เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา องค์กร The Heritage Foundation คลังสมองของสหรัฐฯ ได้จัดทำดัชนีชี้วัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Freedom Index) โลกประจำปี ค.ศ. 2026 โดยใช้ 4 ปัจจัยหลัก 12 รายการย่อย ซึ่งประกอบด้วย
1. หลักนิติธรรม (Rule of Law) คือ สิทธิการครอบครองทรัพย์สิน ความสุจริตโปร่งใสของระบบยุติธรรม และความซื่อสัตย์ของภาครัฐ
2.ขนาดของรัฐบาล (Government Size) คือ ภาระภาษีที่คนในประเทศต้องแบกรับ การใช้จ่ายภาครัฐ และสุขภาพทางการคลัง
3.ประสิทธิภาพของกฎหมายและการกำกับดูแล (Regulatory Efficiency) คือ อิสระในการประกอบธุรกิจ เสรีภาพของแรงงาน และเสรีภาพทางการเงินโดยมีสกุลเงินที่มั่นคง
4.ความเปิดกว้างทางการค้า (Market Openness) คือ อิสระในการค้าขายทั้งในและต่างประเทศ อิสระในการลงทุน และการเข้าถึงบริการทางการเงินโดยรวม
มาเป็นตัวชี้วัดเพื่อหาค่าเฉลี่ยคะแนนเสรีภาพทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศออกมา โดยจะมีคะแนนตั้งแต่ 0-100 และแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลักตามช่วงคะแนนดังนี้
80+ เป็นกลุ่มที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจสูงสุด (Free economies)
70-79.9 เป็นกลุ่มที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจมาก (Mostly free)
60-69.9 มีเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเสรี (Moderately free)
50-59.9 มีเศรษฐกิจที่ค่อนข้างไม่เสรี (Mostly unfree)
0-49.9 มีเศรษฐกิจที่ถูกกดขี่และควบคุม (Repressed)

ซึ่งครั้งนี้ไต้หวันอยู่ในอันดับที่ 5 โลก และเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชีย มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 79.8 คะแนน ขยับขึ้นมาจากปีที่แล้ว 1 อันดับ ทั้งยังมีอันดับแซงหน้าแคนาดา (14) เกาหลีใต้ (19) สหรัฐอเมริกา (22) อังกฤษ (29) ญี่ปุ่น (30) และจีนแผ่นดินใหญ่ (154) โดยสภาพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน เผยว่า การเผชิญหน้ากับกระแส AI ทำให้ไต้หวันใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบในอุตสาหกรรมด้านนี้ มาสร้างผลงานด้านการค้า การลงทุน และเสรีภาพทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น
ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ติด 10 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.สิงคโปร์ 84.4 คะแนน 2. สวิตเซอร์แลนด์ 83.7 คะแนน 3.ไอร์แลนด์ 83.3 คะแนน 4.ออสเตรเลีย 80.1 คะแนน 6.ลักเซมเบิร์ก 79.7 คะแนน 7.เดนมาร์ก 79.0 คะแนน 8.นอร์เวย์ 78.8 คะแนน 9.เอสโตเนีย 78.7 คะแนน และ 10.เนเธอร์แลนด์ 78.5 คะแนน