เมื่อวันนี้ 19 พ.ค. เว็บไซต์ StartupBlink ศูนย์กลางข้อมูลด้านระบบนิเวศนวัตกรรมทั่วโลกได้เผยแพร่ "ดัชนีระบบนิเวศสตาร์ทอัพโลกปี 2026" (Global Startup Ecosystem Index 2026) โดยในบรรดา 120 ประเทศทั่วโลก ไต้หวันขยับขึ้น 5 อันดับ จากอันดับที่ 25 ในปี 2025 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 20 ในปี 2026 ถือเป็นครั้งแรกที่ไต้หวันติดท็อป 20 ของโลก นอกจากนี้ ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไต้หวันยังครองอันดับหนึ่งในด้านอัตราการเติบโตในกลุ่ม 20 อันดับแรกของโลกอีกด้วย
สภาพัฒนาการแห่งชาติไต้หวันระบุว่า รายงานดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของไต้หวันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในการผลักดันนโยบายนวัตกรรมและการเริ่มต้นธุรกิจให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น โดยครอบคลุมทั้งการส่งเสริมแบรนด์สตาร์ทอัพระดับชาติ Startup Island TAIWAN การจัดตั้งศูนย์สนับสนุนสตาร์ทอัพในต่างประเทศที่ซิลิคอนวัลเลย์และโตเกียว รวมถึงการพัฒนา “Startup Terrace” ซึ่งเป็นฮับสตาร์ทอัพนานาชาติในพื้นที่หลินโข่วและนครเกาสง นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง Taiwan Tech Arena (TTA) และการผลักดันนโยบายบัตรทองการจ้างงาน เพื่อดึงดูดบุคลากรด้านนวัตกรรมจากต่างประเทศ มาตรการเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และเพิ่มการมองเห็นของไต้หวันในเวทีนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ไต้หวันยังติดอันดับที่ 7 ของโลกในสาขาฮาร์ดแวร์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Hardware & IoT) สภาพัฒนาการแห่งชาติไต้หวันระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงรากฐานที่แข็งแกร่งของไต้หวันในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเดินหน้าส่งเสริมนโยบายพัฒนา AI ยุคใหม่ 10 ประการ เพื่อสนับสนุนระบบนิเวศสตาร์ทอัพอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งด้านบุคลากรเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ด้วยการสนับสนุนจากนโยบายดังกล่าว ได้ช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างพันธมิตรด้านนวัตกรรมระดับโลกกับระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไต้หวันอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านสตาร์ทอัพของไต้หวันในเวทีโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากอันดับของประเทศโดยรวมจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมากแล้ว ในระดับเมืองก็ได้รับความสนใจเช่นกัน สภาพัฒนาการแห่งชาติไต้หวันระบุว่า ในปีนี้ไต้หวันมี 3 ภูมิภาคที่ติดอันดับอยู่ในควอไทล์แรก หรือกลุ่ม 25% แรก จากกว่า 1,500 ภูมิภาคทั่วโลก และทุกภูมิภาคต่างมีอันดับที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยระเบียงเทคโนโลยีไทเป (ครอบคลุมพื้นที่ไทเป เถาหยวน ซินจู๋ และเหมียวลี่) ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 39 ของโลก ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่พื้นที่ไถหนานและเกาสง มีการขยับอันดับขึ้นถึง 257 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 194 ของโลก สะท้อนให้เห็นว่าแรงขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมในระดับท้องถิ่นของไต้หวันยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และกำลังก่อตัวเป็นโครงสร้างการพัฒนาที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น