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ 17,000 คน ทำงานและตั้งรกรากอยู่ในเมืองเหมียวลี่&nbsp; คิดเป็นประมาณหนึ่งในสิบของแรงงานท้องถิ่นของเมืองเหมียวลี่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน แรงงานต่างชาติที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแรงงานดีเด่นเหล่านี้ ไม่เพียงทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ยังสะท้อนให้เห็นว่านายจ้างของพวกเขา ก็เป็นบริษัทแบบอย่างเช่นกัน เขากล่าวเสริมว่า แม้จะมีอุบัติเหตุทางจราจรหรือเหตุความมั่นคงอยู่บ้าง แต่ถือเป็นกรณีเล็กน้อย ไม่สามารถบดบังคุณูปการที่แรงงานต่างชาติเหล่านี้มีต่อเศรษฐกิจและครอบครัวของชาวไต้หวันได้</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายยุทธนา มูลอิน อายุ 35 ปีจากจังหวัดลำปาง แรงงานไทยของ Tung Ho Steel Enterprise ได้รับเลือกเป็นแรงงานต่างชาติดีเด่นของเหมียวลี่ในปีนี้ (ภาพจาก miaoli.gov.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จงตงจิ่นยังชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันไต้หวันกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานและอัตราการเกิดต่ำ ซึ่งถึงขั้นถูกมองว่าเป็นวิกฤตความมั่นคงแห่งชาติ เขาเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเปิดโอกาสให้แรงงานต่างชาติที่ไม่มีสถานภาพสมรสในประเทศต้นทาง เมื่อทำงานครบตามระยะเวลาหนึ่งแล้วสามารถขอรับบัตรประชาชนไต้หวันและแต่งงานมีบุตร เพื่อเสริมสร้างแรงงานในประเทศและเพิ่มจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาว แต่รัฐบาลกลางยังคงดูเหมือนขาดความมั่นใจในเรื่องนี้ จึงตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาล</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">นายจงตงจิ่น ผู้ว่าการเมืองเหมียวลี่ เชิดชูแรงงานต่างชาติช่วยพัฒนาไต้หวัน เสนอให้สัญชาติแก่แรงงานต่างชาติดีเด่น เพื่อสนองความต้องการด้านแรงงานและเพิ่มประชากร (ภาพจาก miaoli.gov.tw)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พ่อเมืองเหมียวลี่ผู้นี้ยังเรียกร้องให้นายจ้างและบริษัทต่าง ๆ ไม่มองแรงงานต่างชาติหรือผู้อนุบาลในแง่ลบจากเหตุการณ์เล็กน้อย แต่ควรมีความรู้สึกขอบคุณ เพราะแรงงานเหล่านี้ต้องจากบ้านเกิดมา ต้องปรับตัวทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและภาษา แต่ก็ยังสามารถทำงานอย่างทุ่มเทและเสียสละได้ เขายังกล่าวว่า ตนเองเคยได้รับประโยชน์จากผู้อนุบาลในครอบครัวมาก่อน จึงหวังว่านายจ้างทุกคนจะปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเหมาะสม</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=79312</guid>
      <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250627_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36002880" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; mso-ansi-font-size: 12.0pt;">1. ผู้อนุบาลในครัวเรือนชุมนุมหน้ากระทรวงแรงงาน เรียกร้องสิทธิในการเข้าร่วมกองทุนประกันภัยแรงงาน ก. แรงงานตอบ จะเร่งรณรงค์ให้เข้าร่วมประกัน และพิจารณาแก้กฎหมายอย่างรอบคอบ</span><span lang="EN-US"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/6/original/2b1e8f73-7117-4b73-a9f3-7ddfe7cdccea.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>26</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=78764</link>
      <description><![CDATA[<p class="MsoNormal">1. ข่าวดี! ค่าจ้างขั้นต่ำ 2569 คาดจะปรับขึ้น 3% เป็น 29,450 เหรียญไต้หวัน รู้ผลประมาณต้นเดือนกันยายน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ช่วงต้นเดือนกันยายนของทุกปี จะมีการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีต่อไป สำหรับปีใหม่ 2569 ตามเกณฑ์ในกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีกครั้ง เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน โดยกระทรวงแรงงานคาดว่าจะจัดประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เพื่อกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับปี 2569</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">ในปีใหม่ 2569 คาดจะมีปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกัน แรงงานต่างชาติดีใจ แต่มีแรงงานชาวไต้หวันบางส่วนบ่นว่า ไม่ได้รับประโยชน์ แต่ต้องแบกรับราคาสินค้าแพงขึ้น (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ ในปี 2569 ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนจะอยู่ที่ 29,450 เหรียญไต้หวันหรือปรับขึ้น 3% และรายชั่วโมงจะอยู่ที่ 196 เหรียญ เพิ่มจากปัจจุบันเป็นจำนวน 860 เหรียญ และ 6 เหรียญตามลำดับ โดยอัตราการปรับขึ้นนี้อ้างอิงจากดัชนีหลายตัว โดยเฉพาะ CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค) และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งสำนักงานสถิติและบัญชีกลางของไต้หวันคาดว่า CPI ปีนี้จะอยู่ที่ 1.88% แม้ว่าจะต่ำกว่าระดับเตือนภัย แต่หลายฝ่ายเชื่อว่ายังควรสะท้อนเต็มจำนวนในการปรับค่าจ้าง ส่วนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจคาดการณ์อยู่ที่ 3.1% แต่ครึ่งปีหลังอาจชะลอลงเหลือเพียง 1% ดังนั้น อัตราการปรับค่าจ้างขั้นต่ำจึงคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3% และคณะกรรมการพิจารณาจะประชุมตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเดือนกันยายน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยใน CLC โรงงานผลิตสกรูนอตไถหนาน (ภาพจาก CLC)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อข่าวการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเผยแพร่ออกไป PTT และ Dcard สองเว็บบอร์ดสนทนาขนาดใหญ่ของไต้หวันมีการถกเถียงในประเด็นนี้อย่างร้อนแรง แม้จะเป็นข่าวดี แต่หนุ่มสาวชาวไต้หวันหลายคนกลับมองในแง่ร้าย มีคนวิจารณ์ว่า เงินเดือนเพิ่ม 3% แต่ราคาสินค้าขึ้น 30% ราคาบ้านขึ้น 300% บ้างก็กล่าวว่า เงินเดือนเพิ่มแค่ 860 แต่ข้าวกล่องขึ้น 10 เหรียญก็กินหมดแล้ว และตำหนิว่า นี่มันจนกันทั้งประเทศ บางคนตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรม เช่น คนที่ไม่ได้ค่าจ้างขั้นต่ำ เสมือนถูกลดเงินเดือนทางอ้อมอีกแล้ว และผู้ได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติ ส่วนแรงงานท้องถิ่นต้องรับผลจากการที่ค่าครองชีพปรับเพิ่มตามไปด้วย</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">เนื่องจากค่าจ้างส่วนใหญ่อิงกับค่าจ้างขั้นต่ำ ดังนั้น แรงงานต่างชาติเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมากที่สุด</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในขณะที่บางคนมองในแง่ดีว่า ยังไงก็ดีกว่าไม่ขึ้นไม่ใช่เหรอ? หรือ บ่นว่าเงินเดือนต่ำกันทุกวัน ตอนนี้รัฐบาลปรับแล้วก็ยังด่าอีก? บางคนยังชี้ว่า ไต้หวันค่าแรงล้าหลังมานานแล้ว ถึงเวลาต้องเริ่มทยอยตามให้ทันบ้าง แม้จะมีความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเน้นไปที่ความกังวลเกี่ยวกับราคาสินค้าและค่าครองชีพ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงของผู้คนต่ออำนาจซื้อจริงในชีวิตประจำวัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างโรงไฟฟ้า</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไต้หวันผ่านกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ เมื่อปลายปี 2566 กำหนดชัดเจนว่า ค่าจ้างที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน ห้ามต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่ การจัดตั้งองค์ประกอบคณะพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายต่าง ๆ จำนวน 21 คน ได้แก่ รมว. กระทรวงแรงงานเป็นประธานโดยตำแหน่ง&nbsp; ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน ฝ่ายลูกจ้าง 7 คน ผู้แทนจากกระทรวงเศรษฐการ 1 คน ผู้แทนจากสภานิติบัญญัติ 1 คน นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ 4 คน กำหนดให้จัดการประชุมพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทุกไตรมาสที่ 3 ของปี เพื่อพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีถัดไป โดยยึดดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เป็นหลัก เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้ตามการปรับขึ้นของราคาสินค้า ขณะเดียวกันให้พิจารณาประกอบดัชนีทางเศรษฐกิจอีก 9 รายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เป็นต้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">คนงานไทยในไซต์งานก่อสร้างสะพานตั้นเจียง (ภาพจาก บ. Kung Sing Engineering Corporation)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานกล่าวว่า การพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละปี ใช้ระบบฉันทามติเป็นเกณฑ์ แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ จะใช้ระบบเสียงข้างมาก และนายจ้างหรือผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับ 20,000-1,000,000 เหรียญไต้หวัน หน่วยงานท้องถิ่นที่กำกับดูแลมีอำนาจปรับสูงสุด 1,500,000 เหรียญ โดยพิจารณาจากขนาดสถานประกอบการ จำนวนผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบและความรุนแรงในการกระทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมทั้งประกาศรายชื่อสถานประกอบการที่กระทำผิดกฎหมายเพื่อประจานให้สาธารณชนได้รับทราบโดยทั่วกัน</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานฟิลิปปินส์ในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การมีกฎหมายและบทลงโทษที่ชัดเจน จะทำให้สถานประกอบการหรือนายจ้างปฏิบัติตามหรือจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ น่าจะเป็นผลดีต่อผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่ส่วนใหญ่ได้รับค่าจ้างอิงตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ</p>
<p class="MsoNormal">2. ตะลึง! นักท่องเที่ยวสามีภรรยาชาวฟิลิปปินส์แอบทำงานเป็นหมอฟันเถื่อน เจ้าหน้าที่บุกค้นเจอคนไข้ชาติเดียวกันรอคิวรับบริการกว่า 20 คน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายคาลูบ และนางมิเชล สามีภรรยาชาวฟิลิปปินส์เดินทางมาไต้หวันด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แต่อยู่เลยกำหนดและลักลอบเปิดคลินิกทันตกรรมให้บริการทำฟันแก่แรงงานต่างชาติในพื้นที่เถาหยวน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชาติเดียวกันอย่างผิดกฎหมาย เพื่อแสวงหาผลกำไรอย่างไม่ชอบธรรม หลานสาว 2 คนก็ถูกจับข้อหาร่วมเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือการประกอบวิชาชีพทันตกรรมโดยมิชอบ สำนักงานอัยการเถาหยวนร่วมกับกองอนามัย ตำรวจ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจู่โจมและบุกค้นสถานที่ ถึงกับผงะ เพราะมีผู้ป่วยกว่า 20 คนรอเข้าคิวรับบริการทำฟัน เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 รายดำเนินคดี ข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สามีภรรยาชาวฟิลิปปินส์แอบทำงานเป็นหมอฟันเถื่อน ภายในห้องสกปรกและใช้เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานอัยการเปิดเผยว่า กองอนามัยเถาหยวนได้รับแจ้งว่ามีชาวต่างชาติกระทำการรักษาพยาบาลอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ เมื่อทำการตรวจสอบ พบว่าสามีภรรยาชาวฟิลิปปินส์คือ คาลูบ รอมเมล และ ครูซ มิเชล เดินทางเข้าออกไต้หวันหลายครั้งในช่วงสั้น ๆ พร้อมเปลี่ยนสถานที่ทำงานบ่อยครั้ง ตั้งแต่กุมภาพันธ์ถึงสิงหาคม 2566 ได้ลักลอบให้บริการทันตกรรมแก่แรงงานต่างชาติในนครเถาหยวน และตั้งแต่กันยายนปีที่แล้วถึงวันที่ 17 เมษายนปีนี้ ได้เปิดคลินิกทันตกรรมให้บริการต่อในเขตจงลี่</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สามีภรรยาชาวฟิลิปปินส์แอบทำงานเป็นหมอฟันเถื่อน ภายในห้องสกปรกและใช้เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานอัยการได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจค้นและพบผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 กำลังให้บริการด้านทันตกรรม เช่น การปรับเหล็กจัดฟัน ฟอกสีฟัน ติดตั้งฟันปลอม และฉีดยาในสถานที่คับแคบ สกปรกและใช้เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยมีผู้ป่วยรอคิวกว่า 20 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานฟิลิปปินส์&nbsp; นอกจากนี้ ยังยึดเงินสดจำนวน 299,500 เหรียญไต้หวัน และอุปกรณ์การแพทย์จำนวนหนึ่ง อัยการจึงขออนุญาตศาลควบคุมตัวผู้ต้องหา 4 ราย และสั่งฟ้องในข้อหาประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิชอบ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัยการระบุในสำนวนฟ้องว่า ผู้ต้องหาได้ใช้โซเชียลมีเดียในการโฆษณาและชักชวนคนไข้ไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งยังไม่ยอมยุติการกระทำ แม้จะถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานสาธารณสุขแล้ว ยังคงเดินทางเข้าออกไต้หวันด้วยวีซ่าท่องเที่ยวระยะสั้นเพื่อประกอบธุรกิจผิดกฎหมายและแสวงหาผลกำไรดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจสุขภาพของผู้อื่น และไม่มีท่าทีสำนึกผิด อัยการจึงขอให้ศาลพิพากษาโทษจำคุก 2 ปีสำหรับสามีภรรยาที่เป็นผู้ต้องหาหลัก และโทษจำคุก 7 เดือนสำหรับผู้เป็นหลานอีก 2 รายที่มีบทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือในการกระทำความผิด.</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัยการเถาหยวนกล่าวเตือนว่า ระบบการรักษาพยาบาลในไต้หวันได้มาตรฐาน หากไม่สบาย ใช้บัตรประกันสุขภาพไปรับการรักษาจากสถานพยาบาลหรือคลินิกถูกกฎหมาย ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม และขอความร่วมมือแจ้งข้อมูลสถานพยาบาลที่ให้บริการโดยผิดกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal">3. แรงงานเวียดนามตกปลาถูกฟ้าผ่าจนเสียชีวิต? ตำรวจพบที่แท้เกิดจากใช้ไฟฟ้าช็อตปลาอย่างผิดกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานชาวเวียดนามที่ไทจงรายหนึ่ง ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากมีรายงานว่าเขาถูกฟ้าผ่าระหว่างตกปลาอยู่ในคลองระบายน้ำ แต่แพทย์ไม่สามารถกู้ชีวิตไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ตำรวจพบว่าแรงงานเวียดนามรายนี้กับเพื่อนร่วมชาติลงไปในคลองเพื่อจับปลาโดยใช้เครื่องช็อตปลาอย่างผิดกฎหมาย มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกไฟฟ้าช็อตจนเสียชีวิต ตำรวจกำลังสืบสวนเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสาเหตุที่แน่ชัดในการเสียชีวิต</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">บริเวณที่เกิดเหตุแรงงานเวียดนามกับเพื่อนร่วมชาติใช้เครื่องช็อตปลาอย่างผิดกฎหมาย จนเป็นเหตุถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิต (ภาพจาก PTS)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจต้าเจี่ยในนครไทจงระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่แรงงานต่างชาติสันนิษฐานว่าเสียชีวิตจากไฟฟ้าช็อตใกล้สะพานซินกว่าง ในเขตโห้วหลี่ นครไทจง ชายคนหนึ่งล้มลงและหัวใจหยุดเต้นในขณะจับปลา โดยคาดว่าเกิดจากกระแสไฟรั่วขณะใช้เครื่องช็อตปลา ตำรวจได้เริ่มการสอบสวนเพื่อยืนยันตัวตนผู้ตายและหาสาเหตุของอุบัติเหตุ</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">โฆษกสถานีตำรวจต้าเจี่ยในนครไทจงแถลงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเตือนว่า การจับปลาด้วยเครื่องช็อตไฟฟ้าไม่เพียงผิดกฎหมาย ยังอันตรายอย่างยิ่ง</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจได้รับแจ้งจากศูนย์แจ้งเหตุ 119 ว่า ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งรักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาลฟงหยวน อย่างไรก็ตาม แม้ได้รับการปฐมพยาบาลฉุกเฉิน แต่สุดท้ายแพทย์ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ และไม่สามารถระบุตัวตนผู้เสียชีวิตได้ในทันที</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสอบสวน นายสวี่ อายุ 49 ปี ผู้แจ้งเหตุให้การว่า ได้รับโทรศัพท์จากชายชาวเวียดนามคนหนึ่งขอให้ช่วยแจ้งเหตุ พร้อมกันนั้นเขาได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุทันที ต่อมาตำรวจได้ติดต่อกับนายโฮ ชายชาวเวียดนามอายุ 34 ปีผู้โทรศัพท์ขอให้เพื่อนชาวไต้หวันช่วยแจ้งความ นายโฮให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตเป็นเพื่อนร่วมชาติชาวเวียดนามวัย 37 ปี แซ่ตรัน ก่อนเกิดเหตุทั้งสองได้นัดไปจับปลาด้วยเครื่องช็อตไฟฟ้าที่คลองระบายข้างสะพานซินกว่าง คาดว่าเนื่องจากฝนตกในขณะนั้น ทำให้เครื่องช็อตปลาเกิดไฟรั่วและเกิดเหตุสลดดังกล่าวขึ้น</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามตกปลาถูกฟ้าผ่าจนเสียชีวิต? ตำรวจพบที่แท้เกิดจากใช้ไฟฟ้าช็อตปลาอย่างผิดกฎหมาย</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อส่งถึงโรงพยาบาล นายตรันมีภาวะหัวใจหยุดเต้น หายใจไม่ได้ หมดสติ มีบาดแผลถลอกบริเวณขมับขวาและรอยฟกช้ำที่ต้นแขนขวา แพทย์พยายามกู้ชีวิตอย่างเต็มที่แต่ไม่สำเร็จ แรงงานเวียดนามรายนี้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลช่วงเวลา 18.10 น. วันเดียวกัน</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจร่วมกับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองใช้ระบบจดจำใบหน้าและเปรียบเทียบลายพิมพ์นิ้วมือ ยืนยันได้ว่า ผู้เสียชีวิตคือนายตรัน แรงงานเวียดนามที่ทำงานอยู่ในนครไทจง ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัด อุปกรณ์ที่ใช้ และตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ต่อไป</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;"></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามตกปลาถูกฟ้าผ่าจนเสียชีวิต? ตำรวจพบที่แท้เกิดจากใช้ไฟฟ้าช็อตปลาอย่างผิดกฎหมาย (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เซี่ยเจี้ยนกั๋ว ผู้กำกับสถานีตำรวจต้าเจี่ยเตือนว่า การจับปลาด้วยเครื่องช็อตไฟฟ้าไม่เพียงผิดกฎหมาย ยังอันตรายอย่างยิ่ง ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เคยเกิดเหตุไฟฟ้าช็อตจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายสิบราย จึงเตือนให้แรงงานต่างชาติต้องเคารพกฎหมายอย่าเสี่ยงทำผิดจนเกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=78764</guid>
      <pubDate>Fri, 20 Jun 2025 00:00:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250620_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36020160" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p class="MsoNormal"><b><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">1. </span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">ข่าวดี</span></b><b><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">!</span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;"> ค่าจ้างขั้นต่ำ 2</span></b><b><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">569</span></b><b><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;"> คาดจะปรับขึ้น 3% เป็น 29,450 เหรียญไต้หวัน รู้ผลประมาณต้นเดือนกันยายน</span></b><b><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;"><o:p></o:p></span></b></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/6/original/f42719a4-bad9-45e7-967f-0d86afbccd48.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>25</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=78194</link>
      <description><![CDATA[<p>1. ปี 67 แรงงานต่างชาติหลบหนีเพิ่มใหม่ 25,773 คน ลดลง 5,783 คนจากปีก่อนหน้า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองชี้ สถานการณ์ดีขึ้น แต่ สส. ชี้ ค่าปรับแพง ส่งผลต่อการมอบตัวและกระบวนการส่งกลับประเทศล่าช้า</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากสถิติของกระทรวงแรงงาน จนถึงสิ้นเดือนเมษายนปีนี้ ไต้หวันมีแรงงานต่างชาติรวมมากกว่า 830,000 คน แต่ในจำนวนนี้ มีการหลบหนีจากนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบสูงถึง 98,735 คน ตัวเลขแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ยังอยู่ในระดับสูงจนทำให้สังคมเกิดความกังวล และคณะกรรมาธิการกิจการภายในของสภานิติบัญญัติมีมติระงับงบประมาณบางส่วนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในประเด็นนี้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานต่างชาติหลบหนีจากนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบ ยังคงสูงถึง 98,735 คน (ภาพจาก udn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยระบุในรายงานต่อสภานิติบัญญัติว่า จำนวนแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายในปี 2567 มีแนวโน้มลดลง และแม้จะมีการเพิ่มโทษค่าปรับผู้พำนักอย่างผิดกฎหมาย แต่ก็มีมาตรการเชิงผ่อนปรนควบคู่ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติที่ยื่นขอลดหย่อนหรือยกเว้นค่าปรับเกินกว่า 1,000 คน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่งในไถหนาน จับกุมแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายได้ 26 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเวียดนาม (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยอดจำนวนชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากแรงงานผิดกฎหมายแล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนที่อยู่เลยกำหนดและหางานทำอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งมีประมาณ 30-40% ของแรงงานต่างชาติหลบหนี สส. จึงเสนอให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหามาตรการรับมือและเพิ่มการตรวจสอบแหล่งหลบซ่อนทำงาน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน ตรวจพบแรงงานผิดกฎหมายทำงานเกษตรจำนวน 15 คน พร้อมจับนายจ้างและหน้าหน้าเถื่อน&nbsp;(ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอชี้ว่า ภายหลังการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมืองและเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 เป็นต้นมา โดยเพิ่มค่าปรับสำหรับผู้พำนักเกินกำหนดระหว่าง 10,000-50,000 เหรียญไต้หวัน ส่งผลให้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายไม่กล้าไปรายงานตัวหรือเข้ามอบตัวเพื่อเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากไม่สามารถชำระค่าปรับที่แพงได้ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราการเข้ามอบตัวลดลง กระทบต่อความมั่นคงของสังคม นอกจากนี้ สถานกักกันไม่สามารถรองรับจำนวนชาวต่างชาติผิดกฎหมายที่ถูกจับ ทำให้สถานกักกันทุกแห่งเต็มเกือบตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการส่งกลับและการตรวจจับ นอกจากนี้ เนื่องจากชาวต่างชาติและแรงงานผิดกฎหมายที่ถูกจับ ส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายค่าปรับหรือค่าตั๋วเครื่องบินได้ ทำให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงานภายใต้ความดูแลของกระทรวงแรงงานในการสำรองเงินไว้ก่อน สภานิติบัญญัติจึงขอให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จัดทำนโยบายและแผนปรับปรุงเป็นรายงานพิเศษ จึงจะอนุมัติให้ใช้งบประมาณที่ถูกระงับไว้ได้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจู่โจมตรวจสอบโรงเชือดและชำแหละไก่ในเขตว่านหัว กลางกรุงไทเป จับ 22 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย (ภาพจาก CNA)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรายงานว่า ได้ร่วมมือกับกระทรวงแรงงานและหน่วยงานความมั่นคง เพิ่มการตรวจจับแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย โดยมีการตรวจสอบต้นทางและปราบปรามเครือข่ายนายหน้าเถื่อน และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการตรวจจับนายจ้างผิดกฎหมายเฉลี่ยปีละ 2,350 ราย ในส่วนของนายหน้าเถื่อนจับกุมปีละประมาณ 400 ราย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจขึ้นไปตรวจดูเพดานห้อง ซึ่งแรงงานต่างชาติมักจะใช้เป็นที่หลบหนีการจับกุม&nbsp;(ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยังชี้ว่า การแก้ปัญหาแรงงานผิดกฎหมายจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำมาตรการป้องกัน เช่น การตรวจสอบความปลอดภัยที่พัก และสวัสดิการของแรงงาน โดยสำนักงานฯ จะใช้ประสบการณ์ภาคสนามเสนอนโยบายให้กระทรวงแรงงานเพื่อเพิ่มการควบคุมตั้งแต่ต้นทาง จากความพยายาม ทั้งการควบคุมตั้งแต่ต้นทางและการตรวจจับปลายทาง ทำให้ปี 2567 มีแรงงานต่างชาติหลบหนีและกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายเพิ่มใหม่ 25,773 คน ลดลง 5,783 คนจากปีก่อนที่มีจำนวน 31,556 คน แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจนิวไทเป จับนายหน้าจัดหางานพร้อมผู้อนุบาลทำงานอย่างผิดกฎหมายจำนวน 11 คน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในส่วนของการยื่นขอลดหย่อนค่าปรับสำหรับชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในไต้หวันอย่างผิดกฎหมาย สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกล่าวว่า แม้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองได้เพิ่มค่าปรับจากเดิม 5 เท่า แต่สำนักงานฯ ก็มีมาตรการผ่อนปรน เช่น การเพิ่มมาตรฐานการยกเว้นโทษตามมาตรา 74-1 ของกฎหมายเข้าเมือง เพื่อสนับสนุนให้ผู้พำนักอย่างผิดกฎหมายเข้ารายงานตัวและเปิดเผยข้อมูลนายจ้างผิดกฎหมายหรือผู้ให้การช่วยเหลือเบื้องหลัง มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 จนถึงเดือนมีนาคมปีนี้ มีชาวต่างชาติที่พำนักเอย่างผิดกฎหมายจำนวน 1,029 คน ยื่นขอลดหย่อนหรือยกเว้นค่าปรับ</p>
<p>2. ไต้หวันเปิดโครงการฝึกงานเกษตรกรเยาวชนต่างประเทศ 6 ปีผ่านการฝึกแล้ว 525 ราย ส่วนใหญ่จากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการเกษตรและความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงเกษตรของไต้หวันได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือโครงการฝึกงานเกษตรกรรุ่นใหม่ในไต้หวันกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เป็นต้น โดยให้เกษตรกรรุ่นใหม่จากต่างประเทศได้เรียนรู้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการเกษตรกรรมของไต้หวัน ผ่านการฝึกงานในฟาร์มเป็นเวลา 1 ถึง 2 ปี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการเกษตรระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">พิธีมอบประกาศนียบัตรแก่เกษตรกรรุ่นใหม่จากฟิลิปปินส์ 29 คน จบการฝึกงานจากฟาร์มเกษตรหลายแห่งในไต้หวันเป็นเวลา 1 ปี (ภาพจาก tcdares.gov.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2562 จนถึงปลายเดือนเมษายนปีนี้ มีเกษตรกรรุ่นใหม่ต่างชาติ 525 คนเดินทางมารับการฝึกงานในเมืองเกษตรสำคัญทั่วไต้หวัน ได้แก่ ชาวอินโดนีเซีย 299 คน และชาวฟิลิปปินส์ 226 คน ในจำนวนนี้ มีชาวอินโดนีเซีย 11 คนที่เข้ารับการฝึกงานในอุตสาหกรรมผลไม้ ผัก และชาในเขตไถตง เพื่อเรียนรู้เทคนิคการผลิตและเทคโนโลยีทางการเกษตรของไต้หวันอย่างใกล้ชิด</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เกษตรกรรุ่นใหม่อินโดนีเซีย กำลังฝึกงานในฟาร์มที่เมืองไถตง&nbsp;(ภาพจาก สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเมืองไถตง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โครงการฝึกงานเกษตรกรรุ่นใหม่ต่างชาติในไต้หวันดังกล่าว ดำเนินการโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร ซึ่งให้การฝึกอบรมเบื้องต้นก่อนฝึกงาน ตลอดจนการเยี่ยมเยือนและให้คำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอระหว่างฝึกงาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรุ่นใหม่จากต่างชาติเหล่านี้ ให้รับมือกับความท้าทายทั้งในเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิตในไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เกษตรกรรุ่นใหม่ฟิลิปปินส์ กำลังฝึกงานในฟาร์มที่นครเถาหยวน&nbsp;(ภาพจาก สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตร หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น และสหกรณ์การเกษตรกรท้องถิ่นก็มีบทบาทสำคัญในกระบวนการคัดเลือกฟาร์มฝึกงาน การติดตามผลการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สถาบันวิจัยเทคโนโลยีการเกษตรเปิดเผยว่า ล่าสุด เกษตรกรรุ่นใหม่ชาวฟิลิปปินส์รุ่นที่ 6 จำนวน 50 คน ได้เดินทางถึงไต้หวันแล้วเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เริ่มการฝึกอบรมเบื้องต้นเป็นเวลา 4 วัน เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่หลากหลายของไต้หวัน การสื่อสารทางภาษา แนวโน้มการพัฒนาเกษตรกรรม และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะได้รับการจัดให้เข้ารับการฝึกงานในฟาร์ม 29 แห่งทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม เพื่อเริ่มการฝึกงานนาน 11 เดือน โดยมีฟาร์มในหลากหลายสาขา เช่น ข้าวและธัญพืช ผัก ผลไม้ เมล็ดพันธุ์ ปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และฟาร์มเชิงการท่องเที่ยว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เกษตรกรรุ่นใหม่จากประเทศอาเซียนดูงานการจำหน่ายพืชผลทางการเกษตรในตลาดของเกษตรกรเมืองอี๋หลาน (ภาพจาก hdares.gov.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเมืองไถตงของกระทรวงเกษตรระบุว่า มีการจัดกิจกรรมเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นประจำทุกปี โดยพาเกษตรกรรุ่นใหม่จากอินโดนีเซียไปศึกษาดูงานจากเกษตรกรตัวอย่าง เกษตรกรรุ่นใหม่ และสหกรณ์การเกษตรในแต่ละตำบลของไถตง เพื่อให้เข้าใจการดำเนินงานทางการเกษตรในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ผ่านการเรียนรู้เชิงเทคนิค และขยายมุมมองทางการเกษตรในระดับนานาชาติ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เกษตรกรรุ่นใหม่อินโดนีเซีย กำลังฝึกงานในฟาร์ม Good Time Food&nbsp;และฟาร์ม Buklavu Wuling ที่ตำบลเหยียนผิงในเมืองไถตง&nbsp;(ภาพจาก สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเมืองไถตง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขณะนี้มีเกษตรกรรุ่นใหม่ชาวอินโดนีเซีย 5 คน กำลังฝึกงานในฟาร์ม Good Time Food (好時果子) และฟาร์ม Buklavu Wuling ที่ตำบลเหยียนผิงในเมืองไถตง โดยมีส่วนร่วมในงานปลูกผลไม้และผัก การจัดการแปลงเกษตร เกษตรอินทรีย์ การควบคุมโรคและแมลง การเก็บเกี่ยว และการบรรจุภัณฑ์ เรียนรู้เทคโนโลยีเกษตรขั้นสูงของไต้หวัน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจฟาร์ม เมื่อกลับไปยังประเทศตนเองในอนาคต</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เกษตรกรรุ่นใหม่ชาวอินโดนีเซีย กำลังฝึกงานในฟาร์ม Good Time Food&nbsp;และฟาร์ม Buklavu Wuling ที่ตำบลเหยียนผิงในเมืองไถตง&nbsp;(ภาพจาก สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเมืองไถตง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นางสาวหลิน เพ่ยหยิง เจ้าของฟาร์ม Good Time Food ได้กล่าวชื่นชมเกษตรกรรุ่นใหม่จากอินโดนีเซียว่ามีความสามารถในการเรียนรู้สูง และทำงานต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ดี ด้านนายเฉินเสี้ยวเหว่ย เจ้าของฟาร์ม Buklavu Wuling กล่าวว่า แม้ในช่วงแรกจะมีอุปสรรคด้านภาษา แต่เมื่อกระตุ้นให้เรียนภาษาจีนแล้ว ตอนนี้สามารถสื่อสาร อ่านแบบฟอร์มการทำงานได้ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นมาก</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นางสาวหลิน เพ่ยหยิง (ซ้าย) เจ้าของฟาร์ม Good Time Food กล่าวชื่นชมเกษตรกรรุ่นใหม่จากอินโดนีเซียว่า มีความสามารถในการเรียนรู้สูง และทำงานต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง (ภาพจาก สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเมืองไถตง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเมืองไถตงกล่าวว่า ผ่านโครงการฝึกงานนี้ เกษตรกรรุ่นใหม่จากอินโดนีเซียไม่เพียงแค่ได้ทักษะภาคปฏิบัติ แต่ยังเข้าใจรูปแบบการพัฒนาเกษตรของไต้หวันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะนำไปใช้พัฒนาฟาร์มในประเทศตนเอง และกลายเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไต้หวันและอินโดนีเซียต่อไป ในอนาคตจะยังคงใช้โครงการฝึกงานเกษตรในลักษณะนี้ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับการเกษตรระดับนานาชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น</p>
<p>3. จับแรงงานไทยที่เกาสงเซ็นชื่อรับพัสดุกล่องใส่ทิชชูเสื่อกกจากไทย ซุกเฮโรอีน 25 กก. มูลค่ากว่า 400 ล้านเหรียญ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานสอบสวนเถาหยวน ดำเนินการตามนโยบายต่อต้านยาเสพติดของสภาบริหารอย่างเคร่งครัด ร่วมมือกับกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง สาขาไทเป ป้องกันการลักลอบขนยาเสพติดเข้าไต้หวันด้วยการตรวจสอบสินค้านำเข้าผ่านพัสดุไปรษณีย์และพัสดุระหว่างประเทศ &nbsp;พร้อมใช้กลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น ร่วมกับสำนักงานสอบสวนเมืองเกาสง และกองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตำรวจเมืองเกาสง จัดตั้งคณะทำงานพิเศษ ภายใต้การนำของอัยการจากสำนักงานอัยการเกาสง ทลายคดีลักลอบนำเข้าเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จับกุมแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในเกาสงรายหนึ่งขณะมาเซ็นชื่อรับพัสดุ โดยอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอควบคุมตัว และศาลท้องถิ่นเกาสงได้อนุมัติคำร้องดังกล่าว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับแรงงานไทยที่เกาสงเซ็นชื่อรับพัสดุกล่องใส่ทิชชูเสื่อกกจำนวน 118 ชิ้นจากไทย ข้างในซุกเฮโรอีน 25 กก. มูลค่ากว่า 400 ล้านเหรียญ (ภาพจากสำนักงานสอบสวนเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา กรมศุลกากร สำนักงานไทเปได้วิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรอง ตรวจพบว่าพัสดุจำนวน 3 ลัง ข้างบนเขียนว่า ภายในเป็นกล่องทิชชูจากประเทศไทย แต่จากการตรวจสอบมีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในกล่องกระดาษทิชชูเสื่อกก จึงส่งคดีให้สำนักงานสอบสวนเมืองเถาหยวนรับดำเนินการ ซึ่งได้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจและรายงานต่ออัยการเกาสงเพื่อควบคุมการสืบสวน จนกระทั่งวันที่ 14 เมษายน ได้จับกุมนายวิโรจน์ (นามสมสุติ) อายุ 33 ปี แรงงานไทยทำงานอย่างถูกกฎหมายอยู่ในโรงงานแห่งหนึ่งในเขตต้าเหลียว นครเกาสง เดินทางมารับของ ตำรวจที่ดักรออยู่แล้วเข้าจับกุมตัวทันทีหลังเซ็นชื่อรับพัสดุ ตำรวจตรวจพบว่า นายวิโรจน์ใช้ไลน์ติดต่อกับคนไทยรายหนึ่งที่ใช้ชื่อเล่นในโปรไฟล์ pob khws tsuab ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทย และเป็นผู้จัดหาเฮโรอีนบรรจุลงกล่องใส่ทิชชูจำนวน 3 ลัง ทั้งหมด 118 ชิ้น ส่วนนายวิโรจน์ทำทีเป็นผู้สั่งซื้อ โดยให้ส่งถึงที่อยู่หอพักที่ตนพักอาศัยในนครเกาสง ตำรวจแกะลังพบมีเฮโรอีนบริสุทธิ์ซุกซ่อนในกล่องใส่กระดาษทิชชูอย่างแนบเนียน จากนั้นใส่กลับไปตามเดิมเพื่อให้ส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทางตามปกติ ขณะเดียวกันก็แจ้งหน่วยงานต่าง ๆ จนจับแรงงานไทยรายนี้ได้ หลังถูกจับกุม นายวิโรจน์ยอมรับว่าเป็นพัสดุที่ส่งมาให้ตน แต่ไม่ทราบว่าข้างในมียาเสพติด ตำรวจควบคุมตัวส่งอัยการดำเนินคดีตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยที่เกาสงเซ็นชื่อรับพัสดุจากไทย 3 ลัง ภายในเป็นกล่องใส่ทิชชูเสื่อกกจำนวน 118 ชิ้น ซุกเฮโรอีน 25 กก. มูลค่ากว่า 400 ล้านเหรียญ (ภาพจากสำนักงานสอบสวนเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางแถลงว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วิธีการซุกซ่อนยาเสพติดเพื่อนำเข้าสู่ไต้หวันมีความลึกลับซับซ้อนมากขึ้น มีการปลอมแปลงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ซ่อนในสมุดภาพ ตลับลูกปืน โคมไฟ เป็นต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ โดยในคดีนี้ เครือข่ายค้ายาข้ามชาติได้เย็บถุงบรรจุเฮโรอีนร่วมกับฐานและผ้าของกล่องกระดาษทิชชูเสื่อกก ทำให้มองจากภายนอกแทบไม่สามารถแยกแยะได้ น้ำหนักรวมสูงถึง 25 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 400 ล้านเหรียญไต้หวัน เท่ากับ 10% ของยอดจำนวนเฮโรอีนที่จับได้ตลอดปี 2567</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจค้นห้องพักของแรงงานไทยรายนี้&nbsp;(ภาพจากสำนักงานสอบสวนเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขบวนการค้ายาข้ามชาติยังใช้วิธีว่าจ้างแรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานอย่างถูกกฎหมาย รับพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดแทน เพื่อป้องกันตำรวจสืบสวนถึงขบวนการค้ายา อย่างไรก็ตาม โชคดีที่สำนักงานสอบสวนและกรมศุลกากรสามารถยึดเฮโรอีนได้ทันเวลา ป้องกันไม่ให้ยาเสพติดเล็ดลอดเข้าสู่สังคม ทีมเฉพาะกิจยังคงดำเนินการติดตามร่องรอยเพื่อขยายผลไปยังกลุ่มผู้ค้ายารายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยที่เกาสงเซ็นชื่อรับพัสดุจากไทย 3 ลัง ภายในเป็นกล่องใส่ทิชชูเสื่อกกจำนวน 118 ชิ้น ซุกเฮโรอีน 25 กก. มูลค่ากว่า 400 ล้านเหรียญ (ภาพจากสำนักงานสอบสวนเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยานไต้หวันเปิดเผยว่า แก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ มักเปลี่ยนกลยุทธ์ลักลอบขนยาเสพติดเข้าไต้หวันเป็นประจำ และปี 2567 มีการจับกุมการลักลอบขนยาเสพติดเข้าไต้หวันผ่านท่าอากาศยานแล้ว 41 คดี จับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 80 ราย รวมยาเสพติดประเภทต่าง ๆ ที่ยึดได้ 438.27 กก. ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยรับจ้างขนยาเสพติดจำพวกเฮโรอีน 35 กก. กัญชา 60 กก.</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เมื่อ&nbsp;4 ต.ค. 67 เพิ่งจับชายไทยอายุ 47 ปี ลักลอบขนเฮโรอีนตราสิงโตเหยียบลูกโลกจำนวน 30 แท่ง น้ำหนัก 11.133 กิโลกรัมเข้าไต้หวัน (ภาพจาก องบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับโทษของการขนหรือลำเลียงเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 เข้าไต้หวัน ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 30 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เมื่อ&nbsp;4 ต.ค. 67 เพิ่งจับชายไทยอายุ 47 ปี ลักลอบขนเฮโรอีนตราสิงโตเหยียบลูกโลกจำนวน 30 แท่ง น้ำหนัก 11.133 กิโลกรัมเข้าไต้หวัน (ภาพจาก องบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=78194</guid>
      <pubDate>Fri, 13 Jun 2025 22:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250613_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36022080" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. ปี 67 แรงงานต่างชาติหลบหนีเพิ่มใหม่ 25,773 คน ลดลง 5,783 คนจากปีก่อนหน้า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองชี้ สถานการณ์ดีขึ้น แต่ สส. ชี้ ค่าปรับแพง ส่งผลต่อการมอบตัวและกระบวนการส่งกลับประเทศล่าช้า</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/6/original/67f41175-ccbf-4ea1-8678-5b46f68d7d53.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>24</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=77655</link>
      <description><![CDATA[<p>1. นายกฯ ไฟเขียวกู้วิกฤตท่องเที่ยว กระทรวงแรงงานเล็งประกาศเงื่อนไขการนำเข้าแรงงานต่างชาติของธุรกิจโรงแรม โฮมสเตย์ ครึ่งหลังปีนี้ </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีของไต้หวันกล่าวในพิธีเปิดงานมหกรรมการท่องเที่ยวนานาชาติไทเป 2025 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ว่า เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น รัฐบาลมีหน้าที่หลัก 3 ประการ นอกจากการสร้างเครือข่ายคมนาคมขนส่งที่สมบูรณ์แบบ ภายใต้หลักการให้แรงงานท้องถิ่นมีสิทธิ์และโอกาสก่อนจะมีการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น และการปรับปรุงขั้นตอนการเข้าออกเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีของไต้หวัน (ภาพจาก ctee.com.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อคำพูดของนายกรัฐมนตรีข้างต้น ซึ่งทำให้วงการภาคการท่องเที่ยวตีความว่า รัฐบาลจะเปิดให้ภาคการท่องเที่ยวสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ กระทรวงแรงงานแถลงว่า มีการสำรวจภาวะขาดแคลนแรงงานในแต่ละภาคอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงานได้มีนโยบายเปิดรับแรงงานต่างชาติและเพิ่มค่าจ้างให้แรงงานท้องถิ่นอยู่แล้ว ทั้งหมดเป็นการพิจารณาเชิงระบบ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ธุรกิจโรงแรม โฮมสเตย์ประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก กระทรวงแรงงานเตรียมประกาศเงื่อนไขเปิดให้นำเข้าแรงงานครึ่งหลังปีนี้ (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายกรัฐมนตรีไต้หวันผู้นี้กล่าวว่า ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีขณะจัดทำงบประมาณปีถัดไป ต้องบรรจุแนวคิดการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ โดยรัฐบาลมีหน้าที่หลัก 3 ข้อในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้แก่ :</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. สร้างระบบคมนาคมขนส่งที่ดีและมีประสิทธิภาพ เพราะหากไม่มีการคมนาคมที่ดี ก็ยากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาเที่ยวไต้หวัน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ตอบสนองความต้องการแรงงานของภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลจะผลักดันนโยบายใหม่ในการนำเข้าแรงงานต่างชาติ ภายใต้หลักการให้แรงงานในประเทศมีสิทธิ์และโอกาสก่อน จะมีการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศและธุรกิจการท่องเที่ยว ส่งผลให้คุณภาพการท่องเที่ยวภายในประเทศดีขึ้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ปรับปรุงขั้นตอนการเข้าออกเมืองให้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกว่าไต้หวันเป็นจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ธุรกิจโรงแรม โฮมสเตย์ประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก กระทรวงแรงงานเตรียมประกาศเงื่อนไขเปิดให้นำเข้าแรงงานครึ่งหลังปีนี้ (ภาพจาก udn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายโจวหย่งฮุย อธิบดีกรมส่งเสริมการท่องเที่ยวกล่าวว่า ธุรกิจโรงแรม โฮมสเตย์ ประสบภาวะขาดแคลนแรงงานมานาน โดยเฉพาะงานจัดและทำความสะอาดห้องพัก ผู้ประกอบการเรียกร้องเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติมาโดยตลอด ขณะนี้ได้บรรลุข้อตกลงและเงื่อนไขกับกระทรวงแรงงานเรียบร้อยแล้ว และได้รับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรี จึงคาดว่ากระทรวงแรงงานจะประกาศมาตรการและเงื่อนไขในการนำเข้าแรงงานต่างชาติสำหรับธุรกิจโรงแรม โฮมสเตย์ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ธุรกิจโรงแรม โฮมสเตย์ประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก กระทรวงแรงงานเตรียมประกาศเงื่อนไขเปิดให้นำเข้าแรงงานครึ่งหลังปีนี้ (ภาพจาก PNN)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากซบเซาอย่างหนักจากสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ต้องประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวต่างเรียกร้องขอให้เปิดนำเข้าแรงงานต่างชาติ แม้แต่ สส. ทั้งหลายก็เสนอให้รัฐบาลควรเปิดให้ภาคบริการนำเข้าแรงงานต่างชาติได้อย่างมีเงื่อนไข ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานชี้แจงว่า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการส่งออก ใบสั่งซื้อสินค้าของภาคการผลิตลดน้อยลง ความต้องการด้านแรงงานลดลงตามไปด้วย ภาคบริการแม้จะเรียกร้องมาตลอดว่าขาดแคลนแรงงาน แต่การปรับขึ้นค่าจ้างและแก้ไขสวัสดิการพนักงานของผู้ประกอบการกลับไม่เด่นชัด ดังนั้น นโยบายของกระทรวงแรงงานในปัจจุบันคือ ลดส่วนต่างความต้องการระหว่างนายจ้างและลูกจ้างให้น้อยลง หรือทำอย่างไรให้นายจ้างยอมปรับขึ้นค่าจ้างและปรับปรุงสวัสดิการของลูกจ้างท้องถิ่นก่อน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ธุรกิจโรงแรม โฮมสเตย์ประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก กระทรวงแรงงานเตรียมประกาศเงื่อนไขเปิดให้นำเข้าแรงงานครึ่งหลังปีนี้ (ภาพจาก LTN)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ ปัจจุบัน ไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติเดินทางมาทำงานใน 10 ประเภทกิจการ ได้แก่ ลูกเรือประมงทะเล ผู้อนุบาลองค์กร ผู้อนุบาลในครัวเรือนและผู้ช่วยงานบ้าน ภาคการผลิต จ้างเหมาบริการภาคการผลิต ก่อสร้าง ชำแหละเนื้อสัตว์ งานเกษตรและงานจ้างเหมาบริการภาคการเกษตร สำหรับงานภาคบริการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม โฮมสเตย์ หรือกิจการด้านการท่องเที่ยวอื่น ๆ รวมทั้งพนักงานนวด ไต้หวันยังไม่อนุญาตเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ธุรกิจโรงแรม โฮมสเตย์ประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก กระทรวงแรงงานเตรียมประกาศเงื่อนไขเปิดให้นำเข้าแรงงานครึ่งหลังปีนี้ (ภาพจาก gb30life.com)</p>
<p>2. แรงงานกึ่งฝีมือเงื่อนไขเยอะ เรียกร้องยกเลิกจำกัดระยะเวลาทำงาน 12/14 ปีของแรงงานต่างชาติ กระทรวงแรงงานชี้ มีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วงหน้ากระทรวงแรงงานในกรุงไทเป เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาการทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติ ซึ่งกฎหมายการจ้างงานมาตรา 52 กำหนดว่า แรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันได้รวมสะสมแล้วห้ามเกิน 12 ปีสำหรับแรงงานภาคการผลิตและ 14 ปี สำหรับแรงงานภาคสวัสดิการสังคม ต่อการเคลื่อนไหวดังกล่าว กระทรวงแรงงานแสดงจุดยืนว่า พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และจะดำเนินการพิจารณาทบทวนอย่างต่อเนื่องในประเด็นระบบการจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ และการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานต่างชาติ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติ ชุมนุมประท้วงหน้ากระทรวงแรงงานในกรุงไทเป เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อห้ามแรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันเกิน 12/14 ปี (ภาพจาก CNA)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สหภาพแรงงานผู้ดูแลคนสูงอายุแห่งไต้หวัน (SBIPT) ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นแรงงานอินโดนีเซีย ได้จัดแถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลเห็นความสำคัญในผลงานระยะยาวของแรงงานต่างชาติทั่วไปหรือที่เรียกกันว่าแรงงานระดับ Blue Collar ด้วยการยกเลิกข้อจำกัดในมาตรา 52 แห่งกฎหมายการจ้างงาน ซึ่งจำกัดระยะเวลาการทำงานที่ไม่เป็นธรรม และยุติการเลือกปฏิบัติและการเอารัดเอาเปรียบในเชิงระบบ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติ ชุมนุมประท้วงหน้ากระทรวงแรงงานในกรุงไทเป เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อห้ามแรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันเกิน 12/14 ปี (ภาพจาก CNA)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; SBIPT ชี้แจงว่า ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมายการจ้างงาน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 จนถึงปัจจุบัน กฎหมายฉบับนี้ยังคงกำหนดให้แรงงานต่างชาติทั่วไปสามารถทำงานในไต้หวันได้ รวมสะสมสูงสุดเพียง 12 ปี แม้ว่าตำแหน่งผู้อนุบาลจะสามารถขยายได้ถึง 14 ปี หากผ่านเกณฑ์ระบบให้คะแนน แต่การจำกัดระยะเวลาการทำงานยังคงมีอยู่ ทำให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะและมีความผูกพันกับผู้ถูกดูแล จำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศตามกฎหมาย แล้วให้นายจ้างนำเข้าแรงงานคนใหม่มาฝึกฝนและทดแทนต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติวิจารณ์ว่า เงื่อนไขการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือเยอะและยากมาก แรงงานทั่วไปมีโอกาสน้อยที่จะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ขอให้ยกเลิกข้อห้ามทำงานเกิน 12/14 ปี (ภาพจาก CNA)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; SBIPT ระบุว่า แม้รัฐบาลจะพยายามผลักดันโครงการคงไว้ซึ่งแรงงานที่มีทักษะฝีมือ หรือที่เรียกกันว่าโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 แต่ระบบการกำหนดโควตาและการพิจารณาคัดเลือกแรงงานต่างชาติที่จะยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือขึ้นอยู่กับนายจ้างเป็นหลัก แรงงานไม่มีสิทธิ์ในการเจรจา และบริษัทจัดหางานก็ฉวยโอกาสบังคับให้แรงงานที่ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือต้องลาออกและเดินทางกลับประเทศเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน จากนั้นค่อยทำเรื่องเดินทางเข้ามาใหม่ เพื่อเก็บค่าหัวคิวรอบใหม่ ทำให้แรงงานต่างชาติที่ต้องการอยู่ต่อจำใจแบกรับภาระหนักขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สหภาพแรงงานผู้ดูแลคนสูงอายุแห่งไต้หวัน (SBIPT) สมาชิกส่วนใหญ่เป็นแรงงานอินโดนีเซีย (ภาพจาก CNA)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; SBIPT เห็นว่า ไต้หวันได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) และอนุสัญญาระหว่างประเทศอื่น ๆ ว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญา CEDAW อย่างแท้จริง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านสมาคมแรงงานนานาชาติไต้หวัน (TIWA) ระบุว่า ความต้องการแรงงานต่างชาติของสังคมไต้หวันเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติสูงกว่า 820,000 คน รัฐบาลต้องยอมรับความเป็นจริงว่า แรงงานต่างชาติไม่ใช่เพียงแรงงานเสริมหรือทดแทนภาวะขาดแคลนแรงงานอีกต่อไป แต่เป็นแรงงานหลักทั้งในอุตสาหกรรมการผลิตและระบบการดูแลระยะยาวที่รัฐบาลกำลังผลักดัน จึงเสนอข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ :</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. ยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาการทำงาน 12/14 ปี ของแรงงานต่างชาติโดยไม่มีเงื่อนไข</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ปรับปรุงแก้ไขระบบและเงื่อนไขการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือให้มีความเป็นธรรม โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิประโยชน์แรงงาน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. เปลี่ยนมาใช้ระบบการจ้างตรงแทนระบบการจัดส่งผ่านบริษัทจัดหางานโดยสมบูรณ์</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สหภาพแรงงานผู้ดูแลคนสูงอายุแห่งไต้หวัน (SBIPT) สมาชิกส่วนใหญ่เป็นแรงงานอินโดนีเซีย (ภาพจาก FB : SBIPT)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว กระทรวงแรงงานกล่าวว่า หากขยายหรือยกเลิกการจำกัดระยะเวลาการทำงานในไต้หวัน แรงงานที่อยู่มานานอาจไม่มีโอกาสเปลี่ยนสถานะหรือยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้ ไม่เป็นผลดีต่อการคุ้มครองสิทธิประโยชน์แรงงานและไม่สอดคล้องกับนโยบายการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมืออยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปได้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานกล่าวว่า หากแรงงานได้รับการเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ แต่ไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญา หรือได้รับค่าจ้างต่ำกว่าที่กำหนด จะมีการลงโทษนายจ้างตามกฎหมาย บังคับให้จ่ายค่าจ้างตามกฎหมาย และจำกัดสิทธิ์การยื่นคำขอในอนาคต พร้อมทั้งอนุญาตให้แรงงานสามารถเปลี่ยนนายจ้างหรือหางานใหม่ผ่านศูนย์จัดหางานของรัฐได้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนแรงงานต่างชาติวิจารณ์ว่า เงื่อนไขการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือเยอะและยากมาก แรงงานทั่วไปมีโอกาสน้อยที่จะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ เรียกร้องยกเลิกข้อห้ามทำงานเกิน 12/14 ปี (ภาพจาก Rti)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานเสริมว่า จนถึงปลายเดือนเมษายนปีนี้ มีแรงงานต่างชาติจำนวนกว่า 46,000 คน ได้รับอนุญาตเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว เฉลี่ยปีละกว่า 10,000 คน และในอนาคตจะมีการพิจารณาทบทวนประเภทงาน โควตา คุณสมบัติและเงื่อนไขของแรงงานกึ่งฝีมืออย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะเพิ่มบทบาทในการจัดการให้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานยังกล่าวถึงการยกระดับอัตราการจ้างตรงว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ได้มีการผลักดันโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการจ้างตรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการจ้างตรงของนายจ้างให้ง่ายและลดระยะเวลาลงอย่างจริงจัง</p>
<p>3. อีกแล้ว! ตำรวจจงลี่จับ 29 สาวเอนฯ ชาวไทย ถือฟรีวีซ่าลักลอบทำงานในร้าน KTV </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อค่ำวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง สถานีตำรวจจงลี่ ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เกือบ 40 นาย ปฏิบัติการตรวจสอบพิเศษในสถานที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะสถานบันเทิงที่มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับการลักลอบทำงานของชาวต่างชาติ ปฏิบัติการตรวจสอบดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมหญิงไทยจำนวน 29 ราย ซึ่งเดินทางเข้ามาในไต้หวันด้วยวีซ่าท่องเที่ยว ลักลอบทำงานเป็นสาวเอนเตอร์เทนในสถานบันเทิงประเภท KTV อย่างผิดกฎหมาย ในจำนวนนี้มีบางคนอยู่เลยกำหนดวีซ่า ถูกควบคุมตัวส่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเถาหยวน ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจจงลี่จับ 29 สาวเอนฯ ชาวไทย ถือฟรีวีซ่าลักลอบทำงานในร้าน KTV (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ยังสามารถจับกุมนายหน้าชาวไต้หวัน 2 ราย ที่มีพฤติกรรมจัดหาหญิงต่างชาติเดินทางมาทำงานอย่างผิดกฎหมายเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงาน ถูกควบคุมตัวส่งอัยการดำเนินคดีต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจจงลี่จับ 29 สาวเอนฯ ชาวไทย ถือฟรีวีซ่าลักลอบทำงานในร้าน KTV (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจจงลี่เปิดเผยว่า ปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกในการป้องกันอาชญากรรม การค้ามนุษย์ และการลักลอบทำงานของชาวต่างชาติในช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะในสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น KTV ผับ บาร์และสถานบันเทิงยามค่ำคืน ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้ขบวนการผิดกฎหมายแฝงตัวก่ออาชญากรรมได้ จึงได้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบสถานที่เสี่ยงในพื้นที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงเจตจำนงในการปราบปรามอาชญากรรมและสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจจงลี่จับ 29 สาวเอนฯ ชาวไทย ถือฟรีวีซ่าลักลอบทำงานในร้าน KTV (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=77655</guid>
      <pubDate>Fri, 06 Jun 2025 22:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/audio/program/20250606_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36033600" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. นายกฯ ไฟเขียวกู้วิกฤตท่องเที่ยว กระทรวงแรงงานเล็งประกาศเงื่อนไขการนำเข้าแรงงานต่างชาติของธุรกิจโรงแรม โฮมสเตย์ ครึ่งหลังปีนี้ </strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://d1qd3zoyy91a2c.cloudfront.net/image/thrti/images/listimg/2025/6/original/3b8f579d-4ef1-4492-9b55-244dcafb781c.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>23</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=77252</link>
      <description><![CDATA[<p>1. เตือน! ปี 67 ไต้หวันจับผู้ลักลอบนำเข้ายาลดความอ้วนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสารต้องห้าม 38 คน แรงงานไทยมากสุด 21 คน ไต้หวัน 7 เวียดนาม 5 </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้จะมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ประเด็นการนำเข้าอาหารเสริม ยาและผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีส่วนผสมของสารไซบูทรามีน ซึ่งไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดประเภทที่ 4 แต่ยังมีการตรวจพบเป็นประจำ จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจไต้หวันพบว่า ปี 2567 ตรวจพบชาวต่างชาติจากประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียเกี่ยวข้องในคดีลักลอบนำเข้ายา กาแฟและผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีส่วนผสมไซบูทรามีนโดยการส่งผ่านทางพัสดุระหว่างประเทศ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางจึงได้ส่งหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์ หวังลดความเสี่ยงที่ชาวต่างชาติจะละเมิดและถูกลงโทษตามกฎหมาย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเตือนแรงงานไทยหลีกเลี่ยงนำเข้ายาและผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก เพราะอาจมีส่วนผสมของสารเสพติด (ภาพจาก&nbsp;กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางแถลงว่า ไซบูทรามีน (Sibutramine) เป็นยาเสพติดประเภทที่ 4 ซึ่งเดิมใช้รักษาโรคอ้วน โดยออกฤทธิ์ผ่านระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มสารนอร์เอพิเนฟรินและเซโรโทนินในสมองเพื่อช่วยลดความอยากอาหาร อย่างไรก็ตาม ยาดังกล่าวมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง เช่นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต อย่างความวิตกกังวลและซึมเศร้า สำนักงานตำรวจจึงรณรงค์ประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงการนำเข้า แต่ก็ยังตรวจพบจำนวมากและเป็นประจำ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">1 ในแรงงานไทยที่ไทจงถูกจับข้อหานำเข้ายาลดความอ้วนที่มีส่วนผสมของไซบูทรามีน ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจพบว่า ปี 2567 กรมศุลกากรตรวจพบการลักลอบนำเข้าไซบูทรามีนผ่านทางพัสดุไปรษณีย์และพัสดุระหว่างประเทศจำนวน 36 คดี และส่งต่อให้ตำรวจดำเนินคดี พัสดุดังกล่าวส่วนใหญ่ส่งมาจากประเทศไทย จำนวน 25 คดี ที่เหลือจากเวียดนาม 5 คดี มาเลเซีย 2 คดีและจากกัมพูชา ฮ่องกง ฟิลิปปินส์และมองโกเลียประเทศละ 1 คดี จับผู้ต้องหาที่รับพัสดุรวม 38 คน ในจำนวนนี้ ผู้ต้องหาคนไทยถูกจับมากที่สุด 21 คน รองลงมาคือชาวไต้หวัน 7 คน เวียดนาม 4 คน ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ประเทศละ 2 คน ชาวกัมพูชาและมองโกเลียประเทศละ 1 คน โดยในจำนวนนี้กว่า 80% เป็นแรงงานต่างชาติหรือผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ คาดว่าเกิดจากความไม่รู้กฎหมายของไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">1 ในแรงงานไทยที่ไทจงถูกจับข้อหานำเข้ายาลดความอ้วนที่มีส่วนผสมของไซบูทรามีน ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 4</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางระบุว่า ไซบูทรามีนในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย จัดให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 และมักพบผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ขณะที่ไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 4 ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ สำหรับชื่อผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ที่ตรวจยึดได้ ได้แก่ อาหารเสริมลดน้ำหนักโอซี (OZY), กาแฟลดน้ำหนักลี่โซ่ว (Lishou 麗瘦), อาหารเสริมลดน้ำหนักมะระสลิม (MARA SLIM), Honey Q Level Up, COZY S, น้ำสับปะรดดีท็อกซ์ผสมเสาวรสช่วยลดน้ำหนักรูบิสเอสดีท็อกซ์ (RubisS Detox), ITCHA XS, Maya Rm, MAX HEALTH, SERA, MATAINE เป็นต้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจจัดแสดงอาหารเสริมลดน้ำหนักส่งมาจากไทย เวียดนามทางพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ถูกตรวจพบมีส่วนผสมสารเสพติดจำพวกไซบูทรามีน (ภาพจาก กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางกล่าวเตือนว่า ไต้หวันประกาศให้ไซบูทรามีนเป็นยาเสพติดประเภทที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2564 หากสั่งซื้อสินค้าทางเว็บไซต์ต่างประเทศ หรือให้ญาติมิตรส่งผลิตภัณฑ์ที่มีไซบูทรามีนมาไต้หวัน อาจเข้าข่ายละเมิดมาตรา 4 วรรค 4 ของกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ หากถูกตัดสินว่ามีความผิด จะต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 12 ปี และปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน ชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงานหรือตั้งรกรากในไต้หวันจึงควรระมัดระวังและต้องเคารพกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิด เพราะนอกจากมีความเสี่ยงสูงที่จะติดคุกแล้ว ยังคุกคามสุขภาพตัวเองด้วย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจจัดแสดงอาหารเสริมลดน้ำหนักส่งมาจากไทย เวียดนามทางพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ถูกตรวจพบมีส่วนผสมสารเสพติดจำพวกไซบูทรามีน (ภาพจาก กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้ว่าการลดน้ำหนักนั้น สามารถทำได้หลายวิธี แต่การรับประทานอาหารเสริมลดน้ำหนัก ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่มากที่สุด เพราะวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีเวลาที่จะไปออกกำลังกาย หรือควบคุมอาหาร ทำให้ต้องใช้ตัวช่วยอย่างอาหารเสริมลดน้ำหนัก หรือกาแฟลดความอ้วน ซึ่งมักมีส่วนผสมของสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ถ้าเราโชคร้ายอาจเจอกับอาหารเสริมลดน้ำหนักหรือกาแฟลดความอ้วนที่ใส่สารต้องห้ามอย่างไซบูทรามีน จึงต้องระวัง ทางที่ดีหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักด้วยวิธีกินยาหรือกาแฟลดความอ้วน ได้ทั้งปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยสั่งกาแฟลดน้ำหนักยี่ห้อนี้จากไทย 146 ซอง ถูกตรวจพบมีส่วนผสมสารไซบูทรามีน (ภาพจาก LTN)</p>
<p>2. ตาแหลม! ตำรวจหนานโถวรวบ 2 ผีน้อยไทยสูบบุหรี่ยาเคหน้าร้านสะดวกซื้อหน้าตาเฉย </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์จับ 2 ชายไทยสูบหรี่ผสมยาเสพติดเคตามีนคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งบนถนนเฟินเฉ่า ตำบลเฉ่าถุน เมืองหนานโถว ตำรวจสายตรวจจากโรงพักซินกวง 2 นาย ขณะตรวจลาดตระเวนเพื่อเซ็นชื่อในจุดตรวจหรือตู้แดง เหลือบไปเห็นชายชาวต่างชาติ 2 คน มือถือกระป๋องเบียร์กำลังสูบบุหรี่อยู่ที่ลานจอดรถหน้าร้าน เนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกของบุหรี่แตกต่างจากบุหรี่ทั่วไป คล้ายกับบุหรี่แบบมวนเองและมีกลิ่นที่แตกต่างจากบุหรี่ปกติ จึงเข้าไปตรวจสอบ พบว่าชายทั้ง 2 เป็นคนไทย ถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวแต่อยู่เลยกำหนด จึงใช้แอปแปลภาษาในมือถือสื่อสารและสอบถาม ชายไทยทั้ง 2 จึงยอมส่งมอบบุหรี่ที่มีส่วนผสมของเคตามีนจำนวน 3 มวน และยอมรับว่าได้สูบจริง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจสายตรวจพบ 2 ชายไทยสูบหรี่ผสมยาเสพติดเคตามีนที่หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในตำบลเฉ่าถุน เมืองหนานโถว (ภาพจากสถานีตำรวจหนานโถว)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจนำบุหรี่ดังกล่าวไปตรวจสอบยืนยันมีส่วนผสมของเคตามีน ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 3 จึงควบคุมตัวกลับไปสอบสวนที่สถานีตำรวจเฉ่าถุน ดำเนินการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายและดำเนินคดีตามกฎหมายตามผลการตรวจสอบต่อไป ส่วนกรณีอยู่เลยกำหนดวีซ่า ได้ส่งตัวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหนานโถวดำเนินการปรับตามกฎหมาย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกแตกต่างจากบุหรี่ทั่วไป คล้ายกับบุหรี่แบบมวนเองและมีกลิ่นที่แตกต่างจากบุหรี่ปกติ ตำรวจจึงเข้าไปตรวจสอบ (ภาพจากคลิปของสถานีตำรวจหนานโถว)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลิวเชียนเสียง รองผู้กำกับการสถานีตำรวจเฉ่าถุน กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีไหวพริบและสามารถจับกุมคดียาเสพติดได้อย่างรวดเร็ว พร้อมระบุว่า จะเดินหน้าปราบปรามการกระทำผิด ไม่ว่าจะคนท้องถิ่นหรือต่างชาติอย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือพฤติกรรมต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมกันรักษาความปลอดภัยและความสงบสุขของสังคม</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ชายไทยทั้ง 2 ส่งมอบบุหรี่ที่มีส่วนผสมของเคตามีนจำนวน 3 มวนให้ตำรวจและยอมรับว่าได้สูบจริง&nbsp;(ภาพจากคลิปของสถานีตำรวจหนานโถว)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ เคตามีน (ketamine) หรือที่รู้จักกันในหมู่ผู้ใช้ยาเสพติดว่ายาเค เป็นยาเสพติดสังเคราะห์ ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท แต่เดิมถูกคิดค้นเพื่อใช้เป็นยาสลบทางการแพทย์ กลับกลายเป็นยาเสพติดฤทธิ์ร้ายแรงเมื่อถูกนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้เสพอย่างมาก โดยระยะสั้นจะส่งผลให้เกิดอาการซึม วิงเวียนศีรษะ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง เกิดอาการสับสน กระวนกระวาย หวาดระแวง หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำกลายเป็นคนวิกลจริตได้ และการใช้ในปริมาณสูง อาจทำให้สมองและกล้ามเนื้อขาดออกซิเจน บางรายถึงขั้นเสียชีวิต</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจนำบุหรี่ดังกล่าวไปตรวจสอบยืนยันมีส่วนผสมของเคตามีน ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 3&nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจหนานโถว)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษของไต้หวัน จัดให้เคตามีน เป็นยาเสพติดประเภทที่ 3 ผู้ใดเสพหรือมีไว้ในครอบครองไม่ได้จำหน่ายในปริมาณไม่เกิน 5 กรัม มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 เหรียญ ต้องเข้ารับการบำบัด และรับการอบรมผลร้ายของยาเสพติดต่อสุขภาพเป็นเวลา 6 ชั่วโมง ส่วนผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือหลอกล่อให้คนอื่นเสพ มีโทษจำคุกสูงถึง 7 ปี ปรับ 15 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>
<p>3. จับแก๊งค้ากามพร้อม 6 สาวไทยยืนเรียกแขกบนทางเท้า เน้นราคาถูก 15 นาที 1,500 เหรียญ พบ 1 ในแม่เล้าเป็นนักเรียนหญิงชาวไทย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ย่านใจกลางเมืองนครไทจง มีหญิงชาวต่างชาติเข้ามาทำงานขายบริการทางเพศจำนวนมาก เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไทจงทลายซ่องผิดกฎหมายแห่งหนึ่ง เปิดรับหญิงชาวไทยถือฟรีวีซ่าเดินทางมาค้ากามระยะสั้นในไต้หวัน โดยให้แต่งตัวในชุดเซ็กซี่ไปยืนเรียกแขกตามทางเท้าในอาคาร เน้นโปรโมชั่นราคาถูก 15 นาที 1,500 เหรียญไต้หวัน โดยอาบน้ำให้ลูกค้าเฉพาะครึ่งล่างอย่างเร่งรีบเพียง 2 นาที แต่เนื่องจากราคาถูกมีลูกค้าประจำแห่กันมาใช้บริการกันมากมาย ตำรวจจับเจ้าของซ่องและพนักงานบริหารได้ 6 คน หญิงไทยขายบริการ 6 คน และลูกค้าชาย 2 คน แม่เล้ารายหนึ่งยังเป็นนักเรียนหญิงชาวไทยที่เดินทางมาศึกษาอย่างถูกกฎหมายในไต้หวัน ตำรวจควบคุมตัวส่งให้อัยการดำเนินคดีค้ามนุษย์และฝ่าฝืนกฎหมายรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">หญิงไทยแต่งชุดเซ็กซี่ไปยืนเรียกแขกตามทางเท้าใต้อาคาร ใจกลางเมืองไทจง เน้นโปรโมชั่นราคาถูก 15 นาที 1,500 เหรียญไต้หวัน&nbsp;(ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสอบสวนของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพบว่า กลุ่มค้ากามข้ามชาติที่มีนายไช่ ชายชาวไต้หวันเป็นหัวโจกแก๊งนี้ ได้ร่วมมือกับเพื่อน เช่าห้องชุดชั้น 3 แห่งหนึ่งในย่านใจกลางเมืองนครไทจง ดัดแปลงเป็นสถานที่ให้บริการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นมา เพื่อนรับผิดชอบดูแลภายในและรับ-ส่งหญิงสาว รับเงินและจัดหาเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนหญิงชาวไทยที่มาขายบริการในไต้หวันนั้น ถูกจัดหามาโดยนายหน้าชาวไทยรายหนึ่งซึ่งไม่ทราบชื่อ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">1 ในหญิงไทยถูกจับขณะขายประเวณี (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่มค้ากามแก๊งนี้จะส่งหญิงไทย 3&ndash;4 คนไปยืนเรียกแขกทางเท้าใต้ตึกทุกวัน ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนถึง 05.00 น. โดยคิดค่าบริการ 1,500 เหรียญไต้หวันต่อ 15 นาที จากนั้นจะมีการแบ่งเงินระหว่างหญิงสาว นายหน้าชาวไทย และนายไช่ ภายในเวลาแค่ครึ่งปี กลุ่มค้ากามแก๊งนี้ทำรายได้ประมาณ 685,000 เหรียญไต้หวัน ต่อมาได้ขายกิจการต่อให้กับนายซ่ง ชายชาวไต้หวันอีกรายและนางสาวเผิง นักเรียนไทยที่พำนักในไต้หวันอย่างถูกกฎหมาย โดยยังคงรูปแบบการหากินตามเดิม</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">1 ในหญิงไทยที่ถูกจับขณะขายประเวณี (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่พบว่า แก๊งนี้ได้โพสต์โฆษณารับสมัครหญิงสาวชาวไทยผ่านเฟซบุ๊ก อ้างว่าสามารถหาเงินได้ครั้งละมากกว่า 100,000 เหรียญไต้หวัน หญิงไทยที่สนใจจะต้องส่งรูปภาพและคลิปเซ็กซี่ พร้อมระบุประเภทบริการที่สามารถให้ได้ หากผ่านการคัดเลือก ก็จะถูกนายหน้าที่ไม่เปิดเผยชื่อจัดการพาเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว และทำงานเต็มที่ภายในช่วงพำนัก 14 วัน ก่อนจะออกเดินทางกลับประเทศตามกำหนด</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ภาพส่วนหนึ่งของหญิงไทยที่เดินทางมาขายประเวณีในไทจง ซึ่งต้องส่งรูปภาพและคลิปเซ็กซี่ พร้อมระบุประเภทบริการที่สามารถให้ได้&nbsp;(ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการสื่อสาร แก๊งนี้ยังเตรียมสติกเกอร์มือถือที่เขียนเป็นภาษาจีนว่า 15 นาที 1,500 ให้หญิงสาวใช้ยืนเรียกแขก รวมถึงติดตั้งเครื่องแปลภาษาในกลุ่มแชตภายใน แจกคู่มือการทำงานเป็นภาษาไทย เพื่อให้สื่อสารกับผู้ดูแลได้อย่างราบรื่น และเพื่อทำเวลาเพิ่มจำนวนลูกค้า แก๊งนี้ได้วางระบบการทำงาน SOP ควบคุมเวลาการให้บริการอย่างแม่นยำ โดยให้หญิงสาวตั้งนาฬิกาปลุกทันทีหลังลูกค้าเข้าห้อง และจำกัดเวลาอาบน้ำให้ลูกค้าเฉพาะครึ่งล่างของร่างกายเพียง 2 นาที นอกจากนี้ยังสอนหญิงไทยเรื่องการหลบหนีตำรวจ การสังเกตเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่อาจเข้ามาตรวจสอบ ทำเอาตำรวจถึงกับตะลึงในความเป็นระบบการทำงานไปตาม ๆ กัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับแก๊งค้ากามพร้อม 6 สาวไทยยืนเรียกแขกบนทางเท้าในไทจง เน้นราคาถูก 15 นาที 1,500 เหรียญ พบ 1 ในแม่เล้าเป็นนักเรียนหญิงชาวไทย (ภาพจาก CNA)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=77252</guid>
      <pubDate>Fri, 30 May 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/05/30/20250530_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36014400" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. เตือน! ปี 67 ไต้หวันจับผู้ลักลอบนำเข้ายาลดความอ้วนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสารต้องห้าม 38 คน แรงงานไทยมากสุด 21 คน ไต้หวัน 7 เวียดนาม 5 </strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/05/30/3a66d61901103afc53695114693ab0ce.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>22</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=77289</link>
      <description><![CDATA[<p>1. 3 ปีมีแรงงาน 907 รายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงาน 302 รายพลัดตกในไซต์งานก่อสร้าง เถาหยวนหนักสุด มีแรงงานต่างชาติ 7% ทำงานในภาคการก่อสร้าง แต่เสียชีวิต 13%</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามสถิติของกระทรวงแรงงานพบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั่วไต้หวันมีผู้ใช้แรงงานเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงานรวม 907 ราย เฉพาะภาคการก่อสร้างมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากการพลัดตกจากที่สูงถึง 302 ราย และที่เถาหยวนหนักสุด มีแรงงานต่างชาติทำงานในภาคการก่อสร้างในสัดส่วนเพียง 7% ของทั้งหมด แต่เสียชีวิตสูงถึง 13%</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">อัตราการเกิดอุบัติเหตุในไซต์งานก่อสร้างค่อนข้างสูง กลุ่มเสี่ยงคือแรงงานต่างชาติ ในภาพต่อม่อในไซต์งานก่อสร้างรางรถไฟฟ้าสายซานเสีย-อิงเกอถล่ม เมื่อปลายปี 2564 แรงงานไทยเสียชีวิต 1 ราย ไต้หวัน 2 ราย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของสภานิติบัญญัติ เชิญกระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเศรษฐการ รายงานประเด็นการป้องกันอุบัติเหตุในที่ทำงาน และการตกจากที่สูงในโรงงานหรือไซต์งานก่อสร้าง ก่อนถึงวันแรงงาน 1 พฤษภาคม</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในที่ประชุม สมาชิกสภานิติบัญญัติหลายคนแสดงความห่วงใยต่อปัญหาอุบัติเหตุตกจากที่สูงในไซต์งานก่อสร้าง นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ปีที่แล้วได้จัดทำแผนพัฒนาและลดความเสี่ยงจากการพลัดตกในภาคการก่อสร้าง โดยมีมาตรการตรวจสอบ ลงโทษ และสั่งหยุดงานที่เข้มงวดมากขึ้น จากสถิติในปี 2567 จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุพลัดตกจากที่สูงในไซต์งานก่อสร้างลดลงเหลือ 83 ราย ลดลง 17 รายหรือลดลง 17% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 3 ปีก่อนหน้านี้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">อัตราการเสียชีวิตจากการพลัดตกจากที่สูงในภาคการก่อสร้างในไต้หวันอยู่ที่ 60&ndash;70% ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ 40% เกาหลีใต้ 50% สิงคโปร์ต่ำกว่า 30%</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลินสูเฟิน สมาชิกสภานิติบัญญัติ พรรค DPP ชี้ว่า แผนการลดการตกจากที่สูงในภาคการก่อสร้างในปีที่แล้วเป็นเพียงคำขวัญ เพราะในจำนวนผู้เสียชีวิต 83 ราย มีถึง 71 รายหรือเกือบ 90% ที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในการทำงาน รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานตอบว่า สาเหตุเกิดจากแรงงานไม่ค่อยสนใจสมัครเข้าร่วมการฝึกอบรม จึงต้องสร้างแรงจูงใจ บังคับให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างตามปกติระหว่างเข้ารับการอบรม ด้านผู้อำนวยการสำนักงานความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยเสริมว่า การฝึกอบรมมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบเรียนในห้องและเรียนทางออนไลน์ เมื่อผ่านการทดสอบ จะได้รับใบรับรองผ่านการอบรมหรือบัตรด้านความปลอดภัยในการทำงานในรูปดิจิทัล</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">อัตราการเสียชีวิตจากการพลัดตกจากที่สูงในภาคการก่อสร้างในไต้หวันอยู่ที่ 60&ndash;70% ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ 40% เกาหลีใต้ 50% สิงคโปร์ต่ำกว่า 30%</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านหวังอวี้หมิ่น สมาชิกสภานิติบัญญัติสังกัดพรรค KMT ตั้งกระทู้ถามว่า ทำไมอัตราการตายในภาคก่อสร้างของไต้หวันไม่ลดแถมยังเพิ่มขึ้น สส. ผู้นี้กล่าวว่า อัตราการเสียชีวิตจากการพลัดตกจากที่สูงในภาคการก่อสร้างในไต้หวันอยู่ที่ 60&ndash;70% ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ 40% เกาหลีใต้ 50% และสิงคโปร์ต่ำกว่า 30% แสดงว่าไต้หวันยังล้มเหลวในการแก้ไขปรับปรุงสถานการณ์ พร้อมถามถึงบทบาทของรัฐบาล โดยเฉพาะในส่วนของแรงงานต่างชาติ มีจำนวนเท่าใดที่ได้บัตรความปลอดภัยในการทำงาน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ปีที่แล้วเป้าหมายลดอุบัติเหตุจากการตกในไซต์งานก่อสร้างยังไม่บรรลุผล กระทรวงแรงงานมีการทบทวน และได้อ้างอิงแนวทางของสิงคโปร์ ปรับปรุงกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยครั้งใหญ่ ให้เจ้าของโครงการต้องร่วมรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และบริหารจัดการวัฒนธรรมในไซต์งานก่อสร้าง โดยเฉพาะปัญหาการรับเหมาช่วงหลายชั้นที่ทำให้การจัดการความรับผิดชอบไม่ชัดเจน ผู้อำนวยการสำนักงานความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยตอบว่า ขณะนี้มีผู้ผ่านการอบรมและได้รับใบรับรองหรือบัตรความปลอดภัยในการทำงานในภาคก่อสร้างแล้วกว่า 200,000 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างชาติประมาณ 28,000 คน จากยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในภาคการก่อสร้างกว่า 40,000 คน กระทรวงแรงงานจะเร่งเพิ่มการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เพื่อให้แรงงานต่างชาติได้รับบัตรความปลอดภัยดังกล่าวมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน (ภาพจาก news.owlting.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้ประชุมหารือเกี่ยวกับร่างแก้ไขกฎหมายความปลอดภัยและอาชีวอนามัย โดยเสนอ 4 ประเด็นหลัก คือ ป้องกันอุบัติเหตุจากต้นทาง จัดการระบบรับเหมาช่วง ป้องกันการกลั่นแกล้งในที่ทำงานและเพิ่มเพดานค่าปรับสูงขึ้น นายซูจวิ้นปิน รองผู้ว่าการนครเถาหยวนกล่าวในที่ประชุมว่า แรงงานต่างชาติมีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็น 2 เท่าของแรงงานท้องถิ่น และแรงงานใหม่ที่ทำงานไม่ถึง 1 ปี คิดเป็นครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตทั้งหมด จึงเสนอให้แก้กฎหมายเน้นความรับผิดชอบด้านการฝึกอบรมของนายจ้าง และเพิ่มงบประมาณในการป้องกันความเสี่ยง โดยใช้เทคโนโลยีและการฝึกอบรมเข้าช่วย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">อัตราการเสียชีวิตจากการพลัดตกจากที่สูงในภาคการก่อสร้างในไต้หวันอยู่ที่ 60&ndash;70% ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ 40% เกาหลีใต้ 50% สิงคโปร์ต่ำกว่า 30%</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รองผู้ว่าการนครเถาหยวนผู้นี้ยังกล่าวว่า ในเถาหยวนมีกรณีเสียชีวิตจากการทำงาน 71 รายในรอบ 2 ปี 39 รายเป็นแรงงานที่ทำงานไม่ถึง 1 ปี ซึ่งมีอัตราส่วนเกินครึ่งหนึ่ง และในจำนวนนี้ 8 รายทำงาน 1&ndash;3 ปี รวมกันคิดเป็น 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด แสดงว่าแรงงานใหม่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากขาดการฝึกอบรมและอุปกรณ์สำหรับการป้องกัน ขณะที่ไซต์งานก่อสร้างยังคงเป็นสถานที่เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตมากที่สุด โดยเฉพาะจากการพลัดตกจากที่สูง คิดเป็นเกือบ 60% ของผู้เสียชีวิตในไซต์งานก่อสร้าง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รองผู้ว่าการนครเถาหยวนผู้นี้กล่าวอีกว่า ในไต้หวันมีแรงงานต่างชาติประมาณ 830,000 คน ในจำนวนนี้ 33,000 คนทำงานในภาคการก่อสร้าง เฉพาะในนครเถาหยวนมีประมาณ 6,800 คน หรือคิดเป็น 7% ของแรงงานก่อสร้างทั้งหมด แต่สัดส่วนผู้เสียชีวิตของแรงงานต่างชาติในไซต์งานก่อสร้างกลับสูงถึง 13.5% ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของจำนวนแรงงานที่เสียชีวิตในภาคการก่อสร้างทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า แรงงานต่างชาติมักทำงานที่เสี่ยงสูง แต่ขาดการคุ้มครองและการสนับสนุนที่เพียงพอ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับใบรับรองผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยในการทำงานหรือที่เรียกว่า บัตรความปลอดภัยในการทำงาน (職安卡) เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์ให้แรงงานในภาคก่อสร้างได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัย และจัดเก็บข้อมูลด้านอาชีวอนามัยของแรงงาน ลดการฝึกอบรมซ้ำซ้อน และเสริมสร้างการจัดการแรงงานในไซต์งาน ทั้งนี้ เนื่องจากภาคการก่อสร้างมักใช้ระบบรับเหมาช่วงหลายชั้น แรงงานมักเป็นกลุ่มชั่วคราว ไม่มีนายจ้างประจำ ทำให้มีการเคลื่อนไหวสูงและขาดความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัย กระทรวงแรงงานจึงได้ดำเนินโครงการบัตรความปลอดภัยในการทำงานดังกล่าว ปัจจุบัน มีการขยายครอบคลุมไปยังภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยจะออกให้แก่ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยเป็นเวลา 6 ชั่วโมง แต่ละปีต้องผ่านการอบรมเสริมอีก 3 ชั่วโมง มีทั้งแบบเรียนในห้องเรียนและสามารถเรียนทางออนไลน์ได้ สำหรับแรงงานต่างชาติมีหลักสูตรภาษาแม่ เมื่อผ่านการทดสอบ จะได้รับบัตรดังกล่าวในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้แรงงานสามารถเก็บข้อมูลการฝึกอบรมไว้ใช้งานได้ตลอดไป และลดความยุ่งยากในการพกบัตรหลายใบ</p>
<p>2. จับแรงงานเวียดนามขายเนื้อหมาโจ๋งครึ่มในโซเชียล 600 กรัม 1,000 เหรียญ อ้างเป็นเนื้อเก้ง แม้แต่แมวดาว สัตว์ป่าอนุรักษ์ก็กลายเป็นเมนูบนโต๊ะอาหาร</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรณีที่นายเจียงเหอซู่ สมาชิกสภาเทศบาลนครไทจง สังกัดพรรค TPP เปิดโปงในที่ประชุมสภาเทศบาลว่า มีกลุ่มลักลอบขายเนื้อสุนัขทางออนไลน์ สันนิษฐานว่าเนื้อสัตว์บางส่วนมาจากฟาร์มเพาะพันธุ์ที่คัดทิ้งหรือสุนัขแก่ กองการเกษตร เทศบาลนครไทจง ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ขณะที่หน่วยงานคุ้มครองสัตว์ก็ยอมรับว่า เนื่องจากขาดแคลนบุคลากร หากสุนัขไม่ได้มาจากฟาร์มที่จดทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย แต่เป็นฟาร์มเถื่อนที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ เป็นเรื่องยากที่จะตรวจสอบโดยลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม ตำรวจไทจงจับแรงงานเวียดนาม 2 รายที่ขายเนื้อเก้งในโซเชียล จากการตรวจพิสูจน์ในห้องทดลองของกองการเกษตรพบว่าเป็นเนื้อสุนัข</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นายเจียงเหอซู่ สมาชิกสภาเทศบาลนครไทจง สังกัดพรรค TPP เปิดโปงในที่ประชุมสภาเทศบาลว่า มีกลุ่มลักลอบขายเนื้อสุนัขทางออนไลน์ (ภาพจาก udn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายเจียงเหอซู่กล่าวในที่ประชุมสภาเทศบาลไทจงระบุว่า พบเพจ Facebook ใช้คำรหัสว่า &ldquo;เสบียง&rdquo; มีการซื้อขายเนื้อสุนัขและเนื้อแมวดาว ซึ่งเป็นสัตว์ป่าหายากและไต้หวันประกาศให้เป็นสัตว์ป่าสงวน ในราคาชั่งละ (600 กรัม) ตั้งแต่ 700 ถึง 1,500 เหรียญไต้หวัน ผู้ช่วยของเขาจึงติดตามกลุ่มลักลอบจับสุนัข และสงสัยว่าผู้ประกอบการฟาร์มที่ไร้คุณธรรมได้นำสุนัขที่แก่หรือถูกคัดทิ้งไปขายให้กลุ่มดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้มีการรายงานการจัดการกับสุนัขที่ตาย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สถานีตำรวจต้าเจี่ย นครไทจง จับกุมนายไท่และนายเหงียน 2 แรงงานเวียดนาม ข้อหาลักลอบขายเนื้อสุนัขในโซเชียล พร้อมของกลางจำนวนหนึ่ง (ภาพจาก FB เจียงเหอซู่)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายเจียงเหอซู่เผยว่า เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว อดีตพนักงานของกลุ่มจับสุนัขได้มาแจ้งเบาะแส เขาจึงให้ผู้ช่วยปลอมตัวเป็นผู้ซื้อและบันทึกกระบวนการซื้อขายไว้ ก่อนจะรายงานเรื่องนี้ต่อกองการเกษตรและแจ้งความต่อตำรวจ กลุ่มนี้จำหน่ายเนื้อสุนัขทางออนไลน์ โดยขายในราคาชั่งละ 1,000 เหรียญไต้หวัน หากขายเป็นตัวจะอยู่ที่ชั่งละ 700 เหรียญ เขาสงสัยว่านอกจากจะรับซื้อจากฟาร์มเพาะพันธุ์แล้ว ยังล่าจับสุนัขจรจัดอีกด้วย โดยในช่องแช่แข็งมีซากสุนัขกว่า 50&ndash;60 ตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามขายเนื้อหมาโจ๋งครึ่มในโซเชียล 600 กรัม 1,000 เหรียญ&nbsp;(ภาพจาก FB เจียงเหอซู่)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สท. ผู้นี้ยังเปิดเผยว่า กลุ่มลักลอบจับสุนัขจรจัดจะใช้ยานอนหลับขณะให้อาหาร เพื่อทำให้สุนัขหมดสติ จากนั้นใช้ถุงผ้าใส่สุนัขทีละตัวและขนกลับไป นอกจากนี้ยังพบว่าสุนัขที่จับได้บางตัวมีการฝังไมโครชิป กลุ่มดังกล่าวจะติดต่อกับผู้ขายผ่านรหัส &ldquo;เสบียง&rdquo; ให้บริการจัดส่งทั่วไต้หวัน เมื่อมีคนติดต่อซื้อ ผู้ขายจะใช้รถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่มีป้ายทะเบียนขนเนื้อสุนัขที่ผ่านการชำแหละไปยังจุดนัดหมาย ทำการส่งมอบให้ผู้รับซื้อพร้อมแถมเครื่องปรุงจำพวกต้นหอมและขิง หลังรับเงินก็จากไปทันที ผู้เปิดเผยข้อมูลยังระบุว่า กลุ่มนี้เคยจับแมวดาว ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวนด้วย และชำแหละขายเช่นเดียวกับเนื้อสุนัข โดยจากภาพถ่ายลับสามารถเห็นซากของแมวดาวได้ชัดเจน ผอ. กองการเกษตรไทจงยืนยันว่าเป็นแมวดาวจริง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เมื่อมีคนติดต่อซื้อ ผู้ขายจะใช้รถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่มีป้ายทะเบียนขนเนื้อสุนัขไปยังจุดนัดหมาย ทำการส่งมอบให้ผู้รับซื้อพร้อมแถมเครื่องปรุงจำพวกต้นหอมและขิง&nbsp;(ภาพจาก FB เจียงเหอซู่)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลต่าง ๆ ข้างต้น สถานีตำรวจต้าเจี่ย นครไทจง ตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนแหล่งที่มาของเนื้อสุนัขดังกล่าว สามารถจับกุมนายไท่และนายเหงียน 2 แรงงานเวียดนาม ข้อหาลักลอบขายเนื้อสุนัขในโซเชียล พร้อมของกลางจำนวนหนึ่ง แต่ผู้ต้องหาทั้งสองอ้างว่า ไม่ใช่เป็นของตน แต่ช่วยเพื่อนขาย และไม่ใช้เนื้อสุนัข เป็นเนื้อเก้งต่างหาก แต่จากการนำเนื้อเก้งดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ในห้องทดลองของกองการเกษตรยืนยันว่า เป็นเนื้อสุนัข ไม่ใช้เนื้อเก้งแต่อย่างใด จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองส่งดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองสัตว์</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อปลายปี 2567&nbsp; ตำรวจเถาหยวนจับหญิงเวียดนามทำธุรกิจฆ่าน้องหมาเพื่อจำหน่ายในเขตพื้นที่กวนอิน นครเถาหยวน ผู้ต้องหาเป็นหญิงเวียดนามที่แต่งงานมาตั้งรกรากที่ไต้หวันนานหลายปี อาศัยฟาร์มเกษตรของอดีตสามีชาวไต้หวันที่ป่วยเป็นอัมพาต ลักลอบฆ่าสุนัขขายปีละนับร้อยตัว มีการบอกกันปากต่อปากในกลุ่มแรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาติเดียวกัน ทำให้แห่ซื้อกิจการคึกคัก รายได้ 200,000 เหรียญต่อเดือน ผู้เป็นสามีซึ่งป่วยเป็นอัมพาตเตือนยังไงก็ไม่ฟัง ทนไม่ได้แจ้งความ กองคุ้มครองสัตว์เถาหยวนส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ จับหญิงเวียดนามรายนี้ ข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ ช่วยน้องหมาซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกสุนัขอายุไม่กี่เดือน มากสุด 2 ปีออกมาจากสถานที่เลี้ยงที่แสนสกปรกจำนวน 32 ตัว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นางฝ่าม หญิงเวียดนามที่มาแต่งงานและตั้งถิ่นในเขตกวนอิน เถาหยวน ถูกจับฐานฆ่าน้องหมาขาย เจ้าหน้าที่ช่วยน้องหมาออกมาจากสถานที่เลี้ยงที่แสนสกปรกจำนวน 32 ตัว&nbsp;(ภาพจาก CTWANT)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจไทจงเตือนว่า ปศุสัตว์จำพวกสุกร หรือโค กระบือ แพะ และสัตว์ปีกอย่างเป็ด ไก่ ฯลฯ แม้จะเลี้ยงเอง ห้ามมีการเชือดนอกโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐาน ผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับ 100,000-500,000 เหรียญ ข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมการฆ่าสัตว์ แต่หากว่าฆ่าสัตว์เลี้ยงจำพวกสุนัขและแมว จะฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองสัตว์มาตรา 25 ฆ่าสุนัขและแมว มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับ 200,000-2,000,000 เหรียญไต้หวัน หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผู้ที่ทานเนื้อสุนัข มีโทษปรับเช่นกัน ตั้งแต่ 50,000 &ndash; 250,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนการล่าและกินสัตว์ป่าสงวนอย่างแมวดาว มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 2 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p>3. จับ 16 ผีน้อยไทยทำงานในโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ในนครนิวไทเป พบทำงานวันละ 12 ชม. ค่าจ้างถูกหักเหลือ ชม. ละ 80 เหรียญ </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปได้รับแจ้งว่า โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ในนครนิวไทเปแห่งหนึ่ง มีการจ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายเข้าทำงานเป็นจำนวนมาก จึงประสานกับตำรวจท้องที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ สามารถจับกุมนักท่องเที่ยวชาวไทย 16 คน ขณะเดียวกันก็จับกุมนายหน้าชายชาวไต้หวันรายหนึ่งข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงานและแสวงหาผลกำไรอย่างผิดกฎหมาย ส่งดำเนินคดีต่อสำนักงานอัยการนิวไทเป นอกจากนี้ ยังจับเจ้าของโรงงานส่งให้กองแรงงานนครนิวไทเปลงโทษปรับตามกฎหมาย สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้ง 16 คน ถูกควบคุมตัวและส่งกลับประเทศตามกระบวนการทางกฎหมาย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เมื่อตำรวจจู่โจมเข้าไปในโรงงาน ไม่พบแรงงานใด ๆ มีแต่กองเนื้อไก่ที่อยู่ระหว่างชำแหละ (ภาพจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปแถลงว่า เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า โรงงานแปรรูปเนื้อไก่แห่งหนึ่งในเขตอู๋กู่ นครนิวไทเป จึงตั้งคณะทำงานตรวจสอบ เมื่อได้หลักฐานที่ชัดเจนแล้ว สนธิกำลังจากหน่วยงานอื่น อย่างตำรวจท้องที่ สำนักงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กองแรงงานนครนิวไทเปเป็นต้น เข้าตรวจสอบโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ดังกล่าว พบแรงงานผิดกฎหมาย 7 คนหลบซ่อนอยู่ช่องเล็ก ๆ หลังโรงงาน และอีก 9 คนในหอพัก รวมทั้งหมด 16 คน และยังพบชายชาวไต้หวันวัย 50 ปี คนหนึ่งเดินอยู่บริเวณใกล้โรงงานมีพฤติกรรมที่ต้องสงสัยว่าเป็นนายหน้าผิดกฎหมาย หลังสอบปากคำ ชายชาวไต้หวันรายนี้ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ดูแลและจัดหาที่พักให้แรงงานไทยกลุ่มนี้จริง แต่ก็บ่นกับเจ้าหน้าที่ว่า ตนเก็บค่าหัวคิวเพียงชั่วโมงละ 30 เหรียญ แต่ยังต้องให้ที่พักฟรี ถือว่าเป็นธุรกิจที่ขาดทุน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยผิดกฎหมาย 7 คนหลบซ่อนอยู่ช่องเล็ก ๆ หลังโรงงาน (ภาพจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้พูดคุยกับนักท่องเที่ยวชาวไทย ทำให้แรงงานไทยกลุ่มนี้ยอมเปิดใจและยอมรับว่าเดินทางเข้าไต้หวันด้วยฟรีวีซ่าเพื่อหวังมาหาเงิน เมื่อเดินทางถึงมีชายชาวไต้หวันเป็นผู้รับตัวพาไปทำงานในโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ดังกล่าว ต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง หลังหักค่าหัวคิวและค่าดูแลแล้ว ได้ค่าจ้างเพียงวันละประมาณ 960 เหรียญไต้หวัน หรือประมาณชั่วโมงละ 80 เหรียญ โดยก่อนการจ่ายเงินค่าหัวคิวให้กับนายหน้าในไทยคนละประมาณ 40,000 ถึง 50,000 บาท แต่สุดท้ายกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับ 16 ผีน้อยไทยทำงานในโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ในนครนิวไทเป พบทำงานวันละ 12 ชม. ค่าจ้างถูกหักแล้วเหลือ ชม. ละ 80 เหรียญ&nbsp;(ภาพจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปแถลงว่า นายจ้างชาวไต้หวันพยายามหลีกเลี่ยงกฎหมายการจ้างงาน ด้วยการจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยกดค่าจ้างเพื่อเพิ่มกำไรให้กับธุรกิจของตน ขณะที่นายหน้าก็หักเงินหัวคิวและค่าดูแลจากค่าแรงเพียงเล็กน้อยของแรงงานผิดกฎหมายถึงเดือนละ 7,000 เหรียญต่อคน ทำรายได้ถึงเดือนละเกือบ 100,000 เหรียญไต้หวัน การร่วมมือกันระหว่างนายจ้างกับนายหน้าทำให้แรงงานผิดกฎหมายถูกเอาเปรียบอย่างหนัก และคำกล่าวอ้างของนายหน้าที่ว่า เป็นธุรกิจที่ขาดทุนนั้น ก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังการสอบสวน นายหน้าผิดกฎหมายและเจ้าของโรงงานถูกดำเนินคดีตามกฎหมายการจ้างงาน ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้ง 16 คนถูกควบคุมตัวและเตรียมส่งกลับประเทศในเร็ว ๆ นี้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">16 คนไทยจ่ายค่าหัวคิวให้กับนายหน้าไทยคนละประมาณ 40,000 ถึง 50,000 บาท เพื่อเดินทางมาทำงานหาเงินที่ไต้หวัน แต่รับเพียง ชม. ละ 80 เหรียญ และเป็นงานผิดกฎหมาย&nbsp;(ภาพจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=77289</guid>
      <pubDate>Fri, 23 May 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/05/23/20250523_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36034560" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. 3 ปีมีแรงงาน 907 รายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงาน 302 รายพลัดตกในไซต์งานก่อสร้าง เถาหยวนหนักสุด มีแรงงานต่างชาติ 7%</strong><strong> ทำงานในภาคการก่อสร้าง แต่เสียชีวิต 13</strong><strong>%</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/05/23/23cfaeb7e784bd31526caa7db1fe9f3d.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>21</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=77326</link>
      <description><![CDATA[<p>1. แรงงานไต้หวันกว่า 5,000 คน เดินขบวนในวันแรงงาน 1 พ.ค. เรียกร้องลดชั่วโมงทำงาน มุ่งสู่หยุดสัปดาห์ละ 3 วัน ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปีใหม่ 32,000 เหรียญ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม วันแรงงานแห่งชาติและเป็นวันแรงงานสากล กลุ่มผู้ใช้แรงงานในไต้หวันได้จัดกิจกรรมการเดินขบวนวันแรงงาน 1 พฤษภาคม โดยมีแรงงานกว่า 5,000 คนออกมาเดินขบวนภายใต้คำขวัญ &ldquo;ต่อต้านการกลั่นแกล้ง คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน&rdquo; ประท้วงสภาพแวดล้อมในที่ทำงานของไต้หวันยังคงมีการกลั่นแกล้งรังแกทุกรูปแบบ ค่าจ้างต่ำ และการทำงานล่วงเวลาหรือโอทีอย่างหนัก พร้อมทั้งยื่นข้อเรียกร้อง 7 ประการต่อรัฐบาล รวมถึงการลดชั่วโมงทำงาน เพิ่มวันหยุดนักขัตฤกษ์ คุ้มครองแรงงานในวัยเกษียณ นอกจากนี้ยังมีการแสดงละคร สื่อความหมายประชดประชันเจ้าหน้าที่รัฐ ลืมหรือเพิกเฉยต่อคำมั่นที่จะปฏิรูปสิทธิแรงงานที่เคยเสนอไว้ก่อนหน้า</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานไต้หวันกว่า 5,000 คน ชุมนุมหน้าทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงไทเปเมื่อวันแรงงาน 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ชูป้ายคำขวัญให้รัฐใส่ใจปัญหาและสิทธิของแรงงาน อย่ามัวแต่รักษาอำนาจทางการเมือง (Cr : peoplenews.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเดินขบวนครั้งนี้ จัดขึ้นโดย &ldquo;แนวร่วมการเคลื่อนไหว 1 พฤษภาคม&rdquo; ซึ่งประกอบด้วยสหภาพแรงงานและองค์กร NGO หลายสิบแห่ง ขบวนเคลื่อนจากถนนข่ายต๋าเก๋อลาน หน้าทำเนียบประธานาธิบดี ไปตามถนนสายต่าง ๆ ในกรุงไทเป แล้วกลับมาชุมนุมกันหน้าทำเนียบประธานาธิบดีอีกครั้ง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สหพันธ์แรงงานไต้หวัน ประกอบด้วยสหภาพแรงงานหลายสิบแห่ง เดินขบวนในกรุงไทเปเรียกร้องสิทธิ์เมื่อวันแรงงาน 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา&nbsp;(Cr : peoplenews.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายไต้กั๋วหรง ประธานสหพันธ์แรงงาน แกนนำการเคลื่อนไหวเดินขบวนครั้งนี้กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ใช้แรงงานไม่พอใจที่รัฐบาลเพิกเฉยต่อสิทธิประโยชน์ของแรงงาน สนใจแต่การครองอำนาจทางการเมืองของตน ประท้วงต่อนโยบายที่ไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักถึงความทุกข์ยากของผู้ใช้แรงงาน และตอบสนองเสียงเรียกร้องด้วยการปฏิบัติทันที เขากล่าวว่า ปัจจุบันไต้หวันต้องเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้และการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ทำให้คนรุ่นใหม่ยิ่งทำงานยิ่งจน แรงงานต้องพึ่งพาการทำงานล่วงเวลาหรือทำโอทีมากขึ้นเพื่อให้มีรายได้เพียงพอเลี้ยงครอบครัว และเมื่อเกษียณก็อาจตกอยู่ในภาวะยากจนอีกครั้ง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สหพันธ์แรงงานไต้หวัน ประกอบด้วยสหภาพแรงงานหลายสิบแห่ง เดินขบวนในกรุงไทเปเรียกร้องสิทธิ์เมื่อวันแรงงาน 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา&nbsp;(Cr : taisounds.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับการเคลื่อนไหวเดินขบวนครั้งนี้ กลุ่มผู้ใช้แรงงานกล่าวเรียกร้องขอให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงแก้ไขและปฏิบัติใน 7 ข้อดังนี้ :</p>
<p>1️⃣&nbsp;ต่อต้านการบูลลี่หรือการกลั่นแกล้งรังแกในสถานที่ทำงาน รัฐบาลต้องขจัดปัญหาและให้การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงาน</p>
<p>2️⃣&nbsp;ลดชั่วโมงทำงาน คืนวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ถูกตัดทอนไป เพิ่มวันลาพักพิเศษประจำปี และต้องปฏิบัติให้เป็นจริง</p>
<p>3️⃣&nbsp;ต่อต้านความยากจนในวัยสูงอายุ ต้องมีหลักประกันหลังการเกษียณมากกว่าในปัจจุบัน</p>
<p>4️⃣&nbsp;เพิ่มค่าจ้างให้ทันกับภาวะเงินเฟ้อ</p>
<p>5️⃣&nbsp;ต่อต้านการเลือกปฏิบัติ คุ้มครองสิทธิทางกฎหมายของผู้ใช้แรงงาน และเสริมสร้างช่องทางการเจรจาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง</p>
<p>6️⃣&nbsp;เพิ่มบุคลากรในภาคสาธารณสุข การศึกษาก่อนวัยเรียน และคุ้มครองสิทธิแรงงานและวิชาชีพ</p>
<p>7️⃣&nbsp;ผลักดันการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม โดยแรงงานต้องมีส่วนร่วม</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สหพันธ์แรงงานไต้หวัน ประกอบด้วยสหภาพแรงงานหลายสิบแห่ง เดินขบวนในกรุงไทเปเรียกร้องสิทธิ์เมื่อวันแรงงาน 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา&nbsp;(Cr : peoplenews.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประธานสหพันธ์แรงงาน แกนนำการเคลื่อนไหวเดินขบวนครั้งนี้กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากข้อเรียกร้องข้างต้นแล้ว ปีนี้กลุ่มแรงงานยังเสนอให้เพิ่มวันลาพักพิเศษประจำปี และทยอยมุ่งสู่การหยุดงาน 3 วันต่อสัปดาห์ รวมถึงเรียกร้องให้เพิ่มอัตราเบี้ยกองทุนประกันภัยแรงงานจากปัจจุบันที่ยังมีเพดานอยู่ที่ 45,800 เหรียญมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ยกเลิกเงินบำเหน็จชราภาพและเกษียณที่จำกัดเพดานไม่เกิน 45 เดือนของระบบเก่า และยกเลิกค่าให้ออกจากงานที่จำกัดเพดาน 6 เดือนตามระบบใหม่ นอกจากนี้ ไต้หวันยังคงมีค่าจ้างที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนในปีใหม่ ไม่ควรต่ำกว่า 32,000 เหรียญไต้หวัน และรายชั่วโมงไม่น้อยกว่า 210 เหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สหพันธ์แรงงานไต้หวัน ประกอบด้วยสหภาพแรงงานหลายสิบแห่ง เดินขบวนในกรุงไทเปเรียกร้องสิทธิแรงงานท้องถิ่นและต่างชาติเมื่อวันแรงงาน 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา (Cr : civilmedia.tw)</p>
<p>2. สภานิติบัญญัติไต้หวันผ่านกฎหมายเพิ่มวันหยุดนักขัตฤกษ์ 4 วัน วันแรงงานหยุดงานทั่วประเทศ มีผลทันที ครึ่งหลังปีนี้จะได้หยุดเพิ่ม 3 วัน&nbsp; </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติผ่านกฎหมายว่าด้วยวันรำลึกและวันหยุดฉบับของพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) และพรรคประชาชนไต้หวัน (TPP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เพิ่มวันหยุดนักขัตฤกษ์ 4 วัน ได้แก่ วันครู วันกอบกู้ไต้หวันจากการปกครองของญี่ปุ่น วันรัฐธรรมนูญ วันจ่ายหรือวันก่อนวันสิ้นปีก่อนถึงตรุษจีน ขณะเดียวกันประกาศให้วันแรงงานเป็นวันหยุดสำหรับทั่วประเทศ จากเดิมที่หยุดเฉพาะผู้ใช้แรงงาน และให้มีผลทันที ดังนั้นครึ่งหลังปีนี้ ทั่วไต้หวันจะได้หยุดเพิ่มอีก 3 วัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เดิมในไต้หวันมีวันหยุดนักขัตฤกษ์ 19 วัน แต่มีการตัดลดหรือยกเลิกไป 7 วันเหลือ 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 ส่งผลให้ปี 2567 ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันมียอดจำนวนชั่วโมงการทำงานสูงถึง 2,020 ชั่วโมง มากเป็นอันดับ 6 จาก 39 ประเทศสำคัญทั่วโลกและเป็นอันสองของทวีปเอเชีย รองจากสิงคโปร์ ชั่วโมงการทำงานของผู้ใช้แรงงานในไต้หวันมากกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อย่างมาก และมีวันหยุดนักขัตฤกษ์น้อยกว่า จึงมีเสียเรียกร้องให้คืนวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ถูกตัดออกไปมาโดยตลอดและเสียงดังมากขึ้นต่อเนื่อง พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคประชาชนไต้หวัน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านจับมือผลักดัน &ldquo;คืนวันหยุดให้ประชาชน&rdquo; ในที่สุด สภานิติบัญญัติผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยวันรำลึกและวันหยุดฉบับ 4+1 ของพรรคฝ่ายค้าน หลังลงคะแนนอย่างดุเดือดทั้ง 3 วาระ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องคืนวันหยุด ลดชั่วโมงทำงานมาโดยตลอด (Cr : ctee.com.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เดิมในไต้หวันมีวันหยุดนักขัตฤกษ์ 12 วัน ได้แก่ :</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🔶 วันปีใหม่สากล 1 มกราคม</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🔶 วันรำลึกสันติภาพ 28 กุมภาพันธ์</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🔶 วันตรุษจีน (วันสิ้นปีเก่า, วันปีใหม่จีน, วันที่ 2 และ 3 ตามปฏิทินจันทรคติ),</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🔶 เทศกาลเช็งเม้ง 4-5 เมษายน (รวมวันเด็กและวันสตรี)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🔶 วันแรงงาน 1 พฤษภาคม (เดิมหยุดงานเฉพาะผู้ใช้แรงงาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🔶 วันไหว้ขนมจ้าง (บ๊ะจ่าง) วันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติจีน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🔶 วันไหว้พระจันทร์ วันที่ 15 เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🔶 วันฉลองวันชาติ 10 ตุลาคม</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องคืนวันหยุด 7 วันและ&nbsp;ลดชั่วโมงทำงานมาโดยตลอด (Cr : CNA)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป จะเพิ่มวันหยุดอีก 4 วัน ได้แก่ :</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🟥 วันครู (วันรำลึกวันคล้ายวันเกิดของขงจื๊อ) 28 กันยายน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🟥 วันกอบกู้ไต้หวันจากการปกครองของญี่ปุ่น 25 ตุลาคม</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🟥 วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 25 ธันวาคม</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🟥 วันจ่าย (วันก่อนวันสิ้นปีก่อนถึงตรุษจีน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 🟥 วันแรงงาน เป็นวันหยุดทั่วประเทศ จากเดิมที่หยุดเฉพาะผู้ใช้แรงงาน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ปี 2567 ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันมีชั่วโมงทำงานเฉลี่ย 2,019.6 ชั่วโมงต่อปี สูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชียรองจากสิงคโปร์ โดยสูงกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ (ภาพจาก news.pts.org.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หวังอวี้หมิ่นและหลี่เยี่ยนซิ่ว สมาชิกสภานิติบัญญัติสังกัดพรรคก๊กมินตั๋งกล่าวว่า ไต้หวันถูกวิจารณ์มาโดยตลอดว่าเป็น &ldquo;เกาะแห่งการทำงานเกินกำลัง&rdquo; ถึงแม้เศรษฐกิจจะดูดีจากตัวเลข แต่แรงงานกลับไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ยอดจำนวนชั่วโมงการทำงานของแรงงานในไต้หวันยาวนานมาก ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 6 ของโลกและอันดับที่ 2 ของเอเชีย การเพิ่มวันหยุดข้างต้น เป็นการดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงาน ด้านจางฉีข่าย สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรค TPP กล่าวว่า การลดเวลาทำงานถือเป็นของขวัญวันแม่ที่ดีที่สุดปีนี้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ผู้ใช้แรงงานทั่วไต้หวันต่างแสดงความยินดีที่ได้รับวันหยุดเพิ่ม 4 วัน ในภาพเป็นแรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม พรรค DPP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลรู้สึกไม่พอใจต่อการผ่านกฎหมายว่าด้วยวันรำลึกและวันหยุดฉบับ 4+1 ของพรรคฝ่ายค้านดังกล่าว นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวันให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เขารู้สึกเสียใจกับการเปลี่ยนแปลงวันหยุดครั้งนี้ แม้ว่าจะไม่คัดค้านการเพิ่มวันหยุด เช่น วันแรงงานหรือเทศกาลตรุษจีน แต่ก็สงสัยว่ามีการสอบถามความคิดเห็นจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ เพราะการเพิ่มวันหยุดมากขนาดนี้ อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจ และถือเป็นช่องโหว่สำคัญทางกฎหมาย กระนั้นก็ตาม รัฐบาลยังไม่มีท่าทีว่าจะยื่นญัตติขอพิจารณาใหม่ ทั้งนี้ การพิจารณาญัตติเพิ่มวันหยุดในวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติ มีการลงคะแนนแบบเปิดเผยชื่อ โดยพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล สส. ทั้ง 50 คนลงคะแนนคัดค้านทั้งหมด ในขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจาก KMT และ TPP ซึ่งมีที่นั่งในสภาฯ มากกว่า มีเสียงเห็นชอบ 57 เสียง ผ่านร่างกฎหมายในวาระที่ 3 ได้สำเร็จ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในโรงงานผลิตล้อแมกซ์แห่งหนึ่งทางภาคเหนือ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจ นายหลินป๋อเฟิง ประธานสมาคมนักธุรกิจไต้หวันกล่าวว่า ภาคธุรกิจเคารพการตัดสินใจนี้ แต่การเพิ่มวันหยุดอีก 4 วัน จะเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานแน่นอน เขาเสนอว่า ขณะนี้ธุรกิจกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา ค่าเงินแข็ง และภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ รัฐบาลควรเพิ่มงบประมาณช่วยเหลือห่วงโซ่อุปทานการส่งออกของไต้หวันมากขึ้น รวมถึงลดภาระภาษี เช่น ภาษีนำเข้า ภาษีนิติบุคคล ภาษีสินค้าอุปโภคบริโภค และอากรแสตมป์</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายสวี่ซูปั๋ว ประธานสมาพันธ์การค้าไต้หวันกล่าวว่า การเพิ่มวันหยุดราชการจะเพิ่มต้นทุนค่าจ้าง การบริหารจัดการกำลังคน และทำให้ระบบการทำงานปั่นป่วน ทำให้ภาระค่าล่วงเวลาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนและการแข่งขันสูงเช่นนี้ เรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการรองรับอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ทัน</p>
<p>3. เตือนอันตราย! 23 นักปีนเขาไต้หวันและ 15 นักตกปลาแรงงานอินโดฯ เจอน้ำป่าจากฝนตกหนัก กลับเข้าฝั่งไม่ได้ หน่วยกู้ภัยวิ่งขาขวิด โชคดีช่วยเหลือทัน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การไปจับปลาหรือทำกิจกรรมตามแม่น้ำลำธารในไต้หวันค่อนข้างอันตราย โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นหน้าฝนก่อนเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศแปรปรวนได้ง่าย หากมีฝนตกบนเขาที่เป็นต้นน้ำ จะมีกระแสน้ำป่าไหลหลากลงภูเขา เข้าสู่แม่น้ำลำธารอย่างรวดเร็ว ทำให้หนีไม่ทัน อาจถูกน้ำป่าไหลเชี่ยวกรากพัดพาหรือจมน้ำเสียชีวิตได้ ที่ผ่านมาเคยมีแรงงานไทยและชาติอื่น ๆ เสียชีวิตแล้วหลายสิบราย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">15 แรงงานอินโดนีเซียไปตกปลา เจอฝนตกหนักน้ำป่าไหลหลากกลับเข้าฝั่งไม่ได้ ในภาพเป็นวันรุ่งขึ้นน้ำป่าลดลงไปแล้ว หน่วยกู้ภัยช่วยเหลือกลับเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย (ภาพจากกองดับเพลิง ไทจง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้จะประชาสัมพันธ์และเตือนกันบ่อย ๆ ก็ยังเกิดเรื่องในทำนองนี้ขึ้นเป็นประจำ อย่างเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่าน กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนภัยฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทั่วไต้หวัน แต่ยังมีนักไต่เขาชาวไต้หวัน 23 คน พากันไปปีนเขาปาหลี่วานที่ตำบลเฟิงปิน เมืองฮัวเหลียน ระหว่างเดินทางกลับ ฝนตกหนักทำให้ในลำธารมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก จนไม่สามารถข้ามไปได้ติดค้างอยู่อีกฟากหนึ่ง ต้องวิทยุขอความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยเมืองฮัวเหลียน ซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยพร้อมรถพยาบาลไปช่วยเหลือ จนกระทั่งฝนซาลงและระดับน้ำลดลงในช่วงดึก เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงสามารถช่วยเหลือทุกคนข้ามลำธารได้สำเร็จ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่กู้ภัยไทจง ช่วยเหลือแรงงานอินโดนีเซีย 15 คนกลับเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย&nbsp;(ภาพจากกองดับเพลิง ไทจง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ช่วงเย็นวันเดียวกัน ที่เขตต้าตู้ นครไทจง ก็มีแรงงานอินโดนีเซีย 13 คน พากันไปตกปลาที่คลองระบายน้ำต้าตู้ ปรากฏว่าฝนตกหนัก ทำให้คลองระบายมีกระแสน้ำป่าที่ไหลเชี่ยวกราก แรงงานอินโดนีเซียทั้ง 13 รายติดอยู่บนเกาะทรายข้างคลอง ตกอยู่ในสภาพการณ์ค่อนข้างอันตราย จนกระทั่งรุ่งเช้าวันต่อมาเวลา 05.20 น. เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยนครไทจงได้รับแจ้งเหตุและส่งทีมกู้ภัยจากสถานีดับเพลิงเขตต้าตู้และเขตอู๋รื่อไปให้ความช่วยเหลือ โดยใช้เรือกู้ภัยข้ามลำธารไปอีกฟากหนึ่งถึงจุดที่แรงงานอินโดนีเซียติดอยู่ในเวลา 06.49 น. และสามารถช่วยเหลือแรงงานทั้ง 13 คนกลับเข้าฝั่งได้ทั้งหมดในเวลา 07.13 น. สีหน้าของแรงงานอินโดนีเซียแต่ละคนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจากเหตุการณ์ผจญภัยที่คลองระบายน้ำครั้งนี้ แต่ยังโชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือและไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">15 แรงงานอินโดนีเซียไปตกปลา เจอฝนตกหนักน้ำป่าไหลหลากกลับเข้าฝั่งไม่ได้ ในภาพแรงงานอินโดฯ ที่กลับถึงฝั่งแล้วกำลังดูเพื่อน ๆ ที่กำลังได้รับความช่วยเหลืออย่างใจจดใจจ่อ (ภาพจากกองดับเพลิง ไทจง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมอุตุนิยมวิทยากลางของไต้หวันเตือนว่า ช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ไต้หวันเข้าสู่หน้าฝน อากาศแปรปรวนจากอิทธิพลของแนวปะทะอากาศที่เคลื่อนตัวพาดผ่าน ทำให้สภาพอากาศไม่แน่นอน เกิดฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วไต้หวันได้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">15 แรงงานอินโดนีเซียที่ได้รับความช่วยเหลือกลับถึงฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว แต่ใบหน้าแต่ละคนยังเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจากเหตุการณ์ผจญภัยครั้งนี้&nbsp;(ภาพจากกองดับเพลิง ไทจง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านหน่วยกู้ภัยเตือนว่า แม่น้ำและลำห้วยในไต้หวันส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่ค่อนข้างชันและมีระยะทางสั้น กระแสน้ำมักจะไหลเชี่ยวและเกิดน้ำป่าไหลหลากได้ง่าย หากมีฝนตกที่ต้นน้ำบนเขา อันตรายมาก เตือนให้ระมัดระวังหลีกเลี่ยงไปยังบริเวณแม่น้ำลำธาร โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้ป่า</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=77326</guid>
      <pubDate>Fri, 16 May 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/05/16/20250516_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36018240" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. แรงงานไต้หวันกว่า 5,000 คน เดินขบวนในวันแรงงาน 1 พ.ค. เรียกร้องลดชั่วโมงทำงาน มุ่งสู่หยุดสัปดาห์ละ 3 วัน ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปีใหม่ 32,000 เหรียญ</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/05/15/b5366c39b236a8b823bc398a69f516b4.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>20</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=77361</link>
      <description><![CDATA[<p>1. ผู้นำไต้หวันขอบคุณแรงงานต่างชาติทุกคน ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไต้หวัน รับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อเนื่องและดูแลสิทธิประโยชน์ต่อไป</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1 พฤษภาคมเป็นวันแรงงานแห่งชาติและวันแรงงานสากล กระทรวงแรงงานไต้หวันคัดเลือกผู้ใช้แรงงานจากทุกวงการในไต้หวัน จำนวน 61 เป็นแรงงานดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2568 ในจำนวนนี้ ประกอบด้วยแรงงานต่างชาติ 10 คน เป็นแรงงานเวียดนาม 3 คน อินโดนีเซีย 3 คน ฟิลิปปินส์ 2 คนและแรงงานไทย 2 คน โดยเชิญครอบครัวของแรงงานต่างชาติดีเด่นทั้ง 10 คนเดินทางมาร่วมพิธีมอบโล่เกียรติคุณและท่องเที่ยวไต้หวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ กระทรวงแรงงานรับผิดชอบค่าเดินทางและห้องพักและอาหารทั้งหมด พิธีมอบประกาศนียบัตรและโล่เกียรติคุณจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา จากนั้นช่วงเช้าวันที่ 30 เมษายน นายหงเซินฮั่น รมว. กระทรวงแรงงานพาแรงงานดีเด่นทั้ง 61 คน เข้าพบประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อที่ทำเนียบประธานาธิบดี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ประธานาธิบดีไล่ชิงกล่าวขณะให้การต้อนรับการเข้าของแรงงานดีเด่นระดับประเทศ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 ขอบคุณแรงงานต่างชาติทุกคน ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไต้หวัน&nbsp;(ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ขณะให้การต้อนรับแรงงานดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2568 และครอบครัวแรงงานต่างชาติดีเด่นทั้ง 10 ราย ได้กล่าวแสดงความชื่นชมที่แรงงานดีเด่นทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ในสายงานของตน ทำให้ไต้หวันก้าวหน้าอย่างมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจ นวัตกรรมเทคโนโลยี และสวัสดิการสังคม พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะผลักดันนโยบายต่าง ๆ เพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์ของแรงงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำติดต่อกันเป็นปีที่ 9 และการสนับสนุนพัฒนาอุตสาหกรรม ทำให้ตลาดแรงงานมั่นคง ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ เพื่อให้ไต้หวันก้าวหน้า มั่งคั่ง มีความสุขและกลมเกลียวยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ประธานาธิบดีไล่ชิงกล่าวขณะให้การต้อนรับการเข้าของแรงงานดีเด่นระดับประเทศ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 ขอบคุณแรงงานต่างชาติทุกคน ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไต้หวัน&nbsp;(ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อกล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้แสดงความยินดีต่อแรงงานที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแรงงานดีเด่นระดับประเทศซึ่งรวมทั้งแรงงานต่างชาติดีเด่นทั้ง 10 คน ที่สามารถผ่านกระบวนการคัดเลือกอันเข้มข้นมาได้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และแสดงให้เห็นถึงผลงานที่โดดเด่นในการทำงานของทุกคน โดยปีนี้มีแรงงานจากหลากหลายอาชีพได้รับการคัดเลือกเป็นแรงงานดีเด่นระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย วิศวกร พยาบาล บุรุษไปรษณีย์ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ แรงงานต่างชาติ รวมถึงผู้นำและเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน ทุกคนล้วนแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความคิดสร้างสรรค์ในสายงานของตน เสริมสร้างพลังให้กับไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">&nbsp;เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 แรงงานดีเด่นระดับประเทศ 61 คน รวมครอบครัวแรงงานต่างชาติดีเด่นทั้ง 10 ราย เข้าพบประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงไทเป (ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังกล่าวขอบคุณแรงงานต่างชาติที่ได้รับรางวัลและที่ทำงานอยู่ในไต้หวันทุกคน ที่ทุ่มเททำงานในภาคการผลิตและภาคสวัสดิการสังคมของไต้หวันมาอย่างยาวนาน มีส่วนสำคัญในการพัฒนาได้อย่างมั่นคงในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคมของไต้หวัน จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สภาบริหารและกระทรวงแรงงานไต้หวัน จัดพิธีมอบโล่เกียรติคุณแด่แรงงานดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2568 (ภาพจากกระทรวงแรงงาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อกล่าวอีกว่า ปีที่แล้ว ไต้หวันมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 4.59% สูงที่สุดในบรรดา 4 เสือแห่งเอเชีย และสูงกว่าญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศหลักในสหภาพยุโรป อีกทั้งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และ GDP ของไต้หวันเพิ่มจาก 17.5 ล้านล้านเหรียญไต้หวันในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 25.4 ล้านล้านเหรียญไต้หวันในปี 2567 ทำให้ไต้หวันกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 21 ของโลก ความสำเร็จเหล่านี้ล้วนเกิดจากผู้ใช้แรงงานในไต้หวันและแรงงานต่างชาติทุกคน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อถ่ายภาพกับนายพสิษฐ์ ครุทจันทร์&nbsp;(ซ้าย) แรงงานต่างชาติดีเด่นระดับประเทศ 2568 และครอบครัว&nbsp;(ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับแรงงานไทยที่ได้รับเลือกเป็นแรงงานดีเด่นระดับประเทศในปีนี้ เป็นแรงงานไทยและมีสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือของบริษัทฟอร์โมซา เฮฟวี่ อินดัสทรี ที่นิคมอุตสาหกรรมม่ายเหลี่ยวทั้งคู่ จัดเป็นแรงงานไทยรายที่ 3 และที่ 4 ของบริษัทฟอร์โมซา เฮฟวี่ อินดัสทรี ที่ได้รับเกียรติคุณนี้ โดยแรงงานไทยที่สร้างชื่อเสียงทั้งสองรายได้แก่ นายขวัญใจ ผันพักตร์ อายุ 49 ปี มาจากจังหวัดสุโขทัย และนายพสิษฐ์ ครุทจันทร์ อายุ 51 ปี จากพิษณุโลก</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อถ่ายภาพกับนายขวัญใจ ผันพักตร์&nbsp;(ซ้าย) แรงงานต่างชาติดีเด่นระดับประเทศ 2568 และครอบครัว&nbsp;(ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)</p>
<p>2. ตะลึง! แรงงานเวียดนามลืมเงินสด 4 ล้านเหรียญไว้บนรถไฟ นายจ้างตกใจชี้เงินเดือนแค่ 3 หมื่นเศษ ตำรวจตรวจสอบที่มาโยงฟอกเงินหรือโอนเงินใต้ดินหรือไม่ หากไม่มีสิ่งผิดกฎหมายจะคืนให้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อค่ำวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีผู้โดยสารลืมถุงใส่เงินสด 4,000,000 เหรียญไต้หวันบนรถไฟที่วิ่งระหว่างเมือง ขบวนที่ 3258 ของการรถไฟไต้หวัน (TRA) จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าของเงินเป็นแรงงานเวียดนาม เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในสังคมของไต้หวันทันที แรงงานเวียดนามรายนี้ลืมถุงเงินสดก้อนมหาศาลดังกล่าวไว้บนรถไฟขณะเดินทางจากเจียอี้ไปยังนครไถหนาน เมื่อรู้ตัวว่าลืมถุงใส่เงินรีบกลับไปที่เคาน์เตอร์บริการของสถานีรถไฟไถหนานเพื่อขอความช่วยเหลือ หลังได้รับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่การรถไฟรีบแจ้งหัวหน้าขบวนให้ช่วยค้นหา และพบถุงสีดำตามที่แรงงานเวียดนามบอกบริเวณด้านท้ายของตู้โดยสารที่ 2 ภายในเต็มไปด้วยธนบัตรเก่าที่ใช้หนังยางรัดไว้เป็นมัด ๆ จำนวน 8 มัด มัดละ 500,000 เหรียญ รวมเป็นเงินสด 4,000,000 เหรียญไต้หวัน และไม่เหมือนกับเงินสดที่เพิ่งถอนจากธนาคาร</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามลืมเงินสด 4 ล้านเหรียญไว้บนรถไฟ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังข่าวนี้เผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตไต้หวันหลายคนแซวว่า &ldquo;มากกว่าคดีเงินสด 3 ล้านเหรียญของเฉินหมิงเหวิน อดีต สส. พรรครัฐบาลที่เคยลืมไว้บนรถไฟความเร็วสูงเสียอีก&rdquo; แต่การจะขอรับเงินสดจำนวนมหาศาลดังกล่าวคืน ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายเสียก่อน ด้านนายจ้างของแรงงานเวียดนามรายนี้เผยว่า เงินเดือนของเขาเพียง 30,000 กว่าเหรียญไต้หวันต่อเดือน ไม่ทราบว่าเขาไปเอาเงินจำนวนมากขนาดนี้มาจากไหน ช่วงบ่ายวันต่อมา นายจ้างได้พาแรงงานรายนี้ไปยังสถานีตำรวจเจียอี้ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อตรวจสอบว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำหรือไม่</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามลืมเงินสด 4 ล้านเหรียญไว้บนรถไฟ (ภาพจาก knews.com.tw)&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลพบว่า แรงงานเวียดนามชื่อนายโห่ ทำงานอยู่ที่โรงงานแปรรูปหินอ่อนแห่งหนึ่งในตำบลหมินสง เมืองเจียอี้ หลังจากลืมเงินสดไว้บนรถไฟ เขาได้มากับชายคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นพี่เขยเพื่อขอรับเงินคืน แม้ว่าทั้งสองจะอ้างเป็นเสียงเดียวกันว่า เงินเป็นของพี่เขยสำหรับเตรียมจ่ายเงินเดือนให้ลูกน้อง แต่จากการตรวจสอบของตำรวจพบว่า ทั้งสองไม่ได้เป็นเครือญาติตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด เป็นเพียงคนบ้านเดียวกันที่แต่งงานกับหญิงชาวเวียดนามที่ตั้งรกรากอยู่ในไต้หวัน และนิยมเรียกกันว่าพี่เขย และก่อนหน้านี้นายโห่บอกว่าเป็นเงินของตน 500,000 เหรียญ ที่เหลือยืมมาจากเพื่อนเพื่อส่งกลับไปซื้อบ้าน ยิ่งทำให้เส้นทางการเงินมีความไม่ชอบมาพากลมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามลืมถุงสีดำไว้บนรถไฟ ข้างในมีเงินสดเงินสด 4 ล้านเหรียญไต้หวัน (ภาพจาก knews.com.tw)&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เช้าวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายโห่เข้าทำงานตามปกติที่โรงงาน เมื่อนักข่าวที่ไปดักรอประตูทางเข้าโรงงานสอบถามที่มาของเงิน 4 ล้านเหรียญ เขาตอบเพียงว่า &ldquo;เป็นเงินของผม ผมลืมไว้บนรถไฟ ไม่ใช่ทำหายนะ&rdquo; เมื่อนักข่าวถามต่อว่า ทำไมลืมถุงเงินที่มีเงินสดจำนวนมหาศาลดังกล่าว และเอาเงินจำนวนมากขนาดนี้มาจากไหน เขาตอบว่า &ldquo;ไม่รู้ครับ ฟังไม่เข้าใจ ผมต้องรีบไปทำงาน เดี๋ยวโดนนายจ้างดุ&rdquo; แล้วรีบเดินเข้าทำงานในโรงงาน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่การรถไฟพบถุงสีดำที่แรงงานเวียดนามลืมไว้บนรถไฟ ข้างในมีเงินสดเงินสด 4 ล้านเหรียญไต้หวัน (ภาพจาก knews.com.tw)&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พนักงานในโรงงานเดียวกันกล่าวว่า นายโห่เป็นแรงงานทั่วไป เงินเดือนแค่ 30,000 กว่าเหรียญไต้หวัน ค่าล่วงเวลาหรือโอทีคิดตามกฎหมายแรงงาน อย่างมากก็ประมาณ 4-5 หมื่นเหรียญ และไม่ทราบว่าเขามีเงินมากขนาดนี้ได้อย่างไร ทางนายจ้างยืนยันว่า เขาเป็นแค่คนงานธรรมดา ตกใจกับเงินสดจำนวนนี้ แต่ก็ย้ำว่า &ldquo;หลังเลิกงานคือเรื่องส่วนตัว บริษัทจะไม่ยุ่งเกี่ยว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามรายนี้ ทำงานที่โรงงานแปรรูปหินอ่อนแห่งหนึ่งในตำบลหมินสง เมืองเจียอี้ (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านอัยการและตำรวจกล่าวว่า นายโห่ลืมเงินสดจำนวนมากไว้บนรถไฟ และภายหลังมากับชายที่อ้างเป็นพี่เขยเพื่อขอรับคืน แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติแต่อย่างใด เป็นแค่การเรียกขานเป็นการส่วนตัว ขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งต้องมีการตรวจสอบที่มาของเงิน โดยคดีเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของฝ่ายตุลาการแล้ว จะตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือการโอนเงินอย่างผิดกฎหมายหรือการโอนเงินผ่านระบบใต้ดินหรือไม่?</p>
<p>3. เหิมเกริม! แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเมาขับรถเก๋งย้อนศรชนดะ ชาวไต้หวันตาย 1 บาดเจ็บ 2 ทายาทร่ำไห้ ผู้ตายเป็นเสาหลักครอบครัว ทิ้งลูกน้อย 3 คนให้ภรรยา </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกิดเหตุแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย 3 คน ขับรถเก๋งในอาการเมาโดยไม่มีใบขับขี่และยังย้อนศร ชนคนขับรถมอเตอร์ไซค์ 2 คันทำให้กระเด็นเสียชีวิตอย่างน่าสลด 1 ราย บาดเจ็บสาหัสอีก 2 ภรรยาผู้ตาย ซึ่งนั่งซ้อนท้ายมีอาการบาดเจ็บสาหัสที่ขาแต่ยังมีสติ ร่ำไห้สามีเป็นเสาหลักของครอบครัว ทิ้งลูกเล็ก 3 คนไว้ให้ตนดูแล</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามเมาแล้วขับพุ่งชนข้างทาง หลังย้อนศรชนรถจักรยานยนต์ 2 คัน เป็นเหตุให้ชาวไต้หวันเสียชีวิต 1&nbsp;บาดเจ็บอีก 2 (ภาพจาก udn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 1 พฤษภาคม เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงบนถนนในเขตปาเต๋อ นครเถาหยวน รถยนต์ส่วนบุคคลคันหนึ่งขับย้อนศรด้วยความเร็วสูงพุ่งชนรถจักรยานยนต์ และไปกระแทกจักรยานยนต์อีกคัน ส่งผลให้รถจักรยานยนต์ที่ถูกชนบิดเบี้ยวเป็นซากเหล็ก ชิ้นส่วนและเศษซากรถจักรยานยนต์กระจายเต็มพื้นถนนบริเวณที่เกิดเหตุ มีผู้เสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บ 2 ราย ผู้เสียชีวิตคือนายเฉิน อายุ 45 ปี ชายชาวไต้หวันที่กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์ถูกชนเสียชีวิตโดยมีภรรยาซ้อนท้าย ทิ้งภรรยาและลูกเล็ก 3 คนไว้เบื้องหลัง ส่วนรถเก๋งเสียหลักพุ่งเข้าชนพุ่มไม้ข้างทาง คนขับติดอยู่ในรถเพราะประตูบิดเบี้ยวเปิดออกไม่ได้ อีก 2 คนที่นั่งมาในรถเก๋งเปิดประตูด้านหลังหลบหนีไปได้ แต่ตำรวจตามล่ามาดำเนินคดีได้ หลังหลบหนีไม่ถึง 5 ชั่วโมง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเมาแล้วขับ ย้อนศรพุ่งชนรถจักรยานยนต์ 2 คัน มีผู้เสียชีวิต 1 บาดเจ็บ 2 ในภาพเป็นชิ้นส่วนและเศษซากรถจักรยานยนต์กระจายเต็มพื้นถนนบริเวณที่เกิดเหตุ (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจรับแจ้งความรุดไปยังสถานที่เกิดเหตุส่งผู้บาดเจ็บไปรักษายังโรงพยาบาล เนื่องจากอาการสาหัสเสียเลือดมาก หลังจากแพทย์กู้ชีวิตอยู่นานหลายชั่วโมง นายเฉินทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในโรงพยาบาล ส่วนภรรยาได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ขา แต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต ผู้บาดเจ็บอีกรายเป็นคนขับขี่รถจักรยานยนต์คันที่ 2 ถูกกระแทกอย่างแรง แต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต จากนั้น ตำรวจจับกุมแรงงานเวียดนามคนขับซึ่งยังติดอยู่ในรถยนต์ จากการสอบสวนพบว่า คนขับรถที่ก่อเหตุรายนี้ คือนายเหงียน อายุ 32 ปี ชาวเวียดนามที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว แต่อยู่เลยกำหนดและหางานทำในไต้หวันโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะถูกจับนายเหงียนมีอาการเมาจัดและไม่มีใบขับขี่ ตำรวจจับเป่าเพื่อวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจของเหงียน พบว่ามีปริมาณสูงถึง 0.49 มิลลิกรัมต่อลิตร เกินกว่า 0.15 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สภาพรถจักรยานยนต์ที่ถูกชน&nbsp;(ภาพจาก udn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ตำรวจสามารถติดตามจับกุมแรงงานเวียดนามอีก 2 คนที่หลบหนีหลังเกิดเหตุ ได้แก่นายหว่องอายุ 38 ปี และนายหว่างอายุ 40 ปี ทั้งสองเป็นแรงงานเวียดนามที่เดินทางมาทำงานอย่างถูกกฎหมาย แต่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2564 และ 2566 ตามลำดับ หลังสอบปากคำ ตำรวจส่งผู้ต้องหาทั้ง 3 ให้อัยการดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาก่อให้เกิดอันตรายในที่สาธารณะและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจจับกุมนายเหงียน&nbsp;ข้อหาก่อให้เกิดอันตรายในที่สาธารณะและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ภาพจาก&nbsp; EBC)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; น้องสาวของนายเฉิน คนขี่รถจักรยานยนต์ที่ถูกชนเสียชีวิตดังกล่าวกล่าวด้วยความเศร้าว่า พี่ชายเป็นกำลังหลักในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว มีลูก 3 คน คนเล็กยังเรียนอยู่ชั้นประถม 6 โดยเธอสะอื้นว่า ยังไม่ทราบว่าพี่สะใภ้กับเด็ก ๆ จะใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างไร...</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">หลังเกิดเหตุตำรวจเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจเมาแล้วขับ (ภาพจากสถานีตำรวจปาเต๋อ)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจเตือนว่า เมาแล้วขับ เป็นพฤติกรรมความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น คุกคามความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของสังคม</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=77361</guid>
      <pubDate>Fri, 09 May 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/05/09/20250509_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36016320" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. ผู้นำไต้หวันขอบคุณแรงงานต่างชาติทุกคน ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไต้หวัน รับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อเนื่องและดูแลสิทธิประโยชน์ต่อไป</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/05/09/deba1df3f4522eac8bc6f66ab3a7ce63.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>19</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=71919</link>
      <description><![CDATA[<p>1. กระทรวงแรงงานไต้หวันจับมืออินโดนีเซีย ขยายการนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและผู้อนุบาลในองค์กรแบบจ้างตรงจากอินโดนีเซียมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการจ้างตรงในรูปแบบรัฐต่อรัฐ กระทรวงแรงงานไต้หวันได้ผลักดันความร่วมมือกับประเทศผู้ส่งออกแรงงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการประชุมทวิภาคี ล่าสุดบรรลุข้อตกลงกับกระทรวงแรงงานอินโดนีเซีย ขยายประเภทของแรงงานอินโดนีเซียที่สามารถจ้างตรงได้ จากเดิมที่มีเพียงภาคการผลิตและผู้อนุบาลในครัวเรือน ขยายไปเป็นภาคการเกษตร รวมถึงเกษตรจ้างเหมาบริการ และผู้อนุบาลในองค์กร สามารถใช้บริการจากศูนย์บริการจ้างตรง ในสังกัดกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน ช่วยนายจ้างคัดเลือกแรงงานจากอินโดนีเซียได้โดยตรง ไม่ผ่านการจัดส่งของบริษัทจัดหางาน สะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของนายจ้างและตัวแรงงานต่างชาติ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ศูนย์จ้างตรง (DHSC) กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน เร่งผลักดันและขยายการนำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบจ้างตรง ช่วยนายจ้างและแรงงานลดภาระค่าใช้จ่าย (ภาพจากเว็บ&nbsp;DHSC)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานระบุว่า การสนับสนุนให้นายจ้างจ้างแรงงานต่างชาติโดยตรง ช่วยนายจ้างและแรงงานลดภาระค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวจากบริษัทจัดหางาน เป็นนโยบายที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2551 ได้ก่อตั้งศูนย์จ้างตรงขึ้น เพื่อให้บริการด้านคำปรึกษา โดยมีบริการล่ามสองภาษา และเจ้าหน้าที่ประจำติดตามดูแลเรื่องการนำเข้าเป็นรายกรณี เมื่อปี 2559 ได้ร่วมมือกับประเทศผู้ส่งออกแรงงานทั้ง 4 ประเทศ เพื่อจัดส่งแรงงานภาคการผลิตและผู้อนุบาลในครัวเรือนให้แก่นายจ้างไต้หวัน และช่วงปลายปี 2567 ได้ขยายความร่วมมือกับอินโดนีเซียครอบคลุมถึงผู้อนุบาลในองค์กรและแรงงานภาคเกษตร</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กระทรวงแรงงานประชาสัมพันธ์ให้นายจ้างนำเข้าแรงงาต่างชาติผ่านระบบจ้างตรง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งของนายจ้างและแรงงานได้ (ภาพจาก LTN)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานกล่าวว่า ระบบจ้างตรงไม่ผ่านการจัดส่งของบริษัทจัดหางาน จะดำเนินการผ่านศูนย์จ้างตรง นายจ้างที่มีความประสงค์จะจ้างแรงงานต่างชาติผ่านระบบนี้ สามารถยื่นความต้องการต่อศูนย์จ้างตรง เมื่อได้รับคำร้องแล้ว ศูนย์จ้างตรงจะประสานไปยังสำนักงานแรงงานของประเทศผู้ส่งออกให้ช่วยคัดเลือกแรงงานตามคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการ ในจำนวนที่มากกว่าความต้องการ 3-5 เท่า เพื่อให้นายจ้างได้คัดเลือกผ่านการดูจากใบสมัครซึ่งมีข้อมูลของแรงงาน สัมภาษณ์ผ่านวิดีโอคอล หรือเดินทางไปสัมภาษณ์ด้วยตนเองที่ประเทศต้นทาง จากนั้นศูนย์จ้างตรงและประเทศต้นทางจะดำเนินการให้แรงงานต่างชาติเดินทางเข้าไต้หวันเพื่อเริ่มทำงาน กระบวนการนี้ จะช่วยให้นายจ้างสามารถหาคนงานได้รวดเร็วตามเวลาที่กำหนด ประหยัดค่าบริการบริษัทจัดหางานทั้งในและต่างประเทศ และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างกับแรงงาน เกิดผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กลุ่มแรงงานไทยชุดแรกที่เดินทางมาทำงานภาคการเกษตรที่เขตเหม่ยหนง นครเกาสง (ภาพจาก newsmarket.com.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานกล่าวอีกว่า เพื่อช่วยเหลือนายจ้างในการคัดเลือกแรงงานและบริหารจัดการแรงงานหลังเข้าทำงานที่ไต้หวันแล้ว ศูนย์จ้างตรงมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถให้คำปรึกษาได้หลายภาษา เช่น ภาษาเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย และอังกฤษ พร้อมให้บริการดูแลและช่วยแจ้งเตือนนายจ้างต้องดำเนินการตามกฎระเบียบและติดตามการทำเอกสารสำคัญต่าง ๆ เช่น การแจ้งเดินทางเข้าประเทศ เตือนให้พาแรงงานไปตรวจสุขภาพ ทำบัตรถิ่นที่อยู่ ทำใบอนุญาตทำงาน รวมถึงแจ้งเตือนเรื่องการต่อสัญญาเมื่อใกล้ครบกำหนด เพื่อให้นายจ้างสามารถบริหารแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่พลาดขั้นตอนสำคัญ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ไต้หวันขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตรอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายจ้างที่สนใจ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของศูนย์จ้างตรง เพื่อค้นหาข้อมูลและบริการเกี่ยวกับการบริหารแรงงานหลังจากแรงงานต่างชาติเดินทางเข้าสู่ไต้หวันแล้ว ได้ที่ : https://dhsc.wda.gov.tw&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ฟาร์มปศุสัตว์และฟาร์มโคนมขาดแคลนแรงงานอย่างหนักเช่นกัน&nbsp;(ภาพจาก newsmarket.com.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากอินโดนีเซียแล้ว กระทรวงแรงงานยังมีแผนเจรจากับประเทศผู้ส่งออกแรงงานรายอื่น ๆ ผ่านการประชุมระดับทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายประเภทแรงงานที่สามารถจ้างตรงได้ หากนายจ้างมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการต่าง ๆ ของศูนย์จ้างตรง สามารถเข้าเว็บไซต์ข้างต้น หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 02-66130811 (มีบริการภาษาจีน, อังกฤษ, เวียดนาม, ไทย, อินโดนีเซีย) หรือสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 จะมีเจ้าหน้าที่ให้บริการโดยตรง</p>
<p>2. สาวไทยขนกัญชา 11 กก. เข้าไต้หวันด้วยค่าจ้าง 35,000 บาทถูกรวบคาสนามบิน ตำรวจแกะรอยตามจับชายไต้หวันผู้บงการได้แล้ว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจท่าอากาศยานและศุลกากรประจำอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 1 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน ได้ตรวจพบความผิดปกติในกระเป๋าเดินทางที่โหลดใต้ท้องเครื่องของผู้โดยสารหญิงไทยรายหนึ่ง ซึ่งเดินทางเข้าประเทศไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ได้รับการยกเว้นวีซ่า เมื่อเปิดกระเป๋าตรวจสอบพบว่ามีกัญชา ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดประเภทที่ 2 ซุกซ่อนอยู่จำนวน 6 ห่อ น้ำหนักร่วม 11 กิโลกรัม มูลค่าตลาดโดยประมาณ 27 ล้านเหรียญไต้หวัน นอกจากจับกุมหญิงไทยรายนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ได้รายงานให้อัยการดำเนินการสืบสวน จนสามารถติดตามจับกุมนายซู ชายไต้หวันได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเขตว่านหัว กรุงไทเป หลังจากพยายามเปลี่ยนโรงแรมหลายแห่ง เพื่อป้องกันการตรวจจับของตำรวจ นายซูให้การสารภาพว่า ติดต่อผ่านนายหน้าชาวไทยจ้างหญิงไทยลักลอบขนยาเข้าไต้หวันในราคาค่าจ้าง 35,000 บาท หลังสอบสวน ตำรวจควบคุมตัวดำเนินคดีทันที</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นางสาววนิดา (นามสมมุติ) หญิงไทยวัย 30 ปี&nbsp;ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟร้านอาหารใน กทม. รับจ้างขนกัญชาร่วม 11 กก. เข้าไต้หวันถูกจับ (ภาพจากตำรวจท่าอากาศยานเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกตำรวจท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนแถลงว่า นางสาววนิดา (นามสมมุติ) หญิงไทยวัย 30 ปี เดินทางเข้าไต้หวันด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวเมื่อเดือนตุลาคม 2567&nbsp; ขณะผ่านด่านตรวจศุลกากร เครื่องเอกซเรย์ตรวจพบมีความผิดปกติในกระเป๋าเดินทาง เมื่อเปิดดูพบว่ามีกัญชาซุกซ่อนอยู่ 10.9585 กิโลกรัม จึงทำการยึดของกลางและควบคุมตัวหญิงไทยไว้ทันที ขณะเดียวกันได้รายงานต่อสำนักงานอัยการเถาหยวนและตั้งคณะทำงานสืบสวนหาผู้ร่วมขบวนการในไต้หวัน ทีมสืบสวนพบว่า ผู้รับของในไต้หวันคือนายซู อายุ 30 ปี ชายชาวไต้หวัน ภายใต้การนำพนักงานอัยการเถาหยวน ตำรวจท่าอากาศยานร่วมกับตำรวจหน่วยสืบสวนอาชญากรรมไทเปและสถานีตำรวจว่านหัว ดำเนินการสืบสวนและพบว่า นายซูหลบซ่อนตัวอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งในเขตว่านหัว อย่างไรก็ตาม นายซู พยายามหลบเลี่ยงการจับกุมด้วยการย้ายที่พักหลายครั้งเพื่อหลอกล่อตำรวจ และวางกุญแจห้องพักไว้ที่แปลงดอกไม้ในตรอกข้างโรงแรม เพื่อรอโอกาสรับยา แต่สุดท้ายก็ไม่รอดถูกตำรวจจับกุมตัวได้ หลังสอบสวน ตำรวจได้ส่งตัวนายซูดำเนินคดีตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เครื่องเอกซเรย์ตรวจพบมีความผิดปกติในกระเป๋าเดินทาง เมื่อเปิดดูพบว่ามีกัญชาซุกซ่อนอยู่ 10.9585 กิโลกรัม&nbsp;(ภาพจากตำรวจท่าอากาศยานเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายซูให้การสารภาพว่า ได้ซื้อกัญชาจากประเทศไทย และติดต่อผ่านนายหน้าท้องถิ่น โดยเสนอจ่ายค่าจ้าง 35,000 บาท พร้อมทริปท่องเที่ยวฟรี เพื่อว่าจ้างหญิงไทยที่ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ลักลอบขนกัญชาเข้าไต้หวัน โดยทั้งสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ติดต่อกันผ่านนายหน้าชาวไทยเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เครื่องเอกซเรย์ตรวจพบมีความผิดปกติในกระเป๋าเดินทาง เมื่อเปิดดูพบว่ามีกัญชาซุกซ่อนอยู่ 6 ห่อ น้ำหนัก 10.9585 กิโลกรัม&nbsp;(ภาพจากตำรวจท่าอากาศยานเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกตำรวจท่าอากาศยานระบุว่า การใช้กัญชาจะทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว ประสาทหลอน คลุ้มคลั่ง ปากแห้ง ตาแดง และหากใช้ระยะยาวจะส่งผลต่อความจำ การเรียนรู้ และการรับรู้ อีกทั้งยังทำให้เกิดการเสพติดและพึ่งพาทางจิตใจ ในไต้หวันจัดให้กัญชาอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 ขอเตือนประชาชนอย่าลองใช้จากความอยากรู้อยากเห็น และยืนยันว่าตำรวจท่าอากาศยานจะเสริมความเข้มแข็งในการตรวจจับยาเสพติดทุกชนิด สกัดกั้นไม่ให้เล็ดลอดเข้าสู่ไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นายซู อายุ 30 ปี ชายชาวไต้หวันผู้บงการหญิงไทยลักลอบขนกัญชาเข้าสู่ไต้หวันถูกจับ หลังหลบหนีอยู่นาน&nbsp;(ภาพจากตำรวจท่าอากาศยานเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปลดล็อกกัญชากัญชงเพื่อประโยชน์ทางด้านการแพทย์และเศรษฐกิจ มีผลบังคับใช้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น สำหรับในไต้หวันยังคงจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 เช่นเดียวกับเมล็ดฝิ่น โคเคน แอมเฟตามีนและยาไอซ์ ผู้ใดปลูก ผลิต ลำเลียง นำเข้า ส่งออกหรือจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 7 ปีขึ้นไปและปรับ 7 ล้านเหรียญไต้หวัน กรณีครอบครองเพื่อการจำหน่าย มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป ปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน ชักจูง หลอกล่อให้คนอื่นเสพยาเสพติดให้โทษ ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไปไม่เกิน 7 ปี และปรับ 1 ล้านเหรียญไต้หวัน กรณีที่เสพ หลังจากส่งบำบัดแล้ว ยังมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แม้จะมีไว้ในครอบครองไม่ได้เสพ ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับไม่เกิน 200,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>3. เสียชื่อ! หมอนวดไทยที่หลินโข่วแอบถ่ายลูกค้าสาวชาวไต้หวันถูกจับ พบในมือถือมีคลิปโป๊ลูกค้าสาวอื่น ๆ เพียบ คาดถ่ายคลิปส่งขายเว็บลามก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกิดเหตุหมอนวดหญิงชาวไทยใช้โทรศัพท์มือถือแอบถ่ายภาพเปลือยของลูกค้าหญิงขณะนวดภายในร้าน หลังจากลูกค้าจับได้และแจ้งความ ตำรวจรุดไปยังที่เกิดเหตุ ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือที่ใช้แอบถ่ายไว้เป็นหลักฐาน และจับกุมหมอนวดผู้ก่อเหตุในทันทีข้อหากระทำความผิดซึ่งหน้า พร้อมส่งสำนักงานอัยการนครนิวไทเป ดำเนินคดีและยื่นขอฝากขังในข้อหาละเมิดความลับส่วนบุคคล พร้อมขยายผลตรวจสอบ เบื้องต้นพบมีผู้เสียหายอย่างน้อย 10 ราย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">หมอนวดไทยที่หลินโข่วแอบถ่ายลูกค้าสาวชาวไต้หวันถูกจับ พบในมือถือมีคลิปโป๊ลูกค้าสาวอื่น ๆ เพียบ คาดถ่ายคลิปส่งขายเว็บลามก (ภาพจาก news.ebc.net.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียงร้านนวดแผนไทยครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา เวลา 17.21 น. แม่ลูกชาวไต้หวันคู่หนึ่งได้เดินทางไปใช้บริการนวดแผนไทยที่ร้านนวดแผนไทยแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บนถนนจงซาน เขตหลินโข่ว นครนิวไทเป แต่ระหว่างการนวด ลูกสาวสังเกตเห็นว่าหมอนวดไทยรายนี้ใช้เพียงมือเดียวในการนวด ด้วยความสงสัยจึงเปิดผ้าขนหนูที่ปิดหน้า พบว่าหมอนวดหญิงกำลังใช้โทรศัพท์มือถือแอบถ่ายคลิปบนร่างเปลือยของตน ลูกค้าสาวรายนี้ร้องโวยวายด้วยความไม่พอใจ ทั้งสองมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ผู้เป็นแม่รีบแจ้งความ ตำรวจมาถึงยึดโทรศัพท์มือถือของหมอนวดไทยและตรวจดู พบภาพและคลิปโป๊ของลูกค้าสาวคนอื่น ๆ จำนวนมาก สันนิษฐานทำเป็นอาชีพมานาน โดยถ่ายคลิปโป๊ลูกค้าสาวส่งขายต่อในเว็บลามก</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">หมอนวดไทยที่หลินโข่วแอบถ่ายลูกค้าสาวชาวไต้หวันถูกจับ พบในมือถือมีคลิปโป๊ลูกค้าสาวอื่น ๆ เพียบ คาดถ่ายคลิปส่งขายเว็บลามก (ภาพจากสถานีตำรวจหลินโข่ว)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า หมอนวดหญิงรายนี้วัย 46 ปี เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวไทย พำนักอาศัยในไต้หวันอย่างถูกกฎหมาย และทำงานเป็นหมอนวดในร้านนวดแผนไทยที่ค่อนข้างมีชื่อแห่งหนึ่งบนถนนจงซาน หลินโข่ว ตำรวจได้ช่วยผู้เสียหายลงบันทึกประจำวัน และส่งต่อคดีให้สำนักงานอัยการนครนิวไทเปดำเนินคดีในข้อหาละเมิดความลับส่วนบุคคล พร้อมยื่นขอฝากขังเพื่อป้องกันไม่ให้มีการทำลายพยานหลักฐานหรือหลบหนี และจะดำเนินการตรวจสอบต่อว่า ส่งคลิปไปให้ใครและมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อกี่ราย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">หมอนวดไทยที่หลินโข่วแอบถ่ายลูกค้าสาวชาวไต้หวันถูกจับ พบในมือถือมีคลิปโป๊ลูกค้าสาวอื่น ๆ เพียบ คาดถ่ายคลิปส่งขายเว็บลามก (ภาพจากสถานีตำรวจหลินโข่ว)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในส่วนของผู้เสียหาย ผู้เป็นแม่กล่าวว่า จะดำเนินคดีถึงที่สุด ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องลูกสาวของตนเท่านั้น ยังต้องการปกป้องไม่อยากให้ใครตกเป็นเหยื่ออีก เพราะพฤติกรรมของผู้ต้องหาเกินกว่าจะยอมรับได้ ด้านลูกสาวที่ได้รับความเสียหายกล่าวให้การต่อตำรวจว่า การนวดปกติต้องใช้สองมือ แต่หมอนวดรายนี้เธอใช้แค่มือเดียว และยังเอื้อมไปจับอะไรบางอย่างบ่อยครั้ง ทำให้เกิดความสงสัย และเมื่อลองเปิดผ้าขนหนูที่ปิดหน้าออกดู ก็พบว่าหมอนวดรายนี้กำลังใช้โทรศัพท์มือถือแอบถ่ายร่างเปลือยของตน จึงร้องเสียงดังว่าทำอะไร หมอนวดรายนี้หลังถูกจับได้คาหนังคาเขา ยังปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ได้ถ่ายภาพหรือคลิป เพียงแค่ถือโทรศัพท์ไว้เฉย ๆ จึงเกิดมีปากเสียงกันรุนแรง ผู้เป็นแม่รีบโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจมาถึงยึดโทรศัพท์มือถือและตรวจดู พบมีภาพและคลิปลับของลูกค้าคนอื่น ๆ อยู่ในโฟลเดอร์อัลบั้มภาพและคลิปจำนวนมาก ตำรวจสันนิษฐานว่าหมอนวดหญิงไทยรายนี้ ถ่ายภาพโป๊ของลูกค้าสาวแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบและน่าจะทำมานานแล้ว เพราะจากการตรวจสอบบัญชีธนาคาร พบว่าในช่วงก่อเกิดเหตุสามวันติดต่อกัน หญิงไทยรายนี้ มีเงินโอนเข้าบัญชีครั้งละกว่า 6,000, 20,000 และ 7,000 เหรียญไต้หวันตามลำดับ โฆษกสถานีตำรวจหลินโข่วกล่าวว่า ผู้ต้องหาถูกจับกุมฐานความผิดซึ่งหน้า หลังสอบปากคำส่งดำเนินคดีข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัว พร้อมยื่นขอให้ศาลควบคุมตัว เพื่อสืบสวนที่ไปของคลิปโป๊และเหยื่อรายอื่น ๆ ต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">หมอนวดไทยที่หลินโข่วแอบถ่ายลูกค้าสาวชาวไต้หวันถูกจับ พบในมือถือมีคลิปโป๊ลูกค้าสาวอื่น ๆ เพียบ คาดถ่ายคลิปส่งขายเว็บลามก (ภาพจากสถานีตำรวจหลินโข่ว)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หญิงไทยรายนี้ ทำลายภาพลักษณ์และชื่อเสียงของนวดแผนไทย สมควรดำเนินการอย่างเด็ดขาด ตามกฎหมายอาญาของไต้หวันมาตรา 235 ผู้ใดเผยแพร่ ส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูลภาพโป๊ เปลือย ลามกและอนาจาร ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง ผ่านระบบคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ให้ผู้อื่นดูหรือฟัง ผู้นั้นมีความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับเงินไม่เกิน 30,000 เหรียญไต้หวัน หรือทั้งจำทั้งปรับ และตามมาตรา 319-3 ผู้ใดเผยแพร่ภาพลับทางเพศโดยไม่ได้รับความยินยอม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 500,000 เหรียญไต้หวัน หากเป็นภาพที่ถ่ายโดยผิดกฎหมาย มีโทษจำคุก 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับไม่เกิน 500,000 เหรียญไต้หวัน</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=71919</guid>
      <pubDate>Fri, 02 May 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/05/02/20250502_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36024000" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. กระทรวงแรงงานไต้หวันจับมืออินโดนีเซีย ขยายการนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและผู้อนุบาลในองค์กรแบบจ้างตรงจากอินโดนีเซียมากขึ้น</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/05/02/f910906b21e492c894cfbbd72e999a5d.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>18</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 25 เมษายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=71956</link>
      <description><![CDATA[<p>1. ผ่านไปร่วม 3 ปี ไต้หวันอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 35,810 คน&nbsp;เป็นผู้อนุบาล 56% ภาคการผลิต 15,731 คน เป็นแรงงานไทย 3,006 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานไต้หวันผลักดันโครงการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือและได้รับค่าจ้างตามกำหนด สามารถยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือและอยู่ทำงานในไต้หวันได้ต่อไป หรือเรียกสั้น ๆ ว่าโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ เพื่อแก้ภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะระดับช่างเทคนิค มาตั้งแต่ 30 เมษายน 2565 เวลาผ่านไปแล้วร่วม 3 ปี ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 กระทรวงแรงงานไต้หวันอนุมัติให้นายจ้างว่าจ้างแรงงานทั้ง 4 ชาติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 35,810 คน ในจำนวนนี้ 56.07% เป็นแรงงานกึ่งฝีมือในภาคสวัสดิการสังคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อนุบาลในครัวเรือน ภาคการผลิต 15,731 คน คิดเป็นอัตราส่วน 43.93%</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นายวีรพันธ์ เสนาะพิน แรงงานไทยจากนครปฐม ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ (ภาพจากศูนย์จัดหางานหูเหว่ย &nbsp;เมืองหยุนหลิน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกแก่นายจ้างที่ประสงค์จะว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ เริ่มจากปี 2567 เป็นต้นมา กรมพัฒนากำลังแรงงาน ใช้มาตรการเชิงรุกในการส่งเสริมให้นายจ้างว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ โดยโทรศัพท์สอบถามนายจ้างที่มีแรงงานต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติในการยกระดับแรงงานกึ่งฝีมือ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาอุปสรรคและอำนวยความสะดวกในการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ ผลปรากฏว่า นายจ้างมีความกระตือรือร้นในการยื่นขอยกระดับแรงงานต่างชาติของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือมากขึ้น ทำให้ยอดจำนวนแรงงานกึ่งฝีมือที่อนุมัติแล้วเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด โดยตั้งเป้าอนุมัติไม่ต่ำกว่าปีละ 20,000 คน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ในภาพเป็นแรงงานกึ่งฝีมือชาวฟิลิปปินส์ที่โรงงานในจางฮั่ว (ภาพจาก&nbsp;newstaiwan.net)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานกล่าวว่า คุณสมบัติของแรงงานกึ่งฝีมือ มี 4 รายการ ได้แก่ ทำงานในไต้หวันติดต่อกันครบ 6 ปีขึ้นไป หรือทำงานไม่ต่อเนื่องแต่มีอายุงานรวมสะสมครบ 11 ปี 6 เดือนขึ้นไป หรือแรงงานเก่าที่เคยทำงานในไต้หวันครบ 11 ปี 6 เดือนและเดินทางกลับประเทศแล้ว รวมถึงนักศึกษาต่างชาติที่จบการศึกษาในไต้หวันระดับอนุปริญญาขึ้นไป หากนายจ้างจ่ายค่าจ้างตามกำหนดและมีทักษะฝีมือตามเกณฑ์ นายจ้างสามารถยื่นขอว่าจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้ โดยทำสัญญาครั้งละ 3 ปี เมื่อครบกำหนดสามารถต่อสัญญาใหม่ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดระยะเวลาการทำงาน 12 /14 ปี เหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไป จะได้รับเงินบำเหน็จและเงินบำนาญเหมือนแรงงานท้องถิ่น เมื่ออยู่ทำงานในไต้หวันครบ 5 ปี ยังมีสิทธิ์ยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวร ในส่วนผลดีของนายจ้าง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ไม่ต้องชำระเงินเข้ากองทุนความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่นเหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไปที่นายจ้างต้องจ่ายเดือนละ 2,000-3,000 เหรียญต่อคน นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติคนใหม่มาทดแทนโควตาแรงงานต่างชาติทั่วไปที่ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว ช่วยให้นายจ้างมีความยืดหยุ่นในการว่าจ้างแรงงานมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ศูนย์บริการจ้างงานของกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน&nbsp;(ภาพจากศูนย์จัดหางานหูเหว่ย &nbsp;เมืองหยุนหลิน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลของศูนย์บริการการจ้างงานชาวต่างชาติ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 กระทรวงแรงงานอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 35,810 คน เป็นแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิต 15,731 คน คิดเป็น 43.93% ของทั้งหมด แบ่งเป็นตำแหน่งงานต่อไปนี้ :</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. โรงงานอุตสาหกรรม 14,955 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานเวียดนาม 5,507 คน ตามด้วยแรงงานฟิลิปปินส์ 4,144&nbsp; คน แรงงานไทยในโรงงานได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 2,976 คน ขณะที่อินโดนีเซียได้รับการอนุมัติ 2,326 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ลูกเรือประมงได้รับการอนุมัติแล้ว 645 คน เป็นลูกเรืออินโดนีเซีย 512 คน ฟิลิปปินส์ 115 คน เวียดนาม 14 คนและแรงงานไทย 4 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ภาคการเกษตรอนุมัติแล้ว 62 คน เป็นแรงงานอินโดนีเซีย 25 คน เวียดนาม 22 คน ฟิลิปปินส์ 11 คนและแรงงานไทยไทย 4 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4. โรงเชือดและชำแหละเนื้อสัตว์ 27 คน เป็นแรงงานเวียดนาม 16 คน อินโดนีเซีย 9 คนและฟิลิปปินส์ 2 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5. ภาคการก่อสร้างอนุมัติแล้ว 38 คน เป็นคนงานไทย 22 คน เวียดนาม 9 คน อินโดนีเซีย 7 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 6. งานจ้างเหมาบริการภาคการเกษตรเป็นแรงงานเวียดนามทั้งหมด 4 คน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านภาคสวัสดิการสังคมหรือผู้อนุบาล ได้รับการอนุมัติมากที่สุด 20,079 คน คิดเป็น 56.07% แบ่งเป็นผู้อนุบาลในครัวเรือน 19,328 คน เป็นผู้อนุบาลอินโดนีเซีย 14,980 คน ฟิลิปปินส์ 2,955 คน เวียดนาม 1,327 คนและผู้อนุบาลไทย 66 คน ส่วนผู้อนุบาลในองค์กร ได้รับอนุมัติแล้ว 751 คน เป็นผู้อนุบาลเวียดนาม 406 คน อินโดนีเซีย 235 คน ฟิลิปปินส์ 108 คนและแรงงานไทย 2 คน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ผู้อนุบาลในครัวเรือนได้รับอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือมากที่สุด&nbsp;19,328 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้อนุบาลอินโดนีเซีย 14,980 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เนื่องจากค่าจ้างขั้นต่ำในไต้หวันปรับสูงขึ้นทุกปี โดยในปีนี้ปรับเป็น 28,590 เหรียญ ใกล้ค่าจ้างประจำของแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิตที่เริ่มต้น 33,000 เหรียญเข้าไปทุกที รวมถึงกระทรวงแรงงานมีการส่งเสริม ลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกมากขึ้น อาทิ ลดระยะเวลาในการประกาศรับสมัครแรงงานในประเทศ เพื่อให้นายจ้างได้ใบรับรอง ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญประกอบการยื่นขอ และจัดตั้งศูนย์บริการแรงงานกึ่งฝีมือ ฯลฯ จึงคาดว่า ยอดจำนวนแรงงานกึ่งฝีมือจะเพิ่มรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>2. สลด! แรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายถูกซากเหล็กทับเสียชีวิตอนาถ หลังนั่งร้านซ่อมผนังภายนอกอาคารโรงพยาบาลไถต้าในไทเปถล่ม</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ช่วงเช้าวันที่ 21 เมษายน 2568 เกิดอุบัติเหตุนั่งร้านพังถล่มระหว่างการปรับปรุงและเปลี่ยนผนังภายนอกและภายในอาคารโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยไต้หวันหรือไถต้าในกรุงไทเป ซึ่งมีความสูง 10 ชั้น ผู้รับเหมาแจ้งว่า มีแรงงานถูกทับอยู่ใต้โครงเหล็ก 1 คน หน่วยกู้ภัยเร่งค้นหาจนถึงรุ่งเช้าเวลา 03.00 น. ของวันต่อมา พบศพนายซูยัตมาน (SUYATMAN) แรงงานอินโดนีเซียวัย 49 ปี แรงงานหลบหนีนายจ้างมาทำงานในไซต์งานก่อสร้างอย่างผิดกฎหมายกับนายจ้างที่เป็นผู้รับเหมา ร่างของแรงงานผิดกฎหมายรายนี้ถูกทับอยู่ใต้โครงเหล็กนั่งร้านชั้น 3 ในสภาพที่แข็งตัวแล้ว สำนักงานตรวจสอบความปลอดภัยในการทำงานของกรุงไทเป นอกจากสั่งปิดไซต์งานแล้ว ยังสั่งระงับงานก่อสร้างของนายจ้างรายนี้และผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องในกรุงไทเปรวม 21 แห่ง เพื่อรับการตรวจสอบความปลอดภัยและการใช้แรงงานผิดกฎหมาย และเพิ่มสัดส่วนการสุ่มตรวจนั่งร้านในไซต์งานก่อสร้างต่าง ๆ ทั่วกรุงไทเปทันที</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">21 เม.ย. เกิดอุบัติเหตุที่ไซต์งานเปลี่ยนผนังอาคาร&nbsp;รพ. ไถต้าในกรุงไทเป แรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายรายหนึ่งถูกนั่งร้านที่พังถล่มลงมาทับเสียชีวิต (ภาพจากกองแรงงานกรุงไทเป)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงไทเปเปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ ได้ประสานงานกับผู้รับเหมาเพื่อตรวจสอบจำนวนคนงานที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พบว่านายซูยัตมานหายตัวไป จึงแจ้งหน่วยกู้ภัยและตำรวจช่วยค้นหา แต่เนื่องจากทีมก่อสร้างกำลังรื้อนั่งร้านต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยไม่สามารถเข้าใกล้เพื่อค้นหาได้ในทันที ส่งผลให้การค้นหาเกิดความล่าช้า จนกระทั่งเวลา 02.57 น. หลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าตรวจสอบทีละชั้น ได้พบศพนายซูยัตมานถูกทับอยู่ใต้โครงเหล็กนั่งร้านชั้น 3 เสียชีวิตแล้วในสภาพศพที่แข็งตัว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายรายหนึ่งถูกนั่งร้านที่พังถล่มลงมาทับเสียชีวิตในไซต์งานก่อสร้าง อาคาร รพ. ไถต้าในกรุงไทเป (ภาพจาก cnews.com.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายเฉิน เหยียนหยวน โฆษกโรงพยาบาลไถต้าชี้แจงว่า งานก่อสร้างเสร็จสิ้นไปแล้ว เดิมผู้รับเหมามีกำหนดรื้อถอนนั่งร้านซึ่งเป็นโครงเหล็กทั้งสิ้นก่อนหน้านี้ แต่ก่อนเกิดเหตุได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักติดต่อกันหลาย ทำให้แผนรื้อนั่งร้านถูกเลื่อนออกไป จนกระทั่งเกิดเหตุดังกล่าว ทางโรงพยาบาลจะตรวจสอบความรับผิดชอบและจ่ายค่าชดเชยที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้การชดเชยความเสียหายแก่เจ้าของรถยนต์แล่นผ่านบริเวณที่เกิดเหตุและถูกซากเหล็กนั่งร้านบางส่วนหล่นทับได้รับความเสียหาย ในส่วนนี้เจ้าของรถได้ประนีประนอมกับผู้รับเหมาเรียบร้อยแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายรายหนึ่งถูกนั่งร้านที่พังถล่มลงมาทับเสียชีวิตในไซต์งานก่อสร้าง อาคาร รพ. ไถต้าในกรุงไทเป (ภาพจาก cnews.com.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมาชิกสภาเทศบาลกรุงไทเป ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการควบคุมความปลอดภัยของนั่งร้านในไซต์งานก่อสร้างว่า อุบัติเหตุในไซต์งานเกิดขึ้นซ้ำซาก แสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมความปลอดภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ หากมีมาตรการป้องกันแต่ยังคงเกิดอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง ก็ควรทบทวนเพิ่มการตรวจสอบให้เข้มงวดมากกว่าเดิม</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานกล่าวว่า แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายจำนวนมากรับจ้างทำงานรายวันกับผู้รับเหมารายย่อยตามไซต์งานต่าง ๆ เมื่อมีที่ไป การจะลดจำนวนการหลบหนีทำได้ยากมาก เสนอว่า ควรเพิ่มการตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างและสถานที่ทำงานต่าง ๆ และลงโทษนายจ้างในสถานหนัก เมื่อนายจ้างไม่กล้าจะว่าจ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายเข้าทำงาน ยอดจำนวนการหลบหนีของแรงงานต่างชาติจะลดลงไปเอง</p>
<p>3. คนงานไทยเมาตีกันบ่อยหน้าสถานีรถไฟจงลี่ ตำรวจเถาหยวนกวาดล้างใหญ่ในวันหยุด จับ 15 สาวไทยค้ากาม 77 แรงงานผิดกฎหมายและกลุ่มมิจฉาชีพ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หน้าสถานีรถไฟจงลี่ เนื่องจากมีผับ ร้านอาหารและร้านขายสินค้าไทยจำนวนมาก เป็นแหล่งชุมนุมของแรงงานไทย โดยเฉพาะช่วงวันหยุด แต่มักจะเกิดเหตุการณ์แรงงานไทยเมาแล้วตะลุมบอนกันเอง กลายเป็นประเด็นที่สร้างความผวาแก่ชาวไต้หวันเป็นอย่างมาก ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2568 เวลาประมาณ 20.00 น. นายจรัญ (นามสมมุติ) แรงงานไทยถูกกฎหมายอายุ 34 ปี หลังกินอาหารและดื่มสุรากับเพื่อนในผับไทยขนาดใหญ่แห่งหนึ่งหน้าสถานีรถไฟจงลี่ เกิดการทะเลาะชกต่อยกัน ถูกพนักงานร้านห้ามไว้และเชิญออกนอกร้าน คู่กรณีซึ่งเป็นแรงงานไทยด้วยกัน ไล่ตามออกมาทะเลาะและชกต่อยกัน หนุ่มไต้หวันอายุ 26 ปี ซึ่งเป็นพนักงานร้านขายหนังสือ เห็นมีคนชกต่อยกันหน้าร้านออกมาห้าม ถูกนายจรัญ ซึ่งเมาและอยู่ในอาการคลั่งต่อยจนล้ม แรงงานไทยที่เป็นเพื่อนของคู่กรณีไล่ตามออกมาร่วมตะลุมบอนสถานการณ์ชุลมุนมาก ตำรวจจงลี่เข้าระงับเหตุทันทีจับกุมนายจรัญกลับไปสอบปากคำที่โรงพัก จากนั้นส่งดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกายต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เมื่อ 5 เม.ย.&nbsp;68 เวลาประมาณ 20.00 น. แรงงานไทยเมาตะลุมบอนกันหน้าสถานีรถไฟจงลี่ (ภาพจากชาวเน็ตไต้หวันที่โพสต์ใน Threads)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เนื่องจากเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและยกพวกชกต่อยกันบ่อยมาก ทำให้ชาวจงลี่ โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันรู้สึกผวา ฝ่ายตำรวจก็ปวดหัวอย่างยิ่ง ประกอบกับเพิ่งเกิดเหตุการณ์ขัดขืนการเป่าลมขับรถชนด่านตรวจตำรวจ สถานีตำรวจเถาหยวน ระดมกำลังตำรวจทุกเขตพื้นที่ในนครเถาหยวน ไม่ว่าจะเขตจงลี่ ผิงเจิ้น ต้าซี ปาเต๋อ ฯลฯ ปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมอาชญากรรมและสิ่งผิดกฎหมายตามผับ โรงแรม ร้านอาหารของแรงงานต่างชาติ สถานบันเทิงต่าง ๆ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ช่วงวันหยุด 2 สัปดาห์ติดต่อกัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจเถาหยวน ระดมกำลังตำรวจ ปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมอาชญากรรมและสิ่งผิดกฎหมายตามสถานบันเทิง โรงแรม ร้านอาหารของแรงงานต่างชาติทั่วเถาหยวน (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปฏิบัติการกวาดล้างสัปดาห์แรกช่วง 12-13 เมษายน จับกุมผู้ต้องหาที่เป็นแก๊งมิจฉาชีพ ค้ายาเสพติด เล่นการพนัน แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายและตรวจพบผีน้อยไทยอยู่เลยกำหนดวีซ่า 4 คนและหญิงเวียดนามค้ากามรวมทั้งหมด 77 คน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจบุกตรวจห้องพักในโรงแรม จับหญิงเวียดนามที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวแต่ลักลอบค้าประเวณี (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สัปดาห์ที่ 2 เริ่มขึ้นเมื่อกลางดึกวันที่ 18 เมษายน สถานีตำรวจจงลี่ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 110 นาย ปฏิบัติการตรวจค้นร้าน KTV ผับและร้านอาหารที่แรงงานต่างชาตินิยมไปใช้บริการกว่า 20 แห่งในเขตพื้นที่จงลี่ ตรวจพบหญิงไทยอายุประมาณ 20 เศษ ๆ จำนวน 15 คน เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ได้รับการยกเว้นวีซ่าเป็นเวลา 14 วัน ลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย โดยเป็นสาวนั่งคริงก์แฝงค้ากามในร้าน KTV ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังจับกุมแก๊งกดเงินจากตู้ ATM&nbsp; 2 แก๊ง รวมผู้ต้องหาอีก 10 คน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">หญิงไทยอายุ&nbsp;20 ปีเศษ ๆ จำนวน 15 คน ถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย โดยเป็นสาวนั่งคริงก์แฝงค้ากามในร้าน KTV (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนสถานีตำรวจปาเต๋อจับชาวไต้หวันที่พกปืนสั้นดัดแปลง 2 กระบอก รวมทั้งจับกุมแก๊งค้ายาเสพติด สถานีตำรวจต้าซีจับกุมผู้ต้องหาแก๊งคอลเซนเตอร์ ค้ายารวม 6 คดี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">หญิงไทยอายุ&nbsp;20 ปีเศษ ๆ จำนวน 15 คน ถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย โดยเป็นสาวนั่งคริงก์แฝงค้ากามในร้าน KTV ถูกจับกำลังรอบันทึกปากคำ(ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจเถาหยวนแถลงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฏิบัติการตรวจเข้มสถานบันเทิงและแหล่งอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบสุขแก่ประชาชน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">หญิงไทยอายุ&nbsp;20 ปีเศษ ๆ จำนวน 15 คน ถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย โดยเป็นสาวนั่งคริงก์แฝงค้ากามในร้าน KTV ถูกจับกำลังรอบันทึกปากคำ(ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ก่อนหน้านี้ สื่อไต้หวันหลายฉบับรายงานว่า นโยบายยกเว้นการตรวจลงตราให้กับนักท่องเที่ยวจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อส่งเสริมให้เดินทางมาท่องเที่ยวไต้หวันมากขึ้น กำลังกลายเป็นช่องโหว่ในการเดินทางมาค้ากามของหญิงต่างชาติ โดยเฉพาะหญิงไทย ตำรวจเผยหญิงต่างชาติที่ขายประเวณีและถูกจับในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา 80% เป็นหญิงไทย ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาใช้มาตรการสกัดด้วยการเพิ่มเงื่อนไขในการเดินทางเข้าไต้หวัน เช่นเดียวกับที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วกับหญิงเวียดนาม สำหรับพื้นที่ขายบริการของหญิงไทย ส่วนใหญ่อยู่ที่นครเถาหยวน เพราะอยู่ติดกับท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน ลงเครื่องก็สามารถทำงานหาเงินได้เลย เนื่องจากหญิงไทยใจกล้า ให้บริการได้ในทุกกระบวนท่าตามความต้องการของลูกค้า จึงเป็นที่นิยมของตลาดค้ากามในไต้หวันและมีการส่งต่อไปขายบริการในเมืองต่าง ๆ ทั้งในภาคกลางและภาคใต้ อย่างที่เกาสงและไถหนาน กล่าวได้ว่า ปัจจุบันหญิงไทยกลายเป็นหญิงต่างชาติกลุ่มใหญ่ของตลาดค้ากามในไต้หวันไปแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">หญิงไทยอายุ&nbsp;20 ปีเศษ ๆ จำนวน 15 คน ถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย โดยเป็นสาวนั่งคริงก์แฝงค้ากามในร้าน KTV (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=71956</guid>
      <pubDate>Fri, 25 Apr 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/04/25/20250425_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36000960" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 25 เมษายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 25 เมษายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. ผ่านไปร่วม 3 ปี ไต้หวันอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 35,810 คน&nbsp;เป็นผู้อนุบาล 56% ภาคการผลิต 15,731 คน เป็นแรงงานไทย 3,006 คน</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/04/25/46d1c09062c410b48fe1c7c0776e4743.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>17</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=71995</link>
      <description><![CDATA[<p>1. น่าชื่นชม! 2 แรงงานไทยจากหยุนหลิน คว้ารางวัลแรงงานดีเด่นระดับประเทศของกระทรวงแรงงานไต้หวัน </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1 พ.ค. เป็นวันแรงงานแห่งชาติของไต้หวันและเป็นวันแรงงานสากล ก่อนถึงวันสำคัญของผู้ใช้แรงงานวันนี้ กระทรวงแรงงานไต้หวันจะจัดประกวดแรงงานดีเด่นระดับประเทศเป็นประจำทุกปี โดยให้กองแรงงานท้องที่ สหภาพแรงงาน สมาคมผู้ประกอบการและองค์กร NGO เป็นผู้คัดเลือกในเบื้องต้นและส่งเข้าประกวด เมื่อกระทรวงแรงงานได้รับรายชื่อและข้อมูลของผู้เข้าประกวดแล้ว จะส่งให้คณะกรรมการที่ประกอบด้วยตัวแทนกระทรวงแรงงานและนักวิชาการเป็นผู้ประเมินและพิจารณาคัดเลือกแรงงานดีเด่นต่อไป ที่ผ่านมา แรงงานดีเด่นระดับประเทศ จะเป็นแรงงานท้องถิ่นจากภาคอุตสาหกรรมการผลิต บริการและธุรกิจต่างๆ จำนวน 51 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับวันและเดือนของวันแรงงานแห่งชาติ นับแต่ปี 2564 เป็นต้นมา มีการเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติจำนวน 5 คน เป็นแรงงานต่างชาติจากภาคการผลิต 3 คน และภาคสวัสดิการสังคม 2 คน ในปี 2567 เพิ่มเป็น 10 คน มาจากภาคการผลิต 6 คนและภาคสวัสดิการสังคม 4 คน ปี 2568 มีการคัดเลือกแรงงานต่างชาติจำนวน 10 เช่นกัน เป็นแรงงานเวียดนาม 3 คน อินโดนีเซีย 3 คน ฟิลิปปินส์ 2 คนและไทย 2 คน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ก่อนถึง 1 พ.ค. วันแรงงานแห่งชาติ&nbsp;กระทรวงแรงงานไต้หวันจะจัดประกวดแรงงานดีเด่นระดับประเทศเป็นประจำทุกปี ในภาพเป็นการถ่ายภาพหมู่หลังพิธีมอบโล่เกียรคุณแรงงานดีเด่นระดับประเทศ 2567 (ภาพจากกระทรวงแรงงาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับแรงงานไทยที่ได้รับเลือกเป็นแรงงานดีเด่นในปีนี้ เป็นแรงงานไทยของบริษัทฟอร์โมซา เฮฟวี่ อินดัสทรี ที่นิคมอุตสาหกรรมม่ายเหลี่ยวทั้งคู่ และถือเป็นแรงงานไทยรายที่ 3 และที่ 4 ของบริษัทฟอร์โมซา เฮฟวี่ อินดัสทรี ได้แก่ :</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. นายขวัญใจ ผันพักตร์ อายุ 49 ปี มาจากจังหวัดสุโขทัย เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันเป็นเวลามากกว่า 10 ปีแล้ว ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2564 เดินทางทำงานที่ไต้หวัน ผ่านระบบรัฐจัดส่ง กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานเป็นผู้จัดส่งโดยตรงไม่ผ่านบริษัทจัดหางานกับนายจ้าง บริษัทฟอร์โมซา เฮฟวี่ อินดัสทรี ที่นิคมอุตสาหกรรมม่ายเหลี่ยว เมืองหยุนหลิน ซึ่งเป็นโรงงานผลิตหม้อน้ำและเครื่องจักรขนาดใหญ่ป้อนโรงงานในนิคม ยังผลิตกังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้า มีช่างเชื่อมและช่องประกอบโลหะที่เป็นแรงงานไทยกว่า 200 คน เนื่องจากเป็นคนตั้งใจทำงานและใฝ่รู้ ระหว่างที่ทำงาน ได้พัฒนาฝีมือจากช่างเชื่อมทั่วไปเป็นช่างเชื่อมมืออาชีพ สามารถเชื่อมงานได้ทุกชนิดอย่างมีคุณภาพและสอบผ่านมาตรฐานงานเชื่อมสากลได้รับใบรับรองจาก ISO นายจ้างได้ยกระดับให้เป็นแรงงานกึ่งฝีมือ นายขวัญใจกล่าวถึงหลักการทำงานของตนว่า ทำงานเต็มความสามารถ รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบ ปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดครั้งเดียวจบตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นายขวัญใจ ผันพักตร์ อายุ 49 ปี จากจังหวัดสุโขทัย&nbsp;แรงงานต่างชาติดีเด่นระดับประเทศ 2568 เคยได้รับเลือกเป็นแรงงานต่างชาติดีเด่นเมืองหยุนหลินประจำปี 2567&nbsp;(ภาพจาก ฟอร์โมซา เฮฟวี่ อินดัสทรี)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. นายพสิษฐ์ ครุทจันทร์ อายุ 51 ปี จากพิษณุโลก เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันเป็นเวลากว่า 12 ปี โดยการจัดส่งของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานเช่นกัน ทำงานกับนายจ้าง บริษัทฟอร์โมซา เฮฟวี่ อินดัสทรี สำนักงานใหญ่ที่เกาสง เป็นพนักงานประกอบโลหะและขับรถยก ในระหว่างปฏิบัติงาน ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง และสอบผ่านมาตรฐานฝีมือแรงงานของไต้หวันสาขาทักษะการขับรถยก นอกจากนี้ยังให้ความช่วยเหลือด้านการฝึกอบรมวิชาชีพ สนับสนุนกิจกรรมในชุมชน รวมถึงเคยมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือด้านการป้องกันโรคไข้เลือดออกและการส่งเสริมอนามัยสิ่งแวดล้อม จนได้รับการคัดเลือกเป็นแรงงานต่างชาติดีเด่นประจำปี 2567 ของนครเกาสง ต่อมาเมื่อปลายเดือนมีนาคมได้ย้ายไปอยู่ที่โรงงานของบริษัทฟอร์โมซา เฮฟวี่ อินดัสทรี ในนิคมอุตสาหกรรมม่ายเหลียว และก่อนย้ายก็ได้รับการคัดเลือกจากกองแรงงาน นครเกาสงส่งเข้าประกวด จนได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงแรงงานให้เป็นแรงงานดีเด่นระดับประเทศประจำปี 2568 ร่วมกับแรงงานท้องถิ่นและแรงงานต่างชาติอีก 60 คน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นายพสิษฐ์ ครุทจันทร์ อายุ 51 ปี จากพิษณุโลก แรงงานต่างชาติดีเด่นระดับประเทศ 2568 เคยได้รับเลือกเป็นแรงงานต่างชาติดีเด่นนครเกาสงประจำปี 2567&nbsp;(ภาพจาก ฟอร์โมซา เฮฟวี่ อินดัสทรี)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พิธีมอบโล่เกียรติคุณแรงงานดีเด่นระดับประเทศปีนี้ จัดขึ้นในวันที่ 29 เมษายนนี้ ที่โรงแรม Shangri-La's Far Eastern Plaza Hotel ในกรุงไทเป ผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นแรงงานดีเด่น นอกจากรับมอบประกาศนียบัตร โล่เกียรติคุณ และได้เงินรางวัล 10,000 เหรียญแล้ว หลังเสร็จพิธี จะได้เข้าพบประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อในวันที่ 30 เมษายนนี้ เวลา 10:00-10:30 น. และกระทรวงแรงงานยังได้ให้แรงงานต่างชาติดีเด่นระดับประเทศทุกคนเซอร์ไพรส์ ด้วยการเชิญภรรยาและบุตรจากประเทศไทย 2-3 คนมาท่องเที่ยวไต้หวันและร่วมพิธีเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางตลอดจนอาหารที่พักรวมถึงการท่องเที่ยวในไต้หวันทั้งหมด กระทรวงแรงงานเป็นผู้รับผิดชอบทุกรายการ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขอปรบมือชื่นชม แรงงานไทยที่ทำงานดี ได้รับความไว้วางใจและได้รับการคัดเลือกเป็นแรงงานดีเด่นระดับประเทศ เป็นการสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ให้กับแรงงานไทยโดยรวม</p>
<p>2. ตำรวจหนานโถวปฏิบัติการกวาดล้างพื้นที่บนภูเขา จับกุม 22 แรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ที่เมืองหนานโถว เนื่องจากมีภูเขาสูง มักมีเพิงพักจำนวนมากที่ถูกใช้เป็นสถานที่ผลิตปืนเถื่อน ผลิตยาเสพติด รวมทั้งเป็นที่หลบซ่อนตัวของแรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างทำงานเกษตรอย่างผิดกฎหมาย และมีจำนวนมากที่กลายเป็นแก๊งมอดไม้ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า สถานีตำรวจตำบลซิ่นอี้ในเมืองหนานโถว เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 155 นาย ลงพื้นที่ตรวจสอบเส้นทางป่าและเพิงพักบนภูเขากว่า 100 แห่ง จับกุมแรงงานเวียดนามและอินโดนีเซียได้ 22 คน ทั้งหมดถูกส่งตัวต่อไปสถานที่กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหนานโถว เพื่อรอการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจหนานโถวปฏิบัติการกวาดล้างพื้นที่บนภูเขา จับกุม 22 แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายชาวเวียดนามและอินโดนีเซีย (ภาพจากสถานีตำรวจหนานโถว)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจซิ่นอี้ระบุว่า พื้นที่ในความรับผิดชอบมีขนาดกว้างขวางและเต็มไปด้วยป่าเขา เพิงพักบนภูเขามักถูกใช้เป็นโรงงานผลิตอาวุธและยาเสพติด รวมทั้งเป็นที่หลบซ่อนของแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่รับจ้างตัดไม้สงวน นอกจากนี้ ยังเป็นกลุ่มเป้าหมายของแก๊งคอลเซนเตอร์ที่จะดึงดูดแรงงานต่างชาติเหล่านี้ไปเป็นแก๊งกดเงินจากตู้ ATM เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่บนภูเขาและในป่าลึกกลายเป็นแหล่งเพาะอาชญากรรม จึงได้วางแผนและปฏิบัติการกวาดล้างใหญ่ จับกุมแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายจำนวน 22 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานเวียดนามและอินโดนีเซีย มีบางคนที่มีสถานะเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไต้หวันแล้วลักลอบทำงาน ทั้งหมดหลบซ่อนและพักอาศัยอยู่ในเพิงพักกลางป่าเขากว่า 100 แห่ง ในจำนวนนี้ มีบางส่วนรับจ้างทำงานเกษตรบนภูเขา ขณะที่บางส่วนรับจ้างตัดต้นสนไซเพรส ซึ่งเป็นต้นไม้หวงห้ามและมีราคาแพง ตำรวจสันนิษฐานว่า น่าจะมีแก๊งนายหน้าเถื่อนที่ช่วยจัดหางานและบงการอยู่เบื้องหลัง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจหนานโถวปฏิบัติการกวาดล้างพื้นที่บนภูเขา พบเพิงพักกว่า 100 แห่ง ซึ่งมักถูกใช้เป็นโรงงานผลิตอาวุธและยาเสพติด รวมทั้งเป็นที่หลบซ่อนของแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย&nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจหนานโถว)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจซิ่นอี้กล่าวว่า นอกจากพบแรงงานต่างชาติเหล่านี้ทำงานผิดกฎหมายแล้ว ยังตรวจพบว่า บางคนขายบัญชีธนาคารในไต้หวันให้แก๊งมิจฉาชีพนำไปก่อคดี ในส่วนนี้ จะร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ขยายการตรวจสอบต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจหนานโถวปฏิบัติการกวาดล้างพื้นที่บนภูเขา พบเพิงพักกว่า 100 แห่ง ซึ่งมักถูกใช้เป็นโรงงานผลิตอาวุธและยาเสพติด รวมทั้งเป็นที่หลบซ่อนของแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย&nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจหนานโถว)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจยังได้แจกและติดแผ่นประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับบทลงโทษทางกฎหมาย เพื่อให้ความรู้แก่ชาวบ้านบนป่าเขาว่า หากมีการปล่อยให้แรงงานต่างชาติหลบหนีมาใช้เพิงพักเป็นที่พักพิง เจ้าของจะถูกปรับ 150,000 ถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน และหากใช้เป็นแหล่งเก็บ ซ่อน หรือเคลื่อนย้ายไม้ที่ลักลอบตัด จะมีโทษจำคุก 6 เดือนถึง 5 ปี พร้อมค่าปรับตั้งแต่ 300,000 ถึง 3,000,000 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ ยังประชาสัมพันธ์ ขอความร่วมมือให้ทุกคนร่วมเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสการผลิตอาวุธ/ยาเสพติด ตัดไม้เถื่อน หรือแรงงานผิดกฎหมาย โดยจะปิดข้อมูลผู้แจ้งเป็นความลับและมอบรางวัลนำจับเป็นค่าตอบแทน เพื่อร่วมปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและความปลอดภัยในพื้นที่</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจปิดแผ่นประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ชาวบ้านบนป่าเขา หากปล่อยให้แรงงานต่างชาติหลบหนีมาใช้เพิงพักเป็นที่พักพิง&nbsp;เจ้าของจะถูกปรับ&nbsp;150,000 ถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน&nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจหนานโถว)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านกรมป่าไม้ คณะกรรมการการเกษตร สภาบริหารเตือนว่า กฎหมายป่าไม้เพิ่มโทษปรับผู้ขโมยผลิตผลป่าไม้ ทั้งไม้และของป่าอย่างอื่น ผู้ใดลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ร่วมขนย้าย ช่วยผู้อื่นเก็บรักษาหรือรับซื้อไม้หรือของป่าทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมาย มีโทษทางอาญาและโทษปรับ การคุกคามระบบนิเวศและภูมิทัศน์ทางธรรมชาติอันล้ำค่า นอกจากโทษจำคุกสูงสุด 10.5 ปี และมีโทษปรับ 1.5-30 ล้านเหรียญไต้หวันแล้ว เมื่ออัยการสั่งฟ้องหรือศาลตัดสินมีความผิด กระทรวงแรงงานจะเพิกถอนใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายการจ้างงาน และห้ามเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันตลอดไป จึงเตือนว่าอย่าทำผิดกฎหมาย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>3. อุทาหรณ์เมาแล้วขับ! 2 แรงงานไทยฉลองสงกรานต์เมาขี่รถจักรยานไฟฟ้าเร็วเสียหลักพลิกคว่ำ คนซ้อนท้ายหัวฟาดพื้นหมวกกระเด็นเสียชีวิต คนขับอาการสาหัส</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อรุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงบนท้องถนนเล็กในชนบทที่เขตอู้ฟง นครไทจง 2 แรงงานไทยหลังดื่มสุราฉลองวันสงกรานต์ทั้งคืนจนเมา ขี่จักรยานไฟฟ้าที่ผ่านการแต่งกลับโรงงาน ระหว่างทางสันนิษฐานขี่ด้วยความเร็วสูง ประกอบกับหลังฝนตกถนนลื่น ควบคุมรถไม่อยู่รถจักรยานไฟฟ้าเสียหลักพลิกคว่ำกลางถนน แรงงานไทยทั้งสองกระเด็นหัวฟาดพื้นทั้งคู่ คนซ้อนท้ายหมวกกันน็อกอาจรัดไม่แน่นหนา กระเด็นไปอยู่อีกที่ ทำให้หัวกระแทกพื้นถนนอย่างแรง อาการโคม่า จนไม่มีสัญญาณชีพ หลังเจ้าหน้าที่ประถมพยาบาลขั้นต้นหัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง แต่หลังจากแพทย์กู้ชีวิตอยู่ 3 วันเสียชีวิตลงในโรงพยาบาล ส่วนคนขับหมวกกันน็อกยังรัดแน่นกับศีรษะ แม้ร่างกายจะบอบช้ำสาหัส แต่อาการดีกว่าคนซ้อนท้าย ทั้งสองถูกส่งไปรักษาอยู่ในห้องอภิบาลผู้ป่วยอาการหนักหรือห้องไอซียูที่โรงพยาบาลหย่าต้าหรือศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยเอเชียในไทจง คนขับอาการดีขึ้นย้ายไปห้องผู้ป่วยทั่วไปแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบรรเทาสาธารณภัยไทจงแถลงว่า หลังจากรับแจ้งจากชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ซึ่งออกมาดูเมื่อได้ยินเสียงดังจากอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยพร้อมรถพยาบาลไปถึงในเวลาอันรวดเร็ว พบคนซ้อนท้ายอาการหนักมาก หมวกกันน็อกกระเด็นไปอยู่กลางถนนและหัวใจหยุดเต้น เจ้าหน้าที่รีบทำการปั๊มหัวใจจนกลับมาเต้นอีกครั้ง อีกคนซึ่งเป็นคนขับอาการสาหัสนอนสลบทั้งคู่ ข้าง ๆ มีรถจักรยานไฟฟ้าที่ผ่านการแต่งนอนหงาย เบื้องต้นสันนิษฐานเมาขี่รถจักรยานไฟฟ้าแล่นไปด้วยความเร็วสูงท่ามกลางรุ่งเช้าทัศนวิสัยไม่ดี ประกอบกับถนนลื่นจนเสียหลักพลิกคว่ำเอง อย่างไรก็ตาม ตำรวจและอัยการจะตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุต่อไป และเนื่องจากหน้าตาคนบาดเจ็บอาการโคม่า ไม่ค่อยเหมือนแรงงานต่างชาติที่ผิวคล้ำ ประกอบกับในตัวไม่พบเอกสารสำคัญใด ๆ ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นแรงงานจากจีนแผ่นดินใหญ่ อีกคนมีบัตร ARC ทราบว่าเป็นแรงงานไทย ทำให้สื่อต่าง ๆ ในไต้หวันรายงานพาดหัวคลาดเคลื่อนว่า แรงงานจีนแผ่นดินใหญ่ขี่รถจักรยานไฟฟ้าพาแรงงานไทยเกิดอุบัติเหตุอาการโคม่า แต่จริง ๆ แล้วเป็นแรงงานไทยถูกกฎหมายทั้งคู่ ทำงานในโรงงานผลิตกล่องคอมพิวเตอร์และอะไหล่ระบายความร้อนอะลูมิเนียมแห่งหนึ่งที่เขตต้าหลี่ นครไทจง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เสียชีวิตชื่อนายณรงค์ (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี มาจากจังหวัดมหาสารคาม เดินทางเข้าไต้หวันครั้งล่าสุดเมื่อปี 2565 ส่วนคนขับชื่อนายสุทธิโรจน์ (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี มาจากจังหวัดสกลนคร ทั้งสองทำงานในโรงงานเดียวกันที่เขตต้าหลี่ นครไทจง เนื่องจากเป็นช่วงสงกรานต์และตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์ แรงงานไทยจำนวนมากนิยมดื่มสุราฉลองวันปีใหม่ไทย คงดื่มหนักและขี่จักรยานไฟฟ้าผ่านการแต่ง บิดเร่งความเร็วเทียบเท่ามอเตอร์ไซค์ จนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจอู้ฟงกล่าวเตือนว่า รถจักรยานไฟฟ้า เป็นยานพาหนะที่จำกัดความเร็ว ต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวังและมีสติ โดยเฉพาะตามถนนในชนบท ตรอกซอกซอยหรือทางแยกที่เป็นมุมอับ น้ำหนักรถจักรยานไฟฟ้าไม่รวมแบตเตอรี่ต่ำกว่า 40 กก. เมื่อรวมแบตเตอรี่ต้องไม่เกิน 60 กก. หากไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีโทษปรับ 1,200-3,600 เหรียญ ห้ามวิ่งด้วยความเร็วเกิน 25 กม./ชม. ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกปรับตั้งแต่ 900-1,800 เหรียญไต้หวัน ไม่สวมหมวกกันน็อกถูกปรับ 300 เหรียญ ดัดแปลงหรือแต่งรถจักรยานไฟฟ้าปรับตั้งแต่ 1,800-5,400 เหรียญไต้หวัน ห้ามให้คนซ้อนท้าย ห้ามเมาแล้วขับ ต้องจดทะเบียนติดแผ่นป้ายและซื้อประกันภัยภาคบังคับ หากไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จะถูกปรับ 1,200-3,600 เหรียญ ไม่ซื้อประกันภัยภาคบังคับตามกำหนด มีโทษปรับ 750-1,500 เหรียญ กรณีเกิดอุบัติเหตุและพบว่ารถจักรยานไฟฟ้าไม่ได้ซื้อประกันภัยภาคบังคับ ต้องเสียค่าปรับ 9,000&ndash;30,000 เหรียญไต้หวัน</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=71995</guid>
      <pubDate>Fri, 18 Apr 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/04/18/20250418_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36033600" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. น่าชื่นชม! 2 แรงงานไทยจากหยุนหลิน คว้ารางวัลแรงงานดีเด่นระดับประเทศของกระทรวงแรงงานไต้หวัน </strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/04/18/f70091f7e368c90bae67d5195a099e1f.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>16</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 11 เมษายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72031</link>
      <description><![CDATA[<p>1. เตือน! ห้ามจ้างแรงงานผิดกฎหมาย ส่งเสริมให้ประชาชนแจ้งเบาะแส ตั้งรางวัลนำจับ ช่วง&nbsp;3 ปีที่ผ่านมา จ่ายเงินรางวัลแล้วกว่า 36.5 ล้านเหรียญ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การจ้างแรงงานในไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตหรือผู้ใช้แรงงานในครัวเรือน ต้องได้รับอนุญาตซึ่งมีเงื่อนไขและข้อจำกัด ส่งผลให้นายจ้างจำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องการใช้แรงงานอย่างเร่งด่วน มักจะว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ส่งผลให้แรงงานต่างชาติหลบหนีมากขึ้นต่อเนื่อง เพื่อจะแก้ปัญหาดังกล่าว นอกจากเพิ่มการประสัมพันธ์แล้ว กระทรวงแรงงานยังส่งเสริมให้มีการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสนายจ้างที่ว่าจ้างชาวต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย นายหน้าจัดหางานเถื่อนและแรงงานต่างชาติหลบหนี รวมถึงชาวต่างชาติที่ถือฟรีวีซ่าแต่อยู่ทำงานอย่างผิดกฎหมาย ด้วยการตั้งรางวัลนำจับ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการยื่นขอรับรางวัลนำจับแล้ว 3,678 คดี และจ่ายเงินรางวัลรวมกว่า 36.5 ล้านเหรียญ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่งในไถหนาน จับกุมแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายได้ 26 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเวียดนาม (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนช่วยกันรายงานการกระทำผิดกฎหมาย กรมพัฒนากำลังแรงงาน ในสังกัดของกระทรวงแรงงานได้จัดตั้งสายด่วนแจ้งเบาะแสแบบโทรฟรีหมายเลข 0800-000-978 พร้อมทั้งกำหนด หลักเกณฑ์การจ่ายรางวัลสำหรับผู้รายงานการละเมิดกฎหมายด้านการจ้างงาน ผู้ใดแจ้งเบาะแสซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้ จะมอบเงินรางวัลตามจำนวนผู้ถูกจับกุมและลักษณะของคดี&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจู่โจมตรวจสอบโรงเชือดและชำแหละไก่ในเขตว่านหัว กลางกรุงไทเป จับ 22 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย (ภาพจาก CNA)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลพบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีคดีที่ได้รับรางวัลรวม 3,678 คดี จ่ายเงินรางวัลนำจับรวมกว่า 36.5 ล้านเหรียญ สามารถจับกุมแรงงานต่างชาติที่ทำงานผิดกฎหมายได้ 8,193 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวแต่อยู่ทำงานอย่างผิดกฎหมายจำนวน 5,574 คน ส่วนนายจ้างที่จ้างแรงงานผิดกฎหมายและชาวต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตถูกจับกุม 2,673 คน และนายหน้าจัดหางานผิดกฎหมาย 95 คน&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับนายหน้าเถือน นายจ้างและแรงงานผิดกฎหมายกลางสวนที่เมืองไถหนานจำนวน 15 คน (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานระบุว่า การจัดตั้งเงินรางวัลแจ้งเบาะแส มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการจ้างงานผิดกฎหมาย ทั้งแรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างและชาวต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยวอยู่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยรางวัลจะแบ่งตามประเภทของผู้ถูกจับกุม ได้แก่ นายจ้างผิดกฎหมาย นายหน้าหรือบริษัทจัดหางงานผิดกฎหมาย และแรงงานต่างชาติที่ทำงานผิดกฎหมาย&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับการจ้างแรงงานผิดกฎหมายหรือชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต :&nbsp; </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ผู้แจ้งเบาะแสและนำไปสู่การจับกุมได้ 1 คน ได้รับรางวัล 10,000 เหรียญ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 2-4 คน ได้รับ 20,000 เหรียญ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 5-7 คน ได้รับ 50,000 เหรียญ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 8-10 คน ได้รับ 60,000 เหรียญ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 11 คนขึ้นไป ได้รับ 70,000 เหรียญ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับแรงงานผิดกฎหมายลักลอบทำงานตามไซต์งานก่อสร้างในนครเถาหยวน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนนายหน้าเถื่อนหรือบริษัทจัดหางานผิดกฎหมาย :&nbsp; </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - จับกุมได้ 1 คน ได้รับรางวัล 20,000 เหรียญ&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 2-4 คน ได้รับ 50,000 เหรียญ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 5 คนขึ้นไป ได้รับ 70,000 เหรียญ&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจหนานโถวจับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายตั้งแก๊งลักลอบตัดไม้สงวน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหนานโถว)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับการแจ้งเบาะแสแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายหรือชาวต่างชาติที่ลักลอบทำงาน :&nbsp; </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - จับกุมได้ 1-3 คน ได้รับ 5,000 เหรียญ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 4-6 คน ได้รับ 10,000 เหรียญ&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 7-9 คน ได้รับ 15,000 เหรียญ&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - 10 คนขึ้นไป ได้รับ 20,000 เหรียญ&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตามป่าและภูเขาทางภาคกลางมีแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายจำนวนมากลักลอบทำงานเกษตรและเก็บใบชา (ภาพจาก udn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานเตือนให้นายจ้างต้องจ้างแรงงานต่างชาติอย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากไต้หวันใช้ระบบห้ามชาวต่างชาติทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต การจ้างแรงงานต่างชาติเข้าทำงานจะต้องขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงแรงงานก่อน แนะนายจ้างที่มีความจำเป็นต้องจ้างงานด่วน ควรปฏิบัติตาม 3 ขั้นตอน คือ ตรวจสอบ ตรวจเช็กและสอบถาม&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดยก่อนจ้างงาน นายจ้างต้อง :&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. ตรวจสอบเอกสารสำคัญ เช่น ใบอนุญาตทำงานและบัตรถิ่นที่อยู่หรือ ARC</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ตรวจเช็กว่าเอกสารตรงกับตัวบุคคลหรือไม่&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. สอบถามสถานะว่าเป็นผู้ต้องถิ่นฐานใหม่หรือชาวต่างชาติที่แต่งงานกับชาวไต้หวัน หรือเป็นผู้ติดตาม นักศึกษาต่างชาติ หรือแรงงานต่างชาติ&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนนายจ้างใช้บริการบริษัทจัดหางาน ต้องตรวจสอบว่า เป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตและมีการจดทะเบียนอย่างถูกกฎหมายหรือไม่&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานย้ำว่า หากนายจ้างคำนึงถึงเฉพาะปัญหาขาดแคลนแรงงานเฉพาะหน้าและละเลยขั้นตอนข้างต้น นำไปสู่การจ้างชาวต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย อาจต้องเสียค่าปรับสูงสุดถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทุกท้องที่ตรวจสอบแรงงานผิดกฎหมายตามหอพัก สถานที่ทำงานและไซต์งานก่อสร้างต่าง ๆ อย่างเข้มข้น (ภาพจาก kingtop.com.tw)</p>
<p>2. สาวเวียดนามที่ไทจงโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายโดนปล้น 630,000 โชคดีที่แจ้งความตำรวจจับแก๊งหลอกโอนเงินเวียดนามตามเงินคืนมาได้ใน 5 ชั่วโมง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นางสาวโด๋ อายุ 33 ปี แรงงานหญิงชาวเวียดนาม ทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งในนครไทจง ต้องการจะโอนเงินจำนวน 630,000 เหรียญที่อุตส่าห์อดออมมานานกลับบ้าน และเพื่อจะประหยัดค่าธรรมเนียมการโอนและได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ดี เห็นโฆษณาในโซเชียลค่าโอนถูก เรตดี ถึงบ้านไว จึงตัดสินใจใช้บริการ หลังนำเงินสดไปส่งตามนัด คนให้บริการซึ่งเป็นหนุ่มสาวชาวเวียดนามคู่หนึ่ง เมื่อรับเงินไปแล้ว อ้างโน่นอ้างนี่ไม่ยอมโอนเงินหรือเขียนหลักฐานการโอนเงินใด ๆ และยังขับรถหลบหนีไป นางโด๋รีบโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจแกะรอยเส้นทางหลบหนีของคนร้ายจากกล้องวงจรปิด จับกุมคนร้ายซึ่งเป็นคู่รักได้ภายใน 2 ชั่วโมง และตามเงินทั้งหมดคืนมาให้แก่ผู้เสียหายได้ภายใน 5 ชั่วโมง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจแกะรอยเส้นทางหลบหนีของคนร้ายจากกล้องวงจรปิด จับกุมคนร้ายซึ่งเป็นคู่รักได้ภายใน 2 ชั่วโมง และตามเงินทั้งหมดคืนมาให้แก่ผู้เสียหายได้ภายใน 5 ชั่วโมง (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โฆษกสถานีตำรวจไทจงแถลงว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเหตุจากนางสาวโด๋ แรงงานหญิงเวียดนามที่ทำงานอยู่ในไทจงถูกคนร้ายหลอกปล้นเงินจำนวน 630,000 เหรียญ เริ่มจากนางสาวโด๋เก็บออมเงินได้ก้อนหนึ่งเตรียมส่งกลับบ้านให้ครอบครัว เนื่องจากต้องการประหยัดค่าโอนและอัตราแลกเปลี่ยนที่ดี เห็นในโซเชียลกลุ่มคนบ้านเดียวกันโฆษณาโอนถึงบ้านทันที เรตดี ค่าธรรมเนียมถูก จึงใช้บริการโดยนัดหมายส่งมอบเงินและโอนเงินในบ้านเช่าหลังหนึ่งที่เขตต้าหลี่ เมื่อไปถึงพบนายฟาน อายุ 28 ปีและนางสาวเล อายุ 21 ปี แรงงานเวียดนามเช่นเดียวกันและเป็นคู่รัก หลังส่งมอบเงินให้แล้ว นางสาวโด๋สังเห็นภายในบ้านผิดสังเกตไม่เหมือนทำธุรกิจรับโอนเงิน และชาวเวียดนามทั้งสองไม่ยอมโอนเงินเข้าบัญชีที่บ้านทันทีตามที่โฆษณา ยังหาทางบ่ายเบี่ยงและอ้างต้องไปโอนข้างนอก จากนั้นขับรถหนีไปพร้อมกับเงิน 630,000 เหรียญ นางสาวโด๋ ตกใจเมื่อตั้งสติได้ โทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุและตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด ติดตามเส้นทางการหลบหนีของคนร้าย และวิทยุขอกำลังเสริมสกัดและจับรถคันดังกล่าวพร้อมผู้ร้ายทั้งสองได้ในบริเวณเขตต้าหลี่ภายใน 2 ชั่วโมง แต่ไม่พบเงินของผู้เสียหาย เมื่อสอบถามจึงทราบนำเงินดังกล่าวไปใช้หนี้ ตำรวจไม่ละความพยายาม จากข้อมูลของผู้ต้องหาสามารถติดตามเงิน 630,000 เหรียญกลับมาได้ภายในเวลา 5 ชั่วโมง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจแกะรอยเส้นทางหลบหนีของคนร้ายจากกล้องวงจรปิด จับกุมคนร้ายซึ่งเป็นคู่รักได้ภายใน 2 ชั่วโมง และตามเงินทั้งหมดคืนมาให้แก่ผู้เสียหายได้ภายใน 5 ชั่วโมง (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจแถลงว่า ผู้ร้ายทั้งสองเป็นคู่รักที่มีแผนเตรียมเดินทางกลับบ้านไปแต่งงานในสัปดาห์ถัดไป แต่ต้องยกเลิกแผนวิวาห์เนื่องจากถูกจับตกเป็นผู้ต้องหา และยังอ้างว่า พวกตนเป็นเพียงคนมารับเงินตามคำสั่งของพี่ใหญ่ ไม่มีส่วนรู้เห็นเรื่องการโอนเงิน ตำรวจสันนิษฐานน่าจะมีขบวนการบงการอยู่เบื้องหลัง จึงควบคุมตัวส่งสำนักงานอัยการไทจงดำเนินคดีและขยายผลติดตามผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจไทจง เตือนแรงงานต่างชาติว่า การโอนเงินผ่านธนาคารหรือผ่านช่องทางที่ทางการอนุญาต อาจยุ่งยากและต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่มีหลักประกัน การโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมาย ไม่เพียงแต่ไร้หลักประกัน อาจสูญเงิน และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายด้วย สำหรับขบวนการที่ให้บริการโอนเงินผิดกฎหมายและแก๊งมิจฉาชีพ ตำรวจจะปฏิบัติการตรวจสอบและกวาดล้างต่อเนื่อง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจแกะรอยเส้นทางหลบหนีของคนร้ายจากกล้องวงจรปิด จับกุมคนร้ายซึ่งเป็นคู่รักได้ภายใน 2 ชั่วโมง และตามเงินทั้งหมดคืนมาให้แก่ผู้เสียหายได้ภายใน 5 ชั่วโมง (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานเวียดนามในไต้หวันมีจำนวนมากกว่า 280,000 คนเป็นอันดับสองรองจากอินโดนีเซีย แต่จากข้อมูลเมื่อปี 2565 ตลอดทั้งปี ยอดจำนวนเงินที่โอนกลับประเทศผ่านช่องทางถูกกฎหมายของแรงงานทั้งสองชาติ พบว่า แรงงานเวียดนามที่มีจำนวนพอ ๆ กับแรงงานอินโดนีเซียโอนเงินกลับประเทศเพียง 117 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่แรงงานอินโดนีเซียโอนเงินกลับประเทศสูงถึง 1,748 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกันตั้ง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน คาดว่า แรงงานเวียดนามโอนเงินกลับบ้านผ่านระบบใต้ดินสูงกว่า 500 ล้านเหรียญไต้หวันต่อปี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านกระทรวงแรงงานกล่าวเตือนว่า การโอนเงินกลับบ้าน โปรดเลือกโอนผ่านช่องทางถูกกฎหมายที่มีหลักประกัน ! ได้แก่ ธนาคาร ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ทำธุรกรรมโอนเงินแรงงานต่างชาติกลับประเทศและบริษัทจัดหางานที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็สามารถช่วยดำเนินการโอนเงินแทนแรงงานต่างชาติได้ การโอนเงินใต้ดินฟังดูแล้วเหมือนจะสะดวก รวดเร็วและค่าธรรมเนียมถูก แต่ความจริงแล้วแฝงไว้ด้วยความเสี่ยงอย่างใหญ่หลวง เช่นผู้ประกอบการผิดกฎหมายหอบเงินหนี อาจถูกชิงทรัพย์ในระหว่างที่ไปโอนเงิน หากผู้ประกอบการผิดกฎหมายถูกตรวจพบ จะถูกอายัดทรัพย์ทำให้อาจไม่ได้รับเงินคืน หรืออาจตกเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในคดีฟอกเงินหรือหลอกลวงต้มตุ๋นโดยไม่รู้ตัว</p>
<p>3. 8 ผีน้อยไทยเมาชกกันเอง รุ่งขึ้นกลายเป็นศพ อีก 7 ร่วมกับนายจ้างขนร่างฝังในป่า ศาลสั่งชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทและจำคุกคนละ 10 เดือน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์ที่คนไทยถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวันหางานทำอย่างผิดกฎหมายหรือที่เรียกกันว่าผีน้อย เมาสุราทะเลาะวิวาทและชกต่อยกัน วันรุ่งขึ้นเสียชีวิต 1 ราย นายจ้างกลัวมีความผิดสั่งให้คนอื่น ๆ ร่วมกันขนศพไปฝังในป่าคดีนี้ เกิดขึ้นที่หมู่บ้านกวั่นตง ตำบลกงกวั่น เมืองเหมียวลี่ คนไทย 8 คนเดินทางเข้าไต้หวันโดยฟรีวีซ่า ลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายกับนายเติ้ง ผู้รับเหมาย่อยไซต์งานก่อสร้างในเหมียวลี่ ลูกสาวผู้ตายได้รับแจ้งจากแฟนคุณพ่อ แต่ไม่เชื่อว่าพ่อป่วยตาย ติดต่อกับคนไทยที่รู้จักกันช่วยแจ้งความ ตำรวจตรวจพบจุดฝังศพขุดร่างออกมาตรวจสอบ จับนายจ้าง คู่กรณี คนช่วยฝังและอื่น ๆ รวม 7 คน ทั้งหมดเป็นคนไทยที่อยู่เลยกำหนดและทำงานอย่างผิดกฎหมาย 1 ในจำนวนนี้ในมือถือยังมีภาพและคลิปขณะฝังศพ หลังจากที่นายจ้างจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทผู้ตาย 100,000 เหรียญ ผู้ต้องหาแรงงานไทยทั้งหมดรับจะจ่ายเงินชดใช้คนละ 10,000 เหรียญ เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ศาลท้องถิ่นเหมียวลี่ ตัดสินจำคุกคนละ 10 เดือน หลังพ้นโทษแล้ว คนไทยทั้ง 7 จะถูกเนรเทศขับออกนอกประเทศ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สถานที่เกิดเหตุเป็นบ้านเช่าที่นายจ้างจัดให้ผีน้อยไทยพักอาศัย ในตำบลกงกวั่น เมืองเหมียวลี่ (ภาพจาก mirrormedia.mg)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีนี้ ผู้ตายคือนายสมใจ อายุ 47 ปี จากจังหวัดสกลนคร เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 แต่อยู่เลยกำหนดและผ่านนายหน้าคนไทยหางานทำในไซต์งานก่อสร้างของผู้รับเหมาย่อยที่ตำบลกงกวั่น เมืองเหมียวลี่ โดยนายจ้างเช่าบ้านให้คนไทยที่เป็นลูกจ้างเหล่านี้พักอาศัย ผู้ตายมีแฟนคนไทยเดินทางมาทำงานเป็นผีน้อยในไต้หวันเช่นกัน แต่ไม่ได้ทำงานอยู่ที่เดียวกัน นัดเจอกันเฉพาะในวันหยุดพัก</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันที่เกิดเหตุ เป็นช่วงกลางคืนวันเสาร์ที่ 14 กันยายน 2567 ซึ่งเป็นวันหยุดงาน นายสมใจ และนายวิทวัตร อายุ 31 ปีมาจากจังหวัดขอนแก่น พร้อมเพื่อนคนไทยอีก 1 คน นั่งดื่มสุราในบ้านเช่าจนมีอาการเมาและเกิดการทะเลาะวิวาทถึงขั้นชกต่อยกัน นายสมใจถูกนายวิทวัตรชกจนล้ม เช้าวันรุ่งขึ้นพบว่านายสมใจสิ้นลมหายใจแล้ว จึงรีบติดต่อนายเติ้ง ชาวไต้หวันอายุ 55 ปีผู้เป็นนายจ้าง เมื่อนายเติ้งเดินทางมาถึงตรวจดูร่างนายสมใจแน่ใจว่าเสียชีวิตแล้ว สั่งให้นายวิทวัตรและเพื่อนขนศพขึ้นรถ ขับเข้าป่าบริเวณสวนสตรอว์เบอร์รีร้างห่างจากบ้านเช่าประมาณ 5 กม. ขุดหลุมฝังศพผู้ตายอำพรางคดี จากนั้นนายวิทวัตรและเพื่อนหลบหนีไป ส่วนนายเติ้ง ได้เดินทางไปทำธุระที่จีนแผ่นดินใหญ่ตามกำหนดซึ่งวางแผนไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจดักจับ 2&nbsp;ผู้ต้องหาคนไทยที่แอบกลับมาบ้านเช่าเพื่อเอากระเป๋าสัมภาระ&nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจเหมียวลี่)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แฟนสาวของผู้ตายได้รับแจ้งจากเพื่อนในวันที่ 16 กันยายน 2567 อ้างว่านายสมใจเสียชีวิตแล้วด้วยโรคใหลตาย จึงแจ้งข่าวให้ลูกสาวผู้ตายในไทยทราบ เมื่อลูกสาวทราบข่าวร้าย ไม่เชื่อว่าคุณพ่อจะเสียชีวิตด้วยโรค จึงติดต่อกับคุณนก หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อครูนก คนไทยที่ตั้งรากอยู่ในไต้หวัน คุณนกช่วยแจ้งความ สถานีตำรวจเหมียวลี่ตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ทันทีในวันที่ 17 กันยายน ซึ่งเป็นวันหยุดเนื่องในโอกาสวันไหว้พระจันทร์ สามารถจับกุมคนไทยที่อยู่เลยวีซ่าและทำงานอย่างผิดกฎหมายได้ 5 คน คนไทยทั้ง 5 ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และ 1 ในจำนวนนี้ ในมือถือยังมีภาพและคลิปขณะฝังศพ ส่วนนายวิทวัตรที่ชกต่อยกับผู้ตายและคนไทยอีกรายที่ช่วยนำศพไปฝัง ถูกตำรวจดักจับได้เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 19 กันยายน หลังจากทั้งสองหลบหนีไปและแอบย่องกลับมาที่บ้านเช่า เพื่อเอาสิ่งของสัมภาระ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจขุดร่างของแรงงานไทยที่ชกต่อยกับเพื่อนชาติเดียวกันและเสียชีวิตในวันต่อมาออกจากหลุมฝังศพห่างจากบ้านเช่า 5 กม. (ภาพจากสถานีตำรวจเหมียวลี่)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำพิพากษาของศาลระบุว่า หลังถูกดำเนินคดี นายเติ้งแสดงความเสียใจด้วยการจ่ายเงินชดใช้ทายาท 100,000 เหรียญ ส่วนผู้ต้องหาแรงงานไทยรายอื่น ๆ ก็รับว่าจะจ่ายค่าชดใช้คนละ 10,000 เหรียญ ประกอบกับการชันสูตรศพ พบผู้ตายมีโรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ อาจนำไปสู่ภาวะช็อก และไม่มีบาดแผลหรือรอยฟกช้ำในร่างของผู้ตาย ไม่สามารถสรุปได้ว่าสาเหตุการตายโดยตรงเกิดจากการชกต่อยกัน จึงตัดสินจำคุกผู้ต้องหาคนละ 10 เดือน ข้อหาทิ้งและอำพรางศพ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจจับ 7 ผู้ต้องหาคนไทยที่ถือฟรีวีซ่าแอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย และช่วยกันขนศพเพื่อนร่วมชาติไปฝังอำพรางคดี&nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจเหมียวลี่)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72031</guid>
      <pubDate>Fri, 11 Apr 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/04/11/20250411_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36031680" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 11 เมษายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 11 เมษายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. เตือน! ห้ามจ้างแรงงานผิดกฎหมาย ส่งเสริมให้ประชาชนแจ้งเบาะแส ตั้งรางวัลนำจับ ช่วง&nbsp;3 ปีที่ผ่านมา จ่ายเงินรางวัลแล้วกว่า </strong><strong>36.5 </strong><strong>ล้านเหรียญ</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/04/11/e30ca8aa86e9813272ebab1ac25bdaf0.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>15</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72067</link>
      <description><![CDATA[<p>1. เสียงเรียกร้องคืนวันหยุดนักขัตฤกษ์ 7 วันให้แก่ผู้ใช้แรงงานดังต่อเนื่อง รมว. กระทรวงแรงงานระบุ สามารถหารือในเชิงบวกและมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มขึ้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เสียงเรียกร้องให้คืนวันหยุดนักขัตฤกษ์ 7 วันแก่ผู้ใช้แรงงาน กลายเป็นประเด็นร้อนที่มีการถกกันอย่างมากในสังคมไต้หวัน หลังจากมีการทำโพลสำรวจพบว่า ชาวไต้หวัน 56.7% สนับสนุนให้เพิ่มวันหยุดนักขัตฤกษ์แก่ผู้ใช้แรงงาน&nbsp; รมว. กระทรวงแรงงานยอมรับในสภานิติบัญญัติอย่างเป็นทางการว่า เรื่องนี้สามารถหารือกันได้ในเชิงบวกและมีโอกาสที่จะปรับเพิ่ม ส่วนจะกลายเป็นจริงเมื่อไหร่และเพิ่มขึ้นกี่วันต้องมีการหารือกันต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นายหง เซินฮั่น รัฐนนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (ภาพจาก&nbsp;taisounds.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติ ซึ่งเป็นรัฐสภาของไต้หวันได้เชิญนายหง เซินฮั่น รมว. กระทรวงแรงงาน รายงานการปฏิบัติภารกิจด้านแรงงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติพรรคฝ่ายค้าน ตั้งกระทู้ถามและแสดงจุดยืนว่า ยอดชั่วโมงทำงานต่อปีของผู้ใช้แรงงานในไต้หวันเมื่อปี 2567 อยู่ที่ 2,030 ชั่วโมง สูงที่สุดอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ อดีตประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน เคยให้คำมั่นสัญญาจะปรับนโยบายแรงงาน 6 ประการ ขณะชนะการเลือกตั้งเข้ารับตำแหน่ง 1 ในนโยบายจำนวนนี้ ได้แก่การลดชั่วโมงทำงานต่อปีของผู้ใช้แรงงานในไต้หวันลง แต่ไม่สามารถทำได้ตามสัญญา และนายหง เซินฮั่นเอง ขณะเป็น สส. พรรครัฐบาลก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็น รมว. กระทรวงแรงงาน เคยเสนอว่า ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันทำงานหนักและนานเกินไป ควรลดชั่วโมงการทำงานลงและเพิ่มวันหยุดมากขึ้น สส. พรรคฝ่ายค้านซักถามว่า เมื่อดำรงตำแหน่งเป็น รมว. กระทรวงแรงงานแล้ว จุดยืนเป็นอย่างไร เปลี่ยนไปจากเดิมแล้วหรือไม่?</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างสะพานตั้นเจียง&nbsp;(ภาพจาก udn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหง เซินฮั่น รมว. กระทรวงแรงงานกล่าวว่า แม้เรื่องวันหยุดจะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ตนในฐานะผู้ดูแลกระทรวงแรงงานเห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะหารือในเรื่องนี้ ทั้งในแง่ของสภาวะทางเศรษฐกิจ การปฏิบัติของภาครัฐ โดยเฉพาะความต้องการของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งกระทรวงแรงงานจะให้ความสำคัญต่อการพักผ่อนเต็มที่ของผู้ใช้แรงงาน ดังนั้น ประเด็นนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่จะหารือกันในเชิงบวกและมีโอกาสจะเพิ่มวันหยุดนักขัตฤกษ์ได้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในโรงงานเย็บผ้าแห่งหนึ่งในนครเถาหยวน</p>
<p>จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ในบรรดาประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD ซึ่งมีทั้งหมด 39 ประเทศและพื้นที่ ไต้หวันมีชั่วโมงทำงานสูงเป็นอันดับ 2 จาก 39 ประเทศ OECD เป็นรองเพียงสิงคโปร์ และเมื่อเปรียบเทียบจำนวนวันหยุดนักขัตฤกษ์ของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านแล้วจะพบว่า ญี่ปุ่นมีวันหยุดนักขัตฤกษ์ 16 วัน เกาหลีใต้มี 15 วัน ขณะที่ไต้หวัน มีเพียง 12 วัน เนื่องจากถูกรัฐบาลตัดทอนไป 7 วัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p>มูลนิธิวิจัยนโยบายแห่งชาติ (National Policy Foundation) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยนโยบายหรือคลังสมองของพรรคก๊กมินตั๋ง ประกาศผลสำรวจความคิดเห็นพบว่า 56.7% ของชาวไต้หวันที่รับการสำรวจสนับสนุนให้คืนวันหยุดนักขัตฤกษ์ 7 วันที่ถูกยกเลิกไป ยังมีประชาชนมากกว่า 60% สนับสนุนให้วันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. เป็นวันหยุดสำหรับทั่วประเทศ จากที่ปัจจุบันเป็นวันหยุดเฉพาะผู้ใช้แรงงาน หน่วยงานรัฐไม่หยุดในวันนี้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายเกา ซือป๋อ หัวหน้ากลุ่มกฎหมายของมูลนิธิวิจัยนโยบายแห่งชาติมองว่า ปัจจุบันวันหยุดนักขัตฤกษ์ในไต้หวันยังไม่ได้ถูกกำหนดอย่างชัดเจนในกฎหมาย เป็นเพียงคำสั่งทางการบริหารเท่านั้น การพิจารณาว่าควรกำหนดวันใดเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ควรพิจารณาจากสองปัจจัยหลักได้แก่ ความสำคัญของวันหยุดนั้น ๆ และความเชื่อมโยงกับสังคม ยกตัวอย่างเช่น วันแรงงานแห่งชาติ หากให้เฉพาะผู้ใช้แรงงานหยุดงาน แต่ข้าราชการและครูไม่ได้หยุด อาจทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมา เช่นเดียวกับวันครู หากให้หยุดเฉพาะครู อาจกระทบต่อสิทธิของนักเรียน ส่วนวันรัฐธรรมนูญและวันกอบกู้เอกราชไต้หวันจากการเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น เป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การฟื้นฟูให้เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ จึงมีความจำเป็น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายอู๋ตงเลี่ยง ประธานสมาคมอุตสาหกรรมและการค้าของไต้หวันกล่าวว่า ในประเด็นนี้ มุมมองของผู้ประกอบการไม่คัดค้าน แต่อย่าหยุดมากเกินจนเลยเถิด ขณะนี้ ยังไม่สามารถคำนวณได้ว่า การหยุดงานทั่วประเทศ 1 วันจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการมากน้อยเพียงใด แต่เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตอย่างแน่นอน ในจุดยืนของผู้ประกอบการเห็นว่า ควรให้แรงงานได้รับวันพักผ่อนที่เหมาะสม แต่อย่าเลยเถิด ต้องคำนึงถึงศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันมีโอกาสได้วันหยุดเพิ่มขึ้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เดิมในไต้หวันกำหนดวันหยุดนักขัตฤกษ์ 19 วัน แต่มีการตัดลดหรือยกเลิกไป 7 วันเหลือ 12 วันตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 สำหรับวันหยุดนักขัตฤกษ์ถูกตัดออกไปทั้ง 7 วัน ได้แก่ :</p>
<p>1. วันถัดจากวันรำลึกการสถาปนาประเทศ (วันถัดจากวันขึ้นปีใหม่) 2 มกราคม</p>
<p>2. วันรำลึกวีรชนที่พลีชีพเพื่อชาติ หรือวันเยาวชน 29 มีนาคม</p>
<p>3. วันครู 28 กันยายน</p>
<p>4. วันกอบกู้ไต้หวันจากการปกครองของญี่ปุ่น 25 ตุลาคม</p>
<p>5. วันเกิดอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเชก 31 ตุลาคม</p>
<p>6. วันเกิด ดร. ซุนยัตเซ็น บิดาประชาชาติจีน 12 พฤศจิกายน</p>
<p>7. วันรัฐธรรมนูญ 25 ธันวาคม</p>
<p>2. นายจ้างไต้หวันขับรถแบคโฮทุบรถตำรวจ ตม. เละเป็นเศษเหล็ก ขัดขวางการเข้าจับกุมผีน้อยไทยเพื่อให้หลบหนี ต้องเข้าคุก 1 ปี 2 เดือน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นครนิวไทเป เมื่อกลางปี 2566 ขับรถ SUV ไปตรวจสอบแรงงานผิดกฎหมายในโรงงานรีไซเคิลแห่งหนึ่งในเขตอู๋กู่ นครนิวไทเป แต่ถูกเจ้าของโรงงานขัดขวาง ควักมีดออกมาข่มขู่ตำรวจและขับรถขุดตักหรือรถแบคโฮทุบรถ SUV ของตำรวจกลายเป็นเศษเหล็ก ขัดขวางการเข้าจับกุมนักท่องเที่ยวชาวไทยที่อยู่เลยกำหนดและทำงานอย่างผิดกฎหมาย ถูกตำรวจจับและดำเนินคดีหลายข้อหา เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมชั้นสูงสุดตัดสินคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว ยืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุกนายจ้างรายนี้ 1 ปี 2 เดือน ข้อหาใช้กำลังช่วยเหลือผู้ทำผิดกฎหมายหลบหนี นายจ้างรายนี้เตรียมเข้ารับโทษจำคุกในเร็ว ๆ นี้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นายจ้างไต้หวันคลั่ง ขับรถแบคโฮทุบรถตำรวจเละ ปกป้องผีน้อยไทยจากการตรวจจับของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง &nbsp;(ภาพจาก setn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2566 ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นครนิวไทเป ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีโรงงานรีไซเคิลแห่งหนึ่งในเขตอู๋กู่ นครนิวไทเป ว่าจ้างนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมาย จึงจัดส่งตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 4 นาย ขับรถ SUV ไปตรวจสอบยังโรงงานรีไซเคิลดังกล่าว แต่เจอนายเย่ เจ้าของโรงงานเจ้าอารมณ์ ชักมีดออกมาข่มขู่และขัดขวางการเข้าจับกุมของตำรวจ ไม่เพียงแค่นั้น นายจ้างอารมณ์ดุดันรายนี้ ยังใช้ก้อนอิฐขว้างปาถูกใส่ตำรวจจนหัวร้างข้างแตกไปสองนาย และยังขับรถขุดตักหรือรถแบคโฮทุบรถ SUV ของตำรวจเละเป็นเศษเหล็ก ถูกจับในฐานะผู้ต้องหาซึ่งหน้า ขณะสอบปากคำ นายเย่ให้การว่า เนื่องจากกลัวต้องเสียค่าปรับฐานว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตในอัตราแพง ทำให้ตนมีอาการคลั่ง ถูกอัยการสั่งฟ้องดำเนินคดี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สภาพรถ &nbsp;SUV ของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หลังถูกเจ้าของโรงงานรีไซเคิลขับรถแบคโฮทุบเป็นเศษเหล็ก (ภาพจาก setn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลท้องถิ่นนครนิวไทเป หลังตรวจสอบคดีนี้แล้วเห็นว่า นายเย่ขัดขวางการใช้อำนาจรัฐ คุกคามความปลอดภัยของเจ้าพนักงาน ไม่สามารถลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 ประกอบกับนายเย่เคยมีประวัติฝ่าฝืนกฎหมายหลายคดี อาทิ กฎหมายการจัดการของเสียเป็นต้น จึงควรลงโทษหนักเพื่อให้เกิดความเข็ดหลาบ อย่างไรก็ตาม ศาลคำนึงถึงผู้ต้องหาให้การสารภาพและร่วมมือโดยดี และได้แสดงเจตนาประนีประนอมและชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในที่สุด ศาลจึงตัดสินจำคุก 1 ปี 2 เดือน ข้อหาเดียว ได้แก่ ใช้กำลังขัดขวางเพื่อช่วยเหลือผู้ทำผิดกฎหมายหลบหนี และอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ ศาลอุทธรณ์ก็ตัดสินจำคุกตามเดิม 1 ปี 2 เดือน แต่นายเย่ขออุทธรณ์ไปยังศาลสูงสุด และเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ศาลสูงสุดไต้หวันตัดสินคดีนี้ยืนตามคำพิพากษาเดิม จำคุกนายเย่ 1 ปี 2 เดือน และให้ถือเป็นที่สิ้นสุด นายเย่ เตรียมเข้ารับโทษจำคุกในเร็ว ๆ นี้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นายเย่ นายจ้างไต้หวันขับรถแบคโฮทุบรถตำรวจ ตม. เละเป็นเศษเหล็ก ต้องเข้าคุก 1 ปี 2 เดือน ข้อหาใช้กำลังขัดขวางเจ้าพนักงานเพื่อช่วยเหลือผู้ทำผิดกฎหมายหลบหนี </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นักท่องเที่ยวชาวไทยที่ทำงานอย่างผิดกฎหมายในคดีนี้ ชื่อนายบุญธรรม อายุ 38 ปี ได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวต่อตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หลังจากที่หลบหนีไปได้ 3-4 วัน และให้การว่า ตนเพิ่งจะเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวโดยได้รับการยกเว้นวีซ่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2566 หลังเดินทางเข้าไต้หวันแล้วก็มีนายหน้าไปรับที่สนามบินเข้าทำงานในโรงงานแห่งนี้ทันที ตำรวจสันนิษฐานจะต้องมีขบวนการนายหน้าเถื่อนไทย-ไต้หวันจับมือ คอยจัดการและจัดส่งอยู่เบื้องหลัง ได้ส่งข้อมูลให้ฝ่ายไทยช่วยตรวจสอบเพื่อขยายผลตรวจจับขบวนการหลอกแรงงานไทยเดินทางเข้าไต้หวันทำงานอย่างผิดกฎหมายต่อไป</p>
<p>3. ปล้นกันเอง ! 5 แรงงานเวียดนามถูกแก๊งถือปืนบุกปล้นกลางดึก ตำรวจรวบคนร้ายได้ทั้ง 8 คน ที่แท้เป็นเพื่อนร่วมชาติ ทวงหนี้ไม่สำเร็จเลยปล้นแก้แค้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีแรงงานเวียดนามปล้นเองหรือจับเพื่อนไปเรียกค่าไถ่เกิดขึ้นเป็นประจำ ล่าสุดที่ห้องเช่าอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเขตต้าหลี่ นครไทจง ถูกคนร้ายใส่หน้ากากอนามัย 6 คนบุกเข้าไปในช่วงเช้ามืดของวันที่ 15 มีนาคม คนร้ายสวมหน้ากากและมือถือปืนอัดลม บังคับให้แรงงานเวียดนามในห้อง 5 คน ส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมด มิเช่นนั้นจะถูกทำร้าย หลังจากปลดทรัพย์ไปกว่า 140,000 เหรียญไต้หวัน คนร้ายแก๊งนี้ ขึ้นรถรับจ้างป้ายทะเบียนสีแดงหลบหนีไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เกิดเหตุแก๊งแรงงานเวียดนามทวงหนี้ไม่สำเร็จ แก้แค้นด้วยการปล้นคนบ้านเดียวกันที่นครไทจง (ภาพจาก&nbsp;setn.com)&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังรับแจ้งความ ตำรวจสถานีอู้ฟงได้รายงานต่อสำนักงานอัยการไทจง และจัดตั้งคณะทำงานชุดหนึ่งขึ้นมาทันที ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดติดตามเส้นทางการหลบหนีของคนร้าย พบไปแบ่งเงินที่ปล้นมาได้ในร้าน KTV แห่งหนึ่งข้างนิคมอุตสาหกรรมหนานโถว และในเขตอูรื่อ จับกุมผู้ต้องหาที่วางแผนและปฏิบัติการปล้น 7 คน ยึดเงินของกลางที่ปล้นไปได้ 140,000 เหรียญไต้หวัน ปืนอัดลม 2 กระบอก และในวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา จับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 1 คน รวมทั้งหมด 8 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานเวียดนาม 6 คนและเพื่อนชาวไต้หวันที่ร่วมคดีอีก 2 คน&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แก๊งคนร้ายถูกตำรวจจับกุม ขณะแบ่งเงินจำนวน 140,000 เหรียญที่ปล้นมาได้ ในร้าน KTV แห่งหนึ่งข้างนิคมอุตสาหกรรมหนานโถว (ภาพจาก setn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โฆษกสถานีตำรวจอู้ฟงแถลงว่า คืนเกิดเหตุเป็นช่วงเวลารุ่งเช้าวันที่ 15 มีนาคม แรงงานชาวเวียดนาม 5 คนกำลังรับประทานอาหารมื้อดึกและพูดคุยกันในห้องเช่า ทันใดนั้นก็มีคนร้ายหลายคนสวมหน้ากากบุกเข้ามาพร้อมอาวุธปืน คนร้ายข่มขู่เหยื่อให้ปลดทรัพย์สินที่มี จากนั้น นั่งรถรับจ้างป้ายทะเบียนสีแดงหลบหนีไปพร้อมเงินสดจำนวนกว่า 140,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจยึดของกลางเป็นปืนอัดลม 2 กระบอก และเงินที่ปล้นมาได้&nbsp;(ภาพจาก setn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่มแรงงานเวียดนามที่ตกเป็นเหยื่อหลังหายจากความตกใจรีบโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการหลบหนีจากกล้องวงจรปิดและสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีปล้นดังกล่าว ซึ่งมีทั้งผู้ที่บุกเข้าไปปล้นและผู้ที่วางแผนหรือเฝ้าดูต้นทาง โดยจับกุมได้ที่ร้าน KTV ข้างนิคมอุตสาหกรรมหนานกัง เมืองหนานโถว และที่เขตอูรื่อ ในนครไทจง ยึดของกลางเป็นเงินสดที่ถูกปล้นไปได้ 140,000 เหรียญไต้หวัน ปืนอัดลม 2 กระบอก และเมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา จับกุมชาวไต้หวันที่มีส่วนร่วมวางแผนอีก 1 คน จากการสืบสวนพบว่าในกลุ่มผู้ร้ายทั้งหมด 8 คน มี 6 คนเป็นชาวเวียดนาม และอีก 2 คนเป็นชาวไต้หวัน ต้นเหตุของการปล้นครั้งนี้ มาจากข้อพิพาทเรื่องหนี้สินระหว่างแรงงานเวียดนามที่ก่อเหตุกับผู้เสียหาย นาเล อายุ 39 ปี หัวหน้าแก๊งซึ่งเป็นชายชาวเวียดนาม ได้ชักชวนเพื่อนร่วมชาติและชายชาวไต้หวัน 2 คน ร่วมกันบุกปล้นเพื่อทวงหนี้ โดยผู้ก่อเหตุชาวเวียดนามส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในโรงงานที่เขตต้าหลี่และพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนผู้ต้องหาชาวไต้หวันเป็นเพื่อนของแรงงานเวียดนามที่ก่อเหตุกลุ่มนี้ หลังบันทึกปากคำ ตำรวจได้ส่งให้อัยการดำเนินคดี ข้อหาปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธและร่วมกระทำผิดเป็นกลุ่ม อัยการขอให้ศาลสั่งควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ศาลอนุญาตให้ควบคุมตัวผู้ต้องหา 7 คน อีก 1 คนได้รับการประกันตัว&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจจับแก๊งคนร้ายได้ทั้งหมด 8 คนส่งดำเนินคดี&nbsp;เป็นแรงงานเวียดนาม 6 คนและขาวไต้หวันที่ให้ความช่วยเหลือ 2 คน (ภาพจาก setn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจอู้ฟง เตือนประชาชนว่า หากเกิดเหตุอาชญากรรมหรือพฤติกรรมที่น่าสงสัย ควรตั้งสติ จำลักษณะของผู้ต้องหา เส้นทางหลบหนี และอุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุให้ได้มากที่สุด และรีบแจ้งตำรวจทันที เพื่อให้ตำรวจดำเนินการสืบสวนและจัดการกับคดีได้อย่างรวดเร็ว อันเป็นการปกป้องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72067</guid>
      <pubDate>Fri, 04 Apr 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/04/04/20250404_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36020160" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. เสียงเรียกร้องคืนวันหยุดนักขัตฤกษ์ 7 วันให้แก่ผู้ใช้แรงงานดังต่อเนื่อง รมว. กระทรวงแรงงานระบุ สามารถหารือในเชิงบวกและมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มขึ้น</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/04/04/909568046115d0b53562650cba6fc16e.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>14</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72104</link>
      <description><![CDATA[<p>1. แก้ปัญหาที่ต้นทาง?&nbsp;กระทรวงแรงงานเตรียมหารือให้ บจง. ต่างประเทศรับผิดชอบค่าส่งกลับประเทศ หากแรงงานที่จัดส่งหลบหนีใน 90 วันแรก </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบ พุ่งสูงเกิน 90,000 คนแล้ว เพื่อที่ควบคุมปัญหาตั้งแต่ต้นทางและลดจำนวนแรงงานต่างชาติที่หลบหนี ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา กระทรวงแรงงานไต้หวันได้ให้บริษัทจัดหางานที่จัดส่งร่วมรับผิดชอบด้วย &nbsp;นอกจากเพิ่มการตรวจสอบแรงงานต่างชาติที่บริษัทจัดหางานต่างประเทศจัดส่งในทุก 3 เดือน หากพบมีอัตราส่วนหรือจำนวนคนหลบหนีในเดือนแรกเกินกว่ามาตรฐานกำหนด ครั้งแรกจะถูกลงโทษห้ามจัดส่งแรงงานต่างชาติชั่วคราวด้วยการระงับบริษัทจัดหางานต่างประเทศนั้น ๆ ยื่นขอวีซ่าให้แก่แรงงานที่ตนจัดส่งเป็นเวลา 7 วัน หากตรวจพบครั้งที่ 2 เป็นต้นไป เพิ่มขึ้นอีกครั้งละ 7 วัน นานสุดไม่เกิน 28 วัน จากเดิมที่ตรวจสอบทุก 2 ปี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบ พุ่งสูงเกิน 90,000 คน เป็นปัญหาที่สร้างความปวดหัวแก่รัฐบาล&nbsp;(ภาพจากสำนักงานตรวจเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับให้บริษัทจัดหางานเวียดนาม ต้องรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินส่งกลับของแรงงานที่ตนจัดส่งและหลบหนีภายใน 90 วันนับแต่วันที่เดินทางถึงไต้หวัน ตามข้อตกลงในที่ประชุมด้านแรงงานระหว่างไต้หวันและเวียดนาม และเตรียมขยายมาตรการนี้ไปยังประเทศผู้ส่งออกอีก 3 ประเทศ ผ่านการประชุมทวิภาคี โดยในปี 2568 ไต้หวันจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมด้านแรงงานกับฟิลิปปินส์และไทย ส่วนเวียดนามและอินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมที่ประเทศของตนเอง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ก. แรงงานมีนโยบายให้ บจง. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งแรงงานผิดกฎหมายกลับประเทศ ในภาพเป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายในเถาหยวน ถูกจับรอการส่งไปยังสถานกักกัน (ภาพจากสสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากสถิติของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นปี 2567 มีบริษัทจัดหางานต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตจัดส่งแรงงานต่างชาติให้นายจ้างไต้หวัน มีจำนวนทั้งสิ้น 573 ราย เพิ่มขึ้น 18 รายจาก 555 รายในปี 2567 โดยแบ่งเป็นบริษัทจัดหางานจากอินโดนีเซีย 242 รายเวียดนาม 147 ราย ฟิลิปปินส์ 113 ราย ไทย 70 รายและมาเลเซีย 1 ราย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กระทรวงแรงงานเตรียมหารือให้ บจง. ต่างประเทศรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่งกลับประเทศ หากแรงงานที่จัดส่งหลบหนีใน 90 วันแรก (ภาพจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>2. &nbsp;&nbsp;คนงานไทยเมาขี่จักรยานไฟฟ้าชนเพื่อนร่วมชาติตาย ตัวเองเจ็บหนัก หลังชดใช้ค่าเสียหายทายาทผู้ตายและเลิกดื่มเด็ดขาด ศาลจางฮั่วตัดสินจำคุก 1 ปี 10 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 5 ปีและไม่เพิกถอนใบอนุญาตทำงาน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัญหาเมาแล้วขับ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยในไต้หวันบาดเจ็บ เสียชีวิต ถูกลงโทษจำคุกหรือเสียค่าปรับแพง และถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน ห้ามเดินทางมาทำงานในไต้หวันตลอดไป แม้จะเกิดเหตุมากมายและมีการประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง ในแต่ละปียังมีแรงงานไทยถูกจับเมาแล้วขับมากกว่า 100 รายขึ้นไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เมาแล้วขับสร้างความหายนะทั้งต่อตนและคนอื่น แรงงานไทยรายหนึ่งเมาขับซิ่งรถจักรยานไฟฟ้าจากไทจงไปจางฮั่ว ระหว่างทางชนเสาไฟฟ้าข้างทางเสียชีวิต ในภาพเป็นสถานที่และสภาพรถจักรยานไฟฟ้าคันที่เกิดเหตุ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ที่เมืองจางฮั่ว มีแรงงานไทยรายหนึ่ง ดื่มสุราแล้วขี่รถจักรยานไฟฟ้าชนจักรยานไฟฟ้าของคนงานไทยด้วยกันอีกคัน บาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ ต่อมาแรงงานไทยที่ถูกชน ซึ่งไม่ได้ดื่มสุราแต่เนื่องจากไม่ได้สวมหมวกกันน็อกหัวฟาดพื้นเสียชีวิตในโรงพยาบาล หลังนายจ้างช่วยเหลือสำรองจ่ายค่าชดใช้ยอมความกับทายาทผู้ตาย และตัวเองก็ตัดสินใจเลิกดื่มสุราเด็ดขาด ศาลจางฮั่วใช้ระบบคณะลูกขุนร่วมกับผู้พิพากษาจากศาลโดยมีล่ามช่วยแปลภาษาทั้งสองฝ่าย ย่นระยะเวลาในการพิจารณาคดีเหลือเพียง 1 วันครึ่ง ตัดสินจำคุกแรงงานไทยรายนี้ 1 ปี 10 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 5 ปี ระหว่างนี้ห้ามทำผิดซ้ำ และให้อยู่ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวและชดใช้หนี้ต่อไป ไม่ต้องถูกส่งกลับประเทศ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยขี่จักรยานไฟฟ้าชนแรงงานชาติเดียวกันที่เตรียมเลี้ยวโดยไม่เปิดสัญญาไฟ ในภาพเป็นสถานที่เกิดเหตุใกล้นิคมอุตาหกรรมจางปิน เมืองจางฮั่ว (ภาพจาก LTN)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 3 ก.พ. 2566 เวลาประมาณ 20.00 น. นายอดุลย์ อายุ 43 ปี แรงงานไทยจากจังหวัดชัยภูมิ หลังไปหาเพื่อนและร่วมดื่มสุรากันที่นิคมอุตสาหกรรมจางปินในเมืองจางฮั่ว ขณะขี่รถจักรยานไฟฟ้ากลับหอพักที่ตำบลลู่กั่ง ชนกับรถจักรยานไฟฟ้าอีกคันที่ขี่โดยนายมนตรี อายุ 45 ปี แรงงานไทยจากสกลนคร ทำงานอยู่ในลู่กั่งเช่นกันแต่คนละโรงงานและไม่รู้จักกัน นายมนตรีกำลังจะเลี้ยวและไม่ได้เปิดสัญญาณไฟเลี้ยว ทำให้รถทั้งสองคันเกิดการชนกันเสียงดังเสียหลักล้ม นายอดุลย์และนายมนตรีได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ นายมนตรีที่ถูกชนเนื่องจากหัวฟาดถนนและไม่ได้สวมหมวกกันน็อก หลังแพทย์พยายามกู้ชีพอยู่ 1 สัปดาห์ เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนนายอดุลย์พบมีระดับแอลกอฮอล์สูงถึง 0.38 มิลลิกรัมต่อลิตร ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องรับการผ่าตัดใบหน้า</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">อาคารที่ทำการศาลท้องถิ่นจางฮั่ว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว ตำรวจจึงจะสอบปากคำนายอดุลย์และดำเนินคดีข้อหาเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี จากการตรวจสอบ ขณะเกิดเหตุ นายอดุลย์อยู่ในอาการเมาแต่ยังฝืนขับขี่รถจักรยานไฟฟ้า โดยไม่สังเกตรถที่อยู่ด้านหน้า ส่วนผู้ตายคือนายมนตรีเตรียมเลี้ยวซ้ายแต่ไม่เปิดไฟเลี้ยว จึงทำให้เกิดการชนกันขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ นายอดุลย์รับสารภาพว่าตนเมาแล้วขับและแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้เจรจายอมความและจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทจำนวน 200,000 เหรียญ ซึ่งนายจ้างช่วยสำรองจ่ายไปก่อน แล้วค่อยทำงานชดใช้หนี้โดยหักจากค่าจ้างในแต่ละเดือน นอกจากนี้นายจ้างและบริษัทจัดหางานช่วยเหลือยื่นคำร้องต่อมูลนิธิช่วยเหลือด้านกฎหมาย จัดหาทนายช่วยแก้ต่างโดยไม่ต้องหาค่าใช้จ่าย เพื่อผ่อนโทษจากหนักให้เป็นเบา ในคำให้การนายอดุลย์กล่าวว่า ตนมาทำงานที่ไต้หวัน 4 ปี รายได้แต่ละเดือนรวมค่าโอทีประมาณ 32,000 เหรียญ หลังหักค่าล่ามและค่าใช้จ่ายส่วนตัวเดือนละ 5,000 เหรียญ ที่เหลือส่งกลับไปจุนเจือครอบครัว ซึ่งมีแม่อายุ 80 ปี ภรรยาและบุตรอีกสองคนที่อยู่ในวัยเรียน ครอบครัวมีฐานะยากจนและยังต้องผ่อนหนี้สินจากค่าหัวคิวสำหรับเดินทางมาทำงานในไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตั้งด่านตรวจเมาแล้วขับทั่วไต้หวันและต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงกลางคืน (ภาพจาก LTN)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ศาลท้องถิ่นเมืองจางฮั่วพิจารณาคดีนี้ เมื่อวันที่ 17-19 มีนาคมที่ผ่านมา โดยใช้ระบบคณะลูกขุนหรือผู้พิพากษาประชาชนจำนวน 6 คนร่วมพิจารณาคดีกับ 3 ผู้พิพากษาจากศาล คณะผู้พิพากษาเห็นว่า นายอดุลย์ไม่เคยมีประวัติเสียมาก่อน ยอมรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี แสดงความจริงใจในการแก้ปัญหา เจรจายอมความจ่ายค่าชดใช้แก่ทายาทผู้ตาย และยังสำนึกผิดด้วยการเลิกดื่มสุราอย่างเด็ดขาด แม้จะเป็นคดีเมาแล้วขับชนคนตาย แต่คณะผู้พิพากษาตัดสินลงโทษในสถานเบา จำคุก 1 ปี 10 เดือน แต่ให้รอการลงโทษหรือรอลงอาญา 5 ปี ระหว่างนี้ห้ามทำผิดซ้ำ และเนื่องจากนายอดุลย์ เป็นเสาหลักของครอบครัว และยังมีหนี้สินที่ต้องชดใช้ หากเนรเทศกลับประเทศ อาจทำให้ไม่สามารถทำงานหาเงินมาใช้หนี้ได้ จึงตัดสินให้อยู่ทำงานหาเงินใช้หนี้ต่อไป โดยระหว่างรอลงอาญา สั่งการให้นายจ้างติดตามสอดส่องพฤติกรรมของนายอดุลย์อย่างใกล้ชิด หากฝ่าฝืนคำตัดสิน จะต้องกลับเข้าคุกรับโทษต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขอเตือนแรงงานไทยว่า พฤติกรรมเมาแล้วขับมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอันตรายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น นอกจากจะมีโทษหนัก ทำให้หมดโอกาสทำงานในไต้หวันแล้ว ยังคุกคามความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินทั้งของตัวเองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของสังคมด้วย ที่ผ่านมามีแรงงานไทยบาดเจ็บ พิการและเสียชีวิตจากพฤติกรรมเมาแล้วขับทั้งจากตนเองและผู้อื่น และถูกปรับหนักเนรเทศออกนอกประเทศห้ามเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันแล้วมากมาย</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72104</guid>
      <pubDate>Fri, 28 Mar 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/03/28/20250328_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36026880" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. แก้ปัญหาที่ต้นทาง?&nbsp;กระทรวงแรงงานเตรียมหารือให้ บจง. ต่างประเทศรับผิดชอบค่าส่งกลับประเทศ หากแรงงานที่จัดส่งหลบหนีใน 90 วันแรก </strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/03/28/824e340bd6e4c3d30318fc5554d7bb43.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>13</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72141</link>
      <description><![CDATA[<p>1. ไต้หวันเตรียมอนุมัติให้สถานพยาบาลว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล เงินเดือนประจำเริ่มต้นที่ 34,000 เหรียญ </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิกฤตพยาบาลขาดแคลนเป็นปัญหาเรื้อรังมานานหลายปีแล้ว โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด-19 มาถึงปัจจุบันภาวะขาดแคลนดังกล่าวหนักกว่าเดิม เนื่องจากพยาบาลต้องทำงานหนัก ส่งผลให้ลาออกเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สภาบริหารเห็นด้วยกับข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ อนุญาตให้สถานพยาบาลว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติและนักศึกษาต่างชาติที่จบการศึกษาในไต้หวันระดับอนุปริญญาขึ้นไป เข้าทำงานเป็นแรงงานกึ่งฝีมือตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล ทำหน้าที่ช่วยดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น เช่น การดูแลทำความสะอาด อาบน้ำ ป้อนอาหาร ฯลฯ เงินเดือนประจำเริ่มต้นที่ 34,000 เหรียญ เตรียมประกาศรายละเอียดในเร็ว ๆ นี้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ไต้หวันประสบวิกฤตพยาบาลขาดแคลนมานานหลายปีแล้ว สถานการณ์นับวันจะรุนแรงขึ้น (ภาพจาก&nbsp;chinatimes.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ก่อนหน้านี้ กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการเคยเสนอต่อกระทรวงแรงงานตำแหน่งแรงงานกึ่งฝีมือที่ทำหน้าที่ช่วยดูแลผู้ป่วยเบื้องต้นมาแล้ว แต่เงินเดือนประจำเริ่มต้นที่ 29,000 เหรียญ ตามเงินเดือนของแรงงานกึ่งฝีมือตำแหน่งผู้อนุบาลในองค์กร ถูกวิจารณ์ว่าต่ำเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อการปรับค่าจ้างของพยาบาลวิชาชีพได้ กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการจึงเสนอเงินเดือนประจำสูงขึ้นเป็น 34,000 เหรียญ ผู้อนุบาลต่างชาติที่มีคุณสมบัติ ได้แก่ทำงานในไต้หวันติดต่อกันครบ 6 ปี มีทักษะการดูแลผู้ป่วยและมีพื้นฐานการสื่อสารด้านภาษา รวมถึงนักศึกษาต่างชาติที่จบการศึกษาในไต้หวันระดับอนุปริญญาขึ้นไป อนุญาตให้สถานพยาบาลว่าจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาลได้ โดยจ่ายเงินเดือนประจำเริ่มต้นที่ 34,000 เหรียญ คาดจะช่วยบรรเทาภาวะพยาบาลขาดแคลนลงได้บ้าง ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน เตรียมประกาศรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เช่น คุณสมบัติของนายจ้างและผู้ช่วยพยาบาลรวมถึงหน้าที่อย่างชัดเจนในเร็ว ๆ นี้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นักศึกษาต่างชาติที่จบด้านพยาบาล สามารถเข้าทำงานในสถานพยาบาลได้ แต่ยังมีจำนวนน้อนมาก ในภาพเป็นนักศึกษาต่างชาติจบใหม่ฝึกงานก่อนเข้าทำงานผู้ช่วยพยาบาลที่ รพ. ฉือจี้ ฮัวเหลียน (ภาพจาก tcnews.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านสมาคมนายจ้างคนพิการกล่าววิจารณ์ว่า การที่อนุญาตให้ผู้อนุบาลยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล น่าจะมาจากกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการประสบความล้มเหลวในการรับสมัครผู้ช่วยพยาบาลจากนักศึกษาต่างชาติที่จบการศึกษาในไต้หวันระดับอนุปริญญา จึงปรับค่าจ้างสูงขึ้นและหันมาอนุญาตให้ผู้อนุบาลต่างชาติสามารถทำงานในตำแหน่งนี้ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแรงจูงใจในการทำงานของทั้งผู้อนุบาลทั่วไปและที่เป็นแรงงานกึ่งฝีมืออยู่แล้ว จนถึงขั้นไม่ตั้งใจทำงานหรืออาจลางานไปรับการอบรมเสริมทักษะหรือเรียนภาษา เพื่อทำงานเป็นตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาลที่มีค่าจ้างสูงกว่า นอกจากนี้ อาจเกิดการแย่งชิงผู้อนุบาลระหว่างสถานพยาบาลกับนายจ้างและศูนย์ฟื้นฟูดูแลผู้ป่วยก็ได้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ผู้อนุบาลต่างชาติที่ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี สามารถทำงานเป็นแรงงานกึ่งฝีมือตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนหรือในองค์กร และยังมีสิทธิ์ทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลได้&nbsp;(ภาพจาก&nbsp;chinatimes.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนสหภาพพยาบาลไต้หวันคัดค้านนโยบายดังกล่าวโดยวิจารณ์ว่า แทนที่จะแก้ปัญหาสวัสดิการ สภาพแวดล้อมในการทำงาน กำหนดสัดส่วนพยาบาลต่อผู้ป่วยที่แน่นอน ตลอดจนปรับปรุงค่าจ้างให้เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้พยาบาลท้อแท้และลาออกจำนวนมาก แต่กลับแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ด้วยการให้แรงงานต่างชาติยกระดับมาเป็นผู้ช่วยพยาบาล ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาพยาบาลขาดแคลนได้ แต่กลับจะสร้างปัญหาใหม่ เสมือนเอาท์ซอร์สงานพยาบาลให้บุคคลนอกโรงพยาบาลไปทำ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สังคมไต้หวันขาดผู้อนุบาลต่างชาติไม่ได้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากเตรียมประกาศอนุญาตให้สถานพยาบาลว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาลแล้ว ยังจะสนองความต้องการของผู้ประกอบการอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ด้วยการอนุญาตว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติทำงานเป็นแรงงานกึ่งฝีมือตำแหน่งต่าง ๆ เช่น พนักงานคลังสินค้า เงินเดือนประจำเริ่มต้นที่ 39,000 เหรียญ พนักงานขับรถบรรทุก 43,000 เหรียญ พนักงานติดตามรถ 43,000 เหรียญ พนักงานขับรถโดยสารประจำทางภายในเมือง 50,000 เหรียญ พนักงานดูแลความปลอดภัยรถโดยสารประจำทางภายในเมือง 50,000 เหรียญ ฯลฯ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สังคมไต้หวันขาดผู้อนุบาลต่างชาติไม่ได้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไต้หวันประสบภาวะโครงสร้างประชากรที่แปรเปลี่ยนไป เด็กเกิดใหม่ลดลง คนสูงอายุเพิ่มขึ้น ประชากรวัยทำงานอายุ 16-64 ปี ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่มีอุปสรรคในการแก้กฎหมายการจ้างงานขยายระยะเวลาการทำงานของแรงงานต่างชาติจากปัจจุบันที่จำกัด 12 ปีสำหรับแรงงานภาคการผลิตและ 14 ปีสำหรับแรงงานในภาคสวัสดิการสังคม กระทรวงแรงงานจึงผลักดันโครงการยกระดับแรงงานต่างชาติที่ทำงานดี มีทักษะและอยู่ทำงานในไต้หวันติดต่อกันครบ 6 ปีขึ้นไป หรือทำงานไม่ต่อเนื่องแต่มีอายุงานสะสมครบ 11 ปี 6 เดือนขึ้นไป หากนายจ้างจ่ายเงินเดือนประจำ (รวมเบี้ยขยัน เบี้ยเลี้ยง ค่าเข้ากะ เงินรางวัลที่ได้รับเป็นประจำ ยกเว้นค่าโอที) ไม่ต่ำกว่า 33,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน หรือรายได้รวมตลอดทั้งปี (รวมโอทีและเงินโบนัส) ไม่ต่ำกว่า 500,000 เหรียญไต้หวัน ด้านผู้อนุบาล หากทำงานในองค์กร ต้องมีเงินเดือนประจำไม่ต่ำกว่า 29,000 เหรียญต่อเดือน แต่หากเป็นผู้อนุบาลในครัวเรือน ไม่ต่ำกว่า 24,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน หรือแรงงานภาคการผลิต หากได้รับเงินเดือนประจำเกิน 35,000 เหรียญขึ้นไป ผู้อนุบาลในครัวเรือนได้รับค่าจ้างประจำไม่ต่ำกว่า 26,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ผู้อนุบาลในองค์กรได้รับค่าจ้าง 31,000 เหรียญต่อเดือน ไม่ต้องแสดงหลักฐานด้านทักษะฝีมือใด ๆ สามารถยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้ สำหรับนักศึกษาระดับอนุปริญญาขึ้นไป จ้างใหม่เงินเดือนประจำไม่ต่ำกว่า 30,000 เหรียญไต้หวัน กรณีต่อสัญญาใหม่ต้องไม่ต่ำกว่า 33,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p>2. สุดสยอง! ทลายคลินิกเถื่อน สาวฟิลิปปินส์บริการลูกค้าชาติเดียวกัน ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นเข้าใบหน้า เพื่อให้ดูอ่อนกว่าวัย เวชภัณฑ์ทั้งหมดสั่งซื้อทางออนไลน์ ศาลสั่งจำคุก 6 เดือน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเป ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีตั้งแต่ปี 2567 ว่า มีหญิงชาวต่างชาติเข้าออกบ้านพักแห่งหนึ่งในชุมชนเขตซินจวงมากผิดสังเกต หลังการสืบสอนตำรวจถึงกับตะลึง เพราะพบว่าเจ้าของบ้านชื่อนางคัง เป็นหญิงชาวฟิลิปปินส์เชื้อสายจีน ที่ย้ายมาตั้งรกรากในนครนิวไทเป เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสทำเงินจากตลาดศัลยกรรมเถื่อน จึงเปิดคลินิกเสริมความงามโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมมาตั้งแต่ปี 2566 ให้บริการเสริมความงามต่าง ๆ เช่น ร้อยไหมเสริมจมูกโด่ง ฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอย และฉีดสารสลายไขมันเพื่อลดน้ำหนัก ฯลฯ ทั้งที่ไม่เคยเรียนทางด้านวิชาแพทย์มาก่อน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแรงงานหญิงชาวฟิลิปปินส์ เนื่องจากราคาถูกและการสื่อสารรู้เรื่อง ทำให้นางคังเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่แรงงานฟิลิปปินส์และมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น นางคังจึงขยายธุรกิจของเธอเปิดคลินิกเถื่อนถึง 2 แห่ง โดยเริ่มให้บริการฟื้นฟูผิวและความงามให้ดูอ่อนกว่าวัย ด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น หรือเทคนิค PRP (PLATELET RICH PLASMA)) ที่มีความเสี่ยงสูง เพราะต้องนำเลือดของลูกค้าออกมาปั่นแยกคัดเฉพาะพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น แล้วฉีดเข้าไปที่ใบหน้าของลูกค้า เพื่อทำการรักษาเนื้อเยื่อ ซ่อมแซมผิวที่เสื่อมสภาพให้ดูอ่อนวัย ตามร้านเสริมสวยที่ถูกกฎหมายให้บริการนวัตกรรมเสริมความงามนี้ แต่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่กองอนามัย นครนิวไทเป ทลายคลินิกเถื่อนของสาวฟิลิปปินส์&nbsp;ให้บริการลูกค้าชาติเดียวกันฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นเข้าใบหน้า เพื่อให้ดูอ่อนกว่าวัย (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ตำรวจหญิงจึงปลอมตัวเป็นลูกค้าและเข้าไปเก็บหลักฐานในคลินิกเถื่อนซึ่งตั้งอยู่ในบ้านพักดังกล่าวและเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 ตำรวจได้ขอหมายจับและหมายค้นจากศาล จู่โจมค้นบ้านพักสองแห่งที่นางคังใช้เป็นคลินิกเถื่อน พร้อมกับเจ้าหน้าที่กองอนามัย นครนิวไทเป เมื่อตำรวจเข้าไปในบ้านพักถึงกับตะลึง เพราะเวชภัณฑ์และอุปกรณ์เครื่องมือผิดกฎหมายครบครัน เช่น ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก โบท็อกซ์ กลูต้าไธโอน เครื่องปั่นแยกเลือด เข็มฉีดยา และอื่นๆ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบเข็มฉีดยาเปื้อนเลือดถูกทิ้งอย่างไม่ถูกสุขลักษณะในขวดพลาสติก ทีมตรวจค้นถึงกับขนลุกและพูดว่า น่ากลัวมาก!</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่กองอนามัย นครนิวไทเป ทลายคลินิกเถื่อนของสาวฟิลิปปินส์&nbsp;ให้บริการลูกค้าชาติเดียวกันฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นเข้าใบหน้า เพื่อให้ดูอ่อนกว่าวัย (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากการตรวจสอบพบว่า ของกลางที่ยึดได้จากคลินิกเถื่อนของนางคัง ทั้งเข็มฉีดยา เครื่องมือแพทย์ น้ำเกลือ ยาฆ่าเชื้อ ยาปฏิชีวนะ ฯลฯ เป็นอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยสั่งซื้อจากผู้ขายในแพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์ ราคาถูกมาก ทำให้นางคังคิดค่าบริการไม่แพง อย่างเช่น การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น PRP ที่ปกติราคาเป็นหมื่น นางคังจะเรียกเก็บเพียง 1,500 เหรียญไต้หวันเท่านั้น และโฆษณาทางสื่อโซเชียล โดยวิธีไลฟ์สดตอนทำหัตถการ แถมยังให้สามีเป็นนายแบบทดลองศัลยกรรมเพื่อโชว์ผลลัพธ์ก่อนและหลังดึงดูดลูกค้า ด้วยราคาถูกกว่าปกติถึง 10 เท่า ทำให้หญิงสาวชาติเดียวกันที่อยากสวยแต่มีงบจำกัดหลั่งไหลไปใช้ใช้บริการจำนวนมาก ตำรวจคาด นางคังมีรายได้มากกว่า 70,000 เหรียญต่อเดือน&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เวชภัณฑ์และอุปกรณ์เครื่องมือผิดกฎหมายครบครัน เช่น ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก โบท็อกซ์ กลูต้าไธโอน เครื่องปั่นแยกเลือด เข็มฉีดยา และอื่นๆ&nbsp;ทั้งหมดสั่งซื้อจากเว็บไซต์&nbsp;(ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นครนิวไทเป เตือนประชาชนและแรงงานต่างชาติว่า ก่อนทำศัลยกรรมควรตรวจสอบให้ดี เลือกสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตและดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมศัลยกรรมเท่านั้น อย่าหลงเชื่อโฆษณาศัลยกรรมราคาถูกในโซเชียล เพื่อป้องกันเกิดข้อพิพาท เพราะหากเกิดอาการอักเสบหรือเจ็บป่วย นอกจากไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ได้แล้ว ที่สำคัญยังคุกคามสุขภาพ อาจทำให้แผลเกิดการอักเสบ เป็นหนองได้ง่ายและไม่สวยงามอย่างคิด จนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">พบเข็มฉีดยาเปื้อนเลือดถูกทิ้งอย่างไม่ถูกสุขลักษณะในขวดพลาสติก ทีมตรวจค้นถึงกับขนลุกและพูดว่า น่ากลัวมาก!&nbsp;(ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับนางคัง นอกจากลงโทษปรับเงินก้อนโตแล้ว ศาลท้องถิ่นนิวไทเป ตัดสินจำคุก 6 เดือน โดยให้รอลงอาญา 3 ปี ข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายวิชาชีพเวชกรรม</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ให้สามีเป็นนายแบบโชว์ก่อนและหลังฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นเข้าใบหน้า หรือเทคนิค PRP&nbsp;&nbsp;(ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>3. อุทาหรณ์คนงานผิดกฎหมาย! อัยการสั่งฟ้องจำคุก 1 ปี นายจ้างใจดำขนแรงงานไทยป่วยหนักไปทิ้งข้างถนนเป็นเหตุส่งรักษาช้าจนเสียชีวิต </p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ฟาร์มปศุสัตว์แห่งในเมืองซินจู๋ นายเว่ย ชายชาวไต้หวันอายุ 47 ปี เจ้าของฟาร์มว่าจ้างนายพัฒนา (นามสมมุติ) แรงงานไทยอายุ 48 ปี ที่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายเข้าทำงาน แต่แรงงานไทยรายนี้ อาการป่วยจากโรคตับแข็งกำเริบ เป็นลมหมดสติในที่ทำงาน เนื่องจากกลัวจะถูกจับฐานว่าจ้างแรงงานผิดกฎหมาย แทนที่จะเรียกรถพยาบาลส่งไปรักษาฉุกเฉิน กลับรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าของคนป่วย ป้องกันคนรู้ว่าทำงานอยู่ที่ฟาร์มของตน จากนั้นเรียกรถแท็กซี่ที่รู้จักและสั่งนายวิษณุ (นามสมมุติ) แรงงานไทยผิดกฎหมายอีกรายช่วยกันขนนายพัฒนาขึ้นรถ ขับไปทิ้งข้างถนนในที่เปลี่ยว ไม่ค่อยมีคนสัญจรไปมา จากนั้นให้โชเฟอร์ขับรถแท็กซี่แสร้งทำตัวเป็นพลเมืองดี โทรศัพท์แจ้งความว่า เห็นคนนอนหมดสติข้างถนน ตำรวจรีบไปถึงที่เกิดเหตุและนำแรงงานไทยรายนี้ไปรักษาที่โรงพยาบาลฉางเกิง สาขาหลินโข่ว แต่เนื่องจากป่วยหนักและไม่ได้ส่งรักษาทันท่วงที นายพัฒนาเสียชีวิตใน 2 วันต่อมา ตำรวจตรวจพบผู้ตายเป็นลูกจ้างของนายเว่ย และเขาเองสั่งให้ขนคนป่วยไปทิ้ง เพื่อปัดความรับผิดชอบ เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา อัยการเถาหยวนสั่งฟ้องนายเว่ย พร้อมพวกรวม 4 คน ได้แก่ภรรยาของนายเว่ยที่ทราบเรื่องและช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า นายหวง โชเฟอร์แท็กซี่และนายวิษณุ แรงงานไทยผิดกฎหมาย ขอให้ศาลสั่งจำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาทิ้งคนป่วยอาการหนักโดยไม่ให้ความช่วยเหลือ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นายเว่ย (วงกลมสีแดง)&nbsp;เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ใจดำขนแรงงานไทยที่ป่วยหนักไปทิ้งข้างถนนเป็นเหตุส่งรักษาช้าจนเสียชีวิต (ภาพจาก CTS)</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2567 นายพัฒนา แรงงานไทยผิดกฎหมายเกิดอาการเป็นลมหมดสติในที่ทำงาน นายเว่ยเจ้าของฟาร์มกลัวจะถูกจับว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต แทนที่จะแจ้งสายด่วน 119 เรียกรถพยาบาลส่งรักษา กลับร่วมกับภรรยา ช่วยกันเปลี่ยนเสื้อผ้าของคนป่วย เพื่อไม่ให้คนรู้ว่าเคยทำงานอยู่ในฟาร์มของตน จากนั้นจ้างนายหวง อายุ 69 ปี โชเฟอร์ขับแท็กซี่ที่รู้จักและให้นายวิษณุ ช่วยกันขนคนป่วยขึ้นรถ ขับไปทิ้งข้างถนนในที่เปลี่ยว จากนั้น 40 นาทีให้หลัง ให้นายหวงโทรแจ้งความตำรวจ ตำรวจพร้อมรถพยาบาลรีบไปถึงที่เกิดเหตุและนำแรงงานไทยรายนี้ไปรักษาที่โรงพยาบาลฉางเกิง สาขาหลินโข่ว แต่เนื่องจากป่วยหนักและไม่ได้ส่งรักษาทันท่วงที นายพัฒนาเสียชีวิตใน 2 วันต่อมา ตำรวจสงสัยว่า คนป่วยไปนอนข้างถนนในที่ไม่มีคนผ่านไปมาได้อย่างไร จึงรายงานให้อัยการและนิติเวชตรวจชันสูตรศพ ขณะเดียวกันทำการตรวจสอบ พบผู้ตายเป็นแรงงานไทยผิดกฎหมายทำงานในฟาร์มของนายเว่ยนั่นเอง จุดที่ทิ้งอยู่ไม่ไกลจากฟาร์มของนายเว่ย และหลังเกิดเหตุ นายวิษณุ&nbsp; แรงงานไทยผิดกฎหมายอีกรายและเป็นเพื่อนร่วมงานของผู้ตายหายตัวไป อัยการสั่งตำรวจยื่นขอต่อศาล ใช้ระบบติดตามผู้ต้องที่มีระบบเทคโนโลยีเข้าช่วย จนสามารถติดตามและจับตัววิษณุ มาสอบสวน&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จุดที่ขนแรงงานไทยป่วยหนักไปทิ้งข้างทาง อยู่ห่างไกลจากชุมชนและไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา (ภาพจากสำนักงานอัยการเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายวิษณุให้การยืนยันว่า นายเว่ยและภรรยาเปลี่ยนเสื้อผ้าของผู้ตาย ก่อนเรียกให้ตนช่วยขนขึ้นรถแท็กซี่นำไปทิ้งนที่เปลี่ยว จากนั้น 40 นาทีต่อมา ให้โชเฟอร์แสร้งทำเป็นพลเมืองดี โทรแจ้งตำรวจว่า พบชายล้มหมดสติอยู่ข้างถนน ในขณะที่นายเว่ยและภรรยาอยู่ที่ฟาร์ม เผาทำลายเสื้อผ้า โทรศัพท์ และหลักฐานอื่น ๆ ของผู้ตาย เพื่อปกปิดความจริง&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จุดที่ขนแรงงานไทยป่วยหนักไปทิ้งข้างทาง อยู่ห่างไกลจากชุมชนและไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา (ภาพจากสำนักงานอัยการเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านอัยการและนิติเวช ทำการชันสูตรศพ พบที่ท้ายทอยของผู้ตายมีบาดแผล ทำให้ศีรษะมีเลือดคลั่ง สมองบวมและมีเลือดออกที่ก้านสมอง นำไปสู่ปอดอักเสบแทรกซ้อน สันนิษฐานว่า บาดแผลน่าจะเกิดจากขณะที่เป็นลมล้มหัวกระแทกพื้น ไม่แน่ใจการนำผู้ป่วยไปทิ้งข้างถนนจะเกี่ยวข้องกับสาเหตุการเสียชีวิตโดยตรงหรือไม่ ไม่เข้าข่ายความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตโดยเจตนา อัยการจึงสั่งฟ้องข้อหาทิ้งบุคคลที่ต้องได้รับการดูแล ขอให้ศาลสั่งจำคุกผู้ต้องหาทั้ง 4 คนละ 1 ปี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เตือนต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เพราะจะไม่มีหลักประกันใด ๆ รายได้ไม่มั่นคง เจ็บป่วยไม่มีประกันสุขภาพ ยังต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำให้เสียสุขภาพจิต</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานอัยการเถาหยวนกล่าวเตือนนายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานต่างชาติ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และทำหน้าที่ของนายจ้างให้การดูแลคุ้มครองสิทธิประโยชน์และสุขภาพของแรงงานที่ตนว่าจ้าง กรณีที่ลูกจ้างประสบอุบัติเหตุหรือมีอาการเจ็บป่วย ต้องให้ความช่วยเหลือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งรักษาทันที มิใช่เพิกเฉยหรือกระทำในสิ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สำนักงานอัยการจะดำเนินคดีกับใครก็ตามที่กระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72141</guid>
      <pubDate>Fri, 21 Mar 2025 00:02:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/program/2025/03/21/03c9516d34c9b314b9e947226e61076b.mp3" type="audio/mpeg" length="36024960" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. ไต้หวันเตรียมอนุมัติให้สถานพยาบาลว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล เงินเดือนประจำเริ่มต้นที่ 34,000 เหรียญ </strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/03/21/16831c6488f8da17f5e885773866b505.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>12</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72177</link>
      <description><![CDATA[<p>1. ผลสำรวจชี้ 57% สนับสนุนการคืนวันหยุดนักขัตฤกษ์ 7 วันให้แก่ผู้ใช้แรงงาน พรรคฝ่านค้านผลักดันร่างกฎหมายลดชั่วโมงทำงานเป็นวาระเร่งด่วน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สภานิติบัญญัติ ซึ่งเป็นรัฐสภาของไต้หวันเปิดประชุมสมัยใหม่เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา มูลนิธิวิจัยนโยบายแห่งชาติ (National Policy Foundation) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยนโยบายหรือคลังสมองของพรรคก๊กมินตั๋ง ประกาศผลสำรวจความคิดเห็นพบว่า 56.7% ของชาวไต้หวันที่รับการสำรวจสนับสนุนให้คืนวันหยุดนักขัตฤกษ์ 7 วันที่ถูกยกเลิกไป ยังมีประชาชนมากกว่า 60% สนับสนุนให้วันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. เป็นวันหยุดสำหรับทั่วประเทศ และเสนอให้กำหนดวันครู วันกอบกู้เอกราชไต้หวันและวันรัฐธรรมนูญเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ปี 2567 ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันมีชั่วโมงทำงานเฉลี่ย 2,019.6 ชั่วโมงต่อปี สูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชียรองจากสิงคโปร์ สูงกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ (ภาพจาก&nbsp;news.pts.org.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมาชิกสภานิติบัญญัติสังกัดพรรคก๊กมินตั่ง กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิการลาของผู้ใช้แรงงาน และได้บรรจุญัตติการคืนวันหยุดนักขัตฤกษ์เป็นร่างกฎหมายเร่งด่วน เพื่อให้สภาฯ เร่งพิจารณาโดยเร็ว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการสำรวจดังกล่าวพบว่า ประเด็นคำถามเห็นด้วยหรือไม่กับการคืนวันหยุด 7 วันที่ถูกยกเลิกไป ผู้ตอบแบบสอบถาม 56.7% สนับสนุนอย่างมาก หรือค่อนข้างสนับสนุน ขณะที่ 19.3% ตอบว่าไม่ค่อยสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนเลย 24% ไม่แสดงความคิดเห็น ในจำนวนนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามในพื้นที่ไทเปและจีหลง มีอัตราการสนับสนุนสูงสุดที่ 60.8% ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามในเถาหยวน ซินจู๋ และเหมียวลี่มีอัตราการสนับสนุนที่ 60.5% หากแบ่งตามช่วงอายุ กลุ่มที่สนับสนุนสูงสุดคือ กลุ่มอายุ 30-39 ปี มีอัตราการสนับสนุน 69.7% และกลุ่มอายุ 40-49 ปี มีอัตราการสนับสนุน 72.3%</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานฟิลิปปินส์ในโรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าหรือ PCB Zภาพจาก twreporter.org)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ นายจูลี่หลุน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั่งกล่าวว่า ในบรรดาประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD ซึ่งมีทั้งหมด 39 ประเทศและพื้นที่ ไต้หวันมีชั่วโมงทำงานสูงเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ และเมื่อเปรียบเทียบจำนวนวันหยุดนักขัตฤกษ์ของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านจะพบว่า ญี่ปุ่นมีวันหยุดนักขัตฤกษ์ 16 วัน เกาหลีใต้มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ 15 วัน ขณะที่ไต้หวันมีวันหยุดนักขัตฤกษ์เพียง 12 วัน ดังนั้น ในการประชุมสภานิติบัญญัติสมัยใหม่ พรรคก๊กมินตั่งจะให้ความสำคัญกับปัญหาชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน และวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ไม่เพียงพอของผู้ใช้แรงงาน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายหลัว จื้อเฉียง ส.ส. พรรคก๊กมินตั๋งกล่าวว่า ชั่วโมงทำงานของผู้ใช้แรงงานในไต้หวันมากที่สุดเป็นอันดับสอง รองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น และจากผลสำรวจพบว่า มีอัตราการสนับสนุนการคืนวันหยุดมากกว่า 50% ในทุกช่วงอายุ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังเสียงของประชาชน และอย่าปล่อยให้แรงงานต้องทำงานหนักเกินไป ตามสถิติของกระทรวงแรงงานในปี 2567 ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันมีชั่วโมงทำงานเฉลี่ย 2,019.6 ชั่วโมงต่อปี สูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชียรองจากสิงคโปร์ และเป็นอันดับ 5 จาก 39 ประเทศ OECD โดยสูงกว่าทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายเกา ซือป๋อ หัวหน้ากลุ่มกฎหมายและระบบราชการของมูลนิธิวิจัยนโยบายแห่งชาติ มองว่า ปัจจุบันวันหยุดนักขัตฤกษ์ในไต้หวันยังไม่ได้ถูกกำหนดในกฎหมายอย่างชัดเจน แต่ถูกกำหนดผ่านคำสั่งทางการบริหารเท่านั้น การพิจารณาว่าควรกำหนดวันใดเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ควรพิจารณาจากสองปัจจัยหลักได้แก่ ความสำคัญของวันหยุดนั้น ๆ และความเชื่อมโยงกับสังคม ยกตัวอย่างเช่น วันแรงงานแห่งชาติ หากให้เฉพาะผู้ใช้แรงงานหยุดงาน แต่ข้าราชการและครูไม่ได้หยุด อาจทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมา เช่นเดียวกับวันครู หากให้หยุดเฉพาะครู อาจกระทบต่อสิทธิของนักเรียน ส่วนวันรัฐธรรมนูญและวันกอบกู้เอกราชไต้หวันจากการเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น เป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การฟื้นฟูให้เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ จึงมีความจำเป็น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าต้าถาน นครเถาหยวน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายอู๋ตงเลี่ยง ประธานสมาคมอุตสาหกรรมและการค้าของไต้หวันกล่าวว่า ในประเด็นนี้ มุมมองของผู้ประกอบการไม่คัดค้าน แต่อย่าหยุดมากเกินจนเลยเถิด ขณะนี้ ยังไม่สามารถคำนวณได้ว่า การหยุดงานทั่วประเทศ 1 วันจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการมากน้อยเพียงใด แต่เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตอย่างแน่นอน ในจุดยืนของผู้ประกอบการเห็นว่า ควรให้แรงงานได้รับวันพักผ่อนที่เหมาะสม แต่อย่าเลยเถิด ต้องคำนึงถึงศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p>2. เตือนนายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ ต้องสมทบเงิน 2-15% ของค่าจ้างเข้ากองทุนบำนาญให้แก่ลูกจ้าง เมื่ออายุถึงเกณฑ์แรงงานกึ่งฝีมือมีสิทธิ์รับทั้งเงินบำเหน็จและบำนาญแบบเป็นก้อน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันมีเงินเลี้ยงชีพยามเกษียณ 2 รายการ ได้แก่เงินบำเหน็จชราภาพและเงินบำนาญ เงินบำเหน็จชราภาพนั้น มาจากการเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน ซึ่งต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยแรงงานในอัตราส่วน 12.5% ในจำนวนนี้มี 1% เป็นประกันการว่างงานสำหรับแรงงานท้องถิ่น แรงงานต่างชาติไม่มีประกันการว่างงาน ดังนั้น อัตราเบี้ยประกันสำหรับแรงงานต่างชาติคือ 11.5% หรือ 3,288 เหรียญ ในจำนวนนี้ นายจ้างรับผิดชอบ 70% แรงงานรับผิดชอบ 20% รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 10% เมื่ออายุถึงเกณฑ์สามารถขอรับเงินบำเหน็จชราภาพได้ โดยคิดคำนวณจากอายุสมาชิกกองทุนฯ 15 ปีแรกจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพปีละ 1 เดือนของค่าจ้างเฉลี่ยที่แจ้งเอาประกันใน 60 เดือนสุดท้าย ปีที่ 16 ขึ้นไปจ่ายให้ปีละ 2 เดือน รวมสูงสุดไม่เกิน 45 เดือน สวัสดิการนี้ แรงงานต่างชาติที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ มีสิทธิ์ขอรับได้เช่นเดียวกับแรงงานท้องถิ่น ยกเว้นงานผู้อนุบาลในครัวเรือนและผู้ช่วยงานบ้านซึ่งไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">การจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพและเงินบำนาญของไต้หวัน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากเงินบำเหน็จชราภาพแล้ว ยังมีสวัสดิการอีก 1 รายการ ได้แก่เงินบำนาญ แรงงานต่างชาติที่ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ รวมถึงชาวต่างชาติที่ทำงานในตำแหน่งล่ามของบริษัทจัดหางาน ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ทำงานและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีสิทธิ์รับเงินบำนาญดังกล่าวเช่นเดียวกับแรงงานท้องถิ่น ซึ่งมี 2 ระบบ คือระบบเก่าสำหรับผู้เข้าเป็นสมาชิกก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 รวมถึงแรงงานกึ่งฝีมือและชาวต่างชาติที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบ 2-15% ของค่าจ้างเข้าบัญชีส่วนตัวของลูกจ้างในกองทุนบำนาญระบบเก่า เมื่ออายุถึงเกณฑ์ ลูกจ้างมีสิทธิ์ขอรับเงินบำนาญ ซึ่งรับเป็นก้อนครั้งเดียว ตามอายุสมาชิกกองทุนฯ ส่วนที่ไม่เกิน 15 ปี จะได้รับปีละ 2 เดือน ปีที่ 16 เป็นต้นไป จะได้รับปีละ 1 เดือน รวมสูงสุดไม่เกิน 45 เดือนเช่นกัน ส่วนผู้ที่เข้าร่วมกองทุนฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นมา เป็นระบบบำนาญแบบใหม่ ซึ่งใช้เฉพาะแรงงานท้องถิ่นเท่านั้น ในระบบใหม่นี้ นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้าบัญชีส่วนตัวของลูกจ้างในกองทุนบำนาญทุกเดือน เดือนละ 6% ของรายรับรวม ตัวลูกจ้างเอง จะหักเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญแบบใหม่หรือไม่ก็ได้ในอัตราส่วนไม่เกิน 6% รัฐบาลจะคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินนำเงินกองทุนนี้ไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาดพันธบัตรรัฐบาล และจะปันผลกำไรแก่แรงงานทุกปี ตามแต่จำนวนเงินบำนาญสะสมในบัญชีของตนและรับประกันอัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยฝากประจำ 2 ปีของธนาคารรัฐ แต่เงินบำนาญระบบใหม่นี้ใช้สำหรับแรงงานท้องถิ่นเท่านั้น สำหรับแรงงานกึ่งฝีมือและชาวต่างชาติในตำแหน่งล่าม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จะใช้ระบบเก่าที่นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้าบัญชีส่วนตัวของลูกจ้างในกองทุนบำนาญเดือนละ 2-15% ของค่าจ้าง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">นายวีรพันธ์ เสนาะพิน แรงงานกึ่งฝีมือชาวไทยจากนครปฐม ทำงานอยู่ที่เมืองหยุนหลิน (ภาพจากศูนย์จัดหางานหูเหว่ย &nbsp;เมืองหยุนหลิน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแรงงานกึ่งฝีมือ เป็นตำแหน่งงานใหม่ มีนายจ้างบางรายอาจไม่รู้คิดว่าเหมือนกับแรงงานต่างชาติทั่วไปที่นายจ้างรับผิดชอบ 70% ของเบี้ยกองทุนประกันภัยแรงงานเท่านั้น ทำให้ไม่ได้จ่ายเงินสมทบเข้าบัญชีส่วนตัวในกองทุนบำนาญสำหรับแรงงานกึ่งฝีมือ นายเฉินรุ่ยเจีย ผอ. กองแรงงานนครนิวไทเปกล่าวเตือนว่า นายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ ต้องเปิดบัญชีในกองทุนบำนาญแบบเก่าในนามของลูกจ้าง และจ่ายเงินสมทบในอัตราเดือนละ 2-15% ของค่าจ้าง หากฝ่าฝืนนอกจากต้องจ่ายเงินสมทบให้ครบตามจำนวนภายในเวลากำหนดแล้ว ยังมีโทษปรับสูงสุด 450,000 เหรียญ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในโรงงานผลิตล้อแมกซ์แห่งหนึ่งทางภาคเหนือ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับเกณฑ์การขอรับเงินบำนาญตามกฎหมายมาตรฐานแรงงาน มี 3 เงื่อนไข ได้แก่ :</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. ทำงานกับโรงงานหรือนายจ้างรายเดียวกันมาแล้ว 15 ปี และมีอายุครบ 55 ปี</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ทำงานกับโรงงานหรือนายจ้างรายเดียวกันมาแล้ว 10 ปี และมีอายุครบ 60 ปี&nbsp;&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ทำงานกับโรงงานหรือนายจ้างรายเดียวกันมาแล้วครบ 25 ปี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>3. ตำรวจเถาหยวนบุกทลายไนต์คลับข้ามเมือง รวบ 138 แรงงานเวียดนามมั่วสุมเสพยา ใช้รถบัสขนาดใหญ่ 3 คันขนไปตรวจปัสสาวะที่โรงพัก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมเถาหยวนบุกจู่โจมผับใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหนานโถว จับกุมผู้ต้องหาจัดปาร์ตี้ยา 138 ราย ประกอบด้วยคนขายและคนคุมผับ 39 ราย ยึดของกลางเป็นยาเสพติดรูปแบบใหม่ในซองกาแฟสำเร็จรูปและเคตามีน 153 ซอง บุหรี่เคลือบเคตามีน 14 มวน เงินสดจากการขายยาเสพติด 290,000 เหรียญ และจับกุมนำตัวผู้ค้ายา คนคุมผับและผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดรวม 39 คน ต้องใช้รถบัสตำรวจขนาดใหญ่ถึง 3 คัน จึงขนผู้ต้องหากลับไปบันทึกปากคำและตรวจปัสสาวะที่โรงพักได้หมด</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจเถาหยวนบุกทลายไนต์คลับข้ามเมืองที่หนานโถว รวบ 138 แรงงานเวียดนามมั่วสุมเสพยาเสพติด (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกกองตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมเถาหยวนแถลงว่า สถานบันเทิงดังกล่าว เคยถูกตรวจพบเป็นแหล่งจัดปาร์ตี้ยาเสพติดสำหรับแรงงานต่างชาติเมื่อปี 2567 และตั้งสถานบันเทิงบนพื้นที่เกษตร ถูกปรับและสั่งให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างกลับคืนสู่พื้นที่เกษตรมาแล้ว แต่ไม่เข็ด แอบประกอบการด้วยการเชิญชวนแรงงานเวียดนามไปใช้บริการต่อไปโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมเถาหยวน สนธิกำลังตำรวจทั้งจากเถาหยวน หนานโถว เหมียวลี่และจางฮั่วกว่า 50 นายภายใต้การนำของสำนักงานอัยการหนานโถว แยกกำลังออกเป็น 2 สาย เมื่อเที่ยงคืนวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา ปฏิบัติการจู่โจมผับเถื่อนแห่งนี้ด้วยการปิดล้อมด้านหน้าหลัง ยึดยาเสพติด อุปกรณ์เสพยา และเงินที่ได้จากการกระทำผิด พร้อมควบคุมตัวผู้ค้ายา แรงงานผิดกฎหมาย และผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดรวม 138 คน ลำเลียงทั้งหมดกลับไปสอบปากคำและตรวจปัสสาวะที่โรงพักด้วยรถบัสขนาดใหญ่ถึง 3 คัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ของกลางที่ยึดได้&nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกกองตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมเถาหยวนกล่าวเตือนแรงงานต่างชาติว่า อย่าข้องแวะสิ่งผิดกฎหมาย เพราะการปราบปรามแก๊งอาชญากร การฟอกเงิน อาวุธปืน ยาเสพติด และการพนัน เป็นภารกิจสำคัญของตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งตำรวจยึดถือแนวทาง จะไม่อดทนต่อการครอบครอง เสพและค้ายาเสพติด พร้อมเดินหน้ากวาดล้างสถานบริการที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างต่อเนื่องเด็ดขาด เนื่องจากยาเสพติดเป็นภัยร้ายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของทุกคน รวมทั้งแรงงานต่างชาติ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ยาเสพติด เป็นปัญหาใหญ่ของแรงงานต่างชาติ ในภาพตำรวจเถาหยวนจู่โจมจับแรงงานเวียดนามกว่า 340 คนจัดปาร์ตี้ยาในผับหน้าสถานรถไฟเถาหยวน ยึดยาเสพติดกว่า 800 ซอง เมื่อต้นตุลาคม 67&nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p>4. รุกพื้นที่หากินถึงเกาะรอบนอก! ตำรวจเผิงหูกวาดล้างคาราโอเกะเถื่อน เจอ 8 สาวไทยนั่งดริงก์เป็นครั้งแรก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เผิงหู หมู่เกาะทางทิศตะวันตก ห่างจากภาคใต้เกาะไต้หวันประมาณ 45 กม. แม้จะมีพื้นที่ไม่ใหญ่และมีเมืองเอกเล็ก ๆ ที่ชื่อหม่ากง แต่สีสันกลางคืนกลับมีความคึกคักไม่แพ้เมืองใหญ่ แถมยังมีหญิงขายบริการต่างชาติด้วย เมื่อคืนวันที่ 5 มีนาคม 2568 สถานีตำรวจหม่ากงบนเกาะเผิงหู ออกปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมและสิ่งผิดกฎหมายในสถานบันเทิง พบห้องลับในคาราโอเกะแห่งหนึ่ง ภายในมีหญิงสาวต่างชาตินุ่งน้อยห่มน้อยซ่อนตัวอยู่ 10 คน จากการตรวจสอบเอกสารประจำตัวพบเป็นหญิงสาวชาวไทย 8 คน ทั้งหมดเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ได้รับการยกเว้นวีซ่า 14 วัน อีก 2 คนเป็นหญิงสาวชาวเวียดนาม เดินทางมาเยี่ยมญาติแต่อยู่เลยกำหนด ตำรวจนำตัวพวกเธอกลับโรงพักสอบปากคำ ทำให้สถานีตำรวจหม่ากงสว่างไสวตลอดทั้งคืน&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจหม่ากงทลายคาราโอเกะเถื่อน จับสาวไทยได้เป็นครั้งแรก จำนวน 8 คน ทั้งหมดถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวัน (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจหม่ากง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจหม่ากงแถลงว่า คาราโอเกะแห่งนี้เป็นหนึ่งในเครือข่ายธุรกิจของหญิงชาวเวียดนามที่มาแต่งงานได้สัญชาติไต้หวัน แต่ลักลอบนำเข้าหญิงสาวต่างชาติดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะหญิงสาวชาวไทย เนื่องจากเดินทางมาง่ายไม่ต้องขอวีซ่า ตำรวจได้เฝ้าติดตามมาระยะหนึ่งแล้ว ขณะจู่โจม แม้หญิงสาวเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ในห้องลับภายในร้านคาราโอเกะ แต่ยังมีเสียงดังเล็ดลอดออกมา สั่งให้เจ้าของร้านเปิดประตูและพบหญิงต่างชาติเหล่านี้ ตำรวจเปิดเผยว่าหญิงเวียดนามที่เป็นเจ้าของคาราโอเกะดังกล่าว มีเครือข่ายธุรกิจสถานบันเทิง ทั้งผับ คาราโอเกะกระจายบนเกาะเผิงหูหลายแห่ง เข้าออกขับรถหรู ตำรวจกำลังขยายผลเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมผิดกฎหมายอื่น ๆ ต่อไป ส่วนหญิงไทยและเวียดนามทั้ง 10 คน ส่งไปยังสถานกักกันสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบนเกาะเผิงหู เพื่อรอการลงโทษปรับ จากนั้นเนรเทศส่งกลับประเทศ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจหม่ากงทลายคาราโอเกะเถื่อน จับสาวไทยได้เป็นครั้งแรก จำนวน 8 คน ทั้งหมดถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวัน (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจหม่ากง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นี่นับเป็นครั้งแรกที่เผิงหูตรวจพบหญิงสาวชาวไทยต้องสงสัยบริการ ก่อนหน้านี้เคยมีการจับกุมหญิงสาวชาวเวียดนามทำงานอย่างผิดกฎหมายในสถานบันเทิงยามค่ำคืนของเผิงหูมาแล้ว และมีการแบ่งแยกคาราโอเกะบนเกาะเผิงหูออกเป็น ร้านเวียดนาม ร้าน 300 เหรียญ และร้านไต้หวัน ขณะนี้มีร้านไทยเพิ่มเข้ามาอีก ทั้งนี้ เนื่องจากมีฐานทัพตั้งอยู่ในเมืองหม่ากง ทำให้สถานบันเทิงกลางคืนของที่นี่ค่อนข้างมีชื่อเสียง และเคยมีข่าวนาวิกโยธินอเมริกันที่มาเป็นครูฝึกทหารไต้หวัน เมาสุราทะเลาะกับลูกค้าท้องถิ่นในร้านเวียดนามมาแล้วหลายครั้ง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจพบหญิงสาวชาวไทย 8 คน เวียดนาม 2 คน ซ่อนตัวอยู่ในห้องลับภายในร้านคาราโอเกะ&nbsp;(ภาพจากคลิปสถานีตำรวจหม่ากง)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72177</guid>
      <pubDate>Fri, 14 Mar 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/03/14/20250314_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36039360" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. ผลสำรวจชี้ 57% สนับสนุนการคืนวันหยุดนักขัตฤกษ์ 7 วันให้แก่ผู้ใช้แรงงาน พรรคฝ่านค้านผลักดันร่างกฎหมายลดชั่วโมงทำงานเป็นวาระเร่งด่วน</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/03/14/15953525f9f893fcdf09860ca5fa4052.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>11</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72213</link>
      <description><![CDATA[<p>1. ปี 67 ไต้หวันอนุมัติเงินบำเหน็จชราภาพแก่อดีตแรงงานต่างชาติ 1.3 หมื่นราย มากเป็น 2 เท่าของปี 65 เป็นเงินกว่า 700 ล้านเหรียญ ผู้ยื่นขอ 95% เป็นแรงงานไทย </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สิ้นปี 2567 ที่ผ่านมา ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันมากกว่า 820,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตและผู้อนุบาลในองค์กรที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานมากกว่า 500,000 คน และเนื่องจากไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปีแล้ว แรงงานต่างชาติในยุคแรก ๆ มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่อายุถึงเกณฑ์ขอรับเงินบำเหน็จชราภาพ เฉพาะปี 2567 มีชาวต่างชาติยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพและได้รับอนุมัติแล้วจำนวน 13,143 ราย มูลค่าที่อนุมัติกว่า 700 ล้านเหรียญ 96% มีสิทธิ์รับเงินบำเหน็จชราภาพแบบก้อนเดียวครั้งเดียว เฉลี่ยรายละ 52,689 เหรียญ เทียบกับปี 2566 ที่มี 12,565 ราย และมากกว่าปี 2565 ที่มี 6,125 รายกว่าเท่าตัว ในจำนวนนี้ประมาณ 95% ของผู้ยื่นขอเป็นแรงงานไทย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ที่ทำการสำนักงานใหญ่กรมประกันภัยแรงงาน กระทรวงแรงงาน ในกรุงไทเป</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า ชาวต่างชาติที่มีสิทธิ์เข้าเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน ได้แก่ แรงงานต่างชาติทั่วไปที่ทำงานในภาคการผลิต ก่อสร้างและเกษตร แรงงานกึ่งฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ทำงาน ยกเว้นตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนและผู้ช่วยงานบ้าน ชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวันเหล่านี้ จะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงานเช่นเดียวกับแรงงานท้องถิ่น ดังนั้น หากเคยเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน เมื่อมีอายุครบตามเกณฑ์กำหนดหรือ 60 ปีขึ้นไป สำหรับผู้มีสิทธิ์ยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพที่เกิดก่อนหรือเกิดในปี พ.ศ. 2500 และผู้ที่เกิดปี พ.ศ. 2501 จะต้องมีอายุครบ 61 ปีขึ้นไป ผู้เกิดปี พ.ศ. 2502 ต้องมีอายุครบ 62 ปี ผู้เกิดในปี พ.ศ. 2503 จะต้องมีอายุครบ 63 ปี ผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. 2504 จะต้องมีอายุครบ 64 ปี ส่วนผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. 2505 และหลังจากนั้น จะต้องมีอายุครบ 65 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอรับเงินบำเหน็จชราภาพ ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพแล้วประมาณ 50,000 ราย ส่วนใหญ่มีอายุการเข้ากองทุนประกันภัยแรงงานไม่ถึง 15 ปี และเนื่องจากได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงแรงงานของไทย ดังนั้น ชาติที่ยื่นขอมากที่สุด หรือประมาณ 95% เป็นแรงงานไทย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ภายในที่ทำการสำนักงานใหญ่กรมประกันภัยแรงงาน กระทรวงแรงงาน ในกรุงไทเป</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองทุนประกันภัยแรงงานเปิดเผยสถิติในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า ปี พ.ศ. 2564 มีชาวต่างชาติที่มีสิทธิ์ยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพและได้รับอนุมัติแล้ว 3,197 ราย ปี พ.ศ. 2565 มี 6,125 ราย และปี พ.ศ. 2566 มี 12,565 ราย ปี 2567 ยื่นขอ 13,143 ราย จากข้อมูลพบว่า ในจำนวนผู้ยื่นขอในปี 2567 จำนวน 13,143 รายนั้น มี 96% เนื่องจากอายุการเข้ากองทุนฯ ไม่ครบ 15 ปี จึงรับเงินบำเหน็จเป็นก้อนครั้งเดียว เฉลี่ยรายละ 52,689 เหรียญ อีก 432 รายเนื่องจากอายุการเข้ากองทุนครบ 15 ปี มีสิทธิ์ขอรับเงินบำเหน็จชราภาพเป็นรายเดือน รวมเงินบำเหน็จชราภาพที่อนุมัติในปี 2567 มูลค่ากว่า 700 ล้านเหรียญ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว นครเถาหยวน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สาเหตุที่แรงงานไทยเป็นผู้ยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพมากที่สุด กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า สืบเนื่องมาจากแรงงานไทยเป็นชาติแรกที่ได้รับอนุญาตเดินทางมาทำงานในไต้หวัน ตั้งแต่เปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2532 และอายุโดยเฉลี่ยของแรงงานไทยมากกว่าชาติอื่น ส่วนแรงงานอีก 3 ชาติ ได้แก่แรงงานฟิลิปปินส์ เวียดนามและอินโดนีเซีย อายุโดยเฉลี่ยจะน้อยกว่า ส่วนใหญ่ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะยื่นขอ ประกอบกับในบรรดาแรงงานทั้ง 4 ชาติ มีเพียงสำนักงานแรงงานไทยแห่งเดียวที่ให้บริการแรงงานไทยยื่นขอรับเงินสวัสดิการนี้ โดยจัดทำเอกสารและขั้นตอนในการยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพ ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยได้รับรู้ รวมถึงกระทรวงแรงงานไทยได้สั่งการให้สำนักงานแรงงานจังหวัดทุกจังหวัดและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือแรงงานไทย โดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ ขณะที่สำนักงานแรงงานอีก 3 ประเทศ ยังไม่ได้ลงมือทำในเรื่องนี้ ทำให้แรงงานชาติอื่นแม้ว่าจะมีอายุถึงเกณฑ์ยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพแล้ว แต่ยังไม่ทราบและไม่สามารถยื่นขอรับเงินบำเหน็จชราภาพดังกล่าวได้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว นครเถาหยวน</p>
<p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า อัตราเงินบำเหน็จชราภาพ จะได้รับตามอายุงานซึ่งสามารถรวมสะสมได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนายจ้างรายเดียวกันหรือทำงานติดต่อกัน โดยผู้มีสิทธิ์ที่มีอายุงานไม่เกิน 15 ปี อายุงาน 1 ปีจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ 1 เดือนของค่าจ้างที่แจ้งเอาประกันโดยเฉลี่ยใน 60 เดือนสุดท้ายของการทำงาน เช่นแรงงานไทยเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน 3 ครั้ง รวม 9 ปี จะได้ 9 เดือนของค่าจ้างที่แจ้งเอาประกันในขณะนั้น โดยเป็นค่าเฉลี่ยของค่าจ้างที่แจ้งเอาประกันใน 60 เดือน ส่วนที่ไม่ครบปี จะได้รับตามสัดส่วน หากอายุงานสะสมเกิน 15 ปี ปีที่ 16 เป็นต้นไป จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพปีละ 2 เดือน</p>
<p>2. ปี 67 สายด่วน 1955 ให้บริการร้องทุกข์กว่า 2 แสนสาย ช่วยแรงงานต่างชาติทวงคืนค่าจ้างค้างจ่ายกว่า 93.5 ล้านเหรียญ แรงงานเวียดนามร้องเรียนมากสุด 35.7% แรงงานไทยใช้บริการ 3.5% </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานออกแถลงการณ์กล่าวว่า ตลอดปี 2567 สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการทางโทรศัพท์ไปแล้ว 202,747 สาย เทียบกับ 250,870 สายของปี 2566 ลดลงประมาณ 20% ในจำนวนนี้ ประมาณ 90% เป็นโทรศัพท์สอบถามข้อมูลและขอคำปรึกษา ซึ่งส่วนใหญ่สอบถามปัญหาการย้ายงาน การให้บริการของล่าม ตามด้วยปัญหาในสัญญาจ้าง อาทิ ค่าที่พักอาหาร การยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดและผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศเป็นต้น และแรงงานเวียดนามโทรศัพท์ใช้บริการมากที่สุด แรงงานไทยใช้บริการน้อยที่สุด ส่วนคนไต้หวันใช้บริการแจ้งข้อมูลแรงงานผิดกฎหมาย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 เป็นแพลตฟอร์มให้ความช่วยเหลือแรงงาน&nbsp;เปิดบริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดปีโดยไม่มีวันหยุด&nbsp;(ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานแถลงว่า ขั้นตอนการให้บริการของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 หลังจากได้รับเรื่องร้องทุกข์แล้ว จะส่งให้กองแรงงานท้องที่ผ่านระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้กองแรงงานท้องที่ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาภายในเวลากำหนด นอกจากนี้ ยังจะประสานกับหน่วยงาน NGO จัดหาบ้านพักฉุกเฉินหรือนำส่งรักษาพยาบาล สำหรับแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนหรือถูกทำร้ายร่างกาย โดยมีล่ามคอยเป็นเพื่อนช่วยแปลภาษาและแก้ไขข้อพิพาทด้วย ทั้งนี้ สายด่วนคุ้มครองแรงงาน ให้บริการทั้งแรงงานต่างชาติ แรงงานท้องถิ่น นายจ้างและบริษัทจัดหางาน โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มีคนท้องถิ่นโทรศัพท์ใช้บริการประมาณ 33.6% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสแรงงานผิดกฎหมายและการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย ประมาณ 6.1% เป็นการสอบถามข้อระเบียบในการว่าจ้าง ชั่วโมงการทำงานและการบริหารแรงงานต่างชาติจากนายจ้างและบริษัทจัดหางาน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 เป็นแพลตฟอร์มให้ความช่วยเหลือแรงงาน&nbsp;เปิดบริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดปีโดยไม่มีวันหยุด&nbsp;(ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมพัฒนากำลังแรงงานกล่าวว่า สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการที่หลากหลาย นอกจากทางโทรศัพท์แล้ว ยังให้บริการสอบถามข้อมูล ให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องทุกข์หรือขอความช่วยเหลือผ่านข้อความของกลุ่ม Line@ 1955 แบบเรียลไทม์เป็นภาษาจีน ภาษาไทย เวียดนาม อังกฤษและอินโดนีเซียตลอด 24 ชั่วโมง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรมพัฒนากำลังแรงงานเปิดเผยข้อมูลพบว่า ตลอดปี 2567 ที่ผ่านมา สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการทางโทรศัพท์ไปแล้ว 202,747 สาย ในจำนวนนี้เป็นโทรศัพท์สอบถามข้อมูลและขอรับคำปรึกษา 178,611 สายหรือประมาณ 88.09% ของโทรศัพท์ที่ใช้บริการของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ทั้งหมด ในส่วนของการร้องทุกข์ทั่วไปจำนวน 23,124 สาย โทรศัพท์ขอรับความช่วยเหลือฉุกเฉิน 1,012 สาย ซึ่งหลังรับเรื่องแล้ว สายด่วนคุ้มครองแรงงานส่งต่อให้กองแรงงานท้องที่ดำเนินการต่อโดยผ่านระบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ ช่วยแรงงานต่างชาติโอนย้ายนายจ้างได้สำเร็จ 2,515 ราย ทวงคืนค่าจ้างค้างจ่ายและเงินสิทธิประโยชน์อื่น ๆ 3,455 คดี รวมมูลค่าเงินสิทธิประโยชน์และค่าจ้างค้างจ่ายที่ทวงคืนได้ 93.5 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการวิเคราะห์ช่วงเวลาที่แรงงานต่างชาติโทรศัพท์ขอรับคำปรึกษาหรือร้องเรียนต่อสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 มากที่สุด หรือ 48.6% โทรศัพท์ในช่วงนอกเวลาทำงาน ซึ่งรวมวันหยุดและกลางคืน สำหรับชาติที่โทรศัพท์ใช้บริการมากสุดได้แก่ เวียดนาม 35.7% ตามด้วยแรงงานอินโดนีเซีย 17.9% ฟิลิปปินส์ 9% ส่วนแรงงานไทยใช้บริการเพียง 3.5% นอกจากแรงงานต่างชาติแล้ว สายด่วน 1955 ยังเปิดให้แรงงานท้องถิ่นใช้บริการด้วย มีชาวไต้หวันโทรศัพท์ใช้บริการ 33.6% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสแรงงานผิดกฎหมายและการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย ส่วนนายจ้างและบริษัทจัดหางาน ที่โทรศัพท์สอบถามกฎระเบียบ ข้อบังคับด้านการบริหารแรงงานต่างชาติมี 6.1% แสดงว่า การให้บริการแบบไม่มีวันหยุดตลอด 24 ชั่วโมง สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานต่างชาติและผู้ใช้บริการชาวไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">คณะเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานไทยเดินทางมาเยี่ยมชมการปฏิบัติหน้าที่ของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานไต้หวันกล่าวว่า สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 นอกจากเป็นสื่อกลางช่วยแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างแล้ว ยังมีบริการแปลภาษาไม่ว่าจะในด้านการรักษาพยาบาล การติดต่อกับหน่วยงานราชการ ปัญหาด้านการทำงานและการใช้ชีวิตในไต้หวัน รวมทั้งเป็นล่ามเคลื่อนที่ทางโทรศัพท์ได้ด้วย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ที่ชำนาญ 5 ภาษาคอยให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เว้นวันหยุด จากเดิมที่ให้บริการเฉพาะแรงงานต่างชาติ ต่อมาเพิ่มการให้บริการนายจ้าง บริษัทจัดหางาน และแรงงานท้องถิ่นด้วย แต่ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ยังคงเป็นแรงงานต่างชาติ</p>
<p>3. รถตู้บรรทุกเกินที่นั่งจนยางแตกในอุโมงค์ จ๊ะเอ๋ 11 ผีน้อยและแรงงานไทยผิดกฎหมายนั่งอัดกันมา ถูกตำรวจรวบทั้งหมด</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานเพิ่งประกาศยอดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบทะลุด่าน 90,000 คน นี่ยังไม่รวมที่ถูกจับกุมในแต่ละเดือนก็มีจำนวนไม่น้อย อย่างช่วงหลังเดือนกุมภาพันธ์เพียงสัปดาห์เดียว ตำรวจตรวจพบแรงงานผิดกฎหมายและผีน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในรถตู้มากกว่า 30 คน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">รถตู้ขนาด 9 ที่นั่ง&nbsp;แต่บรรทุกผีน้อยและแรงงานไทยผิดกฎหมาย&nbsp;11 คน เพื่อส่งไปทำงานที่ท่าเรือซูอ้าวในเมืองอี๋หลาน เกิดยางรถแตกในอุโมงค์ คนขับยังคงขับต่อไปจนล้อรถถูกบดหมดสภาพ โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต (ภาพจากตำรวจทางหลวง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รถตู้ขนาด 9 ที่นั่งคันหนึ่ง เนื่องจากบรรทุกเกินพิกัด ขณะวิ่งในอุโมงค์เสวี่ยซาน ยางรถหลังแตก สะเก็ดไฟและเศษยางรถยนต์กระเด็นใส่รถคันหลังที่ขับตามมาจนกระจกแตก สร้างความหวาดเสียวให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ดีที่ไม่เกิดอุบัติเหตุ คนขับรถคันอื่นต้องโทรแจ้งความตำรวจทางหลวงสกัด ตำรวจตามไปตรวจสอบพบในรถตู้ ซึ่งกำหนดบรรทุกผู้โดยสารรวมคนขับไม่เกิน 9 คน แต่อัดกันมาโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 12 คน ที่สำคัญ ผู้โดยสารทั้ง 11 คน เป็นหญิง 2 ชาย 9 เป็นคนไทยทั้งหมด ประกอบด้วย แรงงานไทยหลบหนีนายจ้าง 3 คน ที่เหลือ 8 คนเป็นคนไทยที่ถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวันและไม่กลับประเทศตามกำหนดเวลา หางานทำอย่างผิดกฎหมายในไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ล้อรถตู้ถูกบดจนหมดสภาพ โชคดีที่ไม่เกิดไฟไหม้หรือพลิกคว่ำ&nbsp;(ภาพจากตำรวจทางหลวง)&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหยิว คนขับชาวไต้หวันอายุ 56 ปี ให้การว่า แรงงานและผีน้อยไทยเหล่านี้ รับมาจากเมืองอื่น ๆ กำลังจะส่งไปทำงานบริเวณท่าเรือซูอ้าว เมืองอี๋หลาน แต่มาเกิดเหตุยางรถแตกเสียก่อน ตนกลัวความแตกจึงไม่กล้าหยุดรถ ขับออกนอกอุโมงค์จนล้อรถถูกบดหมดสภาพ เคราะห์ดีที่ไม่เกิดอุบัติเหตุ ตำรวจยึดรถ สั่งปรับคนขับที่บรรทุกเกินที่นั่งเป็นเงิน 3,000-18,000 เหรียญ และขยายผลการตรวจสอบเพื่อเอาผิดนายหน้าจัดหางาน ส่วนคนไทยทั้งหมดถูกส่งให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการปรับและส่งกลับประเทศ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ผีน้อยและแรงงานไทยผิดกฎหมายทั้ง 11 คนถูกจับ ถูกส่งไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อเสียค่าปรับและรอการส่งกลับประเทศ&nbsp;(ภาพจากตำรวจทางหลวง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากผีน้อยไทยแล้ว ในวันเดียวกันที่เหมียวลี่ก็มีรถตู้วิ่งบนทางด่วนบรรทุกผู้โดยสารเกินที่นั่งเช่นกัน รถตู้บรรทุกได้แค่ 7 คน แต่อัดกันมา 10 คน เป็นแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมาย ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเหมียวลี่สกัดจับ จากการตรวจสอบพบว่า แรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายเหล่านี้ กำลังถูกส่งไปทำงานเป็นกรรมกรและคนทำความสะอาดในไซต์งานก่อสร้าง ตำรวจตามไปจับนายหน้าเถื่อนทราบว่า จัดส่งให้เพื่อนที่เป็นผู้รับเหมาย่อย โดยมีการจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสดรายวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">รถตู้คันที่เกิดเหตุถูกส่งไปยังสถานีตำรวจเพื่อรอการตรวจสอบ&nbsp;(ภาพจากตำรวจทางหลวง)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72213</guid>
      <pubDate>Fri, 07 Mar 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/03/07/20250307_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36016320" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. ปี 67 ไต้หวันอนุมัติเงินบำเหน็จชราภาพแก่อดีตแรงงานต่างชาติ 1.3 หมื่นราย มากเป็น 2 เท่าของปี 65 เป็นเงินกว่า 700 ล้านเหรียญ ผู้ยื่นขอ 95% เป็นแรงงานไทย </strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/03/07/e3597db3788d3a46b6f8829939948f06.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>10</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72248</link>
      <description><![CDATA[<p>1. ปี 67 กองทุนฯ อนุมัติแรงงานต่างชาติขอรับเงินสงเคราะห์ญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต 10,090 ราย มูลค่า 810 ล้านเหรียญ และมีแรงงานต่างชาติเสียชีวิต 675 ราย อนุมัติเงินทดแทนแก่ทายาท 117 ล้านเหรียญไต้หวัน </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นปี 2567 มียอดจำนวนแรงงานต่างชาติทำงานอยู่ในไต้หวันกว่า 820,000 คน ในจำนวนนี้ทำงานอยู่ในภาคการผลิตและเข้าเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานกว่า 530,000 คน กองทุนประกันภัยแรงงานของไต้หวันเปิดเผยข้อมูล ปี 2567 มีแรงงานต่างชาติที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ เสียชีวิตจากสาเหตุต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 675 ราย ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานไทยประมาณ 100 ราย และทายาทของแรงงานที่เสียชีวิตได้รับเงินทดแทนเป็นก้อนครั้งเดียวเนื่องจากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ เป็นครั้งแรกก่อน 1 ม.ค. 2552 จำนวน 243 ราย จำนวนเงินทดแทนที่อนุมัติไปแล้ว 68,496,470 เหรียญไต้หวัน ส่วนทายาทที่ได้รับเงินทดแทนเป็นรายเดือน เนื่องจากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครั้งแรกหลัง 1 ม.ค. 2552 จำนวน 432 ราย อนุมัติเงินทดแทนเป็นรายเดือน 48,530,672 เหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า การอนุมัติเงินทดแทนดังกล่าว กองทุนฯ จะโอนเงินทดแทนเข้าบัญชีธนาคารของทายาทผู้มีสิทธิ์รับผลประโยชน์ตามในหนังสือมอบอำนาจโดยตรง ไม่ผ่านนายจ้างหรือบริษัทจัดหางานใด ๆ โดยจะหักค่าธรรมเนียมในการโอนเงินจากธนาคาร 300 เหรียญไต้หวันต่อการโอนในแต่ละครั้ง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า&nbsp; ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันภัยแรงงานของไต้หวันมาตรา 63 กำหนดว่า สมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานไม่ว่าจะเป็นแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานต่างชาติ หากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครั้งแรกก่อนวันที่ 1 มกราคม 2552 เมื่อโชคร้ายเสียชีวิต ทายาทสามารถขอรับเงินทดแทนเป็นก้อนครั้งเดียวได้ แต่หากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครั้งแรกหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 ทายาทจะไม่สามารถเลือกเงินทดแทนเป็นก้อนครั้งเดียวได้ ต้องยื่นขอรับเงินทดแทนเป็นรายเดือนเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตแล้ว แรงงานต่างชาติที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน ยังมีสิทธิ์รับเงินสวัสดิการอื่น ๆ เหมือนกับแรงงานท้องถิ่นทุกประการ เช่น มีสิทธิ์ขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนประกันภัยแรงงานกรณีที่ญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต ตามข้อกำหนดการประกันภัยแรงงานมาตราที่ 62 หากบิดาหรือมารดาหรือคู่สมรสเสียชีวิตระหว่างที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ สามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ได้ในอัตรา 3 เท่าของวงเงินที่แจ้งเอาประกัน ซึ่งแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ นายจ้างจะช่วยเอาประกันในวงเงินเท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำ นอกจากนี้บุตรเสียชีวิตก็สามารถยื่นขอเงินสงเคราะห์ได้เช่นกัน หากเป็นบุตรอายุมากกว่า 12 ปีเสียชีวิต ยื่นขอเงินสงเคราะห์ได้ 2.5 เท่าของวงเงินที่แจ้งเอาประกัน กรณีที่บุตรต่ำกว่า 12 ปีเสียชีวิต ยื่นขอเงินสงเคราะห์ได้ 1.5 เท่าของวงเงินที่แจ้งเอาประกัน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า ปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา มีแรงงานต่างชาติยื่นขอเงินสงเคราะห์กรณีญาติสายเลือดตรงเสียชีวิตและได้รับอนุมัติแล้ว 10,090 ราย ยอดเงินสงเคราะห์ที่อนุมัติ 910,949,463 เหรียญไต้หวัน เฉลี่ยได้รับเงินสงเคราะห์รายละ 90,000 เหรียญเศษ</p>
<p>2. แรงงานไทยที่ไถหนานแอบปลูกกัญชาไว้ 3 ต้น อ้างใช้เป็นเครื่องปรุงอาหาร ศาลตัดสินจำคุก 1 ปี 4 เดือน รอลงอาญา 2 ปี เสียค่าปรับ 60,000 เหรียญ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เตือนแรงงานไทยระวัง! แม้ว่าประเทศไทยจะปลดกัญชาออกจากบัญชีรายชื่อยาเสพติดตั้งแต่ปี 2565 แต่ในไต้หวัน ยังจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 กลุ่มเดียวกับแอมเฟตามีน ยาบ้าและยาไอซ์ มีโทษจำคุกและต้องเสียค่าปรับที่แพง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลท้องถิ่นไถหนาน ตัดสินจำคุกแรงงานไทยรายหนึ่งแอบปลูกต้นกัญชาไว้ในหอพัก 3 ต้น อ้างใช้เป็นเครื่องปรุง เนื่องจากมีจำนวนไม่มากและศาลเชื่อในคำให้การของจำเลย ตัดสินจำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี โดยต้องจ่ายค่าปรับ 60,000 เหรียญเข้าคลัง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">อาคารที่ทำการศาลท้องถิ่นไถหนาน (ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำพิพากษาของศาลระบุว่า นายไชยมงคล จำเลยซึ่งเป็นแรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานในโรงงานที่นครไถหนาน ปลูกกัญชาไว้บนดาดฟ้าของหอพักจำนวน 3 ต้น จากนั้นย้ายไปซ่อนในตู้เสื้อผ้า เพื่อนในโรงงานแจ้งความ ตำรวจไปตรวจค้นพบกัญชาสดความสูงประมาณ 70 ซม. 3 ต้น น้ำหนัก 250 กรัม ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าในห้องพัก เริ่มแรกนายไชยมงคลให้การปฏิเสธปลูกกัญชาและปฏิเสธเป็นเจ้าของ หลังอัยการสั่งฟ้องข้อหาปลูกกัญชาซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไปและปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน นายไชยมงคลจึงรู้ตัวว่าตนอาจติดคุกจริง กลับคำให้การต่อศาล รับสารภาพว่าเป็นเจ้าของกัญชาทั้ง 3 ต้นจริง โดยได้รับเมล็ดกัญชาจากนายชินวัฒน์ เพื่อนแรงงานไทยที่ทำงานครบสัญญาเดินทางกลับประเทศไทยไปแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2566 และนำมาปลูกในกระถางบนดาดฟ้าของหอพักตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 จนถึงเดือนกันยายนปีเดียวกัน ต้นกัญชาโตและงอกงามขึ้น ถูกเพื่อนคนไต้หวันเห็นเข้า ตนกลัวจะเป็นปัญหาจึงแอบย้ายไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า เพื่อนแจ้งความ ตำรวจมาตรวจพบกัญชาทั้ง 3 ต้นในตู้เก็บเสื้อผ้า จำเลยให้การต่อศาลยืนยันว่า ที่ตนปลูกกัญชา มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวคือใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหาร แม้จะให้การปฏิเสธในชั้นสืบสวน และรับสารภาพในชั้นศาล ศาลพิจารณาจากฐานะทางครอบครัว การศึกษาและประวัติของจำเลย ซึ่งไม่เคยทำผิดกฎหมายไต้หวันมาก่อน อีกทั้งต้นกัญชาที่ปลูกมีจำนวนไม่มาก ไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือปลูกและผลิตที่เป็นมืออาชีพ ลงความเห็นว่า น่าจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่าที่จะปลูกเพื่อเสพหรือจำหน่าย จึงตัดสินลงโทษในสถานเบา จำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ในระหว่างนี้หากทำผิดซ้ำจะถูกลงโทษหนักทั้งโทษเก่าและโทษใหม่ และนับตั้งแต่วันตัดสินเป็นต้นไปภายในเวลา 1 ปี จำเลยต้องจ่ายค่าปรับเข้าคลังเป็นเงินจำนวน 60,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เตือนแรงงานไทย การปลดล็อกกัญชากัญชงเพื่อประโยชน์ทางด้านการแพทย์และเศรษฐกิจซึ่งมีผลบังคับใช้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น สำหรับในไต้หวันยังคงจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 เช่นเดียวกับเมล็ดฝิ่น โคเคน แอมเฟตามีนและยาไอซ์ ผู้ใดปลูก ผลิต ลำเลียง นำเข้า ส่งออกหรือจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 7 ปีขึ้นไปและปรับ 7 ล้านเหรียญไต้หวัน กรณีครอบครองเพื่อการจำหน่าย มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป ปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน ชักจูง หลอกล่อให้คนอื่นเสพยาเสพติดให้โทษ ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไปไม่เกิน 7 ปี และปรับ 1 ล้านเหรียญไต้หวัน กรณีที่เสพ หลังจากส่งบำบัดแล้ว ยังมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แม้จะมีไว้ในครอบครองไม่ได้เสพ ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับไม่เกิน 200,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p>3. ตำรวจตาค้าง! 6 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายอัดกันมาในรถเก๋งเล็ก เจอด่านตรวจ เปิดประตูหนีกระเจิง 5 วันตามจับได้ 3</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชาวเน็ตไต้หวันรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอจากเครื่องบันทึกในรถและบรรยายว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 16.00 น. เศษ ขณะที่ตนขับรถไปตามจุดบรรจบกันของทางต่างระดับทางด่วนสาย 3 บริเวณเมืองหนานโถว เห็นภาพที่รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กยี่ห้อโตโยต้า วิชสีดำ ชะลอรถขณะผ่านด่านตรวจตำรวจที่กำลังตรวจสอบการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้โดยสารในรถยนต์ เมื่อเห็นรถคันนี้ นั่งเต็มไปด้วยผู้โดยสารและไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ตำรวจเรียกให้จอด ทันใดนั้น มีผู้ชาย 6 คน เปิดประตูวิ่งหนีกระเจิงอย่างว่องไวภายในไม่ถึง 10 วินาที จนตำรวจตั้งตัวไม่ทัน ได้แต่จับคนขับซึ่งเป็นชายชาวไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ตำรวจมีการตรวจสอบและไล่ล่า หลังผ่านไป 5 วัน จับมาได้แล้ว 3 คน&nbsp; ทราบว่าเป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายทั้งหมด และ 1 ในจำนวนนี้ เป็นผู้ต้องหาหนีคดี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเจอด่านตรวจตำรวจ เปิดประตูหนีกันกระเจิง จนตำรวจไล่ไม่ทัน&nbsp;(ภาพจาก tw.nextapple.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหวง ชาวไต้หวันที่เป็นคนขับให้การกับตำรวจว่า ตนเป็นเพียงเป็นผู้ได้รับมอบหมายขับรถไปส่งผู้โดยสารทั้ง 6 คน ตำรวจเขียนใบสั่งปรับฐานบรรทุกเกินที่นั่ง 3,000-18,000 เหรียญ</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72248</guid>
      <pubDate>Fri, 28 Feb 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/02/28/20250228_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36026880" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. ปี 67 กองทุนฯ อนุมัติแรงงานต่างชาติขอรับเงินสงเคราะห์ญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต 10,090 ราย มูลค่า 810 ล้านเหรียญ และมีแรงงานต่างชาติเสียชีวิต 675 ราย อนุมัติเงินทดแทนแก่ทายาท 117 ล้านเหรียญไต้หวัน </strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/02/27/96782a2c4524f4c7b07008a56b58a3eb.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>9</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72283</link>
      <description><![CDATA[<p>1. กระทรวงแรงงานอนุญาตให้ธุรกิจรีไซเคิลขยะ 600 ราย นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ในอัตราส่วน 20% ของแรงงานท้องถิ่น คาดเพิ่มแรงงานต่างชาติใหม่ 1,000 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ธุรกิจรับซื้อและจัดการขยะหรือที่เรียกกันว่าธุรกิจรีไซเคิล แม้จะมีลักษณะเป็นงานหนัก สกปรกและอันตราย หรือที่เรียกธุรกิจ 3K แต่เนื่องจากไม่มีใบจดทะเบียนโรงงานเหมือนธุรกิจภาคการผลิตอื่น ๆ ส่งผลให้ไม่สามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ กระทรวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดำเนินการสำรวจทั่วไต้หวันมีธุรกิจรีไซเคิล 600 แห่ง ต้องการว่าจ้างแรงงานต่างชาติประมาณ 1,000 คน และได้หารือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลที่กำลังประสบกับภาวะขาดแคลนแรงงานสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ เช่นเดียวกับธุรกิจอื่น ๆ ในที่ประชุม กระทรวงแรงงานอนุญาตให้ธุรกิจรีไซเคิลสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ในอัตราส่วน 20% ของแรงงานท้องถิ่นที่ว่าจ้าง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ธุรกิจรีไซเคิล แม้จะมีลักษณะเป็นงานหนัก สกปรกและอันตราย แต่เนื่องจากไม่มีใบจดทะเบียนโรงงานเหมือนธุรกิจภาคการผลิตอื่น ๆ ส่งผลให้ที่ผ่านมาไม่สามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ (ภาพจาก money.udn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ที่ประชุมมีมติให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีใบจดทะเบียนโรงงาน ต้องมีใบรับรองเป็นธุรกิจรีไซเคิลจากกระทรวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ว่าเป็นจริง สามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ในอัตราส่วน 20% ของแรงงานท้องถิ่นที่ว่าจ้าง จากที่ผู้ประกอบการต้องการให้ปรับอัตราส่วนสูงขึ้นเป็น 25% เนื่องจากเกรงว่า ธุรกิจรีไซเคิลไม่ค่อยมีแรงงานท้องถิ่นต้องการทำ เช่นมีพนักงานท้องถิ่น 1-2 คน อาจไม่มีสิทธิ์นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ และต้องการให้กระทรวงแรงงานอนุญาตให้ว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติเป็นพนักงานขับรถรีไซเคิลได้ด้วย กระทรวงแรงงานยืนยันว่า ตามกฎระเบียบในปัจจุบัน โควตาการนำเข้าแรงงานต่างชาติ คำนวณจากจำนวนแรงงานท้องถิ่นที่ว่าจ้างโดยเฉลี่ยในปีของก่อนการยื่นขอ 2 เดือน และอนุญาตให้ปัดเลขทศนิยมได้ (1x20%=0.2) พูดง่าย ๆ คือแม้มีการว่าจ้างแรงงานท้องถิ่นเพียง 1 คน ก็สามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้แล้ว 1 คน ส่วนการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือจากนักศึกษาที่จบการศึกษาในไต้หวันระดับอนุปริญญาขึ้นไปมาเป็นพนักงานขับรถลำเลียงขยะนั้น ให้เป็นไปตามกฎระเบียบในการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือของนักศึกษาที่จบจากสถาบันการศึกษาในไต้หวันระดับอนุปริญญาขึ้นไป กล่าวคือต้องจ่ายค่าจ้างประจำในการว่าจ้างครั้งแรก 30,000 เหรียญ หากเป็นการต่อสัญญาต้องจ่ายค่าจ้าง 33,000 เหรียญไต้หวัน อย่างไรก็ตาม สำหรับพนักงานขับรถรีไซเคิล ยังไม่ได้จัดอยู่ในขอบข่ายการว่าจ้างของแรงงานกึ่งฝีมือ ประเด็นนี้จะต้องหารือกับกระทรวงต้นสังกัดต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กระทรวงแรงงานไต้หวันอนุญาตให้ธุรกิจรีไซเคิลนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ คาดเร็วสุดตั้งแต่เมษายน 68 นี้เป็นต้นไป (ภาพประกอบจาก CNA)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกล่าวว่า จากการสำรวจเบื้องต้น มีธุรกิจรีไซเคิลที่มีคุณสมบัติประมาณ 600 ราย สามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้จำนวน 1,000 คน คาดว่าจะยื่นขอได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 หรือเริ่มจากเมษายนของปีนี้เป็นต้นไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กระทรวงแรงงานไต้หวันอนุญาตให้ธุรกิจรีไซเคิลนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ คาดเร็วสุดตั้งแต่เมษายน 68 นี้เป็นต้นไป (ภาพประกอบจาก news.pts.org.tw)</p>
<p>2. รวบหนุ่มไทยที่หยุนหลิน สร้างคลังแสงในบ้าน ผลิตและดัดแปลงปืน ตรวจพบดินปืนและอาวุธปืนเพียบ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หนุ่มไทยรายหนึ่งอายุ 35 ปี สนใจและเรียนรู้วิธีดัดแปลงปืนมาตั้งแต่เด็ก เดินทางมาตั้งรกรากที่เมืองหยุนหลินในฐานะผู้ติดตามภรรยาชาวไต้หวัน แต่สร้างคลังแสงอาวุธส่วนตัวหลังบ้าน ตำรวจรับแจ้งจู่โจมจับกุมตัวได้พร้อมอาวุธต่าง ๆ มากมาย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">รวบหนุ่มไทยที่มาแต่งงานกับภรรยาชาวไต้หวันตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหยุนหลิน&nbsp;ผลิตและดัดแปลงปืนในบ้าน&nbsp;ตรวจพบดินปืนและอาวุธปืนเพียบ (ภาพจาก&nbsp;tw.nextapple.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจไซเบอร์ไต้หวันตรวจพบชายรายหนึ่ง มีบ้านอยู่ที่ตำบลหลินเน่ย เมืองหยุนหลิน มักจะซื้อลำกล้องปืนและอุปกรณ์เครื่องมือในการผลิตและดัดแปลงปืนผ่านทางออนไลน์เป็นประจำ จึงมีการแจ้งข้อมูลให้ตำรวจท้องที่ทราบ ดำเนินการตรวจสอบจนทราบว่า มีการผลิตและดัดแปลงปืนจริง ก่อนเทศกาลตรุษจีน ตำรวจจู่โจมบ้านของชายรายนี้ จับกุมตัวและยึดของกลางเป็นอาวุธปืนที่ดัดแปลงและวัสดุมากมาp ประกอบด้วยปืนยาว 2 กระบอก ปืนอัดลมสั้น 1 กระบอก ปืนฉมวก 2 กระบอก ลำกล้องปืนขนาด 9 มม. 2 กระบอก ขนาด 11 มม. 2 กระบอก ด้ามปืนหรือพานท้าย 3 ด้าม ลูกปืนเหล็กขนาด 11 มม. 1 ตลับ ลูกปืนตะกั่ว 1 กล่อง อุปกรณ์และเครื่องมือในการผลิตและดัดแปลงปืนจำนวนหนึ่ง และที่ทำให้ตำรวจตกใจคือ ยังมีดินปืนปริมาณมาก ซึ่งง่ายต่อการระเบิด หากได้รับแสงแดดสาดส่องและมีอุณหภูมิสูง เป็นอันตรายต่อบริเวณใกล้เคียง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">รวบหนุ่มไทยที่มาแต่งงานกับภรรยาชาวไต้หวันตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหยุนหลิน&nbsp;ผลิตและดัดแปลงปืนในบ้าน&nbsp;ตรวจพบดินปืนและอาวุธปืนเพียบ (ภาพจาก&nbsp;tw.nextapple.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจพบว่า ชายรายนี้ แซ่จาง อายุ 35 ปี สัญชาติไทย เดินทางมาอยู่กับภรรยาในฐานะผู้ติดตาม มีบัตร ARC อย่างถูกกฎหมาย แต่ยังไม่ได้โอนสัญชาติเป็นพลเมืองไต้หวัน ปกติทำงานในโรงงานผลิตภัณฑ์โลหะใกล้บ้าน ยามว่างมักจะสะพายปืนที่ดัดแปลงไปล่าสัตว์ในป่าใกล้บ้าน ตำรวจตรวจพบในตู้เย็นมีเศษอาหารเป็นเนื้อหมูป่าหลงเหลืออยู่</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ของกลางที่ตำรวจยึดได้&nbsp;(ภาพจาก&nbsp;tw.nextapple.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชายไทยรายนี้ให้การสารภาพกับตำรวจว่า ตนเรียนรู้วิธีดัดแปลงปืนตั้งแต่อยู่ที่บ้านในประเทศไทย เมื่อมาอยู่ไต้หวัน ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองต่อผ่านทางเว็บและสื่อโซเชียล และสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือผลิตอาวุธปืนต่อ และสารภาพว่าการกระทำของตนดังกล่าวเป็นพฤติกรรมผิดกฎหมาย หลังถูกจับ รู้สึกเสียใจต่อการกระทำของตนและยินดีให้ความร่วมมือในการสอบสวนคดีอย่างเต็มที่ ส่วนภรรยาชาวไต้หวันกล่าวว่า ไม่ทราบสามีชาวไทยของตนดัดแปลงอาวุธปืน ตำรวจเห็นว่า อาวุธปืนที่นายจางดัดแปลงมีความแม่นยำและอานุภาพการทำลายสูง อีกทั้งสะสมดินปืนซึ่งง่ายต่อการระเบิด ไม่เพียงเป็นอันตรายต่อครอบครัวตัวเอง ยังคุกคามความปลอดภัยของเพื่อนบ้านในบริเวณใกล้เคียง ฝ่าฝืนกฎหมายอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดและดอกไม้เพลิง ส่งให้สำนักงานอัยการหยุนหลินดำเนินคดีทางกฎหมาย และขยายผลการตรวจสอบต่อไปว่า มีการผลิตหรือดัดแปลงปืนเพื่อขายหรือไม่ หากมีการสั่งฟ้องและศาลตัดสินมีความผิด หลังพ้นโทษแล้ว จะถูกเนรเทศออกจากไต้หวันกลับประเทศไทย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ของกลางที่ตำรวจยึดได้&nbsp;(ภาพจาก&nbsp;tw.nextapple.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นปืนที่ผลิตเองหรือดัดแปลงมาเพื่อใช้ล่าสัตว์หรือวัตถุประสงค์อื่น ๆ ถือว่าผิดกฎหมาย ก่อนหน้านี้ มีแรงงานไทยที่เขตต้าเจี่ย นครไทจง เพื่อจะยิงนกมาทำอาหาร ทำปืนยาวด้วยตนเองที่หอพัก โดยเก็บเอาเศษเหล็กและไม้เป็นวัสดุ มาทำและประกอบเป็นปืนยาวที่หอพัก โดยถอดเอาด้ามไม้ของพลั่วขุดดินมาทำเป็นด้ามปืน ใช้ท่อแป๊บสเตนเลสทำเป็นลำกล้องและไกปืน ใช้ดินปืนฮิลติเป็นพลังขับเคลื่อนลูกกระสุน ทำให้สามารถยิงได้จริง ไปดักยิงนกแถวคลองระบายน้ำในเขตพื้นที่ต้าเจี่ย ถูกตำรวจตรวจพบส่งดำเนินคดี ศาลท้องถิ่นไทจงปราณี เพราะเห็นว่าจำเลยแรงงานไทยรายนี้ มีพ่อแม่และลูกเมียที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู หลังเกิดเหตุสำนึกผิดและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตัดสินลงโทษในสถานเบา ด้วยการจำคุก 2 ปี 6 เดือน</p>
<p>3. จับ 2 แรงงานไทยลักลอบนำเข้าดอกไม้เทียมพร้อมกระถางซุกเฮโรอีนกว่า 25 กก. โทษถึงขั้นประหารชีวิต</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ร่วมมือกับศุลกากรไทเปตรวจพบดอกไม้ประดิษฐ์พร้อมกระถางจำนวน 5 ลังซุกซ่อนเฮโรอีน 25.72 กก. จับกุมผู้นำเข้าและคนรับของ เป็นแรงงานไทยหลบหนีนายจ้างทั้งคู่ ถูกควบคุมตัวส่งดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับ 2 แรงงานไทยลักลอบนำเข้าดอกไม้เทียมพร้อมกระถางซุกเฮโรอีนกว่า 25 กก. โทษถึงขั้นประหารชีวิต (ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยานกล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ตำรวจท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนและเจ้าหน้าที่ศุลกากรไทเป ตรวจพบสินค้าเป็นดอกไม้ประดิษฐ์พร้อมกระถางจำนวน 5 ลัง ขนส่งทางเครื่องบินจากมาเลเซียผ่านเวียดนามเข้าสู่ไต้หวัน ขณะผ่านการตรวจเอกซเรย์ มีสิ่งของน่าสงสัยซุกซ่อนอยู่ จากการเปิดลังตรวจสอบ พบในกระถางดอกไม้ประดิษฐ์มีของประดับแกะออกมาเป็นเฮโรอีนผงบริสุทธิ์ น้ำหนักรวม 25.27 กก. มูลค่าในตลาดมืดประมาณ 100 ล้านเหรียญไต้หวัน จึงแจ้งสำนักงานอัยการเถาหยวนตั้งคณะทำงานดำเนินการสอบสวนสืบสวน พบผู้รับสินค้าเป็นนายเอกพงษ์ (นามสมมุติ) อายุ 39 ปี แรงงานไทยหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ที่อยู่บนกล่องอยู่ที่ตำบลหมินสง เมืองเจียอี้ ตำรวจปล่อยให้สินค้าส่งถึงจุดหมายปลายทางตามปกติ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ผู้รับลงชื่อรับของ ตำรวจนอกเครื่องแบบที่ดักซุ่มอยู่ เข้าจับกุมตัวแรงงานไทยรายนี้ทันที จากการสอบปากคำทราบว่า นายสมพล (นามสมมุติ) อายุ 42 ปีแรงงานไทยผิดกฎหมายอีกรายเป็นผู้บงการ โดยให้นายเอกพงษ์เป็นผู้รับของ จากนั้นส่งให้นายสมพลนำไปส่งต่อให้ลูกค้า ตำรวจตามไปจับกุมนายสมพลได้ในวันเดียวกัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ของกลางเป็นเฮโรอีนกว่า 25 กก. ซุกซ่อนในลังบรรจุดอกไม้เทียม&nbsp;(ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจตรวจพบว่า นายเอกพงษ์และนายสมพล เคยทำงานในโรงงานเดียวกันมาก่อน นายสมพลมีประวัติเสพยาเสพติด เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันได้ไม่นานก็หลบหนีจากนายจ้าง และให้นายเอกพงษ์เป็นผู้รับพัสดุจำนวน 5 ลังดังกล่าว ส่วนนายสมพลเป็นคนติดต่อกับขบวนการค้ายาที่ไทยและในไต้หวัน สันนิษฐานว่า นายสมพลมีการวางแผนก่อนหน้าแล้ว การเดินทางมาทำงานเป็นเพียงอาศัยคราบของแรงงานไทยบังหน้า แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงต้องการค้ายาเสพติด ผู้ต้องหาทั้งสองถูกควบคุมตัวส่งดำเนินคดีข้อหาขนส่ง ลำเลียงและจำหน่ายเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ตามกฎหมายกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษของไต้หวัน มีโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต กรณีจำคุกตลอดชีวิต ยังต้องปรับเงิน 30 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">2 แรงงานไทยลักลอบนำเข้าดอกไม้เทียมพร้อมกระถางซุกเฮโรอีนกว่า 25 กก. โทษถึงขั้นประหารชีวิต (ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยานกล่าวเตือนว่า ทุกหน่วยงานมุ่งมั่นในการตรวจสอบสิ่งผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ทั้งผู้โดยสารและสิ่งของสัมภาระ รวมถึงสินค้าขนส่งทางอากาศ เตือนอย่าข้องแวะยาเสพติดและอย่าท้าทายกฎหมาย</p>
<p>4. โหดเหี้ยม! คดีลวงลูกจ้างสาวไทยไปฆ่าบนเขาที่จีหลง คณะลูกขุนร่วมกับผู้พิพากษาตัดสินจำคุกนายจ้างหญิงไทย 14 ปี 6 เดือน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หญิงไทยที่เมืองจีหลงว่าจ้างสาวไทยที่ถือฟรีวีซ่าเข้าไต้หวันเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายได้เพียง 4 วัน ลวงไปบนเขาต้าอู่หลุน แทงด้วยมีด 27 แผลและทิ้งลงหุบเขาจนเสียชีวิต ศาลท้องถิ่นจีหลงใช้ระบบลูกขุนร่วมกับผู้พิพากษาตัดสินให้นายจ้างหญิงไทยผู้เป็นจำเลยมีความผิด ฐานฆ่าคนโดยเจตนา จำคุก 14 ปี 6 เดือน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">อาคารที่ทำการของสำนักงานอัยการและศาลท้องถิ่นจีหลง (ภาพจาก chinatimes.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำพิพากษาของศาลระบุว่า นางสาวนฤมล หลิน ชื่อเล่นว่า มิ้นท์ อายุ 46 ปี หญิงไทยจากจังหวัดลำปาง เดินทางมาแต่งงานและตั้งรกรากอยู่ที่เมืองจีหลง มีบุตรกับสามีชาวไต้หวัน 1 คน แต่ชีวิตหลังสมรสไม่ราบรื่นและมีการจดทะเบียนหย่า อยู่ในบ้านพักที่เมืองจีหลงลำพังคนเดียว ส่วนผู้ตายได้แก่นางสาวสุดธิดา หรือแวว อายุ 32 ปี หญิงไทยจากจังหวัดอุดรธานี เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 แต่อยู่เลยกำหนด เดิมทำงานในร้านนวดแผนโบราณ ต่อมาเห็นนางสาวนฤมลลงโฆษณาในเพจผีน้อยหางาน จึงมาสมัครทำงานเป็นผู้ช่วยงานบ้านกับนางสาวนฤมล แต่ทำงานได้เพียง 4 วัน ระหว่างนี้ เกิดเรื่องขัดแย้งกับนายจ้างที่จู้จี้จุกจิก เมื่อหัวค่ำวันที่ 10 พฤษภาคม เวลา 18.53 น. นางสาวนฤมลผู้เป็นนายจ้างสั่งให้นางสาวสุดธิดานั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของตนอ้างไปหาผักบนเขา เมื่อไปถึงจะทิ้งผู้ตายไว้บนเขาโดยลำพัง ผู้ตายไม่ยอมและการทะเลาะกันขึ้น นางสาวนฤมลใช้หมวกกันน็อกฟาดหัวผู้ตายหลายทีจนล้ม จากนั้นชักมีดปลายแหลมที่พกติดตัวออกมาแทงผู้ตายตามร่างกาย 27 แผล และลากผู้ตายไปทิ้งในหุบเขาลึกลงไปประมาณ 10 เมตร จากนั้นขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านคนเดียว นางสาวสุดธิดาถูกแทงอาการสาหัส โดยเฉพาะที่ข้อมือซ้ายถูกแทงเป็นแผลลึกจนเส้นเลือดใหญ่ขาด ทำให้เสียเลือดมากและเสียชีวิตในเวลาต่อมา</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจลงไปในหุบเขานำร่างไร้วิญญาณของหญิงไทยที่ถูกแทงเสียชีวิตขึ้นมา (ภาพจากสถานีตำรวจจีหลง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันรุ่งขึ้นเวลา 06.14 น. ตำรวจพบศพผู้ตายในหุบเขา ในหนังสือพิพากษากล่าวว่า นางสาวนฤมลยอมรับว่าจ้างนางสาวสุดธิดาเป็นผู้ช่วยงานบ้านและให้ซ้อนท้ายไปทิ้งไว้บนเขาจริง แต่ปฏิเสธฆ่าคนโดยเจตนา เพียงแต่แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้การเกิดเหตุเพราะผู้ตายปฏิเสธอยู่บนเขาเพียงคนเดียว ทะเลาะกับตนจึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่มีอาการสำนึกความผิดแต่อย่างใด หลังเกิดเหตุไม่มีการยอมความหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทผู้ตายแต่อย่างใด ผู้พิพากษากล่าวว่า จำเลยใช้หมวกกันน็อกและมีดโจมตีผู้ตายในจุดที่อันตรายและสุดกำลัง หมายปลิดชีพผู้ตายให้ได้ แสดงออกถึงการกระทำที่เหี้ยมโหด ส่อเจตนาฆ่าคนอย่างชัดเจน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจลงไปในหุบเขานำร่างไร้วิญญาณของหญิงไทยที่ถูกแทงเสียชีวิตขึ้นมา (ภาพจากสถานีตำรวจจีหลง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านทนายความของจำเลยแก้ต่างว่า นางสาวนฤมลไม่มีเจตนาจะฆ่าคน และว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตเวช ขณะเกิดเหตุอาการกำเริบ ทำให้ไม่สามารถควบคุมสติสัมปชัญญะ เข้าข่ายทำร้ายคนจนเสียชีวิตและทิ้งศพ ต้องระวางโทษ 7 ปีขึ้นไป แต่ศาลพิจารณาจากใบวินิจฉัยของแพทย์ระบุว่า ขณะเกิดเหตุนางสาวนฤมลปกติ ไม่มีอาการของโรคจิตเวชแต่อย่างใด หลังจากที่พิจารณาจากหลักฐานและคำให้การต่าง ๆ รวมถึงบันทึกคำสนทนาก่อนเกิดเหตุ คณะผู้พิพากษาประชาชนหรือคณะลูกขุนร่วมกับผู้พิพากษาจากศาลท้องถิ่นจีหลงลงความเห็นจำเลยฆ่าคนโดยเจตนา ตัดสินจำคุก 14 ปี 6 เดือน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจปิดล้อมบนเขาต้าอู่หลุน เมืองจีหลง สถานที่เกิดเหตุหญิงไทยถูกแทงและตกลงไปในหุบเขาเสียเลือดมากทำให้เสียชีวิต (ภาพจากสถานีตำรวจจีหลง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คดีนี้ ผู้ตายถูกนายจ้างชวนไปเก็บผักบนเขาเชิงบังคับ มีลางสังหรณ์ว่าจะเกิดเหตุร้าย ก่อนออกเดินทางแอบโทรศัพท์ให้แฟนหนุ่มที่เป็นแรงงานไทยซึ่งทำงานอย่างถูกกฎหมายอยู่ที่ซินจู๋พร้อมส่งพิกัดบนเขาทางไลน์ แฟนรับสายแต่ไม่มีเสียงตอบรับ กังวลว่าจะเกิดเหตุร้าย รีบโทรหาเพื่อนแรงงานไทยด้วยกันที่ฮัวเหลียนซึ่งพอจะสื่อสารภาษาจีนได้ ช่วยแจ้งความต่อสถานีตำรวจ หลังสถานีตำรวจฮัวเหลียนได้รับแจ้งเหตุแล้วประสานกันสถานีตำรวจจีหลง ตำรวจจีหลงส่งกำลังออกค้นหาทันที ส่วนแรงงานไทยรายนี้ พร้อมเพื่อนแรงงานไทยอีก 2 คน ออกเดินทางไปค้นหายังบริเวณพิกัดที่ได้รับ จนรุ่งเช้าวันถัดมา จึงพบร่างไร้วิญญาณของแฟนสาว นอนเสียชีวิตในหุบเขาลึกประมาณ 10 เมตร บนภูเขาต้าอู่หลุนในพื้นที่เมืองจีหลงดังกล่าว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ภาพถ่ายก่อนเสียชีวิตของ นางสาวสุดธิดา อายุ 32 ปี จากจังหวัดอุดรธานี (ภาพจาก FB ของนางสาวสุดธิดา)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72283</guid>
      <pubDate>Fri, 21 Feb 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/02/21/20250221_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36039360" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. กระทรวงแรงงานอนุญาตให้ธุรกิจรีไซเคิลขยะ 600 ราย นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ในอัตราส่วน 20% ของแรงงานท้องถิ่น คาดเพิ่มแรงงานต่างชาติใหม่ 1,000 คน</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/02/21/07e2545ca901c7c4ea6adfd969ffc8eb.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>8</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72318</link>
