ประธานาธิบดี ไล่ชิงเต๋อ (賴清德) กล่าวปราศรัยในพิธีเปิดงาน “Nobel Health Care Forum 2026” ว่า หากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คือปราการที่ปกป้องเศรษฐกิจไต้หวันในปัจจุบัน การผนึกกำลังระหว่างการแพทย์และเทคโนโลยี จะกลายเป็นปราการด่านถัดไปของไต้หวัน
ประธานาธิบดี ไล่ชิงเต๋อระบุว่า ก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางการเมือง ตนเองเคยเป็นบุคลากรทางการแพทย์ และไม่เคยลืมความรับผิดชอบในฐานะส่วนหนึ่งของวงการแพทย์เลย หลังจากดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจึงได้จัดตั้ง “คณะกรรมการผลักดันสุขภาพไต้หวัน” ขึ้น ภายในทำเนียบประธานาธิบดี เพื่อระดมสรรพกำลังจากทั้งวงการแพทย์ วงการเทคโนโลยี และภาคส่วนต่างๆ ในสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพแบบครบวงจร และยังชี้ว่า ปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยของคนในประเทศเกิน 80 ปีแล้ว แต่จำนวนปีที่สุขภาพไม่แข็งแรงยังสูงถึง 8.4 ปี ซึ่งเท่ากับว่า 10% ของช่วงชีวิตต้องอยู่บนรถเข็นหรือต้องการคนดูแล ดังนั้น เป้าหมายของรัฐบาลคือการทำให้ประชาชน “ยิ่งอายุยืน ก็ยิ่งสุขภาพดี”
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้ผลักดัน “โครงการวางรากฐานเชิงลึกเพื่อ
สุขภาพไต้หวัน” ระยะเวลา 5 ปี โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 4.89 หมื่นล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งครอบคลุม 4 มิติ
หลัก ได้แก่ การบ่มเพาะบุคลากร การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางการแพทย์ การแพทย์อัจฉริยะ ตลอดจนความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืนทางการแพทย์ ทั้งนี้ ในส่วนของการแพทย์อัจฉริยะ เมื่อปีที่ผ่านมาได้มีการอนุมัติโครงการที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 197 รายการ โดยได้ทุ่มงบประมาณ 2.94 พันล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงขั้นตอนการปฏิบัติงานในโรงพยาบาล พร้อมทั้งยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพของการบริการทางการแพทย์

(ที่มา: https://www.president.gov.tw/News/39758)
สำหรับนโยบายด้านเทคโนโลยี ประธานาธิบดีไล่ระบุว่า รัฐบาลได้เสนอแผนพัฒนา AI 10 ประการโดยมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันที่มีอยู่เดิมเป็นแรงหนุน เพื่อบ่มเพาะขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่คนรุ่นใหม่
รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะสร้างบุคลากรด้าน AI จำนวน 500,000 คน ภายในปี 2040 โดยปัจจุบัน "ศูนย์ประมวลผลคลาวด์แห่งชาติ" (NCHC Cloud Compute Center) ได้เริ่มดำเนินการแล้วที่อุทยานวิทยาศาสตร์ซินซื่อ และกำลังจะจัดตั้ง "ศูนย์ข้อมูล AI แห่งชาติ" ขึ้นที่เขตซาลุน นครไถหนาน โดยจะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีหลักอย่าง ซิลิคอนโฟโตนิกส์ (Silicon Photonics) การประมวลผลควอนตัม (Quantum Computing) และหุ่นยนต์ เพื่อสร้างความสมดุลให้แก่การพัฒนาทั่วทั้งเกาะไต้หวัน และเป็นแรงสนับสนุนสำหรับการประยุกต์ใช้ เช่น การแพทย์อัจฉริยะหรือสาขาอื่นๆ