นักวิชาการไต้หวันเสนอผ่อนคลายความเข้มงวดกฎหมาย จัดสรรงานยืดหยุ่น เปิดทางแรงงานใต้ดินเข้าสู่ระบบ
ข่าวจากเว็บไซต์ Agrijourney News ของไต้หวันระบุว่า ความต้องการแรงงานในภาคเกษตรของไต้หวันกำลังส่งผลทำให้ “แรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย” กลายเป็นกำลังหลักในชนบทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้เกษตรกรจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานเหล่านี้ แต่ความจริงเรื่องสถานะที่ผิดกฎหมาย การบริหารจัดการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพตลาด และภาระต้นทุนทางสังคมที่ประชาชนต้องร่วมแบกรับ กลับยิ่งทำให้ปัญหานี้ซับซ้อนขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “จะกำจัดแรงงานผิดกฎหมายอย่างไร” แต่คือ “จะจัดสมดุลระหว่างความต้องการแรงงานกับกรอบกฎหมายอย่างไรให้สอดคล้องกับความเป็นจริง”
นักวิชาการจำนวนมากเห็นตรงกันว่า จุดเริ่มต้นของการแก้ไขต้องมาจากการ “ยอมรับความจริง” ว่าระบบแรงงานปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการในภาคเกษตรได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่แรงงานท้องถิ่นลดลงอย่างต่อเนื่อง นักวิชาการเสนอให้เริ่มจากการผ่อนปรนข้อกฎหมายและปรับรูปแบบการจัดสรรงานให้ยืดหยุ่น ขณะที่เกษตรกรเห็นว่า ควรใช้แนวทางความร่วมมือในพื้นที่และการปรับมาตรฐานเทคโนโลยี เพื่อหาหนทางให้แรงงานใต้ดินกลับเข้าสู่การควบคุมตามกฎหมาย
รองศ.หลิวหวงลี่จวน( 劉黃麗娟) จากภาควิชาความสัมพันธ์แรงงาน มหาวิทยาลัยจงเจิ้ง ระบุว่า หลักการสำคัญ 2ประการของกฎหมายแรงงานปัจจุบัน คือ “การว่าจ้างแรงงานต่างชาติจะต้องไม่กระทบต่อการจ้างงานคนในไต้หวัน” และ “ห้ามทำงานนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต” แม้วัตถุประสงค์เดิมเพื่อคุ้มครองแรงงานในประเทศ แต่เมื่อชนบทขาดแคลนแรงงานท้องถิ่น ข้อกฎหมายเหล่านี้กลับกลายเป็นอุปสรรค จนมีการถกเถียง และเรียกร้องให้ปฏิรูปแรงงานผิดกฏหมาย
รองศ. Isabelle Cockel จากมหาวิทยาลัย Portsmouth ของอังกฤษ วิเคราะห์ว่า การบริหารแรงงานต่างชาติของไต้หวันยังได้รับอิทธิพลจากแนวคิด “ทะเบียนบ้านต้องเชื่อมกับตำรวจ” แม้ปัจจุบันงานทะเบียนบ้านถูกโอนให้หน่วยงานพลเรือน แต่ความคิดที่ว่า “การเคลื่อนย้ายประชากรคือปัญหาด้านความมั่นคง” ทำให้รัฐมักเลือกใช้การควบคุมเชิงปริมาณและมีประสิทธิภาพต่ำ เช่น จำกัดให้นายจ้างเดียวคนและอาศัยอยู่ในสถานที่ที่กำหนด ส่งผลให้กฎหมายไม่ตอบสนองความต้องการแรงงานทันทีในชนบท
Cockel ชี้ว่า เหตุผลสำคัญที่แรงงานผิดกฏหมายเป็นที่นิยมในตลาดมืด คือการ “เคลื่อนที่อย่างยึดหยุ่นคล่องตัว” เพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานที่เข้มข้นตามฤดูกาลในภาคเกษตรได้ทันที จึงไม่ควรบริหารแรงงานเหล่านี้ด้วยการจำกัดและควบคุม แต่ควรยอมรับว่าความยืดหยุ่นแบบ “พร้อมใช้ทันที” เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อภาคการผลิต และหาวิธีแก้ไขกฎหมายเพื่อใช้ประโยชน์ของความยืดหยุ่นนี้ ทำให้แรงงานใต้ดินกลายเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย
รองศ.หลิวหวงลี่จวน บอกด้วยว่า การทำให้แรงงานมีรายได้มั่นคง และทำให้เกษตรกรสามารถว่าจ้างในราคาที่เข้าถึงได้ และอยากว่าจ้าง เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาแรงงานผิดกฏหมาย กระทรวงเกษตรแม้ผลักดันโครงการ “แรงงานภาคสนาม” (outreach workers)หรือแรงงานต่างชาติที่ถูกส่งออกไปทำงานนอกสถานที่ แต่ก็ยังมีแรงงานที่ปฏิเสธงานแบบนี้ เนื่องจากได้รับเพียงเงินเดือนพื้นฐาน
เธอแนะนำให้กระทรวงเกษตรศึกษาแนวทาง “แรงงานภาคสนามแบบดูแล” (care-type outreach workers) หรือผู้อนุบาลต่างชาติที่ถูกส่งออกไปทำงานนอกสถานที่ ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดลองใช้ โดยการยกเลิกการผูกติดกับนายจ้างเพียงคนเดียว โดยให้หน่วยงานที่มีความสามารถด้านการจัดการมืออาชีพเป็นผู้จ้างและจัดงานตามความต้องการของตลาด โดยผู้ว่าจ้างจ่ายค่าจ้างตามชั่วโมง ในอัตราที่กำหนดตามความเข้มข้นของความต้องการแรงงานในแต่ละช่วงเวลา
โมเดลการจัดการแรงงานแบบมืออาชีพสามารถตอบสนองความต้องการแรงงานช่วงเก็บเกี่ยวที่ใช้เวลาสั้นและมีความต้องการแรงงานสูง ได้อย่างยืดหยุ่น เกษตรกรเพียงจ่ายค่าบริการเท่านั้น ไม่ต้องแบกรับภาระงานเอกสารและการจัดการอื่น ๆ
สำหรับแรงงานต่างชาติ เนื่องจากนายจ้างเป็นหน่วยงานมืออาชีพ ทำให้มีโอกาสได้รับงานมากขึ้น และค่าจ้างขึ้นอยู่กับกลไกตลาด ไม่ใช่เงินเดือนพื้นฐาน ทำให้รายได้ต่อเดือนมีโอกาสอยู่ระหว่าง 30,000–40,000 บาท ซึ่งมั่นคงกว่าการทำงานผิดกฎหมายและช่วยลดโอกาสที่แรงงานจะหนีเพราะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมไม่ได้
แพลตฟอร์มดิจิทัล “Uber แรงงาน” เพื่อการจัดสรรยืดหยุ่น
การจัดส่งแรงงานภาคสนามที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่บริหารโดยสหกรณ์เกษตร แต่ไม่สามารถปรับตามฤดูกาลหรือเหตุการณ์ตลาดฉับพลันได้ Isabelle Cockel แนะนำให้ใช้ระบบ “Uber แรงงาน” ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เกษตรกรสามารถอัปโหลดความต้องการแรงงานได้ทันที แพลตฟอร์มจะจับคู่กับแรงงานที่พร้อมทำงาน ทำให้สามารถบูรณาการข้ามพื้นที่ ข้ามฟาร์ม และข้ามพืชผลได้อย่างยืดหยุ่น แรงงานจึงได้ทำงานต่อเนื่องตลอดวงจรการเติบโตของพืช และหลีกเลี่ยงปัญหาขาดแรงงานในชุมชนเดียวที่เก็บเกี่ยวพร้อมกัน
จัดการในพื้นที่จริง เพื่อรวมแรงงานใต้ดินเข้าสู่กฎหมาย
รองศ. 劉黃麗娟 เสนอให้รัฐใช้แนวทาง “จัดการในพื้นที่จริง” แทนการ “นิรโทษกรรมทั่วไป” ซึ่งเป็นการให้อภัยแบบไม่มีเงื่อนไข การจัดการในพื้นที่ทำให้แรงงานใต้ดินสามารถเข้าสู่ระบบกฎหมายได้อย่างเป็นขั้นตอน
แนวทางปฏิบัติ เช่น ให้หน่วยงานเทศบาลท้องถิ่นเป็นผู้จัดส่งและบริหารแรงงานผิดกฏหมายภายในพื้นที่ พร้อมกำหนดมาตรการให้แรงงานชำระค่าปรับหรือทำงานบริการชุมชนเพื่อลดโทษการอยู่เกินกำหนดและค่อย ๆ ได้สถานะถูกกฎหมาย “ถ้าแรงงานยินดีจ่ายค่าปรับและทำงานต่อ ทำไมถึงไม่พิจารณา?”
ผลลัพธ์ของการ “ทำให้แรงงานใต้ดินโผล่ขึ้นบนดิน”
เมื่อสถานะถูกกฎหมาย รัฐสามารถรวมแรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบคำแนะนำเรื่องการใช้สารเคมีและวัสดุทางการเกษตร ให้แรงงานที่ทำงานจริงได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านพืชผล เรียนรู้การใช้สารอย่างถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของสินค้า นอกจากนี้ เมื่อแรงงานถูกต้องตามกฎหมาย การตรวจจับผู้ที่ยังเลือกทำงานผิดกฎหมายจะมีความชอบธรรมมากขึ้น เสริมอำนาจกฎหมายในการควบคุมการผลิตทางการเกษตร
เกษตรกรชี้ว่า ควรเพิ่มความยืดหยุ่นเรื่องชั่วโมงทำงานและค่าจ้าง
จงชิงฮุย(鍾清輝) ประธานสหกรณ์เกษตร เหม่ยหนง ระบุว่า แรงงานต่างชาติหากไม่มีโอกาสทำโอทีอย่างเพียงพอ หรือรายได้ไม่สูงเพียงพอ ก็ยากที่จะอยู่รอดได้ เนื่องจากพืชบางชนิดเก็บเกี่ยวไม่ได้ในเวลากลางคืน หลังจากทำงานในฟาร์มเดิมเสร็จ แรงงานมักยังมีแรงและเต็มใจไปช่วยเก็บผักหรือมะเขือเทศเล็กในฟาร์มใกล้เคียง
สำหรับการสนับสนุนให้ทำงานข้ามฟาร์มใน “ซึ่งถือเป็นพื้นที่สีเทา” จงชิงฮุย เห็นว่าควรมีการบริหารที่ ไม่เข้มงวดเกินไป การให้แรงงานมีโอทีแบบยืดหยุ่นในกรอบกฎหมายเพื่อเพิ่มรายได้ จะช่วยให้แรงงานพึงพอใจและอยู่ต่อในชนบทมากขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการตรวจจับเข้มงวดในการป้องกันแรงงานถูกดึงไปตลาดมืด
ด้าน หลี่ชิ่งกั๋ว(李慶國)ผู้บริหารสหกรณ์ผักและผลไม้ซินเซ่อ เน้นว่า รัฐต้องปรับวิธีคำนวณค่าจ้างและทำให้ชั่วโมงทำงานของแรงงานมีความยืดหยุ่น หากไม่ดำเนินการตั้งแต่เนิ่น ๆ แรงงานจะยิ่งหนีออกไป ส่งผลให้เกิด “นายจ้างใต้ดินชาวเวียดนาม” มากขึ้น ซึ่งจะกัดเซาะโครงสร้างพื้นฐานเกษตรกรรมของไต้หวัน
ในระยะยาว เกษตรกรรุ่นใหม่บางส่วนเริ่มปรับตัวด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการผลิต เช่น การทำเกษตรแบบหลากหลายเพื่อกระจายความต้องการแรงงานตลอดทั้งปี หรือการจ้างแรงงานแบบระยะยาวแทนการจ้างชั่วคราว วิธีการเหล่านี้ช่วยลดความผันผวนของความต้องการแรงงาน และลดการพึ่งพาตลาดแรงงานผิดกฎหมาย
ขณะเดียวกัน การฟื้นฟูรูปแบบความร่วมมือในชุมชน เช่น การช่วยเหลือกันระหว่างเกษตรกร หรือการแบ่งปันเครื่องมือและแรงงาน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่น โดยไม่ต้องพึ่งพาแรงงานภายนอกมากเกินไป
ในมิติของการแข่งขัน เกษตรกรบางส่วนมองว่า การยกระดับมาตรฐานสินค้า เช่น การทำเกษตรอินทรีย์ การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการสร้างแบรนด์สินค้า เป็นทางออกในการหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานราคาถูก ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับแรงงานผิดกฎหมาย
อีกประเด็นสำคัญคือ “ความรับผิดชอบของเจ้าของที่ดิน” ซึ่งถูกมองว่าเป็นกุญแจในการแก้ปัญหาระยะยาว รัฐควรเพิ่มการติดตามการใช้ที่ดินและการใช้สารเคมีทางการเกษตร พร้อมทั้งกำหนดให้มีการเปิดเผยแหล่งที่มาของผลผลิตอย่างชัดเจน หากสามารถควบคุมสองปัจจัยนี้ได้ จะช่วยลดช่องว่างที่ทำให้ระบบใต้ดินดำรงอยู่
ท้ายที่สุด ปัญหาแรงงานผิดกฎหมายในภาคเกษตรไม่ใช่เพียงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่สอดคล้องกัน แรงงานราคาถูกที่เห็นในปัจจุบัน แท้จริงแล้วสะท้อนถึงต้นทุนที่ถูกผลักไปยังด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยในการทำงาน ภาระค่ารักษาพยาบาล หรือการลดทอนคุณค่าของกฎหมาย
เมื่อแรงงานต่างชาติค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ถูกจ้าง” ไปสู่ “ผู้จัดการระบบการผลิต” ภาคเกษตรของไต้หวันกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ ทางเลือกที่สังคมต้องตัดสินใจคือ จะยอมรับและนำแรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบกฎหมายอย่างมีแบบแผน หรือปล่อยให้ระบบใต้ดินขยายตัวต่อไปและกัดเซาะโครงสร้างอุตสาหกรรมในระยะยาว
คำตอบของคำถามนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม ในวันที่ผู้บริโภคยังคงต้องการอาหารราคาย่อมเยา แต่ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องมาตรฐานความปลอดภัยและความเป็นธรรมในระบบการผลิตด้วย