ช่วงสิ้นปีเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความกดดัน พนักงานออฟฟิศต้องเผชิญกับการประเมินผลงานและสรุปโครงการ ขณะที่นักเรียนต้องสอบปลายภาคและส่งรายงานต่างๆ เมื่อเผชิญกับความเครียดที่ถาโถมเข้ามา เฉินไฉ่ฟ่าน (陳采汎) แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว คลินิกสังกัดสถาบันเวชศาสตร์ป้องกันเหลียนอัน เปิดเผยว่า สามารถใช้ 3 เทคนิคฝึกผ่อนคลายความเครียดแบบทีละเสต็ป ได้แก่ การฝึกสติ การตระหนักรู้และสังเกตอารมณ์ และการเมตตาต่อตนเอง เพื่อดึงตัวเองกลับมาควบคุมอารมณ์และความคิดได้
เทคนิคที่ 1 การฝึกสติ (Mindfulness) เพื่อดึงความสนใจกลับคืนมา แพทย์หญิงเฉินไฉ่ฟ่าน กล่าวว่า เมื่อมีงานค้างกองพะเนิน สมองจะถูกบังคับให้ประมวลผลข้อมูลจำนวนมากพร้อมกัน ส่งผลให้พลังใจลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจนำไปสู่ความวิตกกังวลหรืออารมณ์ซึมเศร้า แนวคิดหลักของการฝึกสติ คือการจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ โดยไม่ตัดสินหรือตีความสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ควบคุมความสนใจกลับมาอยู่ในมือเรา ช่วยให้ห่างไกลจากความคิดที่สับสนวุ่นวาย และลดความรู้สึกวิตกกังวลลงได้
แพทย์หญิงเฉินไฉ่ฟ่าน แนะนำว่า สามารถใช้เวลาพักกลางวันฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ โดยดึงสมาธิไปจดจ่ออยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ต้นขาหรือไหล่ เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณนั้น เพื่อรับรู้ถึงความตึงและแรงกด จากนั้นปล่อยกล้ามเนื้อผ่อนคลาย การเปรียบเทียบระหว่างความตึงเครียดและการผ่อนคลายเช่นนี้ จะช่วยปลดปล่อยความเครียดที่สะสม และดึงสมาธิกลับมาอยู่กับร่างกายตัวเองในปัจจุบัน

เทคนิคที่ 2 คือ การตระหนักรู้ตนเอง (Self-Awareness) เพื่อจัดระเบียบความรู้สึกและหลุดออกจากอารมณ์ แพทย์หญิงเฉินไฉ่ฟ่าน กล่าวว่า บางครั้งการอดนอนทำรายงาน แต่ถูกส่งคืนให้แก้ไข หรือการเลิกงานทั้งที่ร่างกายอ่อนล้า แล้วเห็นรถเมล์วิ่งผ่านไปตรงหน้า ทำให้เกิดความคิดว่าทุกอย่างไม่เป็นใจ ในสถานการณ์เช่นนี้ แนะนำให้ลองเขียนสิ่งที่คิดและความรู้สึกออกมา การเขียนจะช่วยทำให้อารมณ์ที่ฟุ้งกระจายกลายเป็นรูปธรรม ทำให้เรามองเห็นในมุมที่เป็นกลางมากขึ้น และช่วยให้เราควบคุมการตอบสนองได้ดีขึ้น แทนที่จะปล่อยให้อารมณ์หรือความคิดอัตโนมัติพาไป
เทคนิคสุดท้ายคือการเมตตาต่อตนเอง เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางใจที่แข็งแรง แพทย์หญิงเฉิน ไฉ่ฟ่าน ชี้ว่า แรงสนับสนุนจากภายในใจสำคัญที่สุด ควรหันมาโฟกัสความสามารถในการเมตตาตนเอง โดยปฏิบัติต่อตนเองเหมือนกับคนที่เรารัก ไม่ตำหนิตัวเอง รับรู้และยอมรับความรู้สึกทุกด้าน ให้คุณค่ากับประสบการณ์และการเติบโต และพูดให้กำลังใจตัวเองว่า “ฉันทำได้ดีแล้ว”