กองการเกษตร นครเกาสง แถลงเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ว่า อานิสงส์จากสภาพอากาศคงที่และมีปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอในปีนี้ (2026) ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตและคุณภาพของลิ้นจี่พันธุ์อวี่เหอเปามีเสถียรภาพ โดยในปีนี้นครเกาสงมีพื้นที่เพาะปลูกลิ้นจี่พันธุ์อวี่เหอเปารวมทั้งสิ้น 2,314 เฮกตาร์ หรือประมาณ 14,462 ไร่ และคาดว่าภาพรวมปริมาณผลผลิตจะสูงถึง 14,000 ตัน
เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนการขนส่งที่ปรับเพิ่มในช่วงนี้ กองการเกษตรจึงได้เพิ่มงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการซัพพลายเออร์ ภายใต้แผนโครงการรางวัลสนับสนุนการส่งออกลิ้นจี่พันธุ์อวี่เหอเปาเนครเกาสงสู่ตลาดต่างประเทศ 2026 โดยปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 10% เป็น 20% เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการขยายตลาดต่างประเทศและเร่มเพิ่มยอดสั่งซื้อจากนานาชาติ

กองการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอดสั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น, ฮ่องกง, มาเก๊า, สิงคโปร์, มาเลเซีย, นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ได้ทยอยเข้ามาต่อเนื่อง ส่งผลให้แรงซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศคึกคักขึ้น โดยในปีนี้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรฝีมือเยี่ยมประมาณ 50 ราย และผู้ประกอบการซัพพลายเออร์ 26 ราย ร่วมกันลงนามสัญญาจัดตั้งสวนผลไม้เพื่อการส่งออกรวมพื้นที่ 83 เฮกตาร์ หรือประมาณ 518 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณการส่งออกทะลุ 100 ตัน
กองการเกษตรย้ำว่า ลิ้นจี่พันธุ์อวี่เหอเปาที่ส่งออกทุกๆ ลูกล้วนผ่านการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด โดยตั้งแต่สวนผลไม้ โรงคัดบรรจุ ไปจนถึงผู้ประกอบการซัพพลายเออร์ โดยต้องทำการลงทะเบียนในระบบห่วงโซ่อุปทานผลผลิตทางการเกษตรเพื่อการส่งออก พร้อมทำระบบบันทึกประวัติการผลิตและการจำหน่าย รวมถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังต้องผ่านกระบวนการกักกันพืชด้วยวิธีลดอุณหภูมิ, อบไอน้ำด้วยความร้อน หรือการจัดการแบบผสมผสาน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านการตรวจคดกรองพืชของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด