สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเถาหยวน พัฒนาข้าว “เถาหยวน 5 เถาหยวน 6 และ เถาหยวน 7” โดยทั้ง 3 พันธุ์เด่นทั้งประหยัดน้ำ ลดคาร์บอน และลดแรงงาน
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดภัยแล้ง อุณหภูมิสูง และฝนตกไม่สม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้เกิดถี่ขึ้น กระทบต่อคุณภาพและการผลิตอย่างชัดเจน กระทรวงเกษตรไต้หวัน โดยสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเถาหยวน จึงเร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่อย่างต่อเนื่อง ระหว่างปี 2019–2023 จนได้ 3 สายพันธุ์สำคัญ ได้แก่ “เถาหยวน หมายเลข 5” “เถาหยวน หมายเลข 6” และ “เถาหยวน หมายเลข 7” ซึ่งมีจุดเด่นด้านประหยัดน้ำ ลดคาร์บอน ลดแรงงาน และต้านทานโรค ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงในการเพาะปลูก โดยทั้งสามสายพันธุ์ได้รับฉายาว่า “สามทหารเสือข้าว” และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026
พื้นที่ปลูกข้าวภาคเหนือ เช่น เถาหยวนและซินจู เผชิญภาวะโลกร้อนและภัยแล้งรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขาดแคลนน้ำกระทบต่อผลผลิต ขณะเดียวกัน อุณหภูมิสูงในช่วงเมล็ดกำลังเติบโตทำให้เกิด “ข้าวท้องไข่” (เมล็ดข้าวขาวขุ่นจากโครงสร้างแป้งหลวม มีช่องอากาศภายในและแตกหักง่าย) เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพข้าว
สถานีฯ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาข้าว “เถาหยวน หมายเลข 5” ในปี 2019 ซึ่งมีสัดส่วนเมล็ดท้องขาวต่ำกว่า 10% แม้ปลูกในภาวะที่เผชิญอุณหภูมิสูง มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานข้าวชั้นหนึ่ง (CNS) และเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าสายพันธุ์ทั่วไป 7–10 วัน ช่วยลดระยะเวลาการเพาะปลูก อีกทั้งสามารถเลื่อนการปักดำไปต้นเดือนเมษายน เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงใช้น้ำสูงในเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม ลดการใช้น้ำได้เกือบ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์ เหมาะกับพื้นที่ปลายน้ำหรือขาดแคลนน้ำ ปัจจุบันมีการส่งเสริมปลูกสะสมกว่า 50 เฮกตาร์
ภายใต้กระแสลดคาร์บอนและความยั่งยืนแบบหมุนเวียน สถานีฯ พัฒนา “เถาหยวน หมายเลข 6” สำเร็จในปี 2021 ซึ่งเป็นข้าวสายพันธุ์แรกของไต้หวันที่ออกแบบเพื่อการปลูกแบบอินทรีย์โดยเฉพาะ มีความต้านทานต่อโรคไหม้ข้าว โรคใบไหม้ขาว และเพลี้ยกระโดดหลังขาว ไม่ต้องใช้สารกำจัดศัตรูพืช และสามารถลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนได้ 20% โดยยังคงผลผลิตสม่ำเสมอ ผลทดลองปลูกพบว่าให้ผลผลิตข้าวเปลือกแห้ง 4,888 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ สูงกว่า “เถาหยวน หมายเลข 3” ที่ได้ 4,200 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนรวมได้ราว 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเฮกตาร์ ปัจจุบันปี 2025 มีการส่งเสริมปลูกในพื้นที่ตำบลหูโข่ว เมืองซินจู๋ มากกว่า 100 เฮกตาร์ อีกทั้งตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ยังถูกนำไปใช้ในโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนสัปดาห์ละ 2 มื้อ ช่วยเพิ่มความต้องการข้าวอินทรีย์ปีละ 276 ตัน และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่
สำหรับ “เถาหยวน หมายเลข 7” เป็นการพัฒนาต่อยอดจากข้าวหอมคุณภาพ “เถาหยวน หมายเลข 3” ซึ่งเคยคว้ารางวัลระดับประเทศ แต่มีข้อจำกัดเรื่องความไวต่อโรคไหม้ในสภาพอากาศแปรปรวน สถานีฯ จึงใช้เทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลนำยีนต้านโรคเข้าสู่สายพันธุ์เดิมในปี 2023 ทำให้ยังคงจุดเด่นเมล็ดใหญ่ กลิ่นหอม และคุณภาพการบริโภคดี พร้อมต้านทานโรคไหม้ใบและไหม้รวงได้แม้ไม่ใช้สารเคมี ให้ผลผลิตสูงกว่าเดิม 10–20% หรือสูงกว่าสายพันธุ์เดิมที่ใช้สารเคมีราว 20–30% อีกทั้งช่วยลดต้นทุนค่าแรงและค่ายา 5,000–15,000 เหรียญไต้หวันต่อเฮกตาร์ ลดมลพิษและปัญหาเชื้อดื้อยา
ในพื้นที่จริง เช่น ตำบลเป่ยผู่ เมืองซินจู๋ ซึ่งมีภูมิประเทศภูเขาและอากาศชื้นร้อน ทำให้โรคไหม้ระบาดง่าย เกษตรกรทดลองปลูก “เถาหยวน หมายเลข 7” พบว่าสามารถลดแรงงานและเวลาในการจัดการโรค พร้อมให้ผลผลิตสูงขึ้น และยังคงคุณภาพข้าวสวยนุ่ม มีกลิ่นหอม ทำให้ผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น เบอร์เกอร์ข้าว เตรียมเปลี่ยนมาใช้สายพันธุ์นี้แทน
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ตำบลหูโข่วซึ่งเป็นปลายน้ำชลประทาน “เถาหยวน หมายเลข 5” ช่วยลดแรงกดดันด้านน้ำและบริหารแรงงานได้ง่ายขึ้น ส่วน “เถาหยวน หมายเลข 6” ที่มีความต้านโรคสูง ทำให้เกษตรกรสามารถปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีได้จริง และยังให้ผลผลิตดี
อู๋เจียเลี่ยง(吳家亮) หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมของสมาคมเกษตรตำบลหูโข่ว ระบุว่า พื้นที่หูโข่วอยู่ปลายน้ำชลประทานของเขื่อนสือเหมิน ซึ่งเคยเห็นบิดาต้องใช้จอบแย่งน้ำตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนั้น การที่ข้าวเถาหยวน หมายเลข 5 ประหยัดน้ำ สามารถเลื่อนการปักดำไปก่อน-หลังเทศกาลเช็งเม้ง ผลผลิตและคุณภาพยังดี ช่วยเกษตรกรบริหารแรงงานได้ง่ายขึ้น ส่วน ข้าวเถาหยวน หมายเลข 6 มีความต้านโรค ทดลองปลูกในปีที่แล้ว ไม่เกิดโรค ผลผลิตดี และเกษตรกรสามารถปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ผลผลิตกลับเพิ่มขึ้น
ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา เทศบาลเมืองซินจูส่งเสริมให้โรงเรียนใช้ข้าวอินทรีย์สองมื้อต่อสัปดาห์ในอาหารกลางวันนักเรียน โดยใช้ข้าว เถาหยวน หมายเลข 6
ฟู่ฉีเหม่ย(傅琦媺)ผู้อำนวยการกองการเกษตร ระบุว่า การส่งเสริมข้าวอินทรีย์ช่วยเพิ่มความต้องการข้าวอินทรีย์ปีละ 276 ตัน สนับสนุนอุตสาหกรรมเกษตร และยังส่งผลดีต่อความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ทำให้สัตว์ท้องถิ่น เช่น เต่ากินงู เต่ากินไม้ในเขตซินเฟิง-หูโข่ว และเต่ากินงู เต่ากล่อง (เต่าที่หุบกระดองปิดตัวได้) นากกินปู และตัวนิ่มในตำบลเป่ยผู่ พบเห็นได้บ่อยขึ้น
โดยรวมแล้ว “สามทหารเสือข้าว” ของเถาหยวน ไม่เพียงช่วยเกษตรกรรับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังสอดรับเป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ เสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่ความยั่งยืนในระยะยาว