ปี 2568 เหตุเมาแล้วขับโดยผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ลดลง แต่เหตุเมาแล้วขับโดยผู้ขับขี่ยานพาหนะขับเคลื่อนช้า (จักรยานทั่วไปหรือจักรยานไฟฟ้า) กลับเพิ่มขึ้นมากถึง 65% ภายใน 1 ปี และจำนวนผู้ปฏิเสธการตรวจแอลกอฮอล์ที่ขับขี่ยานพาหนะขับเคลื่อนช้าคิดเป็น 46% ของผู้ปฏิเสธการตรวจแอลกอฮอล์ทั่วประเทศ พฤติกรรมการเมาแล้วขับมีความเปลี่ยนแปลง ประชาชนเปลี่ยนมาใช้จักรยานทั่วไปหรือจักรยานไฟฟ้าเมื่อเมาแล้วขับเพื่อเลี่ยงโทษหนัก กลายเป็นช่องโหว่ใหม่ของความปลอดภัยบนท้องถนน
เกาสูเจิน (高淑真) เลขาธิการสมาคมยับยั้งการเมาแล้วขับไต้หวันระบุว่า การที่เหตุเมาแล้วขับในผู้ขับขี่ยานพาหนะขับเคลื่อนช้าเพิ่มขึ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับกฏหมายเมาแล้วขับที่แก้ไขในปี 2566 ซึ่งกำหนดบทลงโทษผู้ที่เมาแล้วขับนอกจากจะถูกยึดใบขับขี่แล้ว ยังระงับทะเบียนรถ 2 ปีอีกด้วย โดยมีประสิทธิภาพในการยับยั้งผู้ขับขี่อย่างสูง ประชาชนที่ดื่มแอลกอฮอล์จึงหันไปขี่รถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ต้องใช้ใบขับขี่แทน
อู๋อี๋เชี่ยน (吳宜蒨) ประธานสมาคมส่งเสริมสิทธิคนเดินเท้ากล่าวว่า สถิติข้างต้นแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังมีความคิด “ไม่อยากถูกปรับ” มากกว่า “ไม่อยากเกิดอุบัติเหตุ” โดยอู๋อี๋เชี่ยนเห็นว่านี่เป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ของกฏหมายในปัจจุบัน ผู้ขับขี่ยานพาหนะขับเคลื่อนช้า ถูกกีดกันออกจากการเข้ารับการอบรมเพื่อการป้องกันภาคบังคับและการประเมินภาวะติดสุราโดยสิ้นเชิง จึงมีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐเร่งแก้ไขกฎหมายเพื่ออุดช่องโหว่นี้โดยเร็ว
เกาสูเจินได้ให้คำแนะนำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรพิจารณาแยกข้อมูลสถิติของรถจักรยานไฟฟ้าออกมาต่างหาก พร้อมทั้งเพิ่มการรณรงค์ในกลุ่มแรงงานต่างชาติ กลุ่มผู้ขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต และกวดขันเรื่องการดัดแปลงรถเพื่อเพิ่มความเร็วอย่างผิดกฎหมาย
เกาสูเจินมองว่า แนวทางการป้องกันในอนาคตจำเป็นต้องบรรจุเรื่องการบำบัดรักษาและการประเมินพฤติกรรมเข้าไว้ในกฎหมาย พร้อมทั้งย้ำเตือนว่า เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเมาค้าง ประชาชนควรสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการเผาผลาญแอลกอฮอล์อาจต้องใช้เวลานานหลังจากดื่มอึกสุดท้ายให้มากขึ้น