ช่วงอายุ 30-35 ปีคือช่วงเวลาทองแห่งการมีบุตร เนื่องจากคุณภาพและจำนวนไข่ของผู้หญิงยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี แพทย์หญิงหลี่อี๋เซวียน (李怡萱) ผู้อำนวยการศูนย์การเจริญพันธุ์กรุงไทเป เปิดเผยว่า ผู้หญิงยุคปัจจุบันยังอยู่ในช่วงสร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือยังไม่พบคู่ครองที่เหมาะสม จึงยังไม่พร้อมมีลูก การฝากไข่ (Egg Freezing) จึงได้กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับแผนดำเนินชีวิตของผู้หญิงวัย 30 ต้น ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจากสถิติทางคลินิกของศูนย์การเจริญพันธุ์พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เข้ารับการฝากไข่เพิ่มขึ้นเกือบ 30%
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของแพทย์หญิงหลี่เกี่ยวกับกลุ่มผู้ฝากไข่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มผู้หญิงอายุ 31-35 ปี ถือเป็นกลุ่มหลัก และเมื่อปีที่ผ่านมา มีผู้หญิงที่ฝากไข่ที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี สูงถึงกว่า 60% ขณะเดียวกัน จากการสังเกตการณ์ทางคลินิกพบว่า กลุ่มผู้หญิงอายุ 37-43 ปี เริ่มมีความต้องการที่จะละลายไข่มาใช้งานเพิ่มสูงขึ้นตามความมั่นคงของชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจำนวนผู้แช่แข็งไข่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลในไต้หวันตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าอัตราการนำไข่ที่แช่แข็งไว้ออกมาใช้จริงมีเพียงประมาณ 8.4% เท่านั้น
แพทย์หญิงหลี่กล่าวว่า อัตราการละลายไข่มาใช้งานในไต้หวันนั้นอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และยังต่ำกว่าอัตราการละลายไข่ในรอบ 10 ปีของสหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่ที่ 38.1% เนื่องจากสหรัฐฯ อนุญาตให้ผู้หญิงโสดสามารถใช้สเปิร์มจากธนาคารอสุจิเพื่อมีบุตรได้ แต่กฎหมายว่าด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ที่บังคับใช้อยู่ในไต้หวันปัจจุบัน กำหนดไว้ว่าผู้รับบริการจะต้องมีคู่สมรสที่เป็นเพศตรงข้ามเท่านั้น และแพทย์ยังชี้ว่า ปัจจุบันมีผู้หญิงจำนวนมากขึ้นที่เข้ามาปรึกษาเรื่องการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวโดยสมัครใจ หรือผู้หญิงที่ต้องการมีลูกโดยไม่จำเป็นต้องแต่งงาน หากยังไม่มีการแก้ไขกฎหมาย คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีผู้หญิงโสดจำนวนมากขึ้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาฝากไข่ไว้แต่กลับไม่ได้ใช้