      <description><![CDATA[<p>1. จับสาวเวียดนามยึดอาชีพหมอเถื่อนหากินกับเพื่อนร่วมชาติ โชว์ประกาศนียบัตรอ้างจบวิชาแพทย์หลายประเทศ ที่แท้เป็นเพียงหลักฐานลงทะเบียนสมัครเรียนทางออนไลน์</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจไซเบอร์ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองผิงตงตรวจพบแรงงานหญิงเวียดนามรายหนึ่ง อาศัยหน้าตาดีและสมัครเรียนด้านศัลยกรรมทางออนไลน์ โชว์ใบรับรองหลายใบอ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญจบวิชาแพทย์จากหลายประเทศ เช่าห้องพักในตัวเมืองผิงตงเปิดคลินิกศัลยกรรมโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม โฆษณาทางสื่อออนไลน์ทำศัลยกรรมมาตรฐานในราคาถูก มีภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังทำ ดึงดูดคนบ้านเดียวกันไปใช้บริการจำนวนมาก ตำรวจติดตามตรวจสอบจนมีหลักฐานชัดเจน พร้อมด้วยกองอนามัยผิงตง จู่โจมคลินิกเถื่อนดังกล่าว ภายในห้องทำเหมือนคลินิกศัลยกรรมถูกกฎหมายทั่วไป มีเครื่องมือ เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ครบครัน ตำรวจจับกุมหญิงเวียดนามรายนี้ พร้อมยึดเครื่องมือและอุปกรณ์กว่า 300 รายการ มูลค่าหลายแสนเหรียญ ส่งดำเนินคดีข้อหา ฉ้อโกงและฝ่าฝืนกฎหมายวิชาชีพเวชกรรม</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับแรงงานหญิงเวียดนามผันตัวเป็นศัลยแพทย์เถื่อน อวดใบรับรองสถาบันแพทย์หลายประเทศ ที่แท้เป็นเพียงหลักฐานลงทะเบียนสมัครเรียนทางออนไลน์ (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองผิงตง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองผิงตงแถลงว่า แรงงานหญิงเวียดนามที่มีชื่อเล่นภาษาจีนว่าเสี่ยวฮุ่ยรายนี้ เดินทางมาทำงานในไต้หวันตำแหน่งผู้อนุบาลตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว แต่ทำงานอยู่ได้ไม่นานหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เคยหางานทำในโรงงานหลายแห่ง ระหว่างนี้ เสี่ยวฮุ่ยสังเกตเห็นสาว ๆ ในไต้หวันนิยมทำศัลยกรรมเสริมสวย หญิงชาติเดียวกันก็นิยมเช่นกัน แต่การใช้บริการคลินิกเสริมสวยอย่างถูกกฎหมายของไต้หวัน ราคาแพงมาก จึงลงทุนศึกษาด้วยตนเองผ่านทางยูทูปและเว็บต่าง ๆ ลงทะเบียนสมัครเรียนทางออนไลน์จากเว็บในเวียดนาม เกาหลีและสหรัฐอเมริกา เมื่อลงทะเบียนจ่ายค่าสมัครเรียนแล้ว จะมีใบรับรองการฝึกอบรม เสี่ยวฮุ่ยซึ่งมีหน้าตาคล้ายเชียร์ลีดเดอร์ชื่อดังของไต้หวันคนหนึ่ง เริ่มเช่าห้องพักในอะพาร์ตเมนต์เปิดคลินิกเสริมสวยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยพิมพ์ใบรับรองจากการลงทะเบียนสมัครเรียนทางออนไลน์ติดในบอร์ดของคลินิก ทำโล่ชนะการประกวดศัลยกรรมปลอมตั้งโชว์มากมาย และถ่ายภาพตนเองในชุดกาวน์ศัลยแพทย์ เป็นเครื่องยืนยันว่าตนจบวิชาศัลยกรรมจากสหรัฐอเมริกา เกาหลีและเวียดนาม เพิ่มความน่าเชื่อถือแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ ประกอบกับโฆษณาค่าบริการถูก เช่นผ่าตัดกรีดตาสองชั้นในราคาครั้งละ 6,000 เหรียญ ทำลักยิ้ม 2,500 เหรียญ ร้อยไหมเสริมจมูกโด่ง 2,500 เหรียญ ฉีดสารไฮยาลูโรนิคเอซิดและฉีดโบท็อกซ์ในราคาถูกสุด ๆ ฯลฯ แถมมีใบรับรองและโล่ปลอมจากประเทศต่าง ๆ ตั้งเรียงราย ทำให้ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงชาติเดียวกันเชื่อและบอกกันปากต่อปาก กิจการดี มีลูกค้ามาใช้บริการเป็นประจำ จากสมุดบัญชีที่ยึดได้ ยืนยันได้ว่า มีผู้เสียหายที่มาใช้บริการแล้วอย่างน้อย 30 ราย จากการประสานกับลูกค้าเหล่านี้ ทราบว่ามีหลายรายที่ปรากฏอาการอักเสบ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับแรงงานหญิงเวียดนามผันตัวเป็นศัลยแพทย์เถื่อน อวดใบรับรองสถาบันแพทย์หลายประเทศ ที่แท้เป็นเพียงหลักฐานลงทะเบียนสมัครเรียนทางออนไลน์ (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองผิงตง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองผิงตงกล่าวว่า หญิงเวียดนามรายนี้ นำเอาใบแสดงการลงทะเบียนเรียนทางออนไลน์จากเว็บไซต์ต่าง ๆ มาอ้างเป็นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากรัฐบาล เป็นการแหกตาลูกค้า และฝ่าฝืนกฎหมายวิชาชีพเวชกรรม ทั้งนี้ การทำศัลยกรรม จะต้องดำเนินการโดยศัลยแพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศัลยกรรมเท่านั้น หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 300,000-1,500,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับแรงงานหญิงเวียดนามผันตัวเป็นศัลยแพทย์เถื่อน อวดใบรับรองสถาบันแพทย์หลายประเทศและโล่ปลอมประกวดศัลยกรรมหลายเวที&nbsp;ที่แท้เป็นเพียงหลักฐานลงทะเบียนสมัครเรียนทางออนไลน์ (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองผิงตง)</p>
<p>2. รวบหนุ่มไทยรับจ้างขนเฮโรอีนตราสิงโตเหยียบลูกโลก 30 แท่ง น้ำหนักกว่า 11 กิโลกรัมเข้าไต้หวัน โทษหนักถึงประหารชีวิต</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชายไทยอายุ 47 ปีรายหนึ่ง ถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนตรวจพบกระเป๋าสัมภาระมีปัญหา หลังจากรับกระเป๋าจากสายพานแล้ว ขณะผ่านด่านศุลกากร พร้อมด้วยตำรวจท่าอากาศยานสั่งให้เปิดกระเป๋าสัมภาระออกมาดู พบแท่งเฮโรอีนซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 ยี่ห้อตราสิงโตเหยียบลูกโลกถูกห่อด้วยผ้าฝ้ายไทย จำนวน 30 แท่ง น้ำหนักรวม 11.133 กิโลกรัม ราคาในตลาดมืดกว่า 1 ร้อยล้านเหรียญไต้หวัน ชายไทยรายนี้ให้การสารภาพต่อตำรวจว่า เนื่องจากตนติดยาเสพติด ต้องการค่าใช้จ่ายในการซื้อยาค่อนข้างสูง จึงรับจ้างขนเฮโรอีนเข้าไต้หวันด้วยค่าตอบแทน 1 ล้านบาท ตำรวจยึดของกลางทั้งหมดและควบคุมตัวส่งให้สำนักงานอัยการเถาหยวนดำเนินคดี ข้อหาขนส่ง ลำเลียงยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ซึ่งมีโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต กรณีจำคุกตลอดชีวิต ยังต้องปรับเงิน 30 ล้านเหรียญ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับชายไทยอายุ 47 ปี ลักลอบขนเฮโรอีนตราสิงโตเหยียบลูกโลกจำนวน 30 แท่ง น้ำหนัก 11.133 กิโลกรัมเข้าไต้หวัน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยานแถลงว่า คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 ชายไทยอายุ 47 ปี ลักลอบขนเฮโรอีนจำนวน 30 แท่ง น้ำหนัก 11.133 กิโลกรัมเข้าไต้หวัน หลังถูกจับกุม ชายไทยรายนี้รับสารภาพว่า ตนได้รับการติดต่อทาบทามจากแก๊งค้ายาเสพติดข้ามประเทศ ให้ขนเฮโรอีนเข้าไต้หวัน หากสามารถส่งถึงมือผู้รับของ จะจ่ายค่าจ้าง 1 ล้านเหรียญเป็นค่าตอบแทน เนื่องจากตนติดยาเสพติด ต้องการเงินจำนวนมากเพื่อซื้อหายามาเสพ รายจ่ายค่อนข้างสูง เมื่อมีการจ่ายค่าจ้างสูง รวมทั้งจัดแจงเรื่องค่าตัวเครื่องบินไป-กลับและสำรองที่พักให้เรียบร้อยทุกอย่าง จึงตอบตกลง แต่ไม่นึกว่าจะโชคร้ายถูกจับตั้งแต่ยังไม่ออกจากสนามบิน สนามบินก่อน หลังบันทึกปากคำ ตำรวจท่าอากาศยานควบคุมตัวชายไทยรายนี้ส่งให้สำนักงานอัยการเถาหยวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับชายไทยอายุ 47 ปี ลักลอบขนเฮโรอีนตราสิงโตเหยียบลูกโลกจำนวน 30 แท่ง น้ำหนัก 11.133 กิโลกรัมเข้าไต้หวัน (ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยานไต้หวันเปิดเผยว่า แก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ มักเปลี่ยนกลยุทธ์ลักลอบขนยาเสพติดเข้าไต้หวันเป็นประจำ และปี 2567 มีการจับกุมการลักลอบขนยาเสพติดเข้าไต้หวันผ่านท่าอากาศยานแล้ว 41 คดี จับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 80 ราย รวมยาเสพติดประเภทต่าง ๆ ที่ยึดได้ 438.27 กก. ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยรับจ้างขนยาเสพติดจำพวกเฮโรอีน 35 กก. กัญชา 60 กก.</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับโทษของการขนหรือลำเลียงเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 เข้าไต้หวัน ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 30 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับชายไทยอายุ 47 ปี ลักลอบขนเฮโรอีนตราสิงโตเหยียบลูกโลกจำนวน 30 แท่ง น้ำหนัก 11.133 กิโลกรัมเข้าไต้หวัน (ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>3. ระวังติดคุก! จับแรงงานไทยช่วยภรรยาสั่งกาแฟลดน้ำหนักใส่สารไซบูทรามีนจากไทย 146 ซอง สารภาพผิด ศาลสั่งจำคุก 3 เดือน ปรับ 40,000 เหรียญและให้รอลงอาญา 2 ปี</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานไทยสองสามีภรรยาคู่หนึ่งเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน เนื่องจากภรรยาเพิ่งคลอดบุตรได้ไม่นาน ต้องการจะลดน้ำหนัก ผู้เป็นสามีขอให้แม่ที่อยู่ในไทย ส่งกาแฟลดน้ำหนักที่มีสารต้องห้ามมายังไต้หวัน ศาลตัดสินจำคุก 3 เดือน แต่เนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สารภาพความผิดและให้ความร่วมมือ มีเหตุบรรเทาโทษ ศาลสั่งปรับ 40,000 เหรียญ และให้รอลงอาญา 2 ปี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยสั่งกาแฟลดน้ำหนักใส่สารไซบูทรามีนจากไทย 146 ซอง ศาลสั่งจำคุก 3 เดือน ปรับ 40,000 เหรียญและให้รอลงอาญา 2 ปี (ภาพจาก LTN)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายภาณุเดช แรงงานไทยพร้อมด้วยภรรยาที่เพิ่งคลอดบุตรได้ไม่นาน ทิ้งลูกให้พ่อแม่เลี้ยงดูที่เมืองไทย ทั้งสองเดินทางมาทำงานที่เมืองจางฮั่ว เพื่อหาเงินเลี้ยงลูกและครอบครัว เนื่องจากหลังคลอด ภรรยาต้องการจะลดน้ำหนัก ผู้เป็นสามีจึงสั่งให้คุณแม่ส่งกาแฟลดน้ำหนักมาทางพัสดุไปรษณีย์จำนวน 146 ซอง ปรากฏว่าถูกการไปรษณีย์ไต้หวันตรวจพบกาแฟเหล่านี้ มีส่วนผสมของสารไซบูทรามีน ซึ่งเป็นสารต้องห้ามและในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดประเภทที่ 4 จึงแจ้งให้ตำรวจจับกุมขณะที่แรงงานไทยรายนี้เซ็นชื่อรับพัสดุเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 ถูกส่งดำเนินคดีข้อหานำเข้ายาเสพติด อัยการสืบสวนเสร็จและสั่งฟ้องแรงงานไทยรายนี้ เมื่อปลายปี 2567 ในสำนวนฟ้องระบุว่า กาแฟดังกล่าวมีส่วนผสมสารไซบูทรามีนจริง แต่ฉลากซองกาแฟไม่ได้ระบุส่วนผสมสารเสพติดดังกล่าว แรงงานไทยให้การว่า ตนเป็นคนสั่งให้คุณแม่ส่งกาแฟลดน้ำหนักดังกล่าวมาทางพัสดุไปรษณีย์จริง เพื่อให้ภรรยากินลดความอ้วนตามที่ภรรยาต้องการ แต่ไม่ทราบว่ากาแฟดังกล่าวมีส่วนผสมของสารเสพติด</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจจัดแสดงอาหารเสริมลดน้ำหนักส่งมาจากไทย เวียดนามทางพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ถูกตรวจพบมีส่วนผสมสารเสพติดจำพวกไซบูทรามีน (ภาพจาก กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ศาลท้องถิ่นจางฮั่วตัดสินจำคุกจำเลย 3 เดือน ปรับ 40,000 เหรียญ ผู้พิพากษาเห็นว่า จำเลยเป็นแรงงานต่างชาติ ไม่เคยมีประวัติทำผิดมาก่อน ไม่มีเจตนาทำผิดและไม่ทราบมีส่วนผสมของสารเสพติด เป็นการรู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่า และจำเลยให้การสารภาพผิด ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษจากจำคุก 3 เดือนเป็นรอลงอาญา 2 ปีและปรับเงิน 40,000 เหรียญและให้โอกาสอุทธรณ์ได้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจจัดแสดงอาหารเสริมลดน้ำหนักส่งมาจากไทย เวียดนามทางพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ถูกตรวจพบมีส่วนผสมสารเสพติดจำพวกไซบูทรามีน (ภาพจาก กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางกล่าวเตือนว่า ไต้หวันประกาศให้ไซบูทรามีน (Sibutramine) เป็นยาเสพติดประเภทที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2564 ผู้นำเข้าต้องระวางโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 12 ปี และปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางกล่าวเตือนว่า อาหารเสริมและกาแฟลดความอ้วนส่วนใหญ่มีส่วนผสมของไซบูทรามีน ซึ่งเป็นสารเสพติดที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทำให้ใจสั่น ส่งผลกระทบกับหลอดเลือดและระบบหัวใจและมีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต เพื่อความปลอดภัย แนะนำหลีกเลี่ยงนำเข้าอาหารเสริมหรือยาลดความอ้วนใด ๆ เพราะอาจมีส่วนผสมของสารเสพติด นอกจากเสี่ยงติดคุกแล้ว ยังคุกคามต่อสุขภาพตนเองด้วย และตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา มีแรงงานต่างชาติ ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ รวมถึงชาวไต้หวันถูกจับและถูกลงโทษข้อหานำเข้าอาหารเสริม กาแฟลดความอ้วนจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วเป็นจำนวนมาก</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เนื่องจากตรวจพบอาหารเสริมและกาแฟลดน้ำหนักจำนวนมากจากไทย เวียดนามและฟิลิปปินส์ ที่มีส่วนผสมของไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 4 กรมพัฒนากำลังแรงงานทำสื่อประชาสัมพันธ์เตือนแรงงานไทยให้ระวัง</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=72318</guid>
      <pubDate>Fri, 14 Feb 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/02/14/20250214_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36024960" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. จับสาวเวียดนามยึดอาชีพหมอเถื่อนหากินกับเพื่อนร่วมชาติ โชว์ประกาศนียบัตรอ้างจบวิชาแพทย์หลายประเทศ ที่แท้เป็นเพียงหลักฐานลงทะเบียนสมัครเรียนทางออนไลน์</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/02/14/0c78b1cdc235fd30f74190180b5e3345.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>7</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=64878</link>
      <description><![CDATA[<p>1. สิ้นปี 2567 ไต้หวันอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 32,512 คน 56.14% เป็นผู้อนุบาล แรงงานไทยภาคการผลิตได้รับอนุมัติแล้ว 2,856 จากทั้งหมด 14,258 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อที่จะแก้ไขภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะระดับช่างเทคนิค กระทรวงแรงงานไต้หวันผลักดันโครงการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือและได้รับค่าจ้างตามกำหนด สามารถยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือและอยู่ทำงานในไต้หวันได้ต่อไป หรือเรียกสั้น ๆ ว่าโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ มาตั้งแต่ 30 เมษายน 2565 จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2567 กระทรวงแรงงานไต้หวันอนุมัติให้นายจ้างว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 32,512 คน ในจำนวนนี้&nbsp;56.14% เป็นแรงงานกึ่งฝีมือในภาคสวัสดิการสังคม ส่วนที่เป็นแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิต 14,258 คน คิดเป็น 43.85%&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เริ่มจากปี 2567 เป็นต้นมา กรมพัฒนากำลังแรงงาน ใช้มาตรการเชิงรุกในการส่งเสริมให้นายจ้างว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ โดยโทรศัพท์สอบถามนายจ้างที่มีแรงงานต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติในการยกระดับแรงงานกึ่งฝีมือ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาอุปสรรคและอำนวยความสะดวกในการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ ผลปรากฏว่า นายจ้างมีความกระตือรือร้นในการยื่นขอยกระดับแรงงานต่างชาติของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับคุณสมบัติของแรงงานกึ่งฝีมือ มี 4 เงื่อนไข&nbsp;ได้แก่ ทำงานในไต้หวันติดต่อกันครบ 6 ปีขึ้นไป หรือทำงานไม่ต่อเนื่องแต่มีอายุงานรวมสะสมครบ 11 ปี 6 เดือนขึ้นไป หรือแรงงานเก่าที่เคยทำงานในไต้หวันครบ 11 ปี 6 เดือนและเดินทางกลับประเทศแล้ว รวมถึงนักศึกษาต่างชาติที่จบการศึกษาในไต้หวันระดับอนุปริญญาขึ้นไป หากนายจ้างจ่ายค่าจ้างตามกำหนดและมีทักษะฝีมือตามเกณฑ์ นายจ้างสามารถยื่นขอว่าจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้ โดยทำสัญญาครั้งละ 3 ปี เมื่อครบกำหนดสามารถต่อสัญญาใหม่ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดระยะเวลาการทำงาน 12 /14 ปี เหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไป จะได้รับเงินบำเหน็จและเงินบำนาญเหมือนแรงงานท้องถิ่น เมื่ออยู่ทำงานในไต้หวันครบ 5 ปี ยังมีสิทธิ์ยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวร ในส่วนผลดีของนายจ้าง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ไม่ต้องชำระเงินเข้ากองทุนความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่นเหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไปที่นายจ้างต้องจ่ายเดือนละ 2,000-3,000 เหรียญต่อคน นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติคนใหม่มาทดแทนโควตาแรงงานต่างชาติทั่วไปที่ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว ช่วยให้นายจ้างมีความยืดหยุ่นในการว่าจ้างแรงงานมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานในภาคการผลิต หากได้รับค่าจ้างประจำเกิน 35,000 เหรียญขึ้นไป สามารถยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือโดยไม่ต้องแสดงหลักฐานด้านทักษะฝีมือใด ๆ&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อมูลของศูนย์บริการการจ้างงานชาวต่างชาติ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 กระทรวงแรงงานอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 32,512 คน แบ่งเป็นตำแหน่งงานต่อไปนี้ :</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. โรงงานอุตสาหกรรม 13,562 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานเวียดนาม 4,963 คน ตามด้วยแรงงานฟิลิปปินส์ 3,672 คน แรงงานไทยได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ 2,836 คน และอินโดนีเซีย 2,064 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. ลูกเรือประมงได้รับการอนุมัติแล้ว 596 คน เป็นลูกเรืออินโดนีเซีย 468 คน ฟิลิปปินส์ 111 คน เวียดนาม 13 คนและไทย 4 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. ภาคการเกษตรอนุมัติแล้ว 44 คน เป็นแรงงานเวียดนาม 18 คน อินโดนีเซีย 17 คน ฟิลิปปินส์ 6 คนและไทย 3 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4. โรงเชือดและชำแหละเนื้อสัตว์ 24 คน เป็นแรงงานเวียดนาม 14 คน อินโดนีเซีย 8 คนและฟิลิปปินส์ 2 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5. ภาคการก่อสร้างอนุมัติแล้ว 28 คน เป็นคนงานไทย 17 คน อินโดนีเซีย 6 คน เวียดนาม 5 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 6. งานจ้างเหมาบริการภาคการเกษตรเป็นแรงงานเวียดนามทั้งหมด 4 คน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยที่ไทจงรับการอบรมและสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานประเภารถยก</p>
<p style="margin-left: 8.0pt;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านภาคสวัสดิการสังคมหรือผู้อนุบาล ได้รับการอนุมัติมากที่สุด 18,254 คน คิดเป็น 56.14% แบ่งเป็นผู้อนุบาลในครัวเรือน 17,566 คน เป็นผู้อนุบาลอินโดนีเซีย 13,590 คน ฟิลิปปินส์ 2,712 คน เวียดนาม 1,197 คนและผู้อนุบาลไทย 67 คน ส่วนผู้อนุบาลในองค์กร ได้รับอนุมัติ 688 คน เป็นผู้อนุบาลเวียดนาม 370 คน อินโดนีเซีย 215 คน ฟิลิปปินส์ 101 คนและแรงงานไทย 2 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เนื่องจากค่าจ้างขั้นต่ำในไต้หวันปรับสูงขึ้นทุกปี โดยในปีใหม่นี้ปรับเป็น 28,590 เหรียญ ใกล้ค่าจ้างประจำของแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิตที่เริ่มต้น 33,000 เหรียญเข้าไปทุกที รวมถึงกระทรวงแรงงานมีการส่งเสริม ลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกมากขึ้น อาทิ ลดระยะเวลาในการประกาศรับสมัครแรงงานในประเทศ เพื่อให้นายจ้างได้ใบรับรอง ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญประกอบการยื่นขอ และจัดตั้งศูนย์บริการแรงงานกึ่งฝีมือ ฯลฯ จึงคาดว่า ยอดจำนวนแรงงานกึ่งฝีมือจะเพิ่มรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สื่อประชาสัมพันธ์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม กลุ่ม NGO เคยแสดงความเห็นก่อนหน้านี้ขัดกับจุดยืนของกระทรวงแรงงานว่า โครงการแรงงานกึ่งฝีมือมีเงื่อนไขและอุปสรรคมากมาย ไม่จูงใจนายจ้างยกระดับแรงงานต่างชาติทั่วไปของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือและเป็นเหตุให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือต้องเดินทางไปทำงานประเทศอื่น ทำให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมืออยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย จะเห็นได้ว่า แรงงานกึ่งฝีมือที่ได้รับอนุมัติ กว่าครึ่งหรือส่วนใหญ่เป็นภาคสวัสดิการสังคม ตำแหน่งผู้อนุบาล ส่วนแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิตมีจำนวนไม่มาก ช่วยแก้ภาวะขาดแคลนแรงงานของผู้ประกอบการได้น้อย เพราะมีเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายประการ ทำให้นายจ้างจำนวนมากไม่สนใจจะยกระดับแรงงานต่างชาติทั่วไปเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ เมื่อครบสัญญาก็เปลี่ยนไปนำเข้าแรงงานต่างชาติคนใหม่มาแทน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ข้อดีของการเป็นแรงงานกึ่งฝีมือที่มีต่อนายจ้างและลูกจ้าง จัดทำโดยกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดังนั้น ทั้งผู้ประกอบการและกลุ่ม NGO เสนอว่า ควรจะยกเลิกข้อห้ามในกฎหมายการจ้างงาน ซึ่งกำหนดให้แรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันรวมสะสมไม่เกิน 12 ปีสำหรับแรงงานในภาคการผลิตและ 14 ปีสำหรับแรงงานในภาคสวัสดิการสังคม นายจ้างจำนวนมากกล่าวว่า ทำไมต้องบังคับให้แรงงานต่างชาติที่ทำงานกับตนซึ่งผ่านการฝึกฝน มีความชำนาญในหน้าที่การงาน รู้กฎระเบียบและคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมการทำงานของไต้หวัน ต้องเดินทางกลับประเทศเมื่อทำงานครบ 12 ปี แล้วให้นำเข้าแรงงานคนใหม่มาทดแทนเพื่อฝึกฝนต่อไป ไม่เพียงแต่จะเพิ่มต้นทุนด้านแรงงานเท่านั้น ยังส่งผลให้แรงงานที่มีทักษะเหล่านี้ต้องเดินทางไปทำงานที่ประเทศคู่แข่งอื่น ๆ ต่อไป เท่ากับว่า ไต้หวันเป็นแหล่งฝึกแรงงานต่างชาติให้ประเทศอื่น ในส่วนมุมมองของกลุ่ม NGO เห็นว่า ชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แรงงานกึ่งฝีมือและแรงงานต่างชาติทั่วไป ควรจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ทำไมชาวต่างชาติที่ทำงานในตำแหน่งอื่น ๆ สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันได้อย่างไม่จำกัด ขณะที่แรงงานต่างชาติทั่วไปถูกกีดกันและจำกัดระยะเวลาทำงาน จึงเสนอว่า แทนที่จะขยายระยะเวลาการทำงานครั้งละ 3 ปี ควรจะยกเลิกไปเลยเหมือนกับแรงงานในสถานะอื่น ๆ ไม่เพียงแต่สนองและตอบโจทย์ของผู้ประกอบการ ยังช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและแหล่งที่มาของแรงงานต่างชาติลดน้อยลง นอกจากนี้ ยังจะลดปัญหาการหลบหนีของแรงงานต่างชาติได้ด้วย</p>
<p>2. บังคับครบเดือน เถาหยวนจับจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ได้จดทะเบียน 201 ราย ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย 80% เป็นแรงงานต่างชาติ ไทจงจับแล้ว 425 ราย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อเป็นการจัดระเบียบใหม่และแก้ปัญหาอุบัติเหตุจากรถจักรยานไฟฟ้า ตั้งแต่ 30 พ.ย. 67 เป็นต้นมา รถจักรยานไฟฟ้าในไต้หวันทุกคัน จะต้องจดทะเบียนติดแผ่นป้ายและซื้อประกันภัยภาคบังคับ&nbsp;เช่นเดียวกับรถมอเตอร์ไซค์ จึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนถนนได้ หลังจากมาตรการนี้ดำเนินมาได้ 1 เดือน จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2567 เฉพาะที่นครเถาหยวน มีผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรถูกจับ 201 ราย ในจำนวนนี้ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนและไม่ได้ซื้อประกันภาคบังคับตามกฎระเบียบ 195 ราย ครองสัดส่วนผู้ทำผิดกฎหมาย 97% และในจำนวนผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย 80% หรือ 162 รายเป็นแรงงานต่างชาติ ซึ่งมีทุกชาติ แต่เวียดนามมีจำนวนมากที่สุด ตามด้วยแรงงานไทยและอินโดนีเซีย แต่ละรายถูกปรับ 1,200-3,600 เหรียญฐานไม่ได้จดทะเบียนติดแผ่นป้ายและไม่ซื้อประกันปรับอีก 750-1,500 เหรียญ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">หลังจากมาตรการนี้ดำเนินมาได้ 1 เดือน นครเถาหยวน มีผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรถูกจับ 201 ราย ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนและไม่ได้ซื้อประกันภาคบังคับตามกฎระเบียบ 195 ราย ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย 80% หรือ 162 รายเป็นแรงงานต่างชาติ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากเถาหยวนแล้ว ตำรวจทั่วไต้หวันมีการตรวจจับผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรอย่างเข้มข้น ที่นครนิวไทเปจับแล้ว 749 คดี ไม่ติดหรือปิดบังแผ่นป้าย 315 ราย จอดรถไม่เป็นที่ 209 รายและให้คนอื่นนั่งซ้อนท้าย&nbsp;52 ราย เนื่องจากผู้ทำผิดกฎจราจรส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติ กองจราจรนิวไทเปใช้ระบบ AI ทำคลิปภาษาแม่ของแรงงานต่างชาติเพิ่มการประชาสัมพันธ์ตามนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ส่วนที่ไทจง ซึ่งเป็นเมืองที่มียอดจำนวนรถจักรยานไฟฟ้าจดทะเบียนถูกกฎหมายมากที่สุด มีการตรวจจับผู้ใช้รถจักรยานไฟฟ้าผิดกฎหมาย 758 ราย เป็นรถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่จดทะเบียนติดแผ่นป้ายและซื้อประกันตามกฎระเบียบมากที่สุด 425 ราย เฉพาะในเขตอูรื่อ ซึ่งมีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่เป็นจำนวนมากผิดกฎระเบียบ 71 ราย ในจำนวนนี้ ยังตรวจพบนายอามาน อายุ 30 ปี แรงงานอินโดนีเซียบิดแผ่นรถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ใช่ป้ายเลขทะเบียนขึ้น เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของตำรวจจราจร แต่ไม่รอดถูกจับขณะผ่านสี่แยกไฟแดงแม้เจ้าตัวจะอ้างว่า เพิ่งซื้อจากเพื่อนและยังไม่ทันจะจดทะเบียนตามกฎระเบียบ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">บังคับครบเดือน เถาหยวนจับจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ได้จดทะเบียน 201 ราย ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย 80% เป็นแรงงานต่างชาติ (ภาพจาก watchmedia01.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลของกระทรวงคมนาคมพบว่า จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567&nbsp; ทั่วไต้หวันมีรถจักรยานไฟฟ้าที่จดทะเบียนติดแผ่นป้ายและซื้อประกันภัยภาคบังคับตามกฎระเบียบแล้ว 265,029 คัน ในจำนวนนี้ นครไทจงมียอดจำนวนรถจักรยานไฟฟ้าที่จดทะเบียนอย่างถูกกฎหมายมากที่สุด 39,308 คัน ครองสัดส่วนรถจักรยานไฟฟ้าจดทะเบียนทั่วไต้หวัน 12.88% ในจำนวนนี้ ประมาณ 40% หรือ 15,800 คัน เจ้าของเป็นแรงงานต่างชาติ ตามด้วยนครเกาสง 37,397 คัน นครเถาหยวน 28,367 คัน ไถหนาน 27,941 คัน จางฮั่ว 24,179 คัน ส่วนที่นครนิวไทเป มียอดจำนวนรถจักรยานไฟฟ้าจดทะเบียน 21,560 คัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">บังคับครบเดือน เถาหยวนจับจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ได้จดทะเบียน 201 ราย ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย 80% เป็นแรงงานต่างชาติ (ภาพจาก tyenews.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงคมนาคมแถลงว่า รถจักรยานไฟฟ้าทุกคันไม่ว่าซื้อใหม่หรือมือสอง จะต้องจดทะเบียนติดแผ่นป้ายและซื้อประกันภัยภาคบังคับแล้ว จึงจะขับขี่บนท้องถนนได้ แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องมีใบขับขี่เหมือนรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป สำหรับการจดทะเบียนและติดแผ่นป้ายทะเบียนรถจักรยานไฟฟ้า เสียค่าธรรมเนียมครั้งเดียว 450 เหรียญได้แก่ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน 300 เหรียญ และค่าแผ่นป้ายทะเบียน 150 เหรียญ และต้องซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 หรือประกันภัยภาคบังคับตามอายุการใช้งานของรถ หากเป็นรถใหม่ ต้องซื้อประกันอย่างน้อย 3 ปี รวมเบี้ยประกัน 1,358 เหรียญ กรณีเป็นรถอายุการใช้งานไม่ถึง 1 ปี ต้องซื้อประกันอย่างน้อย 2 ปี รวมเบี้ยประกัน 971 เหรียญ หากเป็นรถอายุการใช้งาน 1 ปีขึ้นไป ต้องซื้อประกันอย่างน้อย 1 ปี เบี้ยประกัน 563 เหรียญ และต้องต่อประกันก่อนหมดอายุ กรณีที่รถจักรยานไฟฟ้าเกิดชำรุดเสียหายและเลิกใช้ ประกันภัยภาคบังคับที่ซื้อไว้ล่วงหน้าสามารถรับคืนได้ตามสัดส่วน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">30 พ.ย. 67 เป็นต้นมา ตำรวจทุกท้องที่ตรวจเข้มรถจักรยานไฟฟ้า ต้องจดทะเบียนติดแผ่นป้าย จึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนถนนได้ (ภาพจาก i.epochtimes.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กระทรวงแรงงานฝากประชาสัมพันธ์ขอให้แรงงานต่างชาติเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย รถจักรยานไฟฟ้าซึ่งเป็นยานพาหนะยอดนิยมของแรงงานต่างชาติ ขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 25 กม. ต่อชั่วโมง น้ำหนักรถไม่รวมแบตเตอรี่ต่ำกว่า 40 กก. หรือรวมแบตเตอรี่ไม่เกิน 60 กก. หากไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีโทษปรับ 1,200-3,600 เหรียญ ไม่สวมหมวกกันน็อกจะถูกปรับ 300 เหรียญ ดัดแปลงหรือแต่งรถจักรยานไฟฟ้าปรับตั้งแต่ 1,800-5,400 เหรียญไต้หวัน ห้ามให้คนซ้อนท้าย ห้ามเมาแล้วขับ เจ้าของรถสามารถหาซื้อประกันภัยภาคบังคับได้จากพนักงานขายประกันภัย ร้านขายจักรยานไฟฟ้าทั่วไปมีบริการซื้อประกันภัย หรือซื้อจากเว็บของบริษัทประกันภัยได้ หากไม่ซื้อประกันภาคบังคับตามกำหนด มีโทษปรับ 750-1,500 เหรียญ กรณีเกิดอุบัติเหตุและพบว่ารถจักรยานไฟฟ้าไม่ได้ซื้อประกันภัยภาคบังคับ ต้องเสียค่าปรับ 9,000&ndash;30,000 เหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">30 พ.ย. 67 เป็นต้นมา ตำรวจทุกท้องที่ตรวจเข้มรถจักรยานไฟฟ้า ต้องจดทะเบียนติดแผ่นป้าย จึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนถนนได้ (ภาพจาก udn.com)</p>
<p>3. แรงงานไทยที่ไทจงขี่รถจักรยานไฟฟ้าตกทุ่งนาดับปริศนาในวันตรุษจีน เตือนร่างกายอยู่ในสภาพอ่อนเพลียหรือเมาแล้วขับเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา มีแรงงานไทยเสียชีวิตหลายราย ทั้งเส้นเลือดสมองแตกจากอากาศหนาวจัด จับปลาจมน้ำเสียชีวิตหรือเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รุ่งเช้าวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันตรุษจีน มีชาวไต้หวันที่เขตต้าตู้ นครไทจง พบเห็นรถจักรยานไฟฟ้าคันหนึ่งตกอยู่กลางทุ่งนา และมีชายนอนจมน้ำในบริเวณเดียวกัน จึงโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุนำร่างของชายรายนี้และรถจักรยานไฟฟ้าขึ้นมาจากทุ่งหนา พบว่าชายซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของรถ เสียชีวิตหลายชั่วโมงแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยที่ไทจงขี่รถจักรยานไฟฟ้าทิ่มลงไปทุ่งนาดับปริศนาในวันตรุษจีนที่ผ่านมา (ภาพจาก &nbsp;tw.nextapple.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการตรวจสอบของตำรวจพบว่า ชายผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตรายนี้ ชื่อนายทวีศักดิ์ อายุ 58 ปี เดินทางมาจากจังหวัดอุดรธานี เป็นแรงงานไทยถูกกฎหมายทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตเสาไฟฟ้า หมอนรองรางรถไฟและท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก ตั้งอยู่ที่เขตต้าตู้ นครไทจง เนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีกล้องวงจรปิด จึงไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้แรงงานไทยรายนี้ตกลงไปในทุ่งนาเสียชีวิต เมื่อหน่วยกู้ภัยและตำรวจมาถึง พบแรงงานไทยรายนี้น่าจะเสียชีวิตไปแล้วนานหลายชั่วโมง เบื้องต้นยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากเมาแล้วขับหรือไม่ ต้องรอให้นิติเวชชันสูตรศพหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยที่ไทจงขี่รถจักรยานไฟฟ้าทิ่มลงไปทุ่งนาดับปริศนาในวันตรุษจีนที่ผ่านมา (ภาพจาก TVBS)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตามสถานีตำรวจไทจงกล่าวเรียกร้องผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกชนิด นอกจากต้องเคารพกฎจราจร ขับขี่รถอย่างระมัดระวังและมีสติแล้ว กรณีที่ร่างกายไม่พร้อมจะขับขี่ยานพาหนะ ไม่ว่าจะหลับในหรืออยู่ในภาวะง่วงนอนขณะขับขี่รถ โดยเฉพาะหลังดื่มแอลกอฮอล์หรือเมาแล้วขับ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัย หากมีการดื่มสุรา แนะควรพักผ่อนหรือเรียกแท็กซี่ไปส่ง อย่าขับขี่ยานพาหนะอย่างเด็ดขาด เพราะอาจต้องเสียค่าปรับที่แพง ที่สำคัญยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิต</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยที่ไทจงขี่รถจักรยานไฟฟ้าทิ่มลงไปทุ่งนาดับปริศนาในวันตรุษจีนที่ผ่านมา (ภาพจาก &nbsp;tw.nextapple.com)</p>
<p>4. แรงงานไทยจับปลาในวันตรุษจีน ตกน้ำเสียชีวิตบริเวณรอยต่อเกาสง-ผิงตง หน่วยกู้ภัยใช้โดรนค้นหา 3 วัน พบศพในสภาพขึ้นอืด</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สองแรงงานไทยที่เกาสง ชวนกันไปจับปลาในแม่น้ำเกาผิงซีบริเวณรอยต่อเกาสงและผิงตง ขณะเดินผ่านฝายชะลอน้ำจากฝั่งเกาสงไปยังฝั่งผิงตง 1 ในแรงงานไทยพลาดตกลงไปในแม่น้ำ ถูกน้ำพัดพาหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อเห็นเพื่อนจมน้ำ แรงงานไทยรีบโทรแจ้งล่ามและโรงงาน หน่วยกู้ภัยทั้งจากผิงตงและเกาสง 36 นาย รถกู้ภัย 16 คัน เรือยางติดเครื่องยนต์ 3 ลำและโดรนอีก 6 เครื่อง ออกค้นหาแรงงานไทยรายนี้ ใช้เวลาถึง 3 วัน จึงพบศพของแรงงานไทยในสภาพเสียชีวิตไปแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยจับปลาในวันตรุษจีนที่ผ่านมา&nbsp;ตกน้ำหายสาบสูญไปบริเวณรอยต่อเกาสง-ผิงตง เจ้าหน้าที่กู้ภัยค้นหานานถึง 3 วันพบเสียชีวิตแล้ว (ภาพจาก CNA)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกหน่วยกู้ภัยเมืองผิงตงกล่าวว่า ได้รับแจ้งเหตุคนจมน้ำหายสาบสูญเมื่อเวลา 15.27 น. วันที่ 29 มกราคม ซึ่งเป็นวันตรุษจีน จึงจัดส่งหน่วยกู้ภัยออกค้นหา ขณะเดียวกันได้แจ้งหน่วยกู้ภัยนครเกาสงร่วมกันออกค้นหา ใช้เวลานาน 3 วัน จนเมื่อเวลา 09.33 น. วันที่ 1 ก.พ. โดรนหน่วยกู้ภัยจึงตรวจพบศพผู้ตาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำศพขึ้นมาจากน้ำ พบสภาพศพเสียชีวิตไปนานแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยจับปลาในวันตรุษจีนที่ผ่านมา&nbsp;ตกน้ำหายสาบสูญไปบริเวณรอยต่อเกาสง-ผิงตง เจ้าหน้าที่กู้ภัยค้นหานานถึง 3 วันพบเสียชีวิตแล้ว (ภาพจาก หน่วยกู้ภัยผิงตง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้ตายเป็นแรงงานไทยอายุ 45 ปี มาจากอุดรธานี เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันนานหลายปีแล้ว ก่อนเกิดเหตุ เพิ่งจะยายนายจ้างใหม่ มาทำงานโรงงานผสมคอนกรีตที่เขตต้าเหลียว นครเกาสง เนื่องจากช่วงเทศกาลตรุษจีน โรงงานหยุดยาว ผู้ตายและแรงงานไทยอีกรายชวนกันไปจับปลาที่แม่น้ำเกาผิงซี ขณะเดินบนฝายกั้นข้ามไปยังฝั่งผิงตง พลาดท่าตกน้ำจมหายไปอย่างไร้ร่องรอย หน่วยกู้ภัยทั้งจากผิงตงและเกาสง 36 นาย รถกู้ภัย 16 คัน เรือยางติดเครื่องยนต์ 3 ลำและโดรนอีก 6 เครื่อง ออกค้นหานานถึง 3 วัน จึงพบศพของแรงงานไทยในสภาพเสียชีวิตไปแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยจับปลาในวันตรุษจีนที่ผ่านมา&nbsp;ตกน้ำหายสาบสูญไปบริเวณรอยต่อเกาสง-ผิงตง เจ้าหน้าที่กู้ภัยค้นหานานถึง 3 วันพบเสียชีวิตแล้ว (ภาพจาก หน่วยกู้ภัยผิงตง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานไทยจำนวนหนึ่งยังนิยมออกหาปลาตามแม่น้ำลำธารในวันหยุดงาน ขอเตือนว่า แม่น้ำและลำห้วยในไต้หวันส่วนใหญ่ค่อนข้างชันและมีระยะทางสั้น น้ำมักจะไหลเชี่ยว มีหลุมทรายหรือมีน้ำวนอยู่ก้นแม่น้ำลำธาร เสี่ยงต่อการจมน้ำ จึงควรหลีกเลี่ยงไปในสถานที่อันตรายดังกล่าว อยากจะกินปลาหรือสัตว์เลี้ยงชนิดไหนก็ตาม หาซื้อจากซูเปอร์มาเก็ต ไฮเปอร์มาเก็ตและตลาดสด ซึ่งมีการควบคุมคุณภาพและถูกหลักอนามัย อีกทั้งราคาก็ไม่แพงจะดีกว่า</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=64878</guid>
      <pubDate>Fri, 07 Feb 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/02/07/20250207_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36019200" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. สิ้นปี 2567 ไต้หวันอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 32,512 คน 56.14% เป็นผู้อนุบาล แรงงานไทยภาคการผลิตได้รับอนุมัติแล้ว 2,856 จากทั้งหมด 14,258 คน</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/02/07/18e9f806b9ad73c584f6e1863cc8d6f6.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>6</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=64916</link>
      <description><![CDATA[<p>1. ทลายแก๊งนายหน้าเถื่อน จัดส่ง 11 ผู้อนุบาลผิดกฎหมายไปดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล เก็บค่าหัวคิวคนละ 800 เหรียญต่อวัน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องกว่า 90,000 คนแล้ว ในจำนวนนี้ ผู้อนุบาลหลบหนีกว่า 30,000 คน หรือ 1 ใน 3 ของแรงงานต่างชาติหลบหนีทั้งหมด และมากเป็นอันดับ 2 รองจากแรงงานต่างชาติในภาคการผลิต ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ มักเป็นแหล่งหลบหนีไปทำงานในตำแหน่งผู้อนุบาลดูแลคนป่วยอย่างผิดกฎหมายแหล่งใหญ่ ที่นิวไทเป ขณะที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตรวจตราความเรียบร้อยในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง พบผู้อนุบาลอินโดนีเซียรายหนึ่ง กำลังดูแลผู้ป่วยโดยส่ออาการพิรุธ จากการตรวจสอบพบเป็นแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมาย โดยบริษัทที่จ้างเหมาบริการดูแลคนป่วยในโรงพยาบาล ทำหน้าที่เป็นนายหน้าเถื่อน จัดหา 11 ผู้อนุบาลชาติเดียวกันไปดูแลคนป่วย โดยเก็บค่าบริการจัดหางานเป็นรายวันคนละ 800 เหรียญ คาดมีรายได้จากการจัดเก็บค่าหัวคิวไม่ต่ำกว่า 3,000,000 เหรียญไต้หวันต่อปี ตำรวจจับกุมผู้อนุบาลผิดกฎหมายกลุ่มนี้พร้อมผู้บริหารระดับหัวหน้าและผู้จัดการของบริษัทจัดหางานที่เป็นนายหน้าเถื่อนรายนี้ ส่งดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงาน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจนิวไทเป ตรวจเข้มตามโรงพยาบาลต่าง ๆ เนื่องจากเป็นที่หลบซ่อนทำงานของแรงงานผิดกฎหมาย (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเป แถลงเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า ขณะที่จัดกำลังเจ้าหน้าที่ไปตรวจตราความเรียบร้อยในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่นครนิวไทเป พบผู้อนุบาลอินโดนีเซียรายหนึ่งกำลังดูแลผู้ป่วย ตำรวจเห็นผู้อนุบาลรายนี้มีอาการพิรุธเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเข้าไปสอบถามและขอดูบัตร ARC พบเป็นแรงงานหลบหนีนายจ้าง จากการขยายผลการตรวจสอบพบมีบริษัทจ้างเหมาบริการจัดหาผู้อนุบาลมาดูแลคนป่วยของโรงพยาบาล ร่วมมือกับนายหน้าจัดหางาน แอบจัดให้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ไม่มีทักษะในการดูแลผู้ป่วยปะปนเข้าทำงาน โดยที่ผู้ป่วยและนายจ้างไม่รู้ว่าเป็นแรงงานผิดกฎหมาย นอกจากจับกุมผู้อนุบาลรายนี้และผู้บริหารระดับหัวหน้าและผู้จัดการของบริษัทจ้างเหมาบริการดังกล่าวแล้ว ยังตามไปจับกุมผู้อนุบาลอินโดนีเซียผิดกฎหมายอีก 10 คน ที่หอพักหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านร้างในป่าของเขตพื้นที่ตั้นสุ่ยในนครนิวไทเป ตำรวจลงโทษปรับผู้อนุบาลผิดกฎหมายเหล่านี้ ตามระยะเวลาที่หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย จากนั้นเตรียมส่งกลับประเทศ ส่วนผู้บริหารบริษัทจ้างเหมาบริการที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้าเถื่อน ถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงาน ซึ่งมีโทษปรับ 500,000 เหรียญไต้หวันและมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ผู้อนุบาลอินโดนีเซียถูกจับในหอพัก หลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนิวไทเปตรวจเข้มตามโรงพยาบาลต่าง ๆ จับ 11 ผู้อนุบาลอินโดนีเซียฐานทำงานอย่างผิดกฎหมาย&nbsp;(ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โรงพยาบาลและศูนย์ดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยและผู้สูงอายุ เนื่องจากต้องจ้างผู้อนุบาลดูแลคนป่วย หากเป็นผู้อนุบาลในไต้หวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มาแต่งงานตั้งรกรากในไต้หวันและผ่านการฝึกอบรมทักษะการดูแลผู้ป่วยมีประกาศนียบัตร อัตราค่าจ้างจะอยู่ที่วันละ 2,600-3,500 เหรียญต่อวัน ขณะที่ผู้อนุบาลผิดกฎหมายค่าจ้างจะอยู่ที่วันละ 1,600-2,000 เหรียญ ทำให้สถานที่ดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยและผู้สูงอายุ กลายเป็นสถานที่หลบซ่อนทำงานอย่างผิดกฎหมายแหล่งใหญ่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจึงมีการตรวจตราสถานที่เหล่านี้อย่างเข้มข้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจนิวไทเป จับนายหน้าจัดหางานพร้อมผู้อนุบาลทำงานอย่างผิดกฎหมายจำนวน 11 คน&nbsp;(ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>2. อุทาหรณ์คนใจร้อน! แรงงานไทยที่เหมียวลี่แทงเพื่อนเสียชีวิตเพราะอารมณ์ชั่ววูบ นอกจากชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทแล้ว ยังเจอคุก 10.5 ปี</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุการณ์ที่แรงงานไทยฆ่ากันเองคดีนี้เกิดขึ้นที่เมืองเหมียวลี่ แรงงานไทยในโรงงานเดียวกันไม่พอใจถูกต่อว่าคุยโทรศัพท์เสียงดัง ใช้มีดแทงเพื่อนจนเสียชีวิต แม้จะให้ญาติพี่น้องของตนประนีประนอมกับทายาทผู้ตายแล้ว ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจากเดิมที่ศาลท้องถิ่นตัดสินจำคุก 9 ปี 6 เดือนเป็น 10 ปี 6 เดือน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">อาคารที่ทำการศาลชั้นสูงหรือศาลอุทธรณ์ สาขาไทจง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ศาลชั้นสูงสาขาไทจง ตัดสินคดีที่แรงงานไทยแทงเพื่อนชาติเดียวกันเสียชีวิต ในหนังสือพิพากษาระบุว่า นายอภิสิทธิ์ อายุ 49 ปี แรงงานไทยจากจังหวัดขอนแก่น เดินทางมาทำงานที่โรงงานผลิตท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กที่ตำบลถงหลัว เมืองเหมียวลี่ ขณะเกิดเหตุเมื่อค่ำวันที่ 8 ธันวาคม 2566 เวลาประมาณ 20.00 น. เศษ กำลังพูดคุยทางโทรศัพท์อยู่ในห้องนอนชั้นสองของหอพัก ผู้ตายได้แก่นายวิชินร์ แรงงานไทยอายุเท่ากัน เดินทางมาจากจังหวัดอุดรธานี กำลังนั่งดื่มสุรากับเพื่อน ๆ ที่ชั้นหนึ่ง ผู้ตายรู้สึกรำคาญที่นายอภิสิทธิ์คุยมือถือเสียงดังทำลายบรรยากาศในการดื่มสุราของตนกับเพื่อน จึงเดินทางขึ้นไปที่ชั้นสองต่อว่า ทั้งสองเกิดการทะเลาะกันขึ้น นายอภิสิทธิ์บันดาลโทสะ คว้ามีดปอกผลไม้ยาวประมาณ 15 ซม. แทงไปที่ใบหน้า อก ท้องและเอวถึง 11 แผล ในจำนวนนี้ มี 3 แผลที่แทงทะลุตับ กระเพาะและม้าม ทำให้นายวิชินร์บาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตใน 2 วันถัดมา หลังถูกเพื่อนแรงงานไทยคนอื่นที่ได้ยินเสียงโอดครวญวิ่งขึ้นไปชั้นสองและแจ้งนายจ้างนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สุรา เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้แรงงานไทยทะเลาะวิวาทจนถึงขั้นฆ่าแทงกัน ในภาพเป็นขวดเหล้าที่เก็บกวาดจากหอพักแรงงานไทยแห่งหนึ่งในเถาหยวน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังเกิดเหตุนายจ้างแจ้งความ ตำรวจมาถึงสถานที่เกิดเหตุถามว่าใครเป็นคนแทง นายอภิสิทธิ์ ซึ่งนั่งตะลึงกับการกระทำของตนบนเตียงยกมือสารภาพว่าตนเป็นคนแทง เข้าข่ายมอบตัวมีเหตุบรรเทาโทษ และหลังเกิดเหตุ แรงงานไทยรายนี้ ได้มอบหมายให้ญาติพี่น้องที่บ้านเจรจาชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทผู้ตายและยอมความกันได้ ศาลท้องถิ่นเหมียวลี่ตัดสินจำคุกจำเลย 9 ปี 6 เดือน จากคดีฆ่าคน มีโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตและจำคุก 10 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าฆ่าคนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ความเหี้ยมโหดของการฆ่าหรือเกิดจากการป้องกันตัว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ทางเข้านิคมอุตสาหกรรมจงซิงในตำบลถงหลัว เมืองเหมียวลี่ สถานที่เกิดเหตุแรงงานไทยแทงเพื่อนชาติเดียวกันเสียชีวิต (ภาพจาก LTN)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านอัยการเจ้าของคดีเห็นว่า ศาลตัดสินโทษเบาเกินไปมีการอุทธรณ์ ศาลชั้นสูงสาขาไทจง ซึ่งเป็นศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีแล้ว เพิ่มโทษจำคุกเป็น 10 ปี 6 เดือน หนังสือพิพากษาระบุว่า แม้ว่าจำเลยจะให้การปฏิเสธฆ่าคน แต่ยอมรับว่าใช้มีดแทงผู้ตายเนื่องจากบันดาลโทสะ เกิดอารมณ์ชั่ววูบและต่อสู้เพื่อป้องกันตัว เพราะผู้ตายตัวใหญ่กว่า แต่ขณะเกิดเหตุ ผู้ตายขึ้นไปชั้นสองต่อว่าจำเลยด้วยตัวเปล่า ไม่ได้พกพาอาวุธใด ๆ และหากจะป้องกันตัว ในห้องมีสิ่งของเครื่องใช้อื่น ๆ เช่น เชือก ขวดเหล้า อีกทั้งมีทางสามารถถอยหนีออกจากห้องพักได้ แต่จำเลยกลับใช้มีดจ้วงแทงผู้ตายพรุนทั้งตัวอย่างไม่ยั้งถึง 11 แผล ทั้งที่หัว หน้าอก ท้อง แต่ละแผลลึกมาก จนทะลุตับ กระเพาะและม้าม เป็นเหตุให้ตายเสียเลือดมากถึงแก่ชีวิตใน 2 วันต่อมา แม้จะไม่ได้ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เห็นได้ว่า จำเลยลงมือแทงผู้ตายในลักษณะโหดเหี้ยมหมายจะปลิดชีพให้ได้ อย่างไรก็ตาม คำนึงถึงจำเลยเข้ามอบตัวและหลังเกิดเหตุได้มอบหมายให้ญาติที่บ้านเจรจายอมความกับทายาทผู้ตาย จึงเพิ่มโทษเป็น 10 ปี 6 เดือน หลังพ้นโทษแล้ว ให้เนรเทศออกประเทศ ห้ามเข้าไต้หวันตลอดไป</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การขาดสติยั้งคิด บันดาลโทสะ อาจเกิดขึ้นในชีวิตของเราได้ แต่ใช้มีดแทงคนเสียชีวิต สุดท้ายตัวเองก็ต้องชดใช้ไม่เฉพาะเงิน ยังต้องไปใช้กรรมในคุก ดังนั้น การจะทำอะไรก็ตาม ต้องควบคุมสติอารมณ์ของตน มิเช่นนั้น อาจพาเราไปในทางหายนะได้</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=64916</guid>
      <pubDate>Fri, 31 Jan 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/01/31/20250131_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36000960" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. ทลายแก๊งนายหน้าเถื่อน จัดส่ง 11 ผู้อนุบาลผิดกฎหมายไปดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล เก็บค่าหัวคิวคนละ 800 เหรียญต่อวัน</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/01/31/8cbc5c45ba6d12a6e85376c0128d60f8.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>5</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ 24 มกราคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=64952</link>
      <description><![CDATA[<p>1. แรงงานต่างชาติหลบหนีพุ่งทะลุ 90,000 ส.ส. เปิดคลิปโชว์สาวเวียดนามครบสัญญาถูกส่งกลับบ้าน ใช้เวลา 11 วินาทีเปลี่ยนชุดหลบหนีออกจากสนามบินกลับมาใหม่</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แรงงานต่างชาติหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายพุ่งไม่หยุด ส.ส. พรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านจัดแถลงข่าววิจารณ์หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องบกพร่องในหน้าที่ ปล่อยปละละเลยและไม่มีมาตรการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ จนสถานการณ์บานปลายและไม่สามารถควบคุมได้ ยังยกตัวอย่างโดยเปิดคลิปโชว์แรงงานหญิงเวียดนามรายหนึ่ง ทำงานครบสัญญาต้องเดินทางกลับบ้านเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 บริษัทจัดหางานส่งถึงท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน ช่วยเช็กอิน ตรวจกระเป๋าสัมภาระและส่งเข้าด่านตรวจเรียบร้อยแล้ว แต่สามารถใช้เวลาเพียง 11 วินาที เปลี่ยนชุดเสื้อผ้าหลบหนีออกมาจากด่านตรวจหายตัวไปจากสนามบิน การที่แรงงานเข้าสู่ด่านตรวจความปลอดภัยแล้ว ยังสามารถหลบออกมานอกเขตควบคุมได้ สันนิษฐานว่า น่าจะมีขบวนการนายหน้าเถื่อนคอยสอนและบงการอยู่เบื้องหลัง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">3 ส.ส. พรรคก๊กมินตั๋ง จัดแถลงข่าวปัญหาการหลบหนีของแรงงานต่างชาต พร้อมเปิดคลิปโชว์แรงงานหญิงเวียดนาม ถูกส่งเข้าไปในสนามบินเถาหยวนแล้ว ใช้เวลาเพียง 11 วินาทีเปลี่ยนชุดหลบเข้าไต้หวันใหม่</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นางสาวหวางอวี้หมิ่น ส.ส. พรรคก๊กมินตั๋ง จัดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมากล่าวว่า ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกจับกุม เมื่อเดือนมกราคม 2564 ยังมีเพียง 48,545 คน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 90,269 คนเมื่อสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 แต่ไม่เห็นหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องหามาตรการป้องกันแต่อย่างใด เฉพาะที่หลบหนีจากสนามบินก็เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปี จากเมื่อปี 2564 หลบหนีจากสนามบิน 64 คน เพิ่มเป็น 87 คนในปี 2567 ช่วงเวลา 4 ปี มีแรงงานต่างชาติที่ครบสัญญาเดินทางกลับบ้าน แต่หลบหนีออกจากสนามบินสูงกว่า 200 คน สนามบินกลายเป็นสถานที่หลบหนีของแรงงานต่างชาติแหล่งใหญ่ และตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงสถิติของทางการ ตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้ สันนิษฐานมีขบวนการนอกกฎหมายบงการอยู่เบื้องหลังและถามว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เคยสงสัยและตรวจสอบเรื่องนี้กันบ้างไหม?</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานหญิงเวียดนาม ถูกส่งเข้าไปในเขตตรวจความปลอดภัยสนามบินเถาหยวนแล้ว ใช้เวลาเพียง 11 วินาทีเปลี่ยนชุดหลบออกมาเข้าไต้หวันใหม่</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส.ส. พรรคฝ่ายค้านกล่าวอีกว่า ตัวเลขแรงงานต่างชาติหลบหนีพุ่งขึ้นต่อเนื่อง มาจากความบกพร่องของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องที่ขาดนโยบายและไม่มีมาตรการป้องกัน กลายเป็นปัญหาสังคมและไม่เป็นธรรมสำหรับนายจ้างและบริษัทจัดหางาน พลอยเดือดร้อนและถูกลงโทษด้วย กล่าวคือนายจ้างไม่สามารถยื่นขอว่าจ้างแรงงานต่างชาติรายใหม่ได้ทันที กรณีที่เป็นนายจ้างภาคการผลิตต้องรออย่างน้อย 3 เดือน นายจ้างผู้อนุบาลต้องรออย่างน้อย 1 เดือน จึงจะยื่นขอคนใหม่มาทดแทนได้ ส่วนบริษัทจัดหางาน เมื่อส่งแรงงานต่างชาติเข้าไปยังเขตตรวจความปลอดภัยแล้ว ซึ่งบุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปสอดส่องดูแลได้ แต่บริษัทจัดหางานก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย หากจำนวนแรงงานที่นำเข้ามีอัตราส่วนหลบหนีเกินกำหนด จะถูกลงโทษเช่นกัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานหญิงเวียดนาม ถูกส่งเข้าไปในเขตตรวจความปลอดภัยสนามบินเถาหยวนแล้ว ใช้เวลาเพียง 11 วินาทีเปลี่ยนชุดหลบออกมาเข้าไต้หวันใหม่ (ภาพจาก CTS)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อข้อครหาของ ส.ส. ข้างต้น กระทรวงแรงงานตอบว่า บริษัทจัดหางานที่ได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้ส่งแรงงานต่างชาติที่ต้องเดินทางกลับประเทศไปยังสนามบิน ต้องส่งเข้าประตูด่านตรวจความปลอดภัยแล้วจึงจะกลับได้ กรณีที่แรงงานต่างชาติถูกส่งกลับเพราะผิดระเบียบกฎหมายหรือมีข้อพิพาทถูกนายจ้างยกเลิกสัญญา เดินทางกลับโดยไม่สมัครใจ หากเคลือบแคลงว่าอาจเกิดการหลบหนีในสนามบิน สามารถขอให้ตำรวจท่าอากาศยานช่วยสอดส่องดูแลได้ ต่อตัวเลขแรงงานต่างชาติหลบหนีที่เพิ่มสูงขึ้น กระทรวงแรงงานกล่าวว่า หลังจากสถานการณ์โควิด-19 บรรเทาลง อัตราการหลบหนีของแรงงานต่างชาติลดลงติดต่อกัน 2 ปีแล้ว จากเมื่อปี 2565 อัตราการหลบหนี 5.96% ลดลงเป็น 4.20% ในปี 2566 และ 2.91% เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการหลบหนีของแรงงานต่างชาติ กระทรวงแรงงานมิได้นิ่งเฉย ได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างพร้อมกัน เช่น เพิ่มช่องทางในการร้องทุกข์ของแรงงานต่างชาติกรณีที่ได้รับการกดดันหรือความไม่เป็นธรรมจากนายจ้างและบริษัทจัดหางาน เพิ่มการประชาสัมพันธ์ผลเสียและความเสี่ยงจากการหลบหนีให้แรงงานต่างชาติได้รู้โดยผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างศูนย์บริการเบ็ดเสร็จหรือการอบรมที่ท่าอากาศยานเมื่อแรงงานต่างชาติเดินทางมาถึง มีการปรับปรุงสวัสดิการและเงินค่าจ้างของแรงงานต่างชาติและเพิ่มการลงโทษบริษัทจัดหางานทั้งในไต้หวันและบริษัทจัดหางานประเทศต้นทาง นอกจากนี้ ยังมีการประชุมหารือในระดับกระทรวงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็ตอบว่า มีการเสนอมาตรการแก้ปัญหาและร่วมหารือกับกระทรวงแรงงานเพื่อลดอัตราส่วนการหลบหนีของแรงงานต่างชาติเป็นประจำ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สนามบินกลายเป็นสถานที่หลบหนีของแรงงานต่างชาติ? แรงงานต่างชาติหลบหนีจากสนามบิน ปี 2564-2567&nbsp;มีแรงงานต่างชาติที่ครบสัญญาเดินทางกลับบ้าน แต่หลบหนีออกจากสนามบินสูงกว่า 200 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยพบว่า ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 ในไต้หวันมีแรงงานต่างชาติหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบเพิ่มเป็น 90,269 คน จากยอดจำนวนแรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน 817,228 คน ในจำนวนนี้ แรงงานเวียดนามหลบหนีมากที่สุด 57,423 คน ครองสัดส่วน 63.61% ของแรงงานหลบหนีทั้งหมด ตามด้วยแรงงานอินโดนีเซียหลบหนี 28,283 คน อันดับ 3 ได้แก่ฟิลิปปินส์ 2,731 คน ส่วนแรงงานไทยหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบ 1,831 คนเป็นชาย 1,581 คน หญิง 250 คน แต่หากจำแนกเป็นประเภทและตำแหน่งงาน ภาคการผลิตหรืองานโรงงานหลบหนีมากที่สุด อาจเนื่องมาจากมีจำนวนมากสุด หลบหนีจำนวน 51,617 คน ตามด้วยผู้อนุบาล 30,237 คน ลูกเรือประมงหลบหนี 3,070 คน ภาคการก่อสร้างหลบหนี 2,972 คน เป็นแรงงานก่อสร้างเวียดนาม 2,419 คน แรงงานก่อสร้างชาวไทย 322 อินโดนีเซีย 229 คน</p>
<p>2. รวบ 6 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายตั้งแก๊งตระเวนกด ATM 25 วันมีผู้เสียหายกว่าร้อย สูญเงินร่วม 10 ล้าน อัยการสั่งฟ้องจำคุก 5 ปี</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แก๊งคอลเซนเตอร์ในไต้หวันมีแนวโน้มใช้ชาวเวียดนามเป็นมือรับจ้างกดเงินบัญชีม้ามากขึ้น สำนักงานอัยการเถาหยวนพร้อมด้วยตำรวจทลายแก๊งรับจ้างกดเงินเหยื่อคอลเซนเตอร์จากบัญชีม้าตามตู้ ATM ในพื้นที่เถาหยวน ระยะเวลาเพียง 25 วัน กดเงินจากบัญชีผู้เสียหาย 104 คน รวมเงิน 8,220,000 เหรียญไต้หวัน รวบนายนงดักทัง แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายและพวกรวม 6 คนส่งดำเนินคดี นอกจากยึดเงินสด 2.19 ล้านเหรียญแล้ว อัยการสั่งฟ้องจำคุกนางนง 5 ปี ผู้ต้องหาอีก 5 รายคนละ 4 ปี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจบุกจับ 6 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายตั้งแก๊งตระเวนกดเงินจากบัญชีม้าที่&nbsp;ATM ทั่วเถาหยวน (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสำนักงานอัยการเถาหยวนแถลงเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมาว่า นายนง เป็นแรงงานเวียดนามที่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เข้าร่วมแก๊งคอลเซนเตอร์ตุ๋นเหยื่อลงทุนทิพย์ หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีม้าของแก๊งคอลเซนเตอร์ นายนงและพวกได้รับมอบหมายให้ตระเวนกดเงินจากตู้ ATM ทั่วพื้นที่เถาหยวน นำเงินของเหยื่อส่งต่อให้บุคคลที่เจาะจง เพื่อตัดการไล่ล่าเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากใช้เวลาตรวจสอบระยะหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 พนักงานอัยการนำกำลังตำรวจจู่โจมตรวจค้นบ้านเช่าของแก๊งกดเงินดังกล่าวหลังหนึ่งในตัวเมืองนครเถาหยวน จับกุมนายนงและพวกรวม 6 คน ทั้งหมดเป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ในบ้านเช่ายังยึดบัตร ATM จำนวน 50 ใบ มือถือ 8 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 3 เครื่อง เครื่องอ่านการ์ด เครื่องนับแบงก์อย่างละ 1 เครื่อง พร้อมเงินสดที่กดจาก ATM ยังไม่ทันส่งให้แก๊งคอลเซนเตอร์ 2,190,100 เหรียญ จากการตรวจสอบพบว่า แก๊งกดเงินชาวเวียดนามแก๊งนี้ เพียง 25 วัน ตระเวนกดเงินมีผู้เสียหาย 104 คน สูญเงิน 8,220,000 เหรียญ ถูกควบคุมตัวส่งดำเนินคดี อัยการสั่งฟ้องในข้อหาตั้งแก๊งอาชญากรรมและฉ้อโกง ขอให้ศาลสั่งจำคุกนายนง 5 ปี สมาชิกคนอื่น 4 ปี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ยึดของกลางเป็นบัตร ATM กว่า 50 ใบ&nbsp;(ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ยึดเงินสดที่ยังไม่ทันส่งให้แก๊งคอลเซนเตอร์ 2,190,100 เหรียญ (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>
<p>3. จับ 5 ผู้อนุบาลอินโดฯ ผิดกฎหมาย ไลฟ์ขายเสื้อผ้ามือสองราคาถูกตัวละไม่เกิน 150 เหรียญ แรงงานอินโดแห่ซื้อคึกคัก เฉลี่ยทุก 10 วินาทีขาย 1 ตัว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5 ผู้อนุบาลอินโดนีเซียผิดกฎหมายที่เกาสงหัวใส ไลฟ์สดขายซื้อผ้ามือสองราคาถูกอย่างโจ๋งครึ่ม แรงงานชาติเดียวแห่ซื้อเพียบ กิจการดีจนรับออร์เดอร์ส่งสินค้าแทบไม่ทัน เฉลี่ยทุก 10 วินาทีขาย 1 ตัว ตำรวจบุกทลายถึงห้องเช่า ทำเอาสาวอินโดนีเซียที่กำลังไลฟ์สดขายเสื้อผ้าตกใจหน้าถอดสีรีบปิดมือถือ ยอมให้จับโดยดี ถูกส่งดำเนินคดีข้อหาผิดกฎหมายการจ้างงาน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจถึงกับผงะ ในกล้องไลฟ์สดสีสันสวยสดงดงาม แต่บริเวณรอบข้างที่ไม่ได้เข้ากล้องกลับกองเต็มไปด้วยเสื้อผ้ามือสองดูสกปรกรกรุงรังจนเดินหรือเคลื่อนไหวแทบไม่ได้&nbsp;(ภาพจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาสงได้รับแจ้งข้อมูล นางสาวนีนี่ อายุ 31 ปี ผู้อนุบาลอินโดนีเซียหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ตั้งแก๊งซื้อขายเสื้อผ้าออนไลน์ โดยติดต่อรับซื้อเสื้อผ้ามือสองจากผู้ประกอบโดยตรง นำมาขายให้คนชาติเดียวกัน เช่าโกดังร้างแห่งหนึ่งเป็นร้านขาย ให้สมาชิกในแก๊งไลฟ์สดขายทางออนไลน์ เนื่องจากมีการโชว์เสื้อผ้าซึ่งส่วนใหญ่ยังดูดีและราคาถูกตัวละไม่เกิน 150 เหรียญรวมค่าส่ง ทำให้มีแรงงานอินโดนีเซียติดตามไลฟ์สดจำนวนมาก มีผู้ติดตามกว่า 20,000 คน และมีการสั่งซื้ออย่างคึกคักต่อเนื่อง เฉลี่ยทุก 10 วินาทีขายได้ 1 ตัว สมาชิกแก๊งที่เหลือ มีคนทำหน้าที่รับออร์เดอร์ จัดและแพ็คเสื้อผ้า นำไปส่งยังที่ทำการไปรษณีย์ ทำกันแบบมืออาชีพครบวงจรเลยทีเดียว ขณะที่จู่โจมเข้าไป ตำรวจถึงกับผงะ เพราะที่ไลฟ์สดสีสันสวยสดงดงาม ต่างจากบริเวณรอบข้างที่ไม่ได้เข้ากล้องกลับกองเต็มไปด้วยเสื้อผ้ามือสองดูสกปรกรกรุงรังจนเดินหรือเคลื่อนไหวแทบไม่ได้</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ขณะไลฟ์สด จะเลือกเสื้อผ้าตัวสวยและมีสีสันที่ลูกค้าชื่นชอบออกมาโชว์ ราคาถูกรวมค่าส่งตัวละไม่เกิน 150 เหรียญ ทำให้ลูกค้าสั่งซื้อจำนวนมาก&nbsp;(ภาพจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจกล่าวว่า แรงงานอินโดนีเซียทั้ง 5 คน เดิมมาทำงานเป็นผู้อนุบาล แต่หลบหนีจากนายจ้างยึดอาชีพขายเสื้อผ้ามือสอง ขณะไลฟ์สด จะเลือกเสื้อผ้าตัวสวยและมีสีสันที่ลูกค้าชื่นชอบออกมาโชว์ เนื่องจากราคาถูกรวมค่าส่งตัวละไม่เกิน 150 เหรียญ ทำให้ลูกค้าสั่งซื้อจำนวนมาก ทั้ง 5 คน ต่างรับหน้าที่ทำงานแตกต่างกัน ดูเป็นมืออาชีพมาก เนื่องจากทำงานนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงาน ผิดกฎหมายการจ้างงานถูกจับดำเนินคดีทั้ง 5 ราย นางสาวนีนี่ หัวหน้าแก๊งกล่าวหลังถูกจับกุมว่า เนื่องจากตนเป็นคนชอบแต่งตัวสวย หลังหลบหนีจากนายจ้างหางานทำลำบาก จึงคิดทำธุรกิจขายเสื้อผ้าออนไลน์ แต่ไม่คิดว่าจะผิดกฎหมาย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเกาสงจับ 5 ผู้อนุบาลอินโดนีเซียผิดกฎหมาย ไลฟ์ขายเสื้อผ้ามือสอง&nbsp;(ภาพจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาสงแถลงว่า ตำรวจจะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจและจับกุมชาวต่างชาติที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับแรงงานต่างชาติห้ามทำงานนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงาน ผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับ 150,000 เหรียญไต้หวันและถูกเนรเทศส่งกลับประเทศ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเกาสงจับ 5 ผู้อนุบาลอินโดนีเซียผิดกฎหมาย ไลฟ์ขายเสื้อผ้ามือสอง&nbsp;(ภาพจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=64952</guid>
      <pubDate>Fri, 24 Jan 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/01/24/20250124_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36018240" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ 24 มกราคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ 24 มกราคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. แรงงานต่างชาติหลบหนีพุ่งทะลุ 90,000 ส.ส. เปิดคลิปโชว์สาวเวียดนามครบสัญญาถูกส่งกลับบ้าน ใช้เวลา 11 วินาทีเปลี่ยนชุดหลบหนีออกจากสนามบินกลับมาใหม่</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/01/24/80c5a4a5e5ec96152f7e4c3f58e1a4ce.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>4</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=64989</link>
      <description><![CDATA[<p>1. ผลสำรวจค่าจ้างเฉลี่ยแรงงานต่างชาติปี 67 ภาคการผลิต 3.3 หมื่น/เดือน ผู้อนุบาล 2.4 หมื่น นายจ้างหนักใจเรื่องการสื่อสารและท่าทีการทำงานไม่ดีมากที่สุด </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากสถิติ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในไต้หวันมีจำนวน 817,228 คน แบ่งเป็นภาคการผลิต 568,548 คน ภาคสวัสดิการสังคม 248,680 คน เพื่อให้ทราบถึงสภาพการทำงาน รายได้และปัญหาอุปสรรคที่เกิดกับนายจ้างและแรงงานต่างชาติ กระทรวงแรงงานไต้หวันได้จัดทำการสำรวจสภาพการทำงานและการบริหารแรงงานต่างชาติเป็นประจำทุกปี เพื่อนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ ปรับปรุงแก้ไขต่อไป ล่าสุด กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศผลการสำรวจในปี 2567 พบว่า แรงงานต่างชาติในภาคการผลิต มีค่าจ้างประจำเฉลี่ยเดือนละ 33,000 เหรียญไต้หวัน เทียบกับปี 2566 เพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 เหรียญต่อเดือน ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่เป็นค่าจ้างประจำ ประกอบด้วยเงินโบนัส เงินเพิ่มตามเทศกาลและเงินรางวัลจากการทำงาน ตลอดปีเฉลี่ย 15,000 เหรียญ ในส่วนของผู้อนุบาลต่างชาติในครัวเรือน มีรายได้โดยเฉลี่ยเดือนละ 24,000 เหรียญไต้หวันเพิ่มขึ้น 2,000 เหรียญ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานประจำสนามบินเถาหยวน พาแรงงานไทยออกมาจากด่านตรวจคนเข้าเมือง (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานการสำรวจสภาพการทำงานและการบริหารแรงงานต่างชาติฉบับล่าสุด ซึ่งทำการสำรวจเมื่อเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2567 มีนายจ้างที่ให้ความร่วมมือตอบแบบสำรวจ 8,554 ชุด เป็นนายจ้างภาคการผลิต 4,538 ชุด นายจ้างผู้อนุบาลในครัวเรือน 4,016 ชุด รายงานการสำรวจพบว่า ปัญหาที่ทำให้นายจ้างไม่สบายใจมากที่สุด ยังคงเป็นการสื่อสารไม่เข้าใจ ตามมาด้วยท่าทีในการทำงานไม่ดีและไม่ตั้งใจทำงาน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าในไทเป</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการสำรวจด้านเงินค่าจ้างปรากฏว่า ค่าจ้างประจำของแรงงานต่างชาติในภาคการผลิต เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 29,000 เหรียญไต้หวัน เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 เพิ่มขึ้นประมาณ 5.3% หรือเพิ่มขึ้น 1,500 เหรียญ สาเหตุหลักที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ส่วนค่าโอทีเฉลี่ยประมาณ 5,000 เหรียญไต้หวัน รวมค่าจ้างประจำและค่าโอที เฉลี่ยอยู่ที่ 33,000 เหรียญ เทียบกับปี 2566 เพิ่มขึ้น 2,000 นอกจากนี้ ยังมีรายได้ที่ไม่ใช่เป็นค่าจ้างประจำอีกปีละประมาณ 15,000 เหรียญ ด้านเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติภาคการผลิตในเดือนที่สำรวจคือมิถุนายน 179.1 ชั่วโมง ลดลงกว่าปีก่อน 13.3 ชั่วโมง ในจำนวนนี้ เป็นชั่วโมงทำงานปกติ 152.2 ชั่วโมง ลดลงกว่าปีก่อน 15.2 ชั่วโมง ส่วนชั่วโมงทำงานล่วงเวลาหรือโอทีเฉลี่ยเดือนละ 26.9 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 1.9 ชั่วโมง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างสะพานจินเหมิน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจินเหมิน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับผู้อนุบาลในครัวเรือน ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ได้รับค่าจ้างเฉลี่ย 24,000 เหรียญ ในจำนวนนี้เป็นค่าจ้างประจำเฉลี่ย 21,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 1,000 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นในอัตราส่วน 5.3% ค่าทำงานล่วงเวลาหรือโอที 3,000 เหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 1,000 เหรียญ ผู้อนุบาล 57% มีวันหยุดประจำทุกเดือน ส่วนใหญ่หรือ 36% ได้รับวันหยุดเดือนละ 1 วัน 13% มีวันหยุดเดือนละ 2-3 วัน ทั้งนี้ ตามสัญญาจ้าง ผู้อนุบาลมีวันหยุดสัปดาห์ละ 1 วัน ผลการสำรวจพบว่า กรณีที่ไม่ได้หยุดพักผ่อน นายจ้างมีการจ่ายค่าโอทีให้ทั้งหมด สำหรับชั่วโมงทำงานในแต่ละวันของผู้อนุบาลในครัวเรือนเฉลี่ยยังคงสูงถึง 10.3 ชั่วโมง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ค่าจ้างเฉลี่ยของผู้อนุบาลในครัวเรือนปี 2567 เพิ่มเป็น 24,000 เหรียญต่อเดือน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านปัญหาและอุปสรรคของนายจ้างในการบริหารแรงงานต่างชาติ นายจ้างภาคการผลิต ประสบปัญหา 39.7% ในจำนวนนี้ร้อยละ 27.6 บอกว่าการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน เป็นปัญหาหนักอกมากที่สุด รองลงมาเป็นปัญหาไม่ให้ความร่วมมือ 14.2% ตามด้วยท่าทีการทำงานที่ไม่ดีหรือไม่มีวินัยในการทำงาน ทำงานโดยไม่ตั้งใจและหลบหนี แต่ละปัญหาครองสัดส่วนกว่าร้อยละ 10 ส่วนนายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาลประสบปัญหาร้อยละ 34.7% &nbsp;ในจำนวนนี้ ปัญหาที่สร้างความหนักใจมากที่สุดได้แก่ สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง 23.8% มัวแต่พูดคุยทางโทรศัพท์ เล่นมือถือ 9.9% และท่าทีการทำงานที่ไม่ดี 8.6% ไม่ให้ความร่วมมือในการทำงาน 8%</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ค่าจ้างเฉลี่ยของผู้อนุบาลในครัวเรือนปี 2567 เพิ่มเป็น 24,000 เหรียญต่อเดือน</p>
<p>2. จับ 5 แรงงานเวียดนามรับจ๊อบเสริม รับพัสดุจากไทยหลายล็อต ซุกยาไว้ในกระป๋องลำไยอบแห้งแบรนด์ดังน้ำหนักร่วม 6 กก.</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากจ้างคนไทยปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวขนยาเสพติดหรือช่วยรับพัสดุแล้ว แก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติยังพุ่งเป้าไปยังแรงงานเวียดนามในไต้หวัน ว่าจ้างเป็นผู้รับพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดจากประเทศไทย ปี 2567 ที่ผ่านมา ถูกตรวจพบและจับกุมไปแล้วหลายครั้ง ล่าสุด จับแรงงานเวียดนาม 5 ราย รับจ้างเป็นคนรับพัสดุจากประเทศไทยซึ่งซุกกัญชาไว้ในกระป๋องลำไยอบแห้งหลายครั้ง 1 ในผู้ต้องหายังแอบปลูกกัญชา 26 ต้นในป่าที่เมืองจางฮั่ว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับ 5 แรงงานเวียดนามนำเข้ากัญชาจากไทยผ่านทางพัสดุไปรษณีย์ ซุกในลำไยอบแห้งกระป๋องยี่ห้อดังของไทย&nbsp;(ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมจัดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2568 ระบุว่า แก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ อาศัยประเทศไทยปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษเมื่อกลางปี 2565 ส่งผลให้มีการปลูก บริโภคกัญชาในประเทศไทยได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ในไต้หวันยังคงจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ระดับเดียวกับยาไอซ์และแอมเฟตามีน ความแตกต่างทางด้านกฎหมายข้างต้น ส่งผลให้แก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติสบช่องลักลอบส่งยาเสพติดเข้าไต้หวันอย่างต่อเนื่อง โดยว่าจ้างแรงงานเวียดนามเป็นผู้รับพัสดุที่ซุกซ่อนกัญชาไว้ภายในซึ่งส่งมาจากประเทศไทย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ของกลางที่ยึดได้&nbsp;(ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาที่ถูกจับครั้งล่าสุดนี้ เป็นแรงงานเวียดนาม 5 ราย ซึ่งต่างไม่รู้จักกัน ได้รับการว่าจ้างผ่านคนชาติเดียวกัน ให้เป็นผู้รับพัสดุจากประเทศไทยหลายครั้ง เป็นลำไยอบแห้งบรรจุในกระป๋อง แต่ภายในซุกซ่อนกัญชา เริ่มจากเดือนกรกฎาคม 2567 นายฟาน อายุ 31 ปี เป็นคนรับชุดแรก ได้รับคำสั่งจากนายเหงียน อายุ 25 ปีให้ไปรับพัสดุที่ซุกกัญชาไว้ภายในที่เขตถู่เฉิง นครนิวไทเปถูกจับพร้อมกับคนสั่งการ จากนั้นต้นเดือนสิงหาคม คนรับพัสดุชุดที่ 2 เป็นนายฝ่าม อายุ 21 ปี ถูกจับขณะรับพัสดุที่เขตผิงเจิ้น นครเถาหยวน ถูกจับพร้อมกับนายเหงียน อายุ 29 ปี 1 ในหัวหน้าแก๊งที่สั่งงาน จากนั้นกลางเดือนสิงหาคม 2567 นายเหงียน อายุ 25 ปี มือรับพัสดุชุดที่ 3 ถูกจับขณะรับพัสดุที่เขตจงลี่ นครเถาหยวน จากการตรวจสอบ นายเหงียน ยังแอบปลูกต้นกัญชาไว้ที่ตำบลเซี่ยนซี เมืองจางฮั่ว ตำรวจยึดกัญชาสด 26 ต้น อุปกรณ์สำหรับการเพาะปลูก เช่นระบบส่องสว่างและเครื่องระบายอากาศเป็นต้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจจับนายเหงียน&nbsp;แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย หัวโจกแก๊งค้ายานำเข้ากัญชาจากไทยผ่านทางพัสดุไปรษณีย์ (ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจกล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ทยอยรับพัสดุที่ส่งจากประเทศไทย โดยซุกกัญชาไว้ในกระป๋องลำไยอบแห้งยี่ห้อดังของไทย น้ำหนักรวม 5969.08 กรัม ราคาท้องตลาดประมาณ 9 ล้านเหรียญ หลังจากสอบปากคำได้ส่งให้เจ้าพนักงานอัยการดำเนินการทางกฎหมาย ข้อหาขนส่งลำเลียงยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 ศาลอนุญาตให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไว้ในเรือนจำ ห้ามเยี่ยมห้ามประกันเพื่อรอการพิจารณาของศาลต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามแก๊งนี้ ยังแอบปลูกต้นกัญชาไว้ที่ตำบลเซี่ยนซี เมืองจางฮั่ว ตำรวจยึดกัญชาสด 26 ต้น พร้อมอุปกรณ์เพาะปลูก (ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมแถลงว่า พบแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติมีการว่าจ้างแรงงานเวียดนามเป็นคนรับพัสดุยาเสพติดมากขึ้น โดยอาศัยความแตกต่างทางด้านกฎหมายของประเทศไทยที่มีการปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษเมื่อกลางปี 2565 แต่ในไต้หวันยังคงจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ระดับเดียวกับยาไอซ์และแอมเฟตามีน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานเวียดนามแก๊งนี้ ยังแอบปลูกต้นกัญชาไว้ที่ตำบลเซี่ยนซี เมืองจางฮั่ว ตำรวจยึดกัญชาสด 26 ต้น พร้อมอุปกรณ์เพาะปลูก (ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>3. จับหนุ่มไต้หวันเคยอยู่ไทยมาก่อน เปิดร้านอาหารบังหน้าจ้างสาวไทยขนยาเข้าไต้หวัน รวบทั้งแก๊ง 6 คน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยานไต้หวันจัดแถลงข่าวทลายคดีชายไต้หวัน 4 คนร่วมหุ้นกันเปิดร้านอาหารที่ซินเตี้ยนบังหน้า ติดต่อกับแก๊งค้ายาในไทยและจ้างหญิงไทยลักลอบนำเข้ากัญชา 13 กก. ถูกด่านตรวจท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนตรวจพบและจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 6 คน เป็นคนไทย 2 คน หญิงไทยให้การหลังถูกจับว่า รับจ้างขนกัญชาในราคา 100,000 บาท แต่ไม่มีโอกาสใช้แล้ว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับ 4 หนุ่มไต้หวันจ้างหญิงไทย (คนกลางแถวหน้า) ขนกัญชาเข้าไต้หวัน พร้อมชายไทยอีกรายที่เป็นคนคุมการเดินทาง&nbsp;(ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โฆษกกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยานไต้หวันแถลงว่า คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ขณะที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรและตำรวจท่าอากาศยานกำลังตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ พบกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารหญิงไทยรายหนึ่งผิดปกติ ปล่อยให้หญิงไทยรายนี้รับกระเป๋าจากสายพานเรียบร้อยผ่านด่านศุลกากร เรียกให้เปิดกระเป๋า พบภายในยัดกัญชาแห้งบรรจุในถุงสุญญากาศ 13.955 กก. ตำรวจยังจับกุมชายไทยอีก 1 รายที่ทำหน้าที่คุมการขนยาเสพติดครั้งนี้ด้วย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับ 4 หนุ่มไต้หวันจ้างหญิงไทย (คนกลางแถวหน้า) ขนกัญชาเข้าไต้หวัน พร้อมชายไทยอีกรายที่เป็นคนคุมการเดินทาง&nbsp;(ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจกล่าวว่า จากการตรวจสอบ นายหวง ชายชาวไต้หวัน เคยไปอาศัยอยู่ที่ประเทศไทยพักหนึ่ง รู้จักและคุ้นเคยกับขบวนการค้ายาในไทย หลังกลับมาที่ไต้หวันแล้ว พร้อมด้วยผู้ต้องหาอีก 3 คน ร่วมหุ้นกันเปิดร้านอาหารอยู่ที่เขตซินเตี้ยน นครนิวไทเป แต่ร้านอาหารที่เปิดเป็นเพียงเครื่องบังหน้า ธุรกิจที่แท้จริงคือร่วมมือกับขบวนการค้ายาในไทย จัดให้หญิงไทยขนยาเสพติดเข้าสู่ไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวไม่ต้องขอวีซ่าเป็นเวลา 14 วัน โดยจ่ายค่าตอบแทน 100,000 บาท ขณะเดียวกันจัดให้ชายไทยอีกรายคอยสอดส่องและคุมการขนกัญชาเข้าไต้หวันในครั้งนี้ด้วย วางแผนไว้ว่า เมื่อกัญชาส่งถึงไต้หวันแล้ว จะจัดส่งให้ลูกค้าที่เตรียมรอรับอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันออกจากสนามบินก็ถูกตรวจพบและถูกจับก่อน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับ 4 หนุ่มไต้หวันจ้างหญิงไทย (คนกลางแถวหน้า) ขนกัญชาเข้าไต้หวัน พร้อมชายไทยอีกรายที่เป็นคนคุมการเดินทาง&nbsp;(ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษของไต้หวัน การลำเลียงหรือนำเข้ายาเสพติดประเภทที่ 2 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 15 ปีขึ้นไปและปรับ 15 ล้านเหรียญไต้หวัน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">จับ 4 หนุ่มไต้หวันจ้างหญิงไทย (คนกลางแถวหน้า) ขนกัญชาเข้าไต้หวัน พร้อมชายไทยอีกรายที่เป็นคนคุมการเดินทาง&nbsp;(ภาพจากกองบัญชาการตำรวจท่าอากาศยาน)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=64989</guid>
      <pubDate>Fri, 17 Jan 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/01/17/20250117_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36009600" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. ผลสำรวจค่าจ้างเฉลี่ยแรงงานต่างชาติ</strong><strong>ปี 67 </strong><strong>ภาคการ</strong><strong>ผลิต</strong> <strong>3.3 หมื่น/เดือน ผู้อนุบาล 2.4 หมื่น </strong><strong>นายจ้าง</strong><strong>หนักใจเรื่อง</strong><strong>การสื่อสาร</strong><strong>และท่าทีการทำงานไม่ดีมากที่สุด </strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/01/17/62890ab5810b8cc76a1feba1efa0e6b1.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>3</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=65024</link>
      <description><![CDATA[<p>1. สภานิติบัญญัติไต้หวันผ่านกฎหมายอนุญาตให้ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ยื่นขอว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติได้โดยไม่ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สภานิติบัญญัติของไต้หวันผ่านกฎหมายอนุญาตให้ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ไม่ต้องผ่านการประเมินความจำเป็นและไม่ต้องแนบใบรับรองสุขภาพจากแพทย์อีกต่อไป สามารถยื่นขอว่าจ้างแรงงานต่างชาติได้โดยตรง ต่อปัญหานี้ กระทรวงแรงงานแสดงความเสียใจและชี้ว่า จะส่งผลกระทบครอบครัวที่มีผู้ป่วยอาการหนัก ผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางหลอดยาง ว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติได้ยากยิ่งขึ้น เพราะผู้อนุบาลจะเลือกไปทำงานสบาย ๆ กับนายจ้างที่มีสุขภาพแข็งแรงกว่า</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">สส. พรรคฝ่ายค้านแสดงความยินดีที่สภาฯ ผ่านกฎหมายอนุญาตให้ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ยื่นขอว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติได้โดยไม่ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ (ภาพจาก ctwant.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติไต้หวันผ่านร่างกฎหมายการจ้างงาน ฉบับแก้ไขมาตรา 46 ยกเลิกข้อจำกัดในการว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติมาดูแลผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป และผู้สูงอายุ 70-79 ปีแต่ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะที่ 2 ไม่ต้องผ่านการประเมินความจำเป็นจากคณะแพทย์และไม่ต้องแนบใบรับรองเป็นผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้จากดัชนีบาร์เธลเอดีแอล ไม่ว่าผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้น สุขภาพจะยังแข็งแรงหรือไม่ สามารถยื่นขอว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติได้โดยตรง ต่อสภาฯ ผ่านกฎหมายฉบับนี้ กระทรวงแรงงานกล่าวแสดงความเสียใจ เพราะจะส่งผลกระทบ 3 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 1. แหล่งที่มาของผู้อนุบาลต่างชาติมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ 2. ครอบครัวที่มีผู้ป่วยอาการหนักหรือผู้ป่วยติดเตียงและมีฐานะยากจน จะยิ่งหาผู้อนุบาลได้ยากขึ้น 3. คุณภาพในการดูแลผู้ป่วยอาการหนักของผู้อนุบาลจะลดลง เพราะส่วนใหญ่อยากทำงานสบาย ต้องการไปทำงานกับนายจ้างที่แข็งแรงกว่า</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ไต้หวันเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด ความต้องการผู้อนุบาลต่างชาติเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหงเซินฮั่น รมว. กระทรวงแรงงานกล่าวว่า ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 มีผู้อนุบาลต่างชาติทำงานอยู่ในไต้หวันจำนวน 227,000 คน ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นในสัดส่วนปีละประมาณ 10,000 คน เมื่อกฎหมายอนุญาตให้ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ไม่ว่าจะมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่ สามารถว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติได้ จะทำให้ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรงซึ่งมีประมาณ 530,000 คน จากผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปในไต้หวันทั้งหมด 910,000 คน สามารถว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติได้ หากคิดคำนวณจากอัตราส่วนประมาณ 30% ของผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปและมีสุขภาพแข็งแรงมีแนวโน้มยื่นขอว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติ จะทำให้ความต้องการผู้อนุบาลจากปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นปีละ 10,000 คน พุ่งสูงเป็น 160,000 คน ทำให้แหล่งที่มาของผู้อนุบาลต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันหายากอยู่แล้ว ประกอบกับมีคู่แข่งจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ต้องการนำเข้าจำนวนมากเช่นกัน จะยิ่งทำให้นายจ้างไต้หวันประสบกับภาวะหาแหล่งที่มาของผู้อนุบาลต่างชาติยากยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ผู้อนุบาลต่างชาติในไต้หวัน ส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซีย (ภาพจาก udn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทางด้านนายจ้างกลับมีความเห็นตรงกันข้าม จางเหิงเยี่ยน นายกสมาคมครอบครัวคนพิการและนายจ้างผู้อนุบาลนานาชาติกล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดี เพราะที่ผ่านมา การจะว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติมีข้อจำกัดมากมาย เพราะมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ยังไม่ถึงระดับคะแนนในดัชนีบาร์เธลเอดีแอลตามที่กระทรวงแรงงานกำหนด ไม่สามารถจะว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติได้ ลูกหลานซึ่งต้องทำงานบางรายต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผู้ป่วย แต่ส่วนใหญ่ยังต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ จึงต้องส่งผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยไปอยู่ยังศูนย์ฟื้นฟูและดูแลผู้ป่วยระยะยาว เมื่ออนุญาตให้ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องแนบใบรับรองการประเมินจากแพทย์ตามข้อกำหนดเดิม ลูกหลานสามารถทำงานต่อไปได้ โดยว่าจ้างผู้อนุบาลมาดูแลแทน นายกสมาคมครอบครัวคนพิการและนายจ้างผู้อนุบาลนานาชาติกล่าวเน้นว่า การที่สภานิติบัญญัติผ่านกฎหมายการจ้างงานฉบับแก้ไขดังกล่าว เป็นเพียงยกเลิกข้อกำหนดที่เข้มงวดเกินไป เป็นทางเลือกสำหรับการดูแลผู้สูงอายุของครอบครัวต่าง ๆ ซึ่งนายจ้างจะพิจารณาตามความจำเป็นของตนอยู่แล้ว เพราะต้องจ่ายค่าจ้าง ไม่ใช่ให้ใช้ฟรี ๆ ส่วนที่กล่าวว่า อาจทำให้ผู้อนุบาลไม่อยากจะดูแลผู้ป่วยอาการหนักอีกต่อไป เสนอว่า กระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ สามารถพิจารณาให้เงินสนับสนุนแก่ครอบครัวที่มีผู้ป่วยอาการหนักและมีฐานะยากจน เพื่อให้จ่ายค่าจ้างผู้อนุบาลที่ต้องดูแลผู้ป่วยอาการหนักมากขึ้น ดึงดูดพวกเขาให้อยู่ทำงานต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ กระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับผู้อนุบาลอินโดนีเซียขณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไม่เพียงแต่กลุ่มนายจ้างที่เห็นด้วย วงการแพทย์ก็เห็นด้วยกับการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้เช่นกัน นายแพทย์ซูอี้ฟง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดและโรคระบบการหายใจกล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรจะผลักภาระให้แพทย์ต้องมาเป็นผู้ประเมินความจำเป็นของผู้สูงอายุในการว่าจ้างผู้อนุบาลอีกต่อไป เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ตามปกติของแพทย์ แก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างแพทย์และนายจ้างจากความต้องการให้ออกใบรับรองได้ ขณะที่ชาวเน็ตส่วนใหญ่โพสต์ข้อความสนับสนุนว่า ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้น หากมีความจำเป็นและมีเงินจ้างผู้อนุบาลต่างชาติ รัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงหรือตั้งเงื่อนไขจำกัดมากมาย</p>
<p>2. ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันทำงานปีละ 2,020 ชม. มากสุดอันดับ 6 ของโลก มากกว่าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กลุ่มแรงงานเรียกร้องคืนวันหยุด 7 วัน จากปีละ 12 วันเป็น 19 วัน พรรคฝ่ายค้านเล็งแก้กฎหมายตามคำเรียกร้อง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานพบว่า ปี 2567 ที่ผ่านมา ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันมียอดจำนวนชั่วในการทำงานสูงถึง 2,020 ชั่วโมง มากกว่า 15 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มี 2,005 ชั่วโมง ถูกจัดมากเป็นอันดับ 6 ของประเทศสำคัญทั่วโลก 39 ประเทศ และเป็นอันสองของทวีปเอเชีย รองจากสิงคโปร์ โดยชั่วโมงการทำงานของแรงงานในไต้หวันมากกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อย่างมาก และมีวันหยุดนักขัตฤกษ์น้อยกว่า จึงมีเสียงเรียกร้องให้คืนวันหยุดที่ถูกตัดออกไป 7 แก่ผู้ใช้แรงงาน และให้หยุดงานทั่วประเทศพร้อมกันในวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรงงานแห่งชาติ</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่มเคลื่อนไหวด้านแรงงานจัดประชุมแถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 เรียกร้องพรรคก๊กมินตั๋งทำตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้เมื่อช่วงหาเสียงก่อนหน้านี้ แก้กฎหมายคืนวันหยุดนักขัตฤกษ์ 7 วันที่ถูกออกไปให้แก่ผู้ใช้แรงงาน ด้านพรรคก๊กมินตั๋งรับปากว่า จะเสนอญัตติเข้าสภาพิจารณาในสมัยประชุมที่ 3 ต้นปีหน้า</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นายหงซิ่วหลง เลขาธิการสหภาพแรงงานบริษัทจงหัวเทเลคอมกล่าวว่า ประเด็นการเพิ่มวันหยุดนักขัตฤกษ์ให้เป็น 19 วันตามเดิมนั้น คณะกรรมาธิการการปกครอง สภานิติบัญญัติเคยทำประชาพิจารณ์ตั้งแต่ 23 ตุลาคม 2567 นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานและสหภาพแรงงาน ฯลฯ ต่างแสดงความเห็นสนับสนุนให้คืนวันหยุด 7 วันที่ถูกตัดออกไป จากปัจจุบันเหลือเพียง 12 วันเพิ่มเป็น 19 วัน ด้านนายจูจื้ออวี่ เลขาธิการสหภาพแรงงานการรถไฟไต้หวัน กล่าวเรียกร้องต่อพรรคฝ่ายค้านที่สนับสนุนประเด็นนี้ ขอให้รีบจัดเข้าวาระการประชุมโดยเร็ว ยังขอให้ยกเลิกข้อบังคับในการทำงานชดเชยหรือสลับวันทำงาน กรณีที่มีการหยุดยาวติดต่อกัน เพื่อลดปัญหาความวุ่นวายที่เกิดกับแรงงานจากการต้องชดเชยหรือสลับวันทำงาน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในโรงงานเย็บผ้าในนครเถาหยวน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านนายหนิวซีถิง สส. พรรก๊กมินตั๋งกล่าวว่า ร่างกฎหมายเกี่ยวกับประเด็นที่ผู้ใช้แรงงานห่วงกังวลดังกล่าว ได้จัดเข้าวาระการประชุม รอการพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการปกครอง สภานิติบัญญัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากร่างกฎหมายที่รอการพิจารณาค่อนข้างมาก ประกอบกับสภานิติบัญญัติกำลังอยู่ระหว่างพิจารณางบประมาณประจำปี ส่งผลให้การพิจารณาอาจต้องเลื่อนออกไปเป็นสมัยประชุมที่ 3 ในต้นปีหน้า อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านจะพยายามจัดให้เป็นญัตติเร่งด่วน และขณะที่มีการตั้งกระทู้ถามนายหงเซินฮั่น รมว. กระทรวงแรงงานก่อนหน้านี้ ก็ตอบว่าไม่ต้องการให้ชั่วโมงการทำงานของผู้ใช้แรงงานเพิ่มขึ้นอีก สส. ก๊กมินตั๋งผู้นี้กล่าวเรียกร้องว่า อยากให้ทุกฝ่ายเปลี่ยนแนวความคิดเดิม ๆ จากที่ใช้แรงงานต้นทุนต่ำ เนื่องจากปัจจุบันภาคบริการได้กลายเป็นธุรกิจสำคัญของไต้หวันไปแล้ว หากมีวันหยุดเพิ่มมากขึ้น การบริโภคจะเพิ่มตาม ผู้ประกอบการก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ใช่ว่าวันหยุดเยอะ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานเพียงฝ่ายเดียว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เดิมในไต้หวันกำหนดวันหยุดนักขัตฤกษ์ 19 วัน แต่มีการตัดลดหรือยกเลิกไป 7 วันเหลือ 12 วันตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 สำหรับวันหยุดนักขัตฤกษ์ถูกตัดออกไปทั้ง 7 วัน ได้แก่</p>
<p>1. วันถัดจากวันรำลึกการสถาปนาประเทศ (วันถัดจากวันขึ้นปีใหม่) 2 มกราคม</p>
<p>2. วันรำลึกวีรชนที่พลีชีพเพื่อชาติ หรือวันเยาวชน 29 มีนาคม</p>
<p>3. วันครู 28 กันยายน</p>
<p>4. วันกอบกู้ไต้หวันจากการปกครองของญี่ปุ่น 25 ตุลาคม</p>
<p>5. วันเกิดอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเชก 31 ตุลาคม</p>
<p>6. วันเกิด ดร. ซุนยัตเซ็น บิดาประชาชาติจีน 12 พฤศจิกายน</p>
<p>7. วันรัฐธรรมนูญ 25 ธันวาคม</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างสะพานตั้นเจียง (ภาพจาก Kung Sing Engineering Corporation)</p>
<p>3. ไต้หวันเล็งจำกัดฟรีวีซ่า สกัดหญิงไทยแห่ค้ากาม เผย 7 เดือนแรกปี 67 หญิงไทยเข้าไต้หวันกว่า 1.1 แสนคนและหญิงต่างชาติขายบริการถูกจับ 80% เป็นหญิงไทย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สื่อไต้หวันหลายฉบับรายงานว่า นโยบายยกเว้นการตรวจลงตราให้กับนักท่องเที่ยวจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อส่งเสริมให้เดินทางมาท่องเที่ยวไต้หวันมากขึ้น กำลังกลายเป็นช่องโหว่ในการเดินทางมาค้ากามของหญิงต่างชาติ โดยเฉพาะหญิงไทย ตำรวจเผยหญิงต่างชาติที่ขายประเวณีและถูกจับ 80% เป็นหญิงไทย ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาใช้มาตรการสกัดด้วยการเพิ่มเงื่อนไขในการเดินทางเข้าไต้หวัน เช่นเดียวกับที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วกับหญิงเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการมองว่า มาตรการดังกล่าว อาจทำให้หญิงไทยที่เดินทางเข้าไต้หวันแล้ว ไม่ยอมเดินทางกลับประเทศตามกำหนด และขบวนการค้ากามข้ามชาติอาจนำเข้าหญิงชาติอื่นมาทดแทน</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจไทเปกวาดล้างแหล่งค้ากามย่านว่านหัว จับหญิงขายประเวณี 51 คน ในจำนวนนี้เป็นหญิงไทย 44 ราย ในภาพเหล่าหญิงขายบริการกำลังขึ้นรถบัสตำรวจไปยังโรงพัก (ภาพจาก udn.com)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานกล่าวว่า จากข้อมูลตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา หญิงไทยอายุต่ำกว่า 40 ปี เดินทางเข้าไต้หวันโดยได้รับการยกเว้นวีซ่า มีจำนวนสูงกว่า 140,000 คน เฉพาะ 7 เดือนแรกของปี 2567 มีมากกว่า 110,000 คน และจำนวนหญิงต่างชาติที่ขายประเวณีและถูกจับ ส่วนใหญ่หรือประมาณ 80% เป็นหญิงไทยที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นวีซ่า 14 วัน สำหรับพื้นที่ขายบริการของหญิงไทย ส่วนใหญ่อยู่ที่นครเถาหยวน เพราะอยู่ติดกับท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน ลงเครื่องก็สามารถทำงานหาเงินได้เลย เนื่องจากหญิงไทยใจกล้า ให้บริการได้ในทุกกระบวนท่าตามความต้องการของลูกค้า จึงเป็นที่นิยมของตลาดค้ากามในไต้หวันและมีการส่งต่อไปขายบริการในเมืองต่าง ๆ ทั้งในภาคกลางและภาคใต้ อย่างที่เกาสงและไถหนาน กล่าวได้ว่า ปัจจุบันหญิงไทยกลายเป็นหญิงต่างชาติกลุ่มใหญ่ของตลาดค้ากามในไต้หวันไปแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจไทเปส่งหญิงไทยกลุ่มหนึ่งไปยังสถานกักกันรอการดำเนินคดีและเนรเทศออกจากไต้หวัน&nbsp;(ภาพจาก ftvnews.com.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานกล่าวว่า การเดินทางมาค้ากามของหญิงไทย ส่วนใหญ่มีขบวนการค้ากามข้ามชาติเป็นผู้จัดส่งและดำเนินการอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากหนุ่มไต้หวันไม่นิยมสาวประเภทสอง ดังนั้น ขั้นตอนการคัดกรองจะตรวจสอบจากข้อมูลในหนังสือเดินทาง เมื่อเดินทางมาแล้ว จะจัดหาลูกค้าโดยโฆษณาผ่านสื่อโซเชียล หญิงไทยจะได้รับส่วนแบ่งตามรูปร่างหน้าตาและลีลา 1,000-1,600 เหรียญต่อครั้ง หญิงไทยจำนวนหนึ่ง เนื่องจากเดินทางมาบ่อยครั้งจนคุ้นและรู้รูปแบบการทำมาหากิน ใช้วิธีเดินทางมาขายประเวณีเองโดยไม่ผ่านแก๊งค้ากาม ทำให้ไม่ถูกหักค่านายหน้า ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ 14 วัน สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ส่งผลให้หญิงไทยรายอื่น ๆ อยากเดินทางมาทำมาหากินในไต้หวันเพิ่มมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">หญิงไทย 9 คนถูกจับขณะขายประเวณีในโรงแรมแห่งหนึ่งในไทเป ตำรวจควบคุมตัวไปดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายรักษาความเป็นระเบียบร้อยของสังคมและรอการเนรเทศกลับประเทศไทย (ภาพจาก ftvnews.com.tw)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รายงานกล่าวอีกว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าที่ให้แก่นักท่องเที่ยวไทย เพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว โดยพิจารณาเพิ่มเงื่อนไข เช่น แสดงหลักฐานทางการเงินหรือต้องมีคนค้ำประกัน ฯลฯ เช่นเดียวกับที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วเมื่อครั้งสกัดกั้นการเดินทางมาขายประเวณีของหญิงเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยนามกล่าวว่า มาตรการเหล่านี้ อาจทำให้หญิงไทยที่เดินทางมาแล้วไม่ยอมกลับประเทศตามกำหนด และขบวนการค้ากามข้ามชาติอาจนำเข้าหญิงชาติอื่นมาทดแทน อย่างเช่นหญิงขายบริการจากอินโดนีเซียที่ค่าตัวถูกกว่าหญิงไทย เพียงละ 600-700 เหรียญต่อครั้ง หรือจากมาเลเซียที่ได้รับฟรีวีซ่า 30 วัน นานกว่านักท่องเที่ยวไทย ฯลฯ ผู้ประกอบการเสนอว่า ไต้หวันผ่านกฎหมายอนุญาตจัดตั้งเขตการค้าบริการทางเพศไปแล้ว แต่ไม่มีพ่อเมืองไหนกล้าดำเนินการตามกฎหมาย ทำให้ปัญหานี้ไม่สามารถควบคุมได้ หากมีการจัดตั้งเขตพื้นที่ขายบริการโดยเฉพาะ รัฐบาลสามารถควบคุมและจัดเก็บภาษีได้ตามกฎหมาย น่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ถูกจุดและดีที่สุด</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจเถาหยวนจับ 18 หญิงไทยขายประเวณีในโรงแรมหน้าสถานีรถไฟจงลี่ (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=65024</guid>
      <pubDate>Fri, 10 Jan 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/audio/2025/01/10/20250110_2230_0545_th.mp3" type="audio/mpeg" length="36027840" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. สภานิติบัญญัติไต้หวันผ่านกฎหมายอนุญาตให้ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ยื่นขอว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติได้โดยไม่ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/01/10/a44df6db02400443bde57f0fe02a3703.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>2</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 3 มกราคม 2568]]></title>
      <link>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=65061</link>
      <description><![CDATA[<p>1. กระหึ่มอีกครั้ง! กลุ่มนายจ้างและ NGO เรียกร้องยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาทำงานในไต้หวันไม่เกิน 12 ปี แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 เป็นวันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากล (International Migrants Day) กลุ่มเคลื่อนไหวด้านแรงงานและ NGO ไปชุมนุมประท้วงหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน เรียกร้องหยุดโครงการนำร่องผู้ดูแลและเป็นเพื่อนกับผู้ป่วยแบบหลากหลายบริการ อนุญาตให้แรงงานต่างชาติย้ายงานได้อย่างเสรี รัฐบาลจัดช่องทางหางานให้ผู้ต้องการย้ายงานและยกเลิกข้อห้ามแรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันรวมสะสมได้ไม่เกิน 12 ปี ด้านกระทรวงแรงงานได้ตอบข้อเรียกร้องในแต่ละข้อ ในส่วนของข้อเรียกร้องยกเลิกข้อห้ามระยะการทำงานในไต้หวันได้ไม่เกิน 12 ปี กระทรวงแรงงานตอบว่า ปัจจุบันมีโครงการแรงงานกึ่งฝีมือเข้ามาแทนที่ แต่กลุ่ม NGO แย้งว่า โครงการแรงงานกึ่งฝีมือมีเงื่อนไขและอุปสรรคมากมาย ไม่จูงใจนายจ้างยกระดับแรงงานต่างชาติทั่วไปของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือและเป็นเหตุให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือเดินทางไปทำงานประเทศอื่น</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กลุ่ม NGO ไปชุมนุมประท้วงหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน เรียกร้องหยุดโครงการนำร่องผู้ดูแลและเป็นเพื่อนกับผู้ป่วยแบบหลากหลายบริการ อนุญาตให้แรงงานต่างชาติย้ายงานได้อย่างเสรีและเรียกร้องยกเลิกข้อห้ามทำงานในไต้หวันเกิน 12 ปี (ภาพจาก CNA)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่ม NGO กล่าวว่า นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานคนใหม่ ขณะที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ เคยแสดงจุดยืนสนับสนุนข้อเรียกร้องที่กล่าวมาทั้งหมด และรับว่าจะให้ความช่วยเหลือด้วยการประสานและผลักดันหน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบให้ดำเนินการตามข้อเรียกร้องประเด็นต่าง ๆ จึงเรียกร้องต้องรักษาคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ อย่าเปลี่ยนตำแหน่งอุดมการณ์ก็เปลี่ยนตามไปด้วย และจากการรายงานและตอบกระทู้ถามในสภานิติบัญญัติก่อนหน้าที่ในประเด็นเจ้าหน้าที่บริหารของกระทรวงแรงงานบูลลี่ผู้ใต้บังคับบัญชา จนถึงคดีอดีต รมว. กระทรวงแรงงานต้องสงสัยทุจริตและใช้เงินกองทุนคุ้มครองการทำงานของแรงงานผิดวัตถุประสงค์ ดูเหมือนจะตอบในลักษณะบ่ายเบี่ยงแบบน้ำไม่ให้ขุ่น บัวไม่ให้ช้ำ บทบาทที่เคยให้การสนับสนุนประเด็นด้านแรงงานลดน้อยลง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p>กลุ่ม NGO เรียกร้อง 4 ข้อดังนี้ :</p>
<p>1. ประกาศรายชื่อกรรมการควบคุมดูแลกองทุนคุ้มครองแรงงานและรายจ่ายที่อนุมัติแต่ละรายการเป็นประจำ เพื่อป้องกันการใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้น ในส่วนนี้ รมว. กระทรวงแรงงานตอบว่า มีการประกาศรายชื่อและรายการรับและรายการจ่ายอย่างละเอียดในเว็บกระทรวงแรงงานอยู่แล้ว</p>
<p>2. หยุดโครงการนำร่องผู้ดูแลและเป็นเพื่อนกับผู้ป่วยแบบหลากหลายบริการ เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการจัดประชุมหารือข้ามกระทรวง เนื่องจากมีข้อบกพร่องหลายอย่างที่รัฐไม่ได้คำนึงถึง กลายเป็นโครงการที่เป็นคำขวัญ เช่นจะเปิดให้หน่วยงานการกุศลนำเข้าแรงงานต่างชาติเพื่อจัดส่งไปทำงานดูแลผู้ป่วยระยะสั้นหรือแบบรายชั่วโมง ไม่สามารถแก้ปัญหาความต้องการของครอบครัวผู้ป่วยได้ และยังทำให้แรงงานต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในโครงการดังกล่าวไม่มีหลักประกันในสิทธิประโยชน์</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กลุ่ม NGO เรียกร้องให้หยุดโครงการนำร่องผู้ดูแลและเป็นเพื่อนกับผู้ป่วยแบบหลากหลายบริการ กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการควรจัดประชุมหารือข้ามกระทรวงเกี่ยวกับข้อบกพร่องของโครงการนี้</p>
<p>3. รัฐบาลควรเปิดมีการย้ายนายจ้างได้อย่างเสรี จัดหาช่องทางในการสมัครงานกับนายจ้างที่ต้องการจะว่าจ้างโดยไม่ผ่านบริษัทจัดหางาน สามารถแก้ปัญหาการหลบหนีของแรงงานต่างชาติได้ส่วนหนึ่ง เนื่องจากทุกวันนี้ หากแรงงานต่างชาติไม่สามารถทำงานกับนายจ้างรายเดิมไม่ว่าจะมีแรงกดดันหรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องและสมควร หรือผู้อนุบาลที่ผู้ถูกดูแลเสียชีวิตลง จำเป็นต้องย้ายงาน ต้องจ่ายเงินค่าย้ายงานหรือค่าซื้อตำแหน่งงานให้แก่บริษัทจัดหางาน และนี่เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้แรงงานต่างชาติหลบหนี และศูนย์จัดหางานของรัฐมีส่วนช่วยให้แรงงานต่างชาติหานายจ้างได้เองน้อยมาก ส่วนใหญ่ยังต้องผ่านช่องทางของบริษัทจัดหางานอยู่ดี</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">กลุ่ม NGO และแรงงานต่างชาติเคยเรียกร้องขอย้ายงานได้โดยเสรี ในภาพเป็นการชุมนุมประท้วงเมื่อ 16 ม.ค. 2565</p>
<p>4. ยกเลิกข้อห้ามในกฎหมายการจ้างงาน ซึ่งกำหนดให้แรงงานต่างชาติงานในไต้หวันรวมสะสม ไม่เกิน 12 ปีสำหรับแรงงานในภาคการผลิตและ 14 ปีสำหรับแรงงานในภาคสวัสดิการสังคม ในประเด็นนี้ มีผู้ประกอบการเรียกร้องมาตลอดว่า ทำไมต้องบังคับให้แรงงานต่างชาติที่ทำงานกับตนซึ่งผ่านการฝึกฝน มีความชำนาญในหน้าที่การงาน รู้กฎระเบียบและคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมการทำงานของไต้หวัน ไม่สามารถอยู่ทำงานต่อไปได้ โดยให้นำเข้าแรงงานคนใหม่มาทดแทนเพื่อฝึกฝนต่อไป ไม่เพียงแต่จะเพิ่มต้นทุนด้านแรงงานเท่านั้น ยังส่งผลให้แรงงานที่มีทักษะเหล่านี้ต้องเดินทางไปทำงานที่ประเทศคู่แข่งอื่น ๆ ต่อไป เท่ากับว่า ไต้หวันเป็นแหล่งฝึกแรงงานต่างชาติให้ประเทศอื่น ในส่วนมุมมองของกลุ่ม NGO เห็นว่า ชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แรงงานกึ่งฝีมือและแรงงานต่างชาติทั่วไป ควรจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ทำไมชาวต่างชาติที่ทำงานในตำแหน่งอื่น ๆ สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันได้อย่างไม่จำกัด ขณะที่แรงงานต่างชาติทั่วไปถูกกีดกันและจำกัดระยะเวลาทำงาน จึงเสนอว่า แทนที่จะขยายระยะเวลาการทำงานครั้งละ 3 ปี ควรจะยกเลิกไปเลยเหมือนกับแรงงานในสถานะอื่น ๆ ไม่เพียงแต่สนองและตอบโจทย์ของผู้ประกอบการ ยังช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและแหล่งที่มาของแรงงานต่างชาติลดน้อยลง นอกจากนี้ ยังจะลดปัญหาการหลบหนีของแรงงานต่างชาติได้ด้วย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าต้าถาน เขตกวนอิน นครเถาหยวน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประเด็นนี้ กระทรวงแรงงานตอบว่า ปัจจุบันมีโครงการแรงงานกึ่งฝีมือเข้ามาแทนที่ แต่กลุ่ม NGO แย้งว่า โครงการแรงงานกึ่งฝีมือมีเงื่อนไขและอุปสรรคมากมาย ไม่จูงใจนายจ้างยกระดับแรงงานต่างชาติทั่วไปของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือและเป็นเหตุให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือต้องเดินทางไปทำงานประเทศอื่น ทำให้เป้าหมายในการให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมืออยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทั้งนี้ จากการรายงานของสภาตรวจสอบโครงการแรงงานกึ่งฝีมือของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2567 อนุมัติไปแล้ว 36,000 คน แต่ส่วนใหญ่คือ 22,243 คน หรือ 60.2% เป็นแรงงานกึ่งฝีมือในภาคสวัสดิการสังคม ตำแหน่งผู้อนุบาล ส่วนแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิตน้อยมากเพียง 14,740 คนไม่ถึง 40% จึงมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานของผู้ประกอบการในภาคการผลิตน้อยมาก เพราะมีเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายประการ ทำให้นายจ้างจำนวนมากไม่สนใจจะยกระดับแรงงานต่างชาติทั่วไปเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ เมื่อครบสัญญาก็ว่าจ้างแรงงานต่างชาติคนใหม่มาแทน</p>
<p>2. แรงงานไทยที่นิวไทเปขี่จักรยานไฟฟ้าย้อนศรถูกจับ กลัวจนมือสั่นส่ออาการพิรุธ ที่แท้ซุกยาไอซ์ไว้ในกล่องลูกอม</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำรวจสายตรวจขณะตรวจตราไปตามถนนในเขตซู่หลิน นครนิวไทเป พบแรงงานต่างชาติรายหนึ่งขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าสวนเลน เรียกให้จอดรับการตรวจสอบ ระหว่างนั้น แรงงานต่างชาติรายนี้มีอาการมือสั่น ตำรวจเกิดความสงสัยตรวจค้นกระเป๋า พบกล่องลูกอมภายในซุกซ่อนยาไอซ์ 2 ซอง ถูกควบคุมตัวกลับโรงพักตรวจปัสสาวะและส่งดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">แรงงานไทยมือสั่นรุนแรงส่ออาการพิรุธ ตำรวจเกิดความสงสัยตรวจค้นกระเป๋า พบกล่องลูกอมซุกซ่อนยาไอซ์ 2 ซอง&nbsp;(ภาพจากคลิปตำรวจนครนิวไทเป)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สถานีตำรวจซู่หลินในนครนิวไทเปแถลงว่า ผู้ต้องหารายนี้ เป็นแรงงานไทยถูกกฎหมายอายุ 32 ปี ทำงานอยู่ในเขตซู่หลิน เมื่อค่ำวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ขี่รถจักรยานไฟฟ้าบนถนนในตัวเมืองซู่หลินในลักษณะย้อนศร ตำรวจสายตรวจเรียกให้หยุดรถที่ข้างทางรับการตรวจสอบ ระหว่างตรวจเอกสารสำคัญประจำตัว แรงงานไทยรายนี้มีอาการมือสั่นรุนแรงส่ออาการพิรุธ ตำรวจถามว่า อากาศไม่ถึงกับหนาวมาก ทำไมมือไม้สั่นถึงขนาดนี้ จึงตรวจค้นในกระเป๋า พบกล่องลูกอมกล่องหนึ่ง ซุกซ่อนยาไอซ์ ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 จำนวน 2 ซอง น้ำหนักรวม 2.05 กรัม เมื่อความลับถูกเปิดโปง แรงงานไทยรายนี้ถึงกับเข่าอ่อน เอามือสองข้างกุมขมับทรุดตัวลง ตำรวจหิ้วปีกขึ้นรถกลับโรงพักเพื่อตรวจปัสสาวะและสอบปากคำ จากนั้นส่งสำนักงานอัยการนิวไทเปดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดประเภทสองไว้ในครอบครองต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจถามว่านี่คืออะไร (ภาพจากคลิปตำรวจนครนิวไทเป)</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โฆษกสถานีตำรวจซู่หลินกล่าวเตือนว่า ยาเสพติดไม่เพียงแต่ทำลายสุขภาพ ยังเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยสังคม ตำรวจจะตรวจสอบและกวาดล้างอย่างเข้มงวดต่อไป เตือนแรงงานไทยซึ่งส่วนใหญ่ทำงานหนักว่า มักจะตกเป็นเป้าหมายของแก๊งค้ายาเสพติดที่หลอกอ้างว่า เสพยาไอซ์แล้วจะทำให้หายง่วง ทำงานติดต่อกันได้นานขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าเป็นพิษภัยต่อสุขภาพและอนาคตอย่างร้ายแรง เมื่อติดแล้วต้องเสียเงินจำนวนมากซื้อหายาเสพติดมาเสพ นอกจากทำให้เงินไม่พอใช้ ไม่มีเงินเหลือส่งกลับบ้านไปให้ครอบครัว ต้องติดหนี้สินแล้ว ยังทำลายสมองให้เสื่อม บางคนเสพหนักถึงขั้นประสาทหลอน กลายเป็นคนสติเพี้ยน ทำให้อนาคตของตัวเองและครอบครัวมืดมน จึงเตือนแรงงานไทยอย่าริลองเป็นอันขาด</p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;">ตำรวจนำขึ้นรถกลับโรงพักเพื่อตรวจปัสสาวะและสอบปากคำ จากนั้นส่งสำนักงานอัยการนิวไทเปดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดประเภทสองไว้ในครอบครองต่อไป (ภาพจากคลิปตำรวจนครนิวไทเป)</p>]]></description>
      <guid>https://www.rti.org.tw/th/programnews?uid=4&amp;amp;pid=65061</guid>
      <pubDate>Fri, 03 Jan 2025 00:30:00 +0800</pubDate>
      <enclosure url="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/program/2025/01/03/e9228ade1f4c0226216f9deb92ac6da8.jpg" type="audio/mpeg" length="1214298" />
      <itunes:title>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 3 มกราคม 2568</itunes:title>
      <itunes:subtitle>ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 3 มกราคม 2568</itunes:subtitle>
      <itunes:summary><![CDATA[<p><strong>1. กระหึ่มอีกครั้ง</strong><strong>! กลุ่มนายจ้างและ NGO เรียกร้องยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาทำงานในไต้หวันไม่เกิน 12 ปี แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน</strong></p>]]></itunes:summary>
      <itunes:image href="https://webfile.rti.org.tw/web/rti.org.tw/th/code/public/assets/images/2025/01/03/ad7f52f1ef94e98cb992e81348223cc3.jpg" />
      <itunes:explicit>false</itunes:explicit>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <itunes:season>1</itunes:season>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
    </item>
  </channel>
</rss>