เมื่อวานนี้ (3 พ.ย.) กระทรวงแรงงานไต้หวันแถลงว่า ผลกระทบจากภาวะเศษรฐกิจทำให้นายจ้างและลูกจ้างของสถานประกอบการจำนวน 455 แห่ง ได้ทำการเจรจาตกลงกันให้ใช้มาตรการเพื่อลดชั่วโมงการทำงาน ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบรวม 8,331 คน และเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ประกาศเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีสถานประกอบการ 432 แห่ง และมีผู้ได้รับผลกระทบ 8,543 คน จะเห็นว่าครั้งนี้มีจำนวนสถานประกอบการเพิ่มขึ้น 23 แห่งจริง แต่มีผู้ได้รับผลกระทบลดลงเล็กน้อยจำนวน 212 คน
คุณหวงฉีหย่า (黃琦雅) อธิบดีกรมเงื่อนไขแรงงานและความเสมอภาคในการจ้างงาน กระทรวงแรงงานไต้หวัน เปิดเผยว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ที่จำนวนคนภายใต้มาตรการดชั่วโมงการทำงานมีสถานการณ์ลดลง โดยจากข้อมูลสถิติพบว่ามีสถานประกอบการ 18 แห่ง ที่ยกเลิกมาตรการลดชั่วโมงการทำงาน ก่อนกำหนด เนื่องจากคำสั่งซื้อกลับมามีเสถียรภาพแล้ว ส่งผลให้พนักงานกว่า 900 คน ที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาวะการทำงานตามปกติ
คุณหวงฉีหย่า อธิบายเพิ่มเติมว่า ในรอบนี้มีภาคการผลิตรวม 372 บริษัทที่รายงานเข้ามา ส่งผลกระทบต่อพนักงาน 7,849 คน คิดเป็นประมาณ 95% ของบริษัทที่ใช้มาตรการลดชั่วโมงการทำงานทั้งหมด โดยในจำนวนนี้อุตสาหกรรมโลหะและจักรเครื่องกลครองสัดส่วนมากที่สุด มีจำนวน 293 บริษัท พนักงาน 6,019 คน ซึ่งการประเมินสถานการณ์ของผู้ประกอบการเองพบว่า รอบนี้มีสถานประกอบการ 370 แห่ง พนักงานรวม 7,575 คน ที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ทำให้ต้องใช้มาตรการลดชั่วโมงการทำงาน ซึ่งเมื่อเทียบกับรอบก่อน เพิ่มขึ้น 16 แห่ง แต่จำนวนพนักงานลดลง 348 คน โดยส่วนใหญ่ที่หยุดใช้มาตรการลดชั่วโมงการทำงานไปแล้วเป็นผู้ประกอบการขนาดค่อนข้างใหญ่
อย่างไรก็ตามกระทรวงแรงงานเตือนว่า เมื่อสถานประกอบการดำเนินมาตรการลดชั่วโมงการทำงาน ลูกจ้างที่รับค่าจ้างเป็นรายเดือน ค่าจ้างรายเดือนของลูกจ้างนั้น จะต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่กำหนด คือ 28,590 เหรียญไต้หวัน รวมถึงผู้ประกอบการจะต้องยังคงทำประกันแรงงานและประกันสุขภาพให้กับลูกจ้าง รวมถึงต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญแรงงานด้วย