เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน แถลงว่า พบผู้ป่วยไข้พาราไทฟอยด์ (Paratyphoid fever) หรือไข้รากสาดเทียม ติดเชื้อในประเทศรายแรกของปี เป็นชายอายุ 50 กว่าปีในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งนี้ ในระยะฟักตัวไม่พบประวัติการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ยังไม่ทราบแหล่งที่มาของการติดเชื้อ กรมควบคุมโรคระบุว่า เพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้พาราไทฟอยด์ ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ และรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
กรมควบคุมโรคระบุว่า ผู้ป่วยรายนี้มีอาการไข้ ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามร่างกายตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม หลังเข้ารับการรักษาและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ จึงได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไข้พาราไทฟอยด์ ปัจจุบันอาการดีขึ้นและกลับไปพักฟื้นที่บ้านแล้ว ส่วนสมาชิกในครอบครัวที่อาศัยอยู่ร่วมกัน 1 คน และผู้สัมผัสใกล้ชิดในที่ทำงานอีก 7 คน ไม่พบอาการต้องสงสัยติดเชื้อ ทั้งนี้ หน่วยงานสาธารณสุขได้ดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยอยู่ระหว่างการสอบสวนประวัติการรับประทานอาหารและปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ของผู้ป่วย เพื่อหาสาเหตุและแหล่งที่มาของการติดเชื้อต่อไป
กรมควบคุมโรคเปิดเผยว่า ในปี 2023 ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคไข้พาราไทฟอยด์ประมาณ 1.72 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิตราว 10,000 ราย แม้จำนวนผู้ป่วยทั่วโลกจะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่โรคนี้ยังคงพบการแพร่ระบาดในพื้นที่ที่มีระบบสุขาภิบาลและสาธารณสุขไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในอินเดีย ซึ่งมีผู้ป่วยประมาณ 1.3 ล้านราย คิดเป็น 75% ของผู้ป่วยทั่วโลก
นายแพทย์หวงป๋อฮั่น (黃柏翰) แพทย์ด้านระบาดวิทยาของกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ไข้พาราไทฟอยด์เป็นโรคติดต่อทางเดินอาหารที่อยู่ในกลุ่มโรคติดต่ออันตรายประเภทที่ 2 เกิดจากเชื้อแบคทีเรียซัลโมเนลลา พาราไทฟี (Salmonella Paratyphi) โดยส่วนใหญ่ติดต่อผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระหรือปัสสาวะของผู้ป่วยหรือผู้เป็นพาหะ ระยะฟักตัวโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1–10 วัน และระยะแพร่เชื้อคือ 1 ถึง 2 สัปดาห์ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้สูงต่อเนื่อง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดท้อง ท้องเสีย หัวใจเต้นช้า หรือมีผื่นขึ้นตามลำตัว
กรมควบคุมโรค ขอให้ประชาชนดื่มน้ำที่ต้มสุกหรือดื่มน้ำบรรจุขวด รับประทานอาหารปรุงสุกอย่างทั่วถึง และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ นอกจากนี้ ควรรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนรับประทานอาหาร ก่อนเตรียมอาหาร และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม จึงจะสามารถป้องกันการติดเชื้ออย่างมีประสิทธิภาพ