สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้มี 2 ประเด็นมาพูดคุยกัน เริ่มที่ประเด็นแรกกับผลสำรวจในไต้หวันเกี่ยวกับ "การป้องกันและปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน" ล่าสุดช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ (2569) ซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิสตรีร่วมสมัย (MWF) พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามสูงถึง 96% เห็นว่า บริษัทควรให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการป้องกันและปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน แต่มีพนักงานถึง 46% ที่รู้สึกว่าทัศนคติในการจัดการปัญหาของบริษัทตนเองนั้นอยู่ในระดับ “ธรรมดา” หรือถึงขั้น “เพิกเฉย” เมื่อเจาะลึกไปที่มาตรการและระเบียบปฏิบัติ พบว่าบริษัทมากกว่า 70% มีการจัดตั้งช่องทางการร้องเรียนไว้อยู่แล้ว

แต่เมื่อเจาะลึกลงไปถึงความคิดเห็นต่อการจัดอบรมป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศของบริษัท ผลสำรวจเผยว่า มีพนักงานเพียง 40% เท่านั้นที่เห็นว่าการอบรมช่วยให้เข้าใจความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น ในขณะที่พนักงานถึง 60% มองว่าการอบรมที่จัดขึ้น “ไม่ช่วยอะไรเลย” และมีผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 30% ระบุว่า ไม่เคยผ่านการอบรมเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 32.8% ที่เคยเผชิญกับการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน โดยในกลุ่มนี้เป็นผู้หญิงสูงถึง 86.8% ในบรรดาผู้ที่ถูกล่วงละเมิด มีเพียง 40% เท่านั้นที่ตัดสินใจแจ้งเรื่องหรือร้องเรียนต่อบริษัท สำหรับกลุ่มที่กล้าร้องเรียน กลับพบว่ามีถึง 54.8% ที่มองว่าบริษัทจัดการปัญหาได้ไม่ดีพอ

แม้ในปัจจุบันองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่จะมีการจัดทำมาตรการป้องกันขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว แต่ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือการขาดประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ทัศนคติที่เฉื่อยชาและกระบวนการจัดการที่ไร้คุณภาพของบริษัทเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นการสร้างบาดแผลซ้ำสองให้แก่ผู้เสียหาย
นางหวังหรูเสวียน (王如玄) ประธานมูลนิธิสตรีร่วมสมัย ระบุว่า แม้กฎหมายปัจจุบันจะกำหนดให้สถานประกอบการต้องมีระบบแจ้งเหตุเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน เมื่อหน่วยงานเทศบาลได้รับแจ้งเหตุจากบริษัท ไม่ควรเพียงแค่รับทราบ แต่ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ในการตรวจสอบคุณภาพของกระบวนการตรวจสอบทันที เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทดำเนินขั้นตอนอย่างถูกต้อง เป็นธรรม และสมเหตุสมผลตามหลักกฎหมาย และเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานไต้หวัน เปิดเผยสถิติที่ละเอียดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศโดยใช้อำนาจหน้าที่ เพื่อให้สังคมและภาคส่วนต่างๆ เห็นภาพรวมของปัญหาและหาแนวทางแก้ไขร่วมกันได้อย่างตรงจุด

ประเด็นต่อมาจะพาทุกท่านไปชมงดงามของดอกกุหลาบพันปีรือดอกอาซาเลีย (Azalea) ที่สวนสาธารณะต้าอัน (Daan Forest Park) กรุงไทเป โดยปีนี้ได้มีการสร้างสรรค์เรือโนอาห์แห่งระบบนิเวศขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อสื่อถึงการทอดสมอใจกลางสวนสาธารณะต้าอันที่เปรียบเสมือนหัวใจของเมือง โดยเรือลำดังกล่าวได้ทำการอนุรักษ์และบันทึกความทรงจำอันน่าประทับใจของชาวเมืองที่มีร่วมกับหมู่มวลดอกไม้ในสวนสาธารณะแห่งนี้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

กองโยธาธิการ กรุงไทเป ระบุว่า นอกจากภายในพื้นที่จะมีดอกกุหลาบพันปีกว่า 200,000 ต้นผลิดอกบานสะพรั่งแล้ว เรายังได้รวบรวมดอกกุหลาบพันปีสายพันธุ์หายากหลากหลายชนิดมาจัดแสดง อาทิ พันธุ์ดอกอาซาเลียแดงเถาหยวนหมายเลข 1, พันธุ์ดอกอาซาเลียสีส้มอมแดงเถาหยวนหมายเลข 2 ฯลฯ ที่พัฒนาโดยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชนครเถาหยวน ตลอดจนพันธุ์ดอกอาซาเลียดั้งเดิมจากนานาประเทศที่กลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายดอกไม้เขตจินซาน นครนิวไทเป นำมาร่วมจัดแสดง โดยมีวางจัดเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ผสมผสานกับดอกไม้โทนสีม่วงอย่างดอกลาเวนเดอร์และดอกซัลเวีย เพื่อถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติอย่างมีมิติ โดยจะจัดแสดงถึงวันที่ 31 มี.ค. นี้ ไม่เพียงเท่านั้นภายในงานยังมีตลาดนัด การแสดงดนตรี และกิจกรรมเวิร์กชอป DIY เกี่ยวกับการดอกไม้ในธีมต่างๆ จึงขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมดื่มด่ำกับใช้เวลาพักผ่อนสบายๆ ในฤดูใบไม้ผลิไปกับธรรมชาติที่งดงามเหล่านี้
