เมื่อวานนี้ (4 ก.พ.) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (習近平) ของจีน ก็ได้ต่อสายโทรศัพท์หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ อีกครั้ง ซึ่งทรัมป์ได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่วนตัว ระบุว่า เขาได้พูดคุยกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในประเด็นต่างๆ ประกอบด้วย การค้า ความมั่นคงทางการทหาร แผนการเยือนจีนในเดือนเมษายน ประเด็นไต้หวัน และสงครามรัสเซีย–ยูเครน เป็นต้น ขณะที่สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่า ในการสนทนาทางโทรศัพท์หารือกับทรัมป์ครั้งนี้ สีจิ้นผิงได้ย้ำว่า ไต้หวันเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ โดยไต้หวันเป็นดินแดนของจีน จีนจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และจะไม่มีวันยอมให้ไต้หวันแยกตัวออกจากจีนเป็นอันขาด พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างรอบคอบในการขายอาวุธให้กับไต้หวัน
ด้านประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ (賴清德) ก็ออกมาเปิดเผยในวันนี้ (5 ก.พ.) ว่า ไต้หวันติดตามความเคลื่อนไหวระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมาโดยตลอด และไต้หวันกับสหรัฐฯ ก็มีช่องทางการสื่อสารระหว่างกันที่ดีมาก ซึ่งการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับจีนครั้งนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ไต้หวัน จีน และสหรัฐฯ ยังคงยึด 4 หลักการไม่เปลี่ยนแปลง

ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ กล่าวว่า ประการแรกคือสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และสาธารณรัฐประชาชนจีนมิได้ขึ้นต่อกัน และไต้หวันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง, ประการที่สองคือ สหรัฐอเมริกายังคงยึดมั่นตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน และหลักประกัน 6 ประการ ไม่เปลี่ยนแปลง, ประการที่สามคือ สหรัฐอเมริกายังคงดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติและยุทธศาสตร์ทางการทหาร ที่ผนวกเข้ากับความรับผิดชอบด้านการป้องกันร่วมกันของประเทศพันธมิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก และประการที่สี่คือ ความสัมพันธ์ไต้หวัน–สหรัฐฯ มั่นคงแน่นแฟ้น โครงการความร่วมมือต่างๆ จะยังคงเดินหน้าต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง
ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ กล่าวอีกว่า ฉันทามติ 1992 ก็คือหลักการจีนเดียว ซึ่งไม่มีพื้นที่ให้กับสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) อย่างสิ้นเชิง ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้หากใครเต็มใจที่จะยอมรับก็หมายความว่าเขาเป็นคนจีนอย่างแท้จริง และกำลังมีบทบาทเชิงรุกในการผลักดันการรวมชาติ