1. ยอดแรงงานต่างชาติในไต้หวันพุ่งทะลุ 870,000 คน ขณะที่จำนวนแรงงานผิดกฎหมายลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
กระทรวงแรงงานของไต้หวันเปิดเผยสถิติแรงงานต่างชาติล่าสุด ระบุว่า ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 จำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันรวมทั้งสิ้นได้ทะลุ 870,000 คนแล้ว ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างชาติใบอนุญาตจ้างงานถูกต้องตามกฎหมายเกือบ 771,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 4,624 คน

แรงงานต่างชาติในไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุ 870,000 คน
ประเด็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ จำนวนแรงงานที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุหรือหลบหนีนายจ้างจนกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยในเดือนมกราคมลดเหลือ 99,751 คน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขต่ำกว่า 100,000 คน นับตั้งแต่เดือนกันยายนของปีที่ผ่านมา
ภาคการผลิตและผู้อนุบาลในครัวเรือนฟื้นตัว: ความต้องการแรงงานเพิ่มกว่า 2,000 รายในเดือนเดียว
เมื่อจำแนกตามประเภทอุตสาหกรรม แรงงานในภาคอุตสาหกรรมมีจำนวนรวม 543,106 คน โดยเฉพาะในภาคการผลิต มีจำนวน 484,669 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 2,061 คน สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการกำลังคนในภาคการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วนการลดลงของตัวเลขในเดือนก่อนหน้านั้น คาดว่าเป็นผลจากการปรับโครงสร้างกำลังแรงงานตามรอบปี

แรงงานต่างชาติในไต้หวันพุ่งทะลุ 870,000 คน ขณะที่จำนวนแรงงานผิดกฎหมายลดลงเล็กน้อยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในภาพเป็นกลุ่มแรงงานเวียดนามถูกกฎหมาย
เมื่อพิจารณาในระดับกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีแรงงานเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 855 คน ตามมาด้วยกลุ่มคอมพิวเตอร์และผลิตภัณฑ์ออปติก 515 คน และกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้ารวมถึงอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มละกว่า 250 คน ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ส่วนใหญ่มีจำนวนแรงงานทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อย ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ความต้องการแรงงานในภาคการผลิตยังคงได้รับแรงหนุนหลักจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ภาคก่อสร้าง: ภาคเอกชนขยายตัว แม้โครงการรัฐหดตัวลง
ในส่วนของภาคการก่อสร้าง มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา กล่าวคือ โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ภาครัฐมีจำนวนแรงงานลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 เหลือ 19,358 คน ในขณะที่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ภาคเอกชนมีแรงงาน 4,890 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 3,737 คน และงานก่อสร้างทั่วไปมีแรงงาน 10,070 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,679 คน

ความต้องการแรงงานต่างชาติในไต้หวันยังคงขับเคลื่อนโดยสองแรงหลัก ได้แก่ ภาคเทคโนโลยีขั้นสูงและภาคสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะผู้อนุบาลในครัวเรือน
แม้ตัวเลขแรงงานในโครงการก่อสร้างภาครัฐจะลดลง แต่งบประมาณก่อสร้างภาครัฐในปีนี้กลับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16.1 การลดลงดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนว่าความต้องการแรงงานลดลงแต่อย่างใด หากแต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการนำเข้าแรงงานโดยหันมาใช้โควตาประเภทก่อสร้างทั่วไปแทน รวมถึงการโอนย้ายกำลังคนภายหลังสิ้นสุดโครงการ
สำหรับภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ มียอดรวม 11,819 คน และคาดว่าจะทะลุ 12,000 คนในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่แรงงานในกลุ่มรีไซเคิลขยะและทรัพยากรขยายตัวอย่างมั่นคงที่ 457 คน

ความต้องการแรงงานต่างชาติในไต้หวันยังคงขับเคลื่อนโดยสองแรงหลัก ได้แก่ ภาคเทคโนโลยีขั้นสูงและภาคสวัสดิการสังคม
จำแนกตามสัญชาติ อินโดนีเซียครองอันดับ 1 ไทยอยู่อันดับ 4
เมื่อจำแนกแรงงานมีใบอนุญาตจ้างงานยังมีผลใช้บังคับหรือแรงงานถูกกฎหมาย โดยหักลบแรงงานต่างชาติส่วนที่หลบหนีตามสัญชาติ พบว่าแรงงานอินโดนีเซียมีจำนวนมากที่สุดถึง 296,346 คน เพิ่มขึ้น 2,760 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ในสายงานผู้อนุบาลในครัวเรือน รองลงมาคือแรงงานเวียดนาม 233,549 คน แรงงานฟิลิปปินส์ 171,991 คน เพิ่มขึ้น 1,739 คน ซึ่งส่วนใหญ่เข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรม ICT และแรงงานไทย 68,949 คน ตามลำดับ
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างความต้องการแรงงานต่างชาติในไต้หวันยังคงขับเคลื่อนโดยสองแรงหลัก ได้แก่ ภาคเทคโนโลยีขั้นสูงและภาคสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะผู้อนุบาลในครัวเรือน ซึ่งทั้งสองภาคมีแนวโน้มจะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของไต้หวันในระยะยาว
2. เดินเข้ากองไฟ! แรงงานไทยโดนปรับ 150,000 เหรียญ หลังดื่มสุราขี่จักรยานไฟฟ้าเข้าสถานีตำรวจเยี่ยมเพื่อนที่ถูกจับ
นายภาคภูมิ (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานในโรงงานฟอกย้อมแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมจงลี่ ได้ดื่มสุราแล้วขี่จักรยานไฟฟ้าไปเยี่ยมเพื่อนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานีตำรวจหลูจู๋ นครเถาหยวน เมื่อเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กลิ่นสุราได้ทันที และเฝ้าระวังเขาตลอดเวลา เมื่อเสร็จสิ้นการเยี่ยมเพื่อน นายภาคภูมิได้ขี่จักรยานไฟฟ้ากลับหอพักของโรงงาน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์รอตรวจอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจเรียบร้อยแล้ว ผลการตรวจพบว่ามีระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงถึง 0.39 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 0.15 มิลลิกรัมต่อลิตร เขาจึงถูกจับกุมและส่งฟ้องต่อศาล

ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก 3 เดือน พร้อมค่าปรับ 60,000 เหรียญไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายไต้หวัน โทษจำคุกที่ไม่เกิน 6 เดือนสามารถชำระเงินแทนการจำคุกได้ในอัตรา 1,000–3,000 เหรียญต่อวัน ในกรณีนี้ศาลอนุญาตให้ชำระในอัตราวันละ 1,000 เหรียญ ส่งผลให้ยอดรวมที่ต้องจ่ายทั้งหมดสูงถึง 150,000 เหรียญไต้หวัน

หมายเรียกสำนักงานอัยการเถาหยวน สั่งให้แรงงานไทยรายนี้ไปรายงานตัวและชำระค่าปรับตามคำตัดสินของศาล รวมทั้งสิ้น 150,000 เหรียญ
ล่ามของบริษัทจัดหางานรายหนึ่งซึ่งดูแลแรงงานไทยกลุ่มนี้เปิดเผยว่า แรงงานไทยในความดูแลทุกคนทำงานได้ดีเป็นที่ชื่นชอบของนายจ้าง แต่มีปัญหาเรื่องการดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เสียค่าปรับในช่วง 60,000–90,000 เหรียญ แต่กรณีของนายภาคภูมิถือว่าหนักที่สุด และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ผู้กระทำผิดดื่มสุราแล้วขี่รถเข้าไปในสถานีตำรวจด้วยตนเอง ซึ่งเปรียบได้กับการเดินเข้ากองไฟ ทั้งนี้ ค่าปรับในแต่ละกรณีอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของอัยการและการตัดสินของผู้พิพากษาเป็นสำคัญ

เนื่องจากโรงงานฟอกย้อมแห่งนี้มีผลประกอบการดี มีการทำงานล่วงเวลา สวัสดิการและรายได้ค่อนข้างดี ประกอบกับนายภาคภูมิเพิ่งทำงานครบ 3 ปีและต่อสัญญาใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว ล่ามจึงแนะนำให้ชำระค่าปรับตามคำสั่งของศาล เพื่อให้สามารถทำงานและเก็บเงินต่อไปได้ พร้อมกันนั้นก็ขอให้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องจดจำ และขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์เตือนแรงงานไทยคนอื่น ๆ ให้ตระหนักว่า ห้ามดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะโดยเด็ดขาด

รัฐบาลไต้หวันให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสาธารณะอย่างยิ่ง และได้ปรับปรุงกฎหมายให้เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กฎหมายการจราจรทางบกและการลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรฉบับล่าสุดปี 2567 แบ่งโทษออกเป็น 2 ระดับ ดังนี้ :
ระดับที่ 1 — โทษปรับ (ระดับแอลกอฮอล์ 0.15 มก./ล. ขึ้นไป) ผู้ที่ขับขี่จักรยานไฟฟ้าหรือรถมอเตอร์ไซค์แล้วมีระดับแอลกอฮอล์เกินมาตรฐาน มีโทษปรับ 15,000–90,000 เหรียญ หากเป็นรถยนต์ ค่าปรับเพิ่มเป็น 30,000–120,000 เหรียญ พร้อมถูกยึดใบขับขี่ 1–4 ปี หากกระทำผิดซ้ำ โทษจะหนักขึ้นตามลำดับ โดยครั้งที่สองค่าปรับขั้นต้นสำหรับจักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์อยู่ที่ 90,000 เหรียญ และรถยนต์อยู่ที่ 120,000 เหรียญ ส่วนครั้งที่สามขึ้นไปจะเพิ่มค่าปรับอีกครั้งละ 90,000 เหรียญ พร้อมยึดใบขับขี่ตลอดไป กรณีปฏิเสธการเป่าลม ค่าปรับเริ่มต้นที่ 180,000 เหรียญ และถูกยึดใบขับขี่ตลอดชีพ นอกจากนี้ ผู้ที่ซ้อนท้ายหรือนั่งร่วมมาในยานพาหนะคันเดียวกันโดยไม่ห้ามปราม ก็มีโทษปรับเช่นกันในอัตรา 6,000–15,000 เหรียญ

เตือนแรงงานไทยหลีกเลี่ยงดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะ ตำรวจไต้หวันเอาจริง มีการตรวจเข้มและตรวจต่อเนื่อง
ระดับที่ 2 — โทษทางอาญา (ระดับแอลกอฮอล์ 0.25 มก./ล. ขึ้นไป) กรณีเมาแล้วขับโดยไม่เกิดอุบัติเหตุ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 300,000 เหรียญ หากขับชนจนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส โทษจำคุกเพิ่มขึ้นเป็น 1–7 ปี ปรับสูงสุด 1,000,000 เหรียญ และหากเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต โทษจำคุกอยู่ที่ 3–10 ปี ปรับสูงสุด 2,000,000 เหรียญ กรณีกระทำผิดซ้ำและชนคนบาดเจ็บสาหัส โทษจำคุกเพิ่มเป็น 3–10 ปี ปรับสูงสุด 2,000,000 เหรียญ หากเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต โทษจำคุกสูงสุด 5 ปีขึ้นไป และปรับสูงสุดถึง 3,000,000 เหรียญ

สิ่งที่แรงงานไทยทุกคนควรตระหนักเป็นพิเศษคือ ผู้ที่ถูกเนรเทศเนื่องจากคดีเมาแล้วขับมีโอกาสกลับเข้าไต้หวันน้อยมาก แตกต่างจากกรณีแรงงานหลบหนีที่ถูกจับส่งกลับและถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าไต้หวันสูงสุดเพียง 7 ปี แต่สำหรับคดีเมาแล้วขับนั้น อาจถูกห้ามเข้าประเทศอย่างถาวร พิษภัยของการดื่มสุราจึงไม่ได้จบแค่ค่าปรับหรือโทษจำคุก แต่อาจพรากโอกาสในการทำงานและสร้างอนาคตในไต้หวันไปตลอดกาล
3. กร่างไม่เลิก! ศาลอุทธรณ์ไทจงยืนโทษจำคุก 7 ปี 2 เดือน แรงงานไทยแทงเพื่อนร่วมชาติดับ ก่อนก่อเหตุซ้ำซ้อมเพื่อนร่วมห้องขังชาวไต้หวัน
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ศาลอุทธรณ์ไทจงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุกแรงงานไทยรายหนึ่ง 7 ปี 2 เดือน ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย หลังใช้มีดปอกผลไม้แทงเพื่อนร่วมชาติที่พักอาศัยและทำงานด้วยกันจนเสียชีวิต ที่น่าเป็นห่วงคือระหว่างรอการพิจารณาคดี จำเลยยังคงแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยการเตะต่อยเพื่อนร่วมห้องขังชาวไต้หวันในเรือนจำไทจง จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าควบคุมตัวและใส่ตรวนเพื่อระงับเหตุ

ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยคือนายศักดิ์สิทธิ์ อายุ 34 ปี ชาวจังหวัดอุดรธานี ส่วนผู้เสียชีวิตคือนายนพดล อายุ 46 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา ทั้งสองเป็นแรงงานไทยที่ทำงานในโรงงานผลิตเครื่องมือช่างแห่งหนึ่งบนถนนเหรินเหม่ย เขตต้าหลี่ นครไทจง และพักอาศัยอยู่ในหอพักเดียวกัน

ทั้งคู่มีปากเสียงขัดแย้งกันเป็นประจำในเรื่องเล็กน้อยของชีวิตประจำวัน จนกระทั่งราวสามทุ่มของคืนวันที่ 28 ธันวาคม 2567 เกิดการโต้เถียงขึ้นอีกครั้งภายในห้องพัก ขณะที่นายศักดิ์สิทธิ์อยู่ในอาการมึนเมา เขาเกิดอารมณ์โกรธจัด คว้ามีดปอกผลไม้จากตู้แล้วแทงเข้าที่บริเวณช่องท้องของนายนพดลอย่างรุนแรง นายนพดลเสียชีวิตในเช้าวันถัดมา อัยการจึงฟ้องดำเนินคดีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย

ในชั้นพิจารณา จำเลยรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา แต่ขอให้ศาลเมตตาบรรเทาโทษ โดยอ้างว่าที่ลงมือไปเป็นเพราะป้องกันตัว เนื่องจากก่อนเกิดเหตุเคยถูกผู้ตายใช้มีดคัตเตอร์ข่มขู่มาก่อน นอกจากนี้ยังอ้างว่าได้พยายามชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทผู้ตายด้วยการโอนเงินค่าจ้างเป็นรายเดือน และยืนยันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นจากอาการมึนเมาและอารมณ์ชั่ววูบ อย่างไรก็ตาม พยานซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานหลายรายให้การตรงกันว่า ไม่เคยเห็นผู้ตายมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือทะเลาะวิวาทกับใครมาก่อนเลย ศาลจึงไม่รับฟังข้อต่อสู้ดังกล่าว และมีคำพิพากษาจำคุก 7 ปี 2 เดือน
นายศักดิ์สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ขอลดโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ภาคไทจงมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา โดยให้ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ พร้อมระบุว่าเมื่อพ้นโทษแล้วให้เนรเทศออกนอกประเทศทันที อย่างไรก็ดี จำเลยยังคงมีสิทธิ์ยื่นฎีกาต่อศาลสูงสุดได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย