Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569

ขุนพลแรงงานไทย นโยบายไม่เก็บค่าหัวคิวใกล้เป็นจริง? สหรัฐฯ เตรียมตรวจสอบประเด็นแรงงานบังคับในหลายประเทศ ไต้หวันเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ
ขุนพลแรงงานไทย นโยบายไม่เก็บค่าหัวคิวใกล้เป็นจริง? สหรัฐฯ เตรียมตรวจสอบประเด็นแรงงานบังคับในหลายประเทศ ไต้หวันเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ

1. นโยบายไม่เก็บค่าหัวคิวใกล้เป็นจริง? สหรัฐฯ เตรียมตรวจสอบประเด็นแรงงานบังคับในหลายประเทศ ไต้หวันเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ

      สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ประกาศเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา นอกจากจะดำเนินการตรวจสอบตามมาตรา 301 ต่อประเทศคู่ค้าหลายแห่งแล้ว ยังมีแผนตรวจสอบประเด็นการนำเข้าสินค้าที่เชื่อมโยงกับการบังคับใช้แรงงานในกว่า 60 ประเทศ

ล่ามของศูนย์ดูแลแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน พากลุ่มแรงงานไทยที่เดินทางมาถึงออกมาจากสนามบิน (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)

      สำหรับไต้หวัน ซึ่งถูกจับตามองในเรื่องปัญหาแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตและภาคประมง ทั้งในแง่ค่าหัวคิวที่สูงลิ่วและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน นายกงหมิงซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ แถลงเมื่อวันที่ 12 มีนาคมว่า กระทรวงแรงงานได้ออกแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการบังคับใช้แรงงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกระทรวงเศรษฐการจะประสานงานเพื่อเผยแพร่และสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการในไต้หวันนำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

      ก่อนหน้านี้ USTR ระบุว่าจะดำเนินการสอบสวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าต่อประเทศคู่ค้า 16 แห่ง ในประเด็นกำลังการผลิตที่ล้นตลาด ควบคู่ไปกับการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับจากอย่างน้อย 60 ประเทศ

แรงงานต่างชาติพักผ่อนหย่อนใจหน้าศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ นครไทจง (ภาพจาก twreporter.org)

      กรณีที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ Giant Manufacturing ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมจักรยานระดับโลก ซึ่งเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ถูกหน่วยงานศุลกากรและพิทักษ์พรมแดนสหรัฐฯ (CBP) สั่งระงับการนำเข้าสินค้า เนื่องจากพบปัญหาการบังคับใช้แรงงาน นับเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับภาคการผลิตของไต้หวัน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Giant Manufacturing และอีกหลายบริษัทต้องรีบประกาศใช้นโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติ กล่าวคือ ยกเลิกการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวจากแรงงานทุกรูปแบบ โดยบริษัทเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งในช่วงก่อนการเดินทางและระหว่างทำงานในไต้หวัน พร้อมทั้งชดเชยย้อนหลังคืนเงินที่แรงงานต่างชาติเคยจ่ายไปแล้วด้วย

      อย่างไรก็ตาม ปัญหาแรงงานบังคับในสถานประกอบการไต้หวันไม่ได้เป็นเพียงกรณีโดดเดี่ยว แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก โดยเฉพาะในกระบวนการนำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านบริษัทจัดหางาน ซึ่งมักพบพฤติกรรมที่ขัดต่อมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นการยึดเอกสารประจำตัว หรือการเรียกเก็บค่าหัวคิวในอัตราที่สูงเกินจริง ปัญหาเหล่านี้แพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม ทั้งสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนโลหะและเครื่องจักรไฟฟ้า ซึ่งล้วนมีความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และประเทศในยุโรป

กลุ่มแรงงานต่างชาติเดินทางถึงไต้หวัน ขณะออกมาจากท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน

      เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้ประกาศแนวปฏิบัติอ้างอิงสำหรับภาคธุรกิจในการป้องกันการใช้แรงงานบังคับ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถระบุและแยกแยะรูปแบบของการบังคับใช้แรงงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยนำเสนอกรอบการดำเนินงานแบบเป็นขั้นตอนผ่าน 5 มิติหลัก พร้อมเครื่องมือสำคัญ 4 ประการ เพื่อนำพาภาคธุรกิจเริ่มต้นจากการบริหารจัดการภายในองค์กร แล้วขยายไปสู่การกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน กระทรวงแรงงานเน้นย้ำด้วยว่า ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานสากลจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศ

      กงหมิงซินกล่าวเสริมว่า กระทรวงเศรษฐการพร้อมร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการเผยแพร่แนวปฏิบัติดังกล่าว เพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศเข้าใจสถานการณ์และความหมายของแรงงานบังคับอย่างถ่องแท้ พร้อมกันนี้ยังยอมรับว่าประเด็นแรงงานบังคับไม่ใช่ภาระหน้าที่ของกระทรวงแรงงานเพียงฝ่ายเดียว กระทรวงเศรษฐการเองก็มีส่วนรับผิดชอบสำคัญ ทั้งนี้ กลุ่มองค์กรแรงงานได้วิพากษ์วิจารณ์ซ้ำหลายครั้งว่า "แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน" ซึ่งจัดทำโดยกรมส่งเสริมการลงทุน กระทรวงเศรษฐการ ได้หมดอายุลงตั้งแต่ปลายปี 2567 และแม้จะล่วงเลยมากกว่า 15 เดือนแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ในการเสนอฉบับปรับปรุงเวอร์ชัน 2.0 ส่งผลให้การผลักดันมาตรการป้องกันแรงงานบังคับในภาคธุรกิจยังคงขาดรูปธรรม

กลุ่มแรงงานต่างชาติเดินทางถึงไต้หวัน กำลังรอล่ามของศูนย์ดูแลแรงงานต่างชาติมาพาออกจากท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน

      เมื่อสหรัฐฯ เริ่มเดินหน้าตรวจสอบอย่างจริงจัง ผู้ประกอบการไต้หวันอาจต้องเผชิญคำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าสู่ตลาดอเมริกา ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้าม โดยปี 2567 ที่ผ่านมา ไต้หวันส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ มูลค่ารวม 88,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และชิ้นส่วนยานยนต์อีก 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมกันกว่า 2.7 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน หากห่วงโซ่อุปทานเกิดความสะดุด ย่อมส่งแรงกระเทือนต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทางออกที่ตรงไปตรงมาที่สุดในตอนนี้คือการนำนโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายมาใช้อย่างจริงจัง โดยให้นายจ้างเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดแทนแรงงานต่างชาติ ทั้งในขั้นตอนก่อนการเดินทางและระหว่างการทำงานในไต้หวัน

2. สรรพากรไต้หวันแนะแรงงานต่างชาติขอคืนภาษีในรูปแบบเช็ค ก่อนเดินทางกลับประเทศ ช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์และป้องกันการฟอกเงิน

      กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไต้หวัน ออกมาชี้แจงว่า แรงงานต่างชาติที่มีรายได้จากการทำงานในไต้หวันมีหน้าที่ตามกฎหมายในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

      ขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติถูกกลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการรับเงินจากฉ้อโกงหรือการฟอกเงิน โดยเฉพาะในกรณีที่แรงงานต่างชาติเดินทางกลับประเทศหลังครบสัญญาโดยไม่ได้ปิดบัญชีธนาคาร คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (FSC) จึงบังคับใช้มาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยประสานงานกับบริษัทจัดหางานให้ดูแลแรงงานต่างชาติปิดบัญชีธนาคารให้เรียบร้อยก่อนออกจากไต้หวัน และจะมีการระงับธุรกรรมทั้งหมดของบัญชีดังกล่าว

เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรแนะนำแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศ ควรเลือกขอคืนภาษีในรูปแบบเช็ค (ภาพจากกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง)

      อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวสร้างความกังวลแก่แรงงานต่างชาติจำนวนมาก เกรงว่าจะมีปัญหาสิทธิการขอคืนภาษี เดิมทีการขอคืนภาษีของแรงงานต่างชาติจะเหมือนกับชาวไต้หวัน คือสามารถเลือกรับเงินคืนผ่านการโอนเข้าบัญชีธนาคารในไต้หวันหรือรับเป็นเช็ค หากแรงงานได้เดินทางออกจากประเทศไปแล้ว บัญชีธนาคารที่เหลืออยู่ในไต้หวันจะถูกระงับธุรกรรมทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถโอนเงินคืนภาษีเข้าบัญชีเดิมได้ ดังนั้น จึงขอแนะนำให้แรงงานต่างชาติเลือกวิธีการคืนภาษีด้วยเช็ค และสามารถดำเนินการตามแนวทางดังต่อไปนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิในการรับเงินคืนภาษีอย่างครบถ้วน :

      1. การลงทะเบียนข้อมูลผู้รับมอบอำนาจรับเงินคืนภาษี

      เมื่อยื่นภาษีผ่านระบบยื่นแบบทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับชาวต่างชาติ ให้เลือกรับเงินคืนในรูปแบบเช็ค พร้อมกรอกข้อมูลผู้รับมอบอำนาจในระบบ และพิมพ์หนังสือมอบอำนาจรับเงินคืนภาษีเก็บไว้

      2. การมอบหมายให้ผู้อื่นรับเช็คแทน

      แรงงานต่างชาติสามารถมอบอำนาจให้บริษัทจัดหางานหรือบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจเป็นผู้ดำเนินการแทน โดยผู้รับมอบอำนาจต้องนำเอกสารประกอบไปยื่นที่กรมสรรพากร ได้แก่ หนังสือมอบอำนาจ สำเนาหน้าพาสปอร์ตของแรงงานหน้าที่มีลายเซ็น และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือใบถิ่นที่อยู่ (ARC) ของผู้รับมอบอำนาจ

      3. มาตรการด้านความปลอดภัยของธุรกรรมการเงิน

      ในกรณีดังกล่าว กรมสรรพากรจะออกเช็คคืนภาษีในรูปแบบเช็คขีดคร่อมเท่านั้น ซึ่งต้องนำฝากผ่านสถาบันการเงิน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้อย่างโปร่งใส เมื่อบริษัทจัดหางานได้รับเช็คและขึ้นเงินแล้ว ก็สามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในประเทศบ้านเกิดตามที่แรงงานระบุไว้ได้ทันที วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการสูญเสียทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      กรมสรรพากรขอความร่วมมือจากบริษัทจัดหางานในการให้ความช่วยเหลือแรงงานอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการบริหารจัดการกำหนดการเดินทางกลับให้สอดคล้องกับการยื่นขอคืนภาษี รวมถึงการเตรียมเอกสารหลักฐานที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การรับเงินแทนเป็นไปอย่างราบรื่น

      ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ไม่เพียงแต่ช่วยคุ้มครองสิทธิในการรับเงินคืนภาษีของแรงงานต่างชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการปิดช่องโหว่ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายอีกด้วย

      หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการยื่นแบบหรือการขอคืนภาษี สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนบริการฟรี 0800-000321 กรมสรรพากรพร้อมให้คำปรึกษาและความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

3. กวาดล้างเข้ม! อัยการหยุนหลินฟ้องแฝดสาวไทยลวงเพื่อนร่วมชาติทำงานเกษตรเถื่อน หลังไลฟ์สดผ่าน TikTok โฆษณาเงินดี-งานสบาย แต่ความจริงสุดรันทด

      สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำนครไทจงบุกทลายขบวนการจัดหางานผิดกฎหมาย จับกุมทั้งหมด 17 คน นำโดยคู่แฝดสาวชาวไทยที่ใช้ TikTok ลวงเพื่อนร่วมชาติให้เข้ามาทำงานเกษตรในไต้หวัน อัยการเขตหยุนหลินสั่งฟ้องผู้ต้องหาแล้ว พร้อมเตรียมเนรเทศแรงงานไทยผิดกฎหมายทั้งหมด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบุกทลายขบวนการจัดหางานผิดกฎหมาย จับกุมนายหน้าแฝดสาวไทยและนายเฉิน รวมทั้งนายจ้างและผีน้อยไทยทั้งหมด 17 คน

      ผู้ต้องหาหลักคือ น.ส. เนย และ น.ส. เจี๊ยบ (นามสมมุติ) แฝดสาวชาวไทยวัย 32 ปี ซึ่งเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวและอยู่เกินกำหนดวีซ่า โดยร่วมมือกับนายเฉิน ชาวไต้หวันวัย 54 ปี วางแผนจัดตั้งขบวนการนายหน้าเถื่อนอย่างเป็นระบบ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบุกทลายขบวนการจัดหางานผิดกฎหมาย จับกุมนายหน้าแฝดสาวไทยและนายเฉิน รวมทั้งนายจ้างและผีน้อยไทยทั้งหมด 17 คน

      กลลวงสำคัญคือการไลฟ์สดและโพสต์วิดีโอบน TikTok นำเสนอภาพชีวิตผีน้อยไทยในไต้หวันอย่างสวยงาม ตั้งแต่การต้อนรับถึงสนามบิน ที่พักสะดวกสบาย ภาพการปลูกกระเทียมในไร่ที่ตำบลโต่วลิ่ว เมืองหยุนหลินที่ดูไม่หนักเหนื่อย ไปจนถึงการโชว์เงินสดและกิจกรรมท่องเที่ยวในวันหยุด พร้อมชักจูงว่าเพียงจ่าย 24,000 บาท ก็เดินทางเข้าไต้หวันแบบไม่ต้องขอวีซ่า และจะมีงานรองรับทันที

แฝดสาวไทยไลฟ์สดและโพสต์วิดีโอบน TikTok นำเสนอภาพชีวิตผีน้อยไทยในไต้หวันอย่างสวยงาม รวมถึงการโชว์เงินสดและกิจกรรมท่องเที่ยวในวันหยุด 

      เจ้าหน้าที่บุกจับกุมพบ น.ส. เนย และนายเฉิน พร้อมนายจ้างและแรงงานไทยรวม 17 ราย ส่วน น.ส. เจี๊ยบ แฝดผู้พี่ไหวตัวทันและเดินทางกลับไทยก่อนหน้า ปัจจุบันมีหมายจับออกแล้ว แรงงานไทยที่ถูกจับกุมให้การว่า ความเป็นจริงห่างไกลจากภาพใน TikTok สิ้นเชิง หลายรายทนทำงานกลางแดดไม่ไหว บางส่วนไม่มีงานต่อเนื่องตามที่โฆษณา แม้จะได้ค่าจ้างวันละ 1,800 เหรียญไต้หวัน แต่ถูกหักค่านายหน้าวันละ 200 เหรียญ บวกค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ทำให้รายได้สุทธิไม่พอคืนทุนค่าตั๋วและค่าดำเนินการที่เสียไป นอกจากนี้ยังถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าไต้หวันในอนาคต

แฝดสาวชาวไทยไลฟ์สดและโพสต์วิดีโอบน TikTok นำเสนอภาพชีวิตผีน้อยไทยในไต้หวันอย่างสวยงาม รวมถึงการโชว์เงินสดและกิจกรรมท่องเที่ยวในวันหยุด

      อัยการเขตหยุนหลินยื่นฟ้องนายเฉินและ น.ส. เนย ในข้อหาจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตและแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน ขณะที่กลุ่มนายจ้างในพื้นที่ถูกส่งตัวให้กองแรงงานหยุนหลินดำเนินการปรับตามระเบียบ

      สำนักงานอัยการเมืองหยุนหลินเตือนชาวไทยอย่าหลงเชื่อโฆษณาจัดหางานบนโซเชียลมีเดียที่อ้างรายได้ดีและงานสบาย ชี้ว่าชาวต่างชาติที่ประสงค์จะทำงานในไต้หวันต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานตามกฎหมายเท่านั้น การใช้ช่องทางยกเว้นวีซ่าเดินทางเข้ามาทำงานนั้น นอกจากผิดกฎหมายแล้ว ยังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบโดยปราศจากความคุ้มครองใด ๆ

4. อุบัติเหตุซ้ำซาก! คานเหล็กชั้น 48 ร่วงทับช่างเชื่อมไทยวัย 27 ปีดับ เกาสงสั่งหยุดไซต์งานทันที

           เกิดเหตุสลดในไซต์ก่อสร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เขตกู่ซาน นครเกาสง เมื่อเวลา 10.00 น. เศษ วันที่ 24 มีนาคม 2026 หลังวัสดุก่อสร้างร่วงหล่นจากที่สูง ส่งผลให้แรงงานไทยเสียชีวิต 1 ราย และรถยนต์ที่จอดริมถนนได้รับความเสียหาย 2 คัน ทางการนครเกาสงสั่งระงับการก่อสร้างทันทีพร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย

คานเหล็กร่วงกระแทกและทับช่างเชื่อมไทยวัย 27 ปีเสียชีวิตบนชั้น 48 อาคารห้างสรรพสินค้าที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง (ภาพจาก SETN)

           เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการยกโครงสร้างเหล็กที่ชั้น 48 โดยเบื้องต้นสันนิษฐานว่าสลักเกลียวรับน้ำหนักขาด ทำให้คานเหล็กหนักกว่า 1.5 ตันและเหล็กเส้นจำนวนมากร่วงลงมาสู่พื้น หลังเกิดเหตุราว 40 นาที เพื่อนร่วมงานจึงพบแรงงานไทยวัย 27 ปี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เชื่อมโลหะอยู่บนชั้น 48 ถูกคานทับและกระแทกไม่มีสัญญาณชีพ เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่แพทย์ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้

คานเหล็กและเหล็กเส้นบางส่วนร่วงลงสู่พื้น ทำให้รถยนต์ที่จอดอยู่ข้างทางเสียหาย 2 คัน

           กองควบคุมอาคารนครเกาสงเปิดเผยว่า หน่วยงานแรงงานและสมาคมสถาปนิกได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุแล้ว และได้ออกคำสั่งหยุดงานทั้งหมด กำหนดโทษปรับ พร้อมส่งดำเนินคดี ภายใต้กฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายความปลอดภัยและอาชีวอนามัย

สถานที่เกิดเหตุบนชั้น 48

           โครงการนี้รับเหมาก่อสร้างโดยบริษัท Samsung C&T และจ้างแรงงานไทยทั้งหมดประมาณ 400 คน ทั้งนี้ อุบัติเหตุครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านความปลอดภัยในไซต์งานที่ยังคงคาราคาซัง ส่วนแรงงานผู้เสียชีวิตเดินทางมาจากจังหวัดขอนแก่น

โครงการก่อสร้างชอปปิงมอลล์ขนาดใหญ่ที่เกิดเหตุ รับเหมาก่อสร้างโดยบริษัท Samsung C&T และจ้างแรงงานไทยประมาณ 400 คน 

           ด้านสำนักงานแรงงานไทย นครเกาสง ได้ประสานงานกับทายาทของผู้เสียชีวิตและอำนวยความสะดวกในการเดินทางมาไต้หวัน เพื่อเข้าร่วมการชันสูตรพลิกศพของอัยการในวันศุกร์ที่ 27 มีนาคมนี้ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านการจัดการศพและการเจรจาสิทธิประโยชน์จากนายจ้างต่อไป

นายณัฐชยวัศ สงวนไชยกฤษณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงาน เกาสง (คนที่ 1 จากซ้าย) ช่วยประสานงานและอำนวยความสะดวกแก่ทายาทผู้ตาย กำลังรับมารดา บิดาและน้องสาวผู้ตายที่เดินทางถึงสนามบินเกาสง (ภาพจาก สนร. เกาสง)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解