ทำเนียบประธานาธิบดีสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ออกแถลงการณ์เมื่อค่ำวันที่ 21 เมษายน เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ จำเป็นต้องระงับกำหนดการเดินทางเยือนราชอาณาจักรเอสวาตินี พันธมิตรทางการทูตเพียงหนึ่งเดียวของไต้หวันในทวีปแอฟริกา หลังจากเซเชลส์ มอริเชียส และมาดากัสการ์ พากันประกาศยกเลิกสิทธิการบินผ่านน่านฟ้าอย่างกะทันหันโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร อันเป็นผลสืบเนื่องจากการกดดันและบีบบังคับทางเศรษฐกิจของรัฐบาลปักกิ่ง ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายความมั่นคงของไต้หวันจึงตัดสินใจเลื่อนการเดินทางออกไปโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ และมอบหมายให้ผู้แทนพิเศษเดินทางไปปฏิบัติภารกิจแทน

ราชอาณาจักรเอสวาตินี พันธมิตรทางการทูตเพียงหนึ่งเดียวของไต้หวันในทวีปแอฟริกา ภาพจากกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)
เดิมทีประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ มีกำหนดออกเดินทางในวันที่ 22 เมษายน ภายใต้ภารกิจ “เฉลิมฉลองไต้หวัน-เอสวาตินี ก้าวสู่ความรุ่งเรืองร่วมกัน” เพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีฉลองครบรอบ 40 ปีแห่งการเสด็จขึ้นครองราชย์ และเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 58 พรรษาของสมเด็จพระราชาธิบดีอึมสวาตีที่ 3 โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นภารกิจและเดินทางกลับถึงไต้หวันในวันที่ 27 เมษายน
นายพานเมิ่งอัน เลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดี นายอู๋เจาเซี่ย เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนายอู๋จื้อจง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมกันจัดแถลงข่าวด่วน โดยชี้แจงว่า เมื่อประเทศที่ตั้งอยู่ตามเส้นทางการบินบางประเทศได้ยกเลิกสิทธิการบินอย่างฉับพลัน ทีมความมั่นคงแห่งชาติจึงได้ประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดรอบคอบ โดยยึดหลักความปลอดภัยของผู้นำประเทศ คณะผู้แทน และความมั่นคงทางการบิน มีมติให้ระงับกำหนดการเดินทางดังกล่าว พร้อมมอบหมายผู้แทนพิเศษเดินทางไปร่วมงานเฉลิมฉลองระดับชาติของเอสวาตินีแทน
นายพานเมิ่งอัน ประณามการกระทำของรัฐบาลปักกิ่งอย่างรุนแรงว่า “การบีบบังคับให้ประเทศที่สามเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจอันเป็นอำนาจอธิปไตยของตนเองเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏในสังคมระหว่างประเทศมาก่อน นอกจากจะกระทบต่อความปลอดภัยทางการบินและละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างประเทศแล้ว ยังเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นอย่างโจ่งแจ้ง บ่อนทำลายเสถียรภาพของภูมิภาค และสร้างความเจ็บปวดให้แก่ประชาชนชาวไต้หวันอย่างสาหัส”
นายพานย้ำด้วยว่า สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) คือรัฐที่มีอธิปไตยสมบูรณ์ และประชาชนชาวไต้หวันทั้ง 23 ล้านคนมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะก้าวสู่เวทีนานาชาติ โดยไม่มีประเทศใดมีอำนาจหรือสิทธิขัดขวางได้ พร้อมกันนี้ยังแสดงความขอบคุณต่อกลุ่มประเทศที่มีอุดมการณ์ร่วมกันซึ่งให้ความช่วยเหลือในการเจรจาตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปี 2567 ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ เคยเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ในภารกิจเยือนหมู่เกาะมาร์แชลล์ ตูวาลู และปาเลา ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งการเยือนแอฟริกาในครั้งนี้ เดิมทีจะเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งที่สองของเขาในฐานะผู้นำประเทศ