วันนี้ (4 ก.พ.) นางก่วนปี้หลิง (管碧玲) ประธานคณะกรรมการกิจการมหาสมุทรไต้หวัน ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุอาร์ทีไอ (Rti) ระบุว่า เมื่อไต้หวันเผชิญกับภัยคุกคามจากจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้นบริเวณพื้นที่สีเทา สำนักงานยามฝั่งจึงจำเป็นต้องเร่งเสริมความเข้มแข็งและปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการรับมือ ซึ่งสำนักงานยามฝั่งของไต้หวันมีประสบการณ์และขีดความสามารถในการจัดการรับมือนำหน้าประเทศอื่นๆ และยังเป็นต้นแบบให้หลายประเทศนำไปใช้เป็นกรณีศึกษาด้วย
ก่วนปี้หลิง เปิดเผยว่า ปัจจุบันไต้หวันยังคงเป็นสมาชิกขององค์กรประมงระหว่างประเทศ ดังนั้นคณะกรรมการกิจการมหาสมุทรและสำนักงานยามฝั่งจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ในการปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย ควบคู่ไปกับภารกิจคุ้มครองการประมงในภูมิภาคแปซิฟิก ด้วยเหตุนี้ขอบเขตความรับผิดชอบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงน่านน้ำของประเทศเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันสำนักงานยามฝั่งมีเจ้าหน้าที่กว่า 8,000 นาย รับผิดชอบภารกิจด้านการป้องกันชายฝั่ง การตรวจสอบความปลอดภัย และรวมถึงการกู้ภัยต่างๆ นอกจากนี้ยังมีภารกิจบังคับใช้กฎหมายบนเรือนอกชายฝั่งทะเลโดยเป็นความรับผิดชอบหลักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรวจน้ำมืออาชีพที่ผ่านการฝึกอบรมจากมหาวิทยาลัยตำรวจและโรงเรียนตำรวจ

ก่วนปี้หลิง กล่าวว่า จีนได้เพิ่มระดับภัยคุกคามในพื้นที่สีเทาอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้น่านน้ำจินเหมิน หมาจู่ และตงซา ถูกก่อกวนเป็นกิจวัตรปกติไปแล้ว โดยทุกครั้งที่ฝ่ายจีนรุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของประเทศ สำนักงานยามฝั่งจะต้องส่งเรือออกไปเฝ้าติดตามและผลักดันให้ออกไปแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองกำลังทรัพยากรอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นการกดดันให้หน่วยยามฝั่งจำเป็นต้องเร่งขยายกำลังและปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับมือ นอกจากนี้การคุมคามของจีนซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ไต้หวันมีประสบการณ์ในการรับมือกับภัยคุกคามนำหน้าประเทศอื่นๆ ยกตัวอย่าง การปกป้องสายเคเบิลใต้น้ำ ที่ได้พัฒนาไปสู่การรับมือในฐานะเหตุการณ์ด้านความมั่นคงของชาติและมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องออกมาถึงเจ็ดฉบับ จนหลายประเทศให้ความสนใจและนำไปเป็นต้นแบบเพื่อศึกษาเรียนรู้
ก่วนปี้หลิง กล่าวอีกว่า จากเส้นทางการเดินเรือของเรือวิจัยจีน 41 ลำในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าจีนไม่ได้มุ่งเป้าเพียงแค่แนวห่วงโซ่ของเกาะชั้นที่ 1 (First Island Chain) แต่ยังขยายขอบเขตไปถึงแนวห่วงโซ่ของเกาะชั้นที่ 2 (Second Island Chain) เพื่อขยายอิทธิพลทางทะเลสู่ระดับโลกด้วย เพราะฉะนั้นด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน เราจึงยืนยันที่จะยังคงร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งให้กับสำนักงานยามฝั่งต่อไป