เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 7 กันยายน 2569 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคไต้หวันได้จัดงานแถลงข่าวขึ้นภายใต้หัวข้อ “อัตราความตรงต่อเวลาของการรถไฟไต้หวันดีเยี่ยม แต่เหตุใดผู้โดยสารยังคงรู้สึกว่ารถไฟล่าช้าอยู่บ่อยครั้ง?” โดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเปิดเผยว่า การแปรสภาพเป็นบริษัทของการรถไฟไต้หวันดำเนินการมาเกิน 2 ปีแล้ว และการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารก็ผ่านพ้นมาเกิน 1 ปีแล้วเช่นกัน จึงถึงเวลาที่จะต้องตรวจวัดผลลัพธ์ของการปฏิรูปและการปรับราคาค่าโดยสารว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่ผู้โดยสารต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคชี้ว่า จากข้อมูลของกระทรวงคมนาคม อัตราความตรงต่อเวลาของบริษัทรถไฟไต้หวันประจำปี 2568 อยู่ที่ 97.02% อย่างไรก็ตาม หากไม่ตัดปัจจัยเหตุสุดวิสัยออกไป อัตราความตรงต่อเวลาของขบวนรถโดยสารกลับอยู่ที่เพียง 94.83% แม้จะมีความก้าวหน้าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลข 93.14% ในปีก่อนหน้าจริง แต่ก็ยังหมายความว่าในทุกๆ 20 ขบวน จะมี 1 ขบวนที่ล่าช้าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่อัตราความตรงต่อเวลาในปีนี้ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 97.31% ในเดือนมกราคม ลดลงเหลือเพียง 93% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดใหม่
มูลนิธิฯ ชี้ว่า ปัจจุบันอัตราความตรงต่อเวลาของบริษัทรถไฟไต้หวันพิจารณาจากเวลาที่ขบวนรถเดินทางถึงสถานีปลายทางเป็นหลัก โดยความล่าช้าไม่เกิน 5 นาทียังคงถูกจัดให้อยู่ในเกณฑ์ตรงต่อเวลา แม้ขบวนรถจะล่าช้า ณ สถานีกลางทาง แต่ตราบใดที่สามารถทำเวลาชดเชยในระยะทางช่วงถัดไปได้ สุดท้ายก็ยังถูกนับเป็นขบวนรถที่ตรงต่อเวลาในทางสถิติ แต่สิ่งที่ผู้โดยสารใส่ใจจริงๆ คือ “ขบวนรถที่ฉันจะขึ้นนั้นมาตรงเวลาหรือไม่”