ช่วงเช้ามืดของวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา ขณะที่ตำรวจสถานีจงหัว เมืองฮัวเหลียน กำลังออกตรวจลาดตระเวนตามปกติ ก็พบรถขนของขนาดเล็กคันหนึ่งบนถนนจงหัวช่วงที่ 2 ในตำบลจี๋อัน ที่ไฟท้ายเสียขับอยู่บนถนน ดังนั้นเพื่อรักษาความปลอดภัยบนท้องถนนตำรวจจึงเรียกให้รถคันดังกล่าวหยุดเพื่อตรวจสอบ ระหว่างตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบหญิงไทยรายหนึ่งอายุ 32 ปี นั่งอยู่ที่เบาะหลัง มีท่าทีพิรุธและไม่ให้ความร่วมมือในการแจ้งข้อมูลยืนยันสถานะตัวตน ตำรวจจึงได้นำตัวไปตรวจสอบที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของฮัวเหลียน แล้วพบว่า หญิงไทยรายนี้เดินทางเข้ามาไต้หวันเมื่อเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2568 และครบกำหนดที่ต้องเดินทางออกจากไต้หวันในเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน แต่ปรากฎว่าเธอได้พำนักอาศัยเกินกำหนดมานานกว่า 3 เดือนแล้ว ตำรวจจึงดำเนินการจับกุมตัวและส่งเรื่องให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินคดีต่อไป
ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าออกเมืองและตรวจคนเข้าเมืองของไต้หวันฉบับแก้ไขล่าสุด ที่เริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ได้มีการเพิ่มโทษที่หนักขึ้นสำหรับชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในไต้หวันเกินกำหนดวีซ่า ซึ่งกรณีของหญิงไทยรายนี้ ที่พำนักอาศัยเกินกำหนดมาแล้วมากกว่า 91 วัน จะต้องระวางโทษปรับสูงสุดถึง 50,000 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ยังต้องติด Blacklist ห้ามเข้าไต้หวันถึง 7 ปี ตำรวจจึงเตือนว่ากฎหมายใหม่มีบทลงโทษรุนแรงชัดเจน จึงขอความร่วมมืออย่าทำผิดกฎหมายเพียงเพราะหวังว่าจะมีโชคช่วย

นอกจากนี้สถานีตำรวจเมืองฮัวเหลียน ชี้แจงว่า บุคคลที่พำนักเกินกำหนดวีซ่าหรืออาศัยอยู่ในไต้หวันอย่างผิดกฎหมายลักษณะนี้ ไม่เพียงส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ แต่อาจนำไปสู่ปัญหาการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย และการดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคมด้วย พร้อมกันนี้ยังขอเตือนชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยอยู่ในไต้หวันว่า โปรดตรวจสอบกำหนดอายุวีซ่ากับระยะเวลาการพำนักอาศัยบนบัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) ของท่านให้ละเอียดรอบคอบ และต้องพกพาเอกสารแสดงตัวตนติดตัวไว้เสมอ