นรม. จั๋วหรงไท่ของไต้หวัน กล่าวถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีศุลกากรกับสหรัฐอเมริกาว่า เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ตอกย้ำความเป็น พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมของค่ายประเทศประชาธิปไตย ระหว่างกัน ผลการเจรจาดังกล่าวจะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไต้หวันในระยะยาว
นรม. ไต้หวันกล่าวระหว่างพิธีเปิดงานแถลงผลโครงการ “แผนฟื้นฟูและพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมแบบหลากหลาย” จัดโดยกระทรวงเศรษฐการเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2026 โดย นรม. ระบุว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้คำปรึกษาและสนับสนุนผู้ประกอบการกว่า 247,000 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 9.7 พันล้านเหรียญไต้หวัน และช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 363 ล้านหน่วย
สำหรับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ นรม. กล่าวว่า ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุผลการเจรจาภาษีต่างตอบแทน และเตรียมลงนามข้อตกลงการค้าที่เท่าเทียม โดยทีมบริหารของไต้หวันได้เตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน และรอเพียง รอง นรม. เจิ้งลี่จวิน เดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อการเจรจารอบสุดท้าย
ผลการเจรจาที่สำคัญ ได้แก่ การปรับอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากไต้หวันลงเหลือ 15% โดยไม่นับซ้ำซ้อน และการที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ได้รับสถานะสิทธิพิเศษสูงสุดภายใต้มาตรา 232 ซึ่งไต้หวันได้รับเงื่อนไขที่ดีที่สุดเป็นประเทศแรกของโลก
นรม. ไต้หวันกล่าวด้วยว่า ปธน. ไล่ชิงเต๋อ ได้สั่งการให้หน่วยงานด้านการเงินและกองทุนสนับสนุนเอสเอ็มอีประสานกับผู้ประกอบการเชิงรุก เพื่อรับฟังปัญหาและให้ความช่วยเหลือหลังผลการเจรจาสิ้นสุด พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI และ “วงจรชีวิตอัจฉริยะของประชาชนทั้งประเทศ” ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงและศักยภาพการแข่งขันของชาติอย่างรอบด้าน