เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จีนจะมีพิธีสวนสนามรำลึกการครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะ 3 กันยายน ก็มีชายชาวจีนชื่อว่า ชีหง (戚洪) ได้ทำการฉายภาพข้อความสโลแกนต่อต้านคอมมิวนิสต์ขนาดใหญ่ลงบนผนังตึกซึ่งตั้งอยู่ในเขตมหาวิทยาลัยนครฉงชิ่ง เจ้าตัวเปิดเผยว่า ตอนนี้ตนได้เดินทางออกจากประเทศจีนไปถึงสหราชอาณาจักรเป็นที่เรียบร้อย โดยตนต้องการให้ข้อความเหล่านี้ถูกนำเสนอขึ้นมาก่อนที่จีนจะพิธีสวนสนามรำลึกการครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะ เพื่อกระตุ้นความสนใจจากผู้คนให้มากขึ้น

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดงานว่า ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้เตือนให้เราทราบว่า ชะตากรรมของมวลมนุษยชาตินั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด นานาประเทศและชนชาติทั้งหลายจะสามารถรักษาความมั่นคง ขจัดต้นตอของสงคราม และไม่ปล่อยให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยประวัติศาสตร์ ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติต่อกันกันอย่างเท่าเทียม อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ในพิธีสวนสนามรำลึกการครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะ ซึ่งจัดขึ้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ก็ยังปรากฎภาพของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย, นายคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนร่วมกันบนพรมแดง ซึ่งถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญแห่งศตวรรษด้วย

คุณชีหง ซึ่งได้เฝ้าติดตามการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานี Rti ว่า นี่เป็นคำพูดที่ใช้ล้างสมองชาวจีน เป็นเรื่องที่ไร้สาระไม่มีมูลความจริงใดๆ และล้วนเป็นการประชดประชันเสียดสีทั้งสิ้น พิธีสวนสนามอันยิ่งใหญ่นี้ใช้เงินไปมากมายมหาศาล หากพรรคคอมมิวนิสต์จีนยอมย้ายงบประมาณบางส่วนจากการฝึกซ้อมทางทหารไปใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของประชาชน จีนก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามธรรมชาติได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องตะโกนสโลแกนหรือโฆษณาชวนเชื่อเรื่องความรักชาติ เพราะประชาชนจะลุกขึ้นปกป้องชาติจากศัตรูภายนอกด้วยตนเอง
คุณชีหง กล่าวอีกว่า นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว ยังจะพูดเรื่องการรวมชาติอีกหรือ คือมนุษย์เราทุกคนอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น จึงมีการแสวงหาความเท่าเทียม ค่านิยมหลักในกระแสสังคม และความมีอารยธรรม ดังนั้นหากจีนสามารถเป็นเหมือนสหรัฐอเมริกาได้ ไต้หวันจึงจะพิจารณาเรื่องการอยู่ร่วมกัน