เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม กรมควบคุมโรคไต้หวันประกาศ พบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาในไต้หวันเพิ่มอีก 1 ราย ส่งผลให้ปีนี้ไต้หวันมีผู้ป่วยสะสมแล้ว 3 ราย ผู้ป่วยรายใหม่เป็นชายวัย 40 กว่าปี อาศัยอยู่ในนครนิวไทเป และทำงานอยู่ที่เมืองจีหลง ไม่มีประวัติการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ และไม่มีโรคประจำตัว จากการสอบสวนพบว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน ผู้ป่วยถูกหนูกัดขณะทำงาน จึงเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล เพื่อทำความสะอาดบาดแผลและฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ประมาณ 1 เดือนต่อมา ผู้ป่วยเริ่มมีอาการไข้ หนาวสั่น อ่อนแรงตามร่างกาย และท้องเสีย จึงเข้ารับการรักษาที่คลินิก 2 ครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้น ภายหลังจึงเดินทางไปโรงพยาบาลอีกครั้งและเข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยใน ภายหลังแพทย์ได้วินิจฉัยยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสฮันตา
นางเจิงสูฮุ่ย (曾淑慧)โฆษกของกรมควบคุมโรคไต้หวัน ระบุว่า ปีนี้ไต้หวันพบผู้ติดเชื้อฮันตาไวรัสภายในประเทศสะสม 3 ราย โดยทั้งหมดเป็นสายพันธุ์ “โซลไวรัส” (Seoul virus) ซึ่งเป็นไวรัสฮันตาชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย นับตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบัน ไต้หวันมีผู้ป่วยฮันตาไวรัสสะสมรวม 46 ราย ล้วนเป็นสายพันธุ์ “โซลไวรัส” ทั้งหมด โฆษกกรมควบคุมโรคย้ำว่าฮันตาไวรัสสายพันธุ์ “โซล” ที่พบได้ทั่วไปในไต้หวัน แตกต่างจากฮันตาไวรัสสายพันธุ์ “แอนดีส” (Andes virus) ที่เพิ่วเกิดการแพร่ระบาดบนเรือสำราญต่างประเทศเมื่อไม่นานมานี้ โดยฮันตาไวรัสสายพันธุ์ แอนดีส สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30-40% ขณะที่ “โซลไวรัส” มีความรุนแรงต่ำ และอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 1% อีกทั้งจวบจนปัจจุบัน ยังไม่เคยมีรายงานฮันตาไวรัสสายพันธุ์โซลติดต่อจากคนสู่คนมาก่อน
นางเจิงซูฮุ่ยกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ฮันตาไวรัสสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กำลังระบาดในต่างประเทศ เช่น “แอนดีสไวรัส” (Andes virus) แพร่เข้ามาในไต้หวัน กรมควบคุมโรคได้กำหนดให้สนามบินและท่าเรือทั่วประเทศเป็นจุดเฝ้าระวังสำคัญ และดำเนินการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังพบว่า หนูที่ตรวจพบเชื้อฮันตาไวรัสมีอัตราการติดเชื้อประมาณ 3–5% และหากพบว่าอัตราดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น กรมควบคุมโรคจะยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้นทันที