Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 30 มีนาคม 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 30 มีนาคม 2569

สงครามสหรัฐ–อิหร่านกระทบอุปทานเอทิลีนโลก 15% หนุนหุ้นปิโตรเคมีไต้หวันพุ่ง

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกอยู่ในขณะนี้ นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่ โดยเริ่มลามจากตลาดพลังงาน เข้าสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และสะท้อนภาพชัดเจนออกมาทางตลาดหุ้นทั่วโลก

    หนึ่งในสัญญาณเตือนภัยที่ดังที่สุด คือการพุ่งตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude oil) ได้ทะลุระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนี่คือระดับที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้ามองด้วยความกังวล ล่าสุดในการซื้อขายเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือเบรนท์ฟิวเจอร์ส (Brent crude futures) ยังคงเดินหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีกประมาณ 1% จนขยับขึ้นไปแตะระดับที่ประมาณ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนเลยว่า ตลาดพลังงานทั่วโลกยังคงตกอยู่ในภาวะ "วิตกกังวล" เกี่ยวกับความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันดิบอาจจะขาดหายไปจากตลาดโลก

    ทางด้านนายคริส ไรต์ (Chris Wright) รัฐมนตรีพลังงานของสหรัฐฯ ก็เพิ่งออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลโดยระบุว่า ในขณะนี้ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่า ราคาน้ำมันจะปรับลดลงในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งคำพูดนี้เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนเลยค่ะว่า ความผันผวนของตลาดโลกน่าจะยังลากยาวต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือผลกระทบครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มเท่านั้น แต่กำลังลามไปถึง อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของการผลิตพลาสติกและเคมีภัณฑ์ทั่วโลก

    ข้อมูลการวิเคราะห์ระบุว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่ออุปทานของ เอทิลีน (Ethylene) และ โพลีเอทิลีน (Polyethylene) ของโลกหายไปถึงประมาณ 15% ทำให้ตอนนี้ตลาดเข้าสู่ภาวะ "ของขาด" หรืออุปทานตึงตัวอย่างหนัก

สำหรับสถานการณ์ราคาวัตถุดิบสำคัญในตลาดซื้อขายล่วงหน้าก็ราคาพุ่งแรงจนน่าตกใจ

  -สไตรีน (Styrene): ตัวนี้ใช้ทำพลาสติกหลายชนิด  ราคาดีดจาก 7,900 หยวนต่อตันในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พุ่งขึ้นมาจ่อที่ระดับ 10,000 หยวนต่อตัน

  -บิวทาไดอีน (Butadiene): วัตถุดิบทำยางสังเคราะห์ ก็ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนน้ำมันดิบแบบติดจรวด

  -PVC: ที่ใช้ทำท่อน้ำและอุปกรณ์ก่อสร้าง ก็เริ่มขยับราคาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา

ความปั่นป่วนนี้ยังส่งผลให้ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ในจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มทยอยประกาศขึ้นราคาสินค้า ขณะที่ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ก็พุ่งแรงรับข่าว อย่างเช่นบริษัท Jinniu Chemical (金牛化工) ที่ราคาหุ้นทะยานขึ้นไปถึง 80% นับตั้งแต่เริ่มมีสถานการณ์สงคราม

ทางฝั่งตลาดหุ้นไต้หวัน การที่ราคาปิโตรเคมีในตลาดโลกพุ่งไม่หยุดแบบนี้ กลับกลายเป็นข่าวดีที่ดันให้หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีขยับขึ้นอย่างชัดเจน โดยในการซื้อขายวันที่16 มีนาคม หุ้นหลายบริษัทในกลุ่มนี้โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น

  -Formosa Chemicals & Fibre - 1326) (台化) และ Taita Chemical - 1309 (台達化)  ราคาพุ่งแรงบวกเพิ่มไปมากกว่า 7%

  -ขณะที่หุ้นตัวอื่นๆ ในกลุ่มพลาสติกอย่าง Asia Polymer - 1308 (亞聚) USI Corporation - 1304 (台聚) และพี่ใหญ่อย่าง Formosa Plastics - 1301 (台塑)  ก็ไม่น้อยหน้า ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3%

    นักวิเคราะห์มองว่า กลุ่มปิโตรเคมีต้นน้ำกำลังได้ประโยชน์ 2 ต่อ ต่อแรกคือ "ราคาขายที่สูงขึ้น" และต่อที่สองคือ "กำไรจากสต็อกสินค้า" เพราะบริษัทเหล่านี้มีวัตถุดิบที่ซื้อตุนไว้ตั้งแต่ตอนราคาต่ำ พอราคาตลาดพุ่ง กำไรส่วนต่างก็เพิ่มขึ้นทันที แน่นอนว่าสปอตไลต์ดวงใหญ่ที่สุดย่อมตกไปที่กลุ่มฟอร์โมซา (Formosa Group) ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของไต้หวัน โดยเฉพาะ Formosa Petrochemical - 6505 (台塑化) ซึ่งเป็นต้นน้ำสุดๆ ที่ผลิตทั้งเอทิลีนและโพรพิลีน

    ทางด้านคุณ เฉา หมิง (曹明) ประธานบริษัท Formosa Petrochemical หรือ ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจและช่วยให้เราเบาใจได้บ้างว่า แม้บริษัทจะนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 80% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด หรือวันละประมาณ 480,000 บาร์เรล แต่ตอนนี้บริษัทได้เริ่มกระจายความเสี่ยงไปนำเข้าน้ำมันจากแอฟริกาเพิ่มเติมแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือคุณเฉา หมิง ยืนยันว่า "คลังน้ำมันสำรอง" ตอนนี้มีสต็อกน้ำมันดิบรวมกับปริมาณสำรองเชิงยุทธศาสตร์รวมแล้วมากกว่า 13 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการเดินเครื่องผลิตในระยะสั้นแบบหายห่วง

    นักวิเคราะห์ทิ้งท้ายไว้ว่า ในภาวะน้ำมันแพงแบบนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทโทลูอีน (Toluene) และพาราไซลีน (PX) จะเป็นตัวทำกำไรหลัก เพราะราคาขยับตามราคาน้ำมันดิบอย่างใกล้ชิดที่สุด (ที่มาภาพบน: udn)

(ที่มา: 經濟日報)

รัฐบาลไต้หวันหวั่นสงครามตะวันออกกลางดันเงินเฟ้อ ยืนยันตรึงราคาก๊าซหุงต้มเดือนมีนาคม

    เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มส่งสัญญาณลามมาถึง "ค่าครองชีพ" ภายในประเทศ ล่าสุดในวันที่ 16 มีนาคม คุณเย่ จวิ้นเสี่ยน (葉俊顯) ประธานคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติของไต้หวัน ได้เข้าชี้แจงต่อสภานิติบัญญัติเพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยประเด็นที่สำคัญที่สุดที่คุณเย่ยืนยันก็คือ "ราคาก๊าซหุงต้มแบบถังในเดือนมีนาคมนี้ จะไม่มีการปรับขึ้นราคาอย่างแน่นอน" เพื่อช่วยพยุงค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนและร้านค้าต่างๆ ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกกำลังผันผวน ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่า ปริมาณสำรองก๊าซ LNG สำหรับใช้ในเดือนมีนาคมและเมษายนนั้นยังคงมีเพียงพอหายห่วง

    อย่างไรก็ตามด้านสมาชิกสภานิติบัญญัติคุณหยาง ฉงอิง (楊瓊瓔) ก็ได้กล่าวในที่ประชุมว่า แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคา แต่แรงกระแทกจากสงครามเริ่มส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกตึงตัว และมีรายงานว่าราคาก๊าซหุงต้มในบางพื้นที่ปรับเพิ่มขึ้นไปบ้างแล้วประมาณ 40 เหรียญไต้หวันต่อถัง นอกจากนี้ผลกระทบยังลามไปถึงของใช้ในชีวิตประจำวันด้วย เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Formosa Petrochemical ต้องประกาศหตุสุดวิสัย เพราะความไม่แน่นอนของวัตถุดิบ ทำให้ตอนนี้ราคา "บรรจุภัณฑ์พลาสติก" ในตลาดปรับตัวสูงขึ้นไปแล้วประมาณ 20% และสินค้าบางอย่าง เช่น ถุงมือยางทางการแพทย์ ก็เริ่มหาซื้อยากขึ้นหรือขาดตลาดในบางพื้นที่

    คุณเย่ จวิ้นเสี่ยน ทิ้งท้ายไว้ว่า สำหรับทิศทางราคาหลังจากเดือนเมษายนเป็นต้นไป รัฐบาลจะประเมินตาม "ระดับความรุนแรงของสงคราม" ในตะวันออกกลางเป็นหลักค่ะ แต่ยืนยันว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดของรัฐบาลในตอนนี้ คือการจับมือกับบริษัท CPC เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนไปมากกว่านี้

(ที่มา: 經濟日報)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解