นพ.เลี่ยวกั๋วม่ง (廖國盟) อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม โรงพยาบาลไทเป (Taipei City Hospital) ได้กล่าวในงานแถลงข่าวแบ่งปันกรณีศึกษาจริงจากห้องตรวจว่า มีผู้ป่วยหญิงวัย 30 ปีเศษรายหนึ่ง ตรวจพบว่าเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วนมาเพียง 2 ปี โดยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่เมื่อมาพบแพทย์อีกครั้งกลับตรวจพบว่าเธออยู่ในสภาวะหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย ซึ่งพบอาการกล้ามเนื้อหัวใจหนาอย่างรุนแรงและประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจลดลง ซึ่งหากเราสามารถตรวจพบอาการแทรกซ้อนนี้ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ก็คงสามารถทำการรักษาได้เร็วกว่านี้
ทั้งนี้ นพ.สวี่จื้อเฉิง (許志成) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุและสวัสดิการสุขภาพ สถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติไต้หวัน กล่าวว่า จากสมุดปกขาวโรคเบาหวานในไต้หวันฉบับปี ค.ศ. 2024 และฐานข้อมูลของประกันสุขภาพแห่งชาติ พบว่า อัตราการเกิดโรคเบาหวานในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานของไต้หวัน อายุระหว่าง 20-39 ปี มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 21.5% ซึ่งการที่โรคเริ่มก่อตัวในคนอายุน้อยลง ก็จะเข้าไปเร่งความเสื่อมสภาพระบบหัวใจและหลอดเลือดของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวสูงกว่าคนปกติทั่วไปถึง 84%

นพ.สวี่จื้อเฉิง ระบุว่า ผลการวิจัยในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่จำนวน 1.9 ล้านคน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ The Lancet เมื่อหลายปีก่อนยืนยันว่า โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบและโรคหัวใจขาดเลือด มักเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดที่เกิดขึ้นเป็นอันดับแรกในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ทั้งนี้ โรคเบาหวานและภาวะหัวใจล้มเหลวมีความสัมพันธ์กันในลักษณะวงจรเลวร้ายแบบสองทิศทาง โดยโรคเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว 2-4 เท่า ในขณะที่ภาวะหัวใจล้มเหลวก็ส่งผลให้มีอัตราการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าด้วยเช่นกัน
สำหรับอาการที่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจล้มเหลว ประกอบด้วย เหนื่อยง่าย หายใจหอบ และตัวบวม ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดความเสียหายจากการทำงานของหัวใจและมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงมาก ซึ่งงานวิจัยในไต้หวันแสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้ป่วยเบาหวานเริ่มพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ระยะที่ยังไม่ปรากฏอาการ ดังนั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานเข้ารับการตรวจวัดค่าดัชนีหัวใจล้มเหลว (NT-proBNP) เป็นประจำทุกปี และใช้ยามาตรฐานในกลุ่มยับยั้งอย่าง SGLT2 ที่มีผลการศึกษายืนยันว่าช่วยปกป้องอวัยวะได้