ธีระ หยาง 亓淞และเจาะลึกกีฬาโลก 體育世界 ประจำสัปดาห์นี้ (2026-04-02)
- ในการแข่งขัน มวยสากลชิงแชมป์เอเชีย 2026 (ASBC Asian Elite Boxing Championships) ณ เมืองอูลานบาตาร์ ประเทศมองโกเลีย เจ้าของเหรียญทองมวยสากลหญิงปารีสโอลิมปิกผู้ดำรงฉายา "ลูกสาวแห่งไต้หวัน" หลินอวี้ถิง กลับมาประกาศศักดาบนผืนผ้าใบอีกครั้งในศึกมวยสากลชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย 2026 (Asian Boxing Championships) ณ กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย โดยในรอบแรกของรุ่น 60 กิโลกรัมหญิง เธอสามารถเอาชนะ ธนัญญา สมนึก (Thananya Somnuek) นักชกสาวจากประเทศไทยไปได้อย่างขาดลอย 5-0 ถือเป็นการประเดิมชัยชนะครั้งแรกในรอบ 19 เดือนบนเวทีระดับนานาชาติ เส้นทางของ หลินอวี้ถิง หลังคว้าเหรียญทองจากศึกปารีสโอลิมปิกเมื่อเดือนสิงหาคม 2024 ต้องเผชิญกับอุปสรรคจากข้อกำหนดด้านการตรวจเพศสภาพที่คลุมเครือของสมาพันธ์มวยสากลโลก (World Boxing - WB) จนทำให้เธอขาดโอกาสในการแข่งขันระดับนานาชาติมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา ทาง WB ได้ส่งหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการให้เธอสามารถเข้าร่วมศึกชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้ได้ ยุติช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากการแข่งขันไปกว่าปีครึ่ง สำหรับการแข่งขันในรุ่น 60 กิโลกรัมหญิงปีนี้มีนักชกเข้าร่วมรวม 11 คน โดยหลินอวี้ถิงต้องโคจรมาพบกับคู่ปรับเก่าอย่าง ธนัญญา สมนึก เจ้าของเหรียญทองแดงเอเชียนเกมส์ที่หางโจว ในช่วงเริ่มต้นยกแรก หลินอวี้ถิงอาจมีอาการเกร็งเล็กน้อยเนื่องจากห่างหายจากเวทีไปนาน แต่เพียงผ่านไปได้ราว 1 นาที เธอก็กลับมาโชว์ฟอร์มสมราคา "ราชินีหมัดเหล็ก" โดยอาศัยความได้เปรียบทางสรีระและช่วงชกที่ยาวกว่า ปล่อยหมัดชุดเข้าเป้าอย่างแม่นยำจนได้รับคะแนนเต็ม 10 จากกรรมการทั้ง 5 ท่านในยกแรก ในยกที่ 2 และ 3 รูปเกมยังคงเป็นหนังม้วนเดิม หลินอวี้ถิงยิ่งชกยิ่งมั่นใจ แม้คู่ชกชาวไทยจะพยายามเดินเกมบุกเพื่อเข้าคลุกวงใน แต่เธอก็ใช้ทักษะการดึงระยะออกมาอย่างเหนือชั้น พร้อมหาจังหวะชกสวนกลับได้อย่างยอดเยี่ยม จบครบ 3 ยก กรรมการชูมือให้สาวไต้หวันเป็นฝ่ายชนะคะแนนไปอย่างเอกฉันท์ 5-0 สำหรับคู่ต่อสู้ในรอบ 8 คนสุดท้ายของ หลินอวี้ถิง คือนักชกมือวางอันดับ 1 ของรายการอย่าง อายากะ ทากูจิ จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญอีกก้าวหนึ่งในการทวงบัลลังก์เจ้าเอเชียของเธอคืนมา (ภาพจาก RTI)

- คิดถึงเธอไหม! หลังจากที่ต่าย หรือ ไต้จืออิ่ง อดีตราชินีลูกขนไก่โลกชาวไต้หวันได้ประกาศแขวนแร็กเกตอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ห่างหายไปไหน เพราะเธอมักจะโพสต์ความเคลื่อนไหวต่างๆ ลงบนโซเชียลมีเดียอยู่เป็นระยะ ล่าสุดในงานอีเวนต์แห่งหนึ่ง เธอได้ถูกตั้งคำถามถึงกรณีที่คู่ปรับคนสำคัญอย่าง คาโรลินา มาริน อดีตมือหนึ่งโลกชาวสเปนผู้ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง ได้ประกาศอำลาสนามไปอย่างกระทันหัน ซึ่งไต้จืออิ่งยอมรับว่าเธอรู้สึก "เห็นอกเห็นใจและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง" ต่อสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ คาโรลินา มาริน ผู้เคยคว้าแชมป์โลกถึง 3 สมัยและเหรียญทองโอลิมปิกอีก 1 สมัย ได้กลายเป็นสมาชิกอีกคนใน "ยุคทอง" ของหญิงเดี่ยวที่ตัดสินใจยุติเส้นทางอาชีพตามหลังไต้จืออิ่งไปเพียงไม่นาน ไต้จืออิ่ง ซึ่งเคยผ่านศึกกับมารินมานับครั้งไม่ถ้วน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการรีไทร์ของคู่แข่งรายนี้ว่า "ฉันเชื่อว่าเธอเองก็คงไม่ได้เต็มใจที่จะเลิกเล่นเลยแม้แต่น้อย มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ฉันเคยเจอมาค่ะ สำหรับนักกีฬาแล้ว อาการบาดเจ็บเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากที่สุด ตอนนั้นในใจของฉันเองก็สับสนและต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก มันคือกระบวนการที่เราต้องพยายามบังคับให้ตัวเองรู้จักคำว่าปล่อยวาง ก่อนจะฝืนใจยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นให้ได้" ไต้จืออิ่งยังยอมรับว่า ทั้งตัวเธอและมารินต่างต้องผ่านช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ทางความคิดอย่างหนัก เมื่อหัวใจยังอยากกลับสู่สนามแต่ร่างกายกลับไม่อำนวย: "แต่ฉันต้องบอกเลยว่าฉันนับถือใจเธอจริงๆ ค่ะ เพราะเธอผ่านการผ่าตัดมาถึง 4 ครั้ง กระบวนการเหล่านั้นมันไม่ง่ายเลย ฉันยกย่องในจิตวิญญาณนักสู้ของเธอมาก และแน่นอนว่าฉันขออวยพรให้หลังจากนี้เธอมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุขกับเส้นทางใหม่ในชีวิตค่ะ" (ภาพจาก LTN)

- หัวใจแกร่งเหนือกาลเวลา! "เฉินเยี่ยนป๋อ" พิชิตศึกนรกเยือกแข็ง 185 กม. คว้าอันดับ 2 พร้อมเผยโมเมนต์สุดเซอร์ไพรส์ได้ต่อสายตรงถึง "มาครง" เฉินเยี่ยนป๋อ ยอดนักวิ่งอัลตรามาราธอนระดับโลกชาวไต้หวัน เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจสุดโหดในรายการ "Lapland 185km Non-stop Arctic Ultra" ณ ประเทศสวีเดน โดยคว้าอันดับ 2 มาครองด้วยเวลา 1 วัน 18 ชั่วโมง 13 นาที ก่อนจะกลับมาจัดงานแถลงข่าวในไต้หวัน เขาเปิดใจว่าแม้กำลังจะก้าวเข้าสู่วัย 40 ปี แต่ไฟในตัวยังลุกโชนและมีเป้าหมายอีกมากมายที่ทำให้เขาอยากก้าวต่อไป โดยเขาเล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันขึ้นปีใหม่ หลังจากร่วมร้องเพลงชาติในพิธีเชิญธงหน้าทำเนียบประธานาธิบดี เฉินเยี่ยนป๋อได้เริ่มภารกิจจำลองการฝึกซ้อมด้วยการลากเลื่อนหนัก 20 กิโลกรัม วิ่งรอบเกาะไต้หวันภายใต้ชื่อโปรเจกต์ "Black Supercar" ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักวิ่งและแฟนคลับทั้งจากญี่ปุ่นและฮ่องกงที่มาร่วมวิ่งเคียงข้างเขา เฉินเยี่ยนป๋อกล่าวด้วยความตื้นตันว่า เลื่อนที่เขาลากไม่ได้บรรจุเพียงอุปกรณ์ แต่คือความรับผิดชอบและความหวังของผู้คนมากมาย "ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่สุดของขั้วโลกเหนือ ภาพที่ผุดขึ้นมาในหัวคือรอยยิ้มของเพื่อนนักวิ่งที่คอยเชียร์ผมตลอดเส้นทