สงครามสหรัฐ–อิหร่านกระทบอุปทานเอทิลีนโลก 15% หนุนหุ้นปิโตรเคมีไต้หวันพุ่ง
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกอยู่ในขณะนี้ นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่ โดยเริ่มลามจากตลาดพลังงาน เข้าสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และสะท้อนภาพชัดเจนออกมาทางตลาดหุ้นทั่วโลก
หนึ่งในสัญญาณเตือนภัยที่ดังที่สุด คือการพุ่งตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude oil) ได้ทะลุระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนี่คือระดับที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้ามองด้วยความกังวล ล่าสุดในการซื้อขายเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือเบรนท์ฟิวเจอร์ส (Brent crude futures) ยังคงเดินหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีกประมาณ 1% จนขยับขึ้นไปแตะระดับที่ประมาณ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนเลยว่า ตลาดพลังงานทั่วโลกยังคงตกอยู่ในภาวะ "วิตกกังวล" เกี่ยวกับความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันดิบอาจจะขาดหายไปจากตลาดโลก
ทางด้านนายคริส ไรต์ (Chris Wright) รัฐมนตรีพลังงานของสหรัฐฯ ก็เพิ่งออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลโดยระบุว่า ในขณะนี้ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่า ราคาน้ำมันจะปรับลดลงในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งคำพูดนี้เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนเลยค่ะว่า ความผันผวนของตลาดโลกน่าจะยังลากยาวต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือผลกระทบครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มเท่านั้น แต่กำลังลามไปถึง อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของการผลิตพลาสติกและเคมีภัณฑ์ทั่วโลก
ข้อมูลการวิเคราะห์ระบุว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่ออุปทานของ เอทิลีน (Ethylene) และ โพลีเอทิลีน (Polyethylene) ของโลกหายไปถึงประมาณ 15% ทำให้ตอนนี้ตลาดเข้าสู่ภาวะ "ของขาด" หรืออุปทานตึงตัวอย่างหนัก
สำหรับสถานการณ์ราคาวัตถุดิบสำคัญในตลาดซื้อขายล่วงหน้าก็ราคาพุ่งแรงจนน่าตกใจ
-สไตรีน (Styrene): ตัวนี้ใช้ทำพลาสติกหลายชนิด ราคาดีดจาก 7,900 หยวนต่อตันในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พุ่งขึ้นมาจ่อที่ระดับ 10,000 หยวนต่อตัน
-บิวทาไดอีน (Butadiene): วัตถุดิบทำยางสังเคราะห์ ก็ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนน้ำมันดิบแบบติดจรวด
-PVC: ที่ใช้ทำท่อน้ำและอุปกรณ์ก่อสร้าง ก็เริ่มขยับราคาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา
ความปั่นป่วนนี้ยังส่งผลให้ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ในจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มทยอยประกาศขึ้นราคาสินค้า ขณะที่ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ก็พุ่งแรงรับข่าว อย่างเช่นบริษัท Jinniu Chemical (金牛化工) ที่ราคาหุ้นทะยานขึ้นไปถึง 80% นับตั้งแต่เริ่มมีสถานการณ์สงคราม
ทางฝั่งตลาดหุ้นไต้หวัน การที่ราคาปิโตรเคมีในตลาดโลกพุ่งไม่หยุดแบบนี้ กลับกลายเป็นข่าวดีที่ดันให้หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีขยับขึ้นอย่างชัดเจน โดยในการซื้อขายวันที่16 มีนาคม หุ้นหลายบริษัทในกลุ่มนี้โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น
-Formosa Chemicals & Fibre - 1326) (台化) และ Taita Chemical - 1309 (台達化) ราคาพุ่งแรงบวกเพิ่มไปมากกว่า 7%
-ขณะที่หุ้นตัวอื่นๆ ในกลุ่มพลาสติกอย่าง Asia Polymer - 1308 (亞聚) USI Corporation - 1304 (台聚) และพี่ใหญ่อย่าง Formosa Plastics - 1301 (台塑) ก็ไม่น้อยหน้า ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3%
นักวิเคราะห์มองว่า กลุ่มปิโตรเคมีต้นน้ำกำลังได้ประโยชน์ 2 ต่อ ต่อแรกคือ "ราคาขายที่สูงขึ้น" และต่อที่สองคือ "กำไรจากสต็อกสินค้า" เพราะบริษัทเหล่านี้มีวัตถุดิบที่ซื้อตุนไว้ตั้งแต่ตอนราคาต่ำ พอราคาตลาดพุ่ง กำไรส่วนต่างก็เพิ่มขึ้นทันที แน่นอนว่าสปอตไลต์ดวงใหญ่ที่สุดย่อมตกไปที่กลุ่มฟอร์โมซา (Formosa Group) ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของไต้หวัน โดยเฉพาะ Formosa Petrochemical - 6505 (台塑化) ซึ่งเป็นต้นน้ำสุดๆ ที่ผลิตทั้งเอทิลีนและโพรพิลีน
ทางด้านคุณ เฉา หมิง (曹明) ประธานบริษัท Formosa Petrochemical หรือ ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจและช่วยให้เราเบาใจได้บ้างว่า แม้บริษัทจะนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 80% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด หรือวันละประมาณ 480,000 บาร์เรล แต่ตอนนี้บริษัทได้เริ่มกระจายความเสี่ยงไปนำเข้าน้ำมันจากแอฟริกาเพิ่มเติมแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือคุณเฉา หมิง ยืนยันว่า "คลังน้ำมันสำรอง" ตอนนี้มีสต็อกน้ำมันดิบรวมกับปริมาณสำรองเชิงยุทธศาสตร์รวมแล้วมากกว่า 13 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการเดินเครื่องผลิตในระยะสั้นแบบหายห่วง
นักวิเคราะห์ทิ้งท้ายไว้ว่า ในภาวะน้ำมันแพงแบบนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทโทลูอีน (Toluene) และพาราไซลีน (PX) จะเป็นตัวทำกำไรหลัก เพราะราคาขยับตามราคาน้ำมันดิบอย่างใกล้ชิดที่สุด (ที่มาภาพบน: udn)

(ที่มา: 經濟日報)
รัฐบาลไต้หวันหวั่นสงครามตะวันออกกลางดันเงินเฟ้อ ยืนยันตรึงราคาก๊าซหุงต้มเดือนมีนาคม
เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มส่งสัญญาณลามมาถึง "ค่าครองชีพ" ภายในประเทศ ล่าสุดในวันที่ 16 มีนาคม คุณเย่ จวิ้นเสี่ยน (葉俊顯) ประธานคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติของไต้หวัน ได้เข้าชี้แจงต่อสภานิติบัญญัติเพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยประเด็นที่สำคัญที่สุดที่คุณเย่ยืนยันก็คือ "ราคาก๊าซหุงต้มแบบถังในเดือนมีนาคมนี้ จะไม่มีการปรับขึ้นราคาอย่างแน่นอน" เพื่อช่วยพยุงค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนและร้านค้าต่างๆ ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกกำลังผันผวน ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่า ปริมาณสำรองก๊าซ LNG สำหรับใช้ในเดือนมีนาคมและเมษายนนั้นยังคงมีเพียงพอหายห่วง
อย่างไรก็ตามด้านสมาชิกสภานิติบัญญัติคุณหยาง ฉงอิง (楊瓊瓔) ก็ได้กล่าวในที่ประชุมว่า แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคา แต่แรงกระแทกจากสงครามเริ่มส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกตึงตัว และมีรายงานว่าราคาก๊าซหุงต้มในบางพื้นที่ปรับเพิ่มขึ้นไปบ้างแล้วประมาณ 40 เหรียญไต้หวันต่อถัง นอกจากนี้ผลกระทบยังลามไปถึงของใช้ในชีวิตประจำวันด้วย เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Formosa Petrochemical ต้องประกาศหตุสุดวิสัย เพราะความไม่แน่นอนของวัตถุดิบ ทำให้ตอนนี้ราคา "บรรจุภัณฑ์พลาสติก" ในตลาดปรับตัวสูงขึ้นไปแล้วประมาณ 20% และสินค้าบางอย่าง เช่น ถุงมือยางทางการแพทย์ ก็เริ่มหาซื้อยากขึ้นหรือขาดตลาดในบางพื้นที่
คุณเย่ จวิ้นเสี่ยน ทิ้งท้ายไว้ว่า สำหรับทิศทางราคาหลังจากเดือนเมษายนเป็นต้นไป รัฐบาลจะประเมินตาม "ระดับความรุนแรงของสงคราม" ในตะวันออกกลางเป็นหลักค่ะ แต่ยืนยันว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดของรัฐบาลในตอนนี้ คือการจับมือกับบริษัท CPC เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนไปมากกว่านี้

(ที่มา: 經濟日報)