ในแต่ละปีไต้หวันมีผู้ใช้ยานอนหลับประมาณ 1,900,000 คน โดยกลุ่มผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 หรือประมาณ 760,000 คน เฉินเลี่ยงอวี๋ (陳亮妤) ผู้อำนวยการสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า การที่ผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไปใช้ยานอนหลับหลายชนิดร่วมกัน เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มและกระดูกหัก นอกจากนี้ หากใช้เป็นเวลานาน ยังอาจส่งผลให้ความสามารถด้านการรับรู้และความจำลดลงหรือเกิดภาวะถดถอยทางสติปัญญาได้ สำนักงานประกันสุขภาพจึงได้เริ่มติดตามตรวจสอบสถานการณ์การใช้ยานอนหลับของผู้สูงอายุตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป โดยหากผู้ป่วยมีอายุ 65 ปีขึ้นไป ใช้ยานอนหลับประเภทออกฤทธิ์ยาวหรือออกฤทธิ์สั้นร่วมกันตั้งแต่ 3 ชนิดขึ้นไปในเวลาเดียวกัน และมีการใช้งานเกินกว่า 6 เดือนในรอบหนึ่งปี ทางสำนักงานจะเข้าให้คำแนะนำและติดตามการสั่งยาของแพทย์ผู้รักษา รวมถึงอาจมีการตัดลดหรือไม่อนุมัติการเบิกจ่ายค่ารักษาบางส่วน สำหรับใบสั่งยาที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางการใช้ยาอย่างเหมาะสม
เฉินเลี่ยงอวี๋กล่าวว่า ปริมาณการใช้ยานอนหลับของประชาชนในไต้หวันอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยจากสถิติปี 2567 ของคณะกรรมการควบคุมสารเสพติดระหว่างประเทศ (INCB) พบว่า ปริมาณการใช้ยานอนหลับกลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน (BZD) และกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน (Z-drug) ต่อวันของไต้หวัน สูงกว่าเกาหลีใต้ถึงสองเท่า และเป็น 3 เท่าของออสเตรเลีย ทั้งนี้ หลังจากระบบติดตามตรวจสอบเริ่มบังคับใช้ในปีนี้ ในช่วงไตรมาสแรกผ่านการให้คำแนะนำและการตรวจตัดงบประกันสุขภาพ ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยที่เข้าข่ายลดลงเหลือไม่ถึง 100 คน ซึ่งสำนักงานประกันสุขภาพจะยังคงเดินหน้าติดตามตรวจสอบต่อไป เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยด้านการใช้ยาของผู้สูงอายุ