เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 สภาบริหาร สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้จัดพิธีเปิด “การพิจารณารายงาน
ผลการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ( Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women, CEDAW) ของไต้หวัน ฉบับที่ 5 ” โดยเจิ้งลี่จวิน รองนายกรัฐมนตรีไต้หวันระบุระหว่างกล่าวเปิดงานว่า จากผลการประเมินดัชนีสถาบันทางสังคมและความเท่าเทียมทางเพศ (Social Institutions and Gender Index, SIGI) โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development, OECD) ไต้หวันอยู่อันดับที่ 6 จาก 179 ประเทศทั่วโลก และคว้าอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ไต้หวันยังคงขานรับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และรัฐบาลจะผลักดันความเท่าเทียมทางเพศอย่างไม่หยุดยั้ง
อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) ได้รับการยกย่องให้เป็น “ประมวลกฎหมายสิทธิสตรี” อนุสัญญาฉบับนี้ผ่านการรับรองโดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 2522 และมีผลบังคับใช้ในปี 2524 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทั่วโลก และรับรองว่าชายและหญิงจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และการจ้างงาน ทั้งนี้ ไต้หวันได้เริ่มจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน
ตามอนุสัญญา CEDAW ตั้งแต่ปี 2552 และหลังจากกฎหมายการบังคับใช้อนุสัญญา CEDAW มีผลบังคับใช้ในปี 2554 ไต้หวันได้เชิญคณะกรรมการตรวจสอบจากหลายประเทศเดินทางมาไต้หวันทุก 4 ปี เพื่อพิจารณาและนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานดัวกล่าวซึ่งปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 ที่ไต้หวันรับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญระดับสากล เพื่อรับข้อเสนอแนะในการผลักดันความเท่าเทียมทางเพศและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของสตรีจากรัฐบาล
เจิ้งลี่จวินกล่าวว่า ดัชนีสถาบันทางสังคมและความเท่าเทียมทางเพศของ OECD ได้นำไต้หวันเข้าร่วมการประเมินเป็นครั้งแรก เราอยู่ในอันดับที่ 6 จาก 179 ประเทศ และเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย นอกจากนี้ ในปี 2567 สัดส่วนของสมาชิกสภานิติบัญญัติหญิงของไต้หวันยังคงรักษาสัดส่วน 40% ซึ่งสูงที่สุดในเอเชีย และในรายงานฉบับนี้ เราได้นำเสนอความคืบหน้าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทางเพศในระบบยุติธรรมและกลไกของรัฐในการปกป้องสิทธิสตรี และยังรวมถึงการป้องกันความรุนแรงทางเพศ สิทธิในการทำงาน สิทธิทางสุขภาพ สิทธิทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความเท่าเทียมทางเพศในชีวิตสมรสและความสัมพันธ์ในครอบครัว
เจิ้งลี่จวินย้ำว่า รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตร สนับสนุนโมเดลครอบครัวที่ทำงานและช่วยกันดูแลบ้านทั้งสามีและภรรยา ลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างเพศ เพิ่มการมีส่วนร่วมของสตรีในระดับบริหาร และเสริมสร้างกลไกการป้องกันความรุนแรงทางเพศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อบูรณาการประเด็นเพศภาวะเข้าสู่กระแสหลักและขับเคลื่อนความเท่าเทียมในสังคมให้เกิดขึ้นจริง