เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ (賴清德) กล่าวขณะเข้าร่วมงานประชุม Taiwan Sustainable Carbon Rights ESG Forum ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นโดยสื่อออนไลน์ โดยระบุว่า ไต้หวันได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบมีต้นทุนแล้ว ขีดความสามารถในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกนอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจแล้ว ยังเป็นศักยภาพการแข่งขันที่สำคัญของบริษัทในการรับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศและดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลก โดยรัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนผ่านสองแกนหลัก ทั้งด้านดิจิทัลและสีเขียวอย่างมั่นคง พร้อมเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางพลังงาน อีกทั้งวัตถุประสงค์ของระบบค่าธรรมเนียมคาร์บอนมีไว้เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไม่ใช่เพื่อเพิ่มภาระ
ประธานาธิบดีไล่ฯ ชี้ว่า ไต้หวันกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญด้านพลังงาน AI ตลอดจนการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อตอบรับ “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) และขับเคลื่อน “การเปลี่ยนผ่านสู่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ 2593” รัฐบาลได้จัดทำแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกภาพรวมของไต้หวันเสร็จสิ้นแล้ว โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2578 ลง 38%±2% เมื่อเทียบกับปี 2548 ทั้งนี้ เมื่อระบบค่าธรรมเนียมคาร์บอนเริ่มบังคับใช้ ไต้หวันก็ได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบมีราคาอย่างเป็นทางการ ซึ่งในยุคมุ่งสู่ Net Zero นี้ ขีดความสามารถในการบริหารจัดการคาร์บอนไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นศักยภาพการแข่งขันที่สำคัญซึ่งตัดสินว่าภาคธุรกิจจะสามารถคว้าคำสั่งซื้อจากต่างประเทศและดึงดูดเงินทุนระดับโลกได้หรือไม่