เมื่อไม่นานมานี้ องค์กรด้านการป้องกันและพัฒนาการรักษาโรคตับแห่งไต้หวันได้ทำการสำรวจ “การรับรู้และความเข้าใจของประชาชนไต้หวันที่มีต่อโรคไขมันพอกตับและโรคตับอักเสบ” โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มตัวอย่างอายุ 35-60 ปี ผลการสำรวจพบว่า 50.7% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างโรคไขมันพอกตับ (MASLD) และโรคตับอักเสบจากภาวะเมตาบอลิกผิดปกติ(MASH)และแม้ทราบว่าตนเองมีภาวะไขมันพอกตับ ก็ยังมีผู้ป่วยเกือบ 40% เลือกที่จะดูแลตัวเองด้วยการทานอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์บำรุงตับแทนการไปพบแพทย์เพื่อติดตามผลหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
นายเกาเจียหง (高嘉宏) ประธานองค์กรด้านการป้องกันและพัฒนาการรักษาโรคตับแห่งไต้หวัน และรองอธิบดีโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันให้สัมภาษณ์ว่า ในอดีต วงการแพทย์และประชาชนไต้หวันมักให้ความสำคัญกับโรคไวรัสตับอักเสบ B และ C เป็นหลัก แต่ด้วยความก้าวหน้าของยารักษา ปัจจุบันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว
นายเกาเจียหงชี้ว่า ปัจจุบัน อัตราการเกิดโรคไขมันพอกตับจากภาวะเมตาบอลิกผิดปกติในไต้หวัน อยู่ที่ประมาณ 33% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกราว 30% คาดการณ์ว่าไต้หวันมีผู้ป่วยภาวะไขมันพอกตับประมาณ 7 ล้านคน หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจลุกลามไปสู่ตับอักเสบจากภาวะเมตาบอลิกผิดปกติ เซลล์ตับเสียหาย และเกิดพังผืดในตับ จนในที่สุดอาจพัฒนาไปเป็นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ ผู้เชี่ยวชาญจึงเตือนให้ประชาชนใช้ค่า BMI ประเมินสุขภาพตับ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของโรคตับอักเสบจากภาวะเมตาบอลิกผิดปกติ

นายแพทย์หลิวจวิ้นเหริน (劉俊人) ผู้อำนวยการแผนกทางเดินอาหาร โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน เผยว่า การควบคุมอาหาร ปรับพฤติกรรมการกิน เพิ่มการออกกำลังกายและลดน้ำหนัก ยังคงเป็นวิธีการรักษาโรคไขมันพอกตับขั้นพื้นฐาน แต่สำหรับผู้ป่วยที่เกิดพังผืดในตับ ซึ่งก่อนหน้านี้ขาดยารักษาที่มีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่ทำได้เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อควบคุมอาการ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยความสำเร็จของการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 หลายโครงการ ทำให้เกิดความก้าวหน้าในการรักษาภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ
งานวิจัยเผยว่า เกือบ 70% ของผู้ป่วยสามารถบรรเทาภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ และหยุดไม่ให้พังผืดตับลุกลามต่อไป พร้อมกับมีน้ำหนักตัว น้ำตาลในเลือด และตัวชี้วัดการเผาผลาญของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การรักษาโรคไขมันพอกตับไม่จำเป็นต้องปล่อยให้เฝ้าสังเกตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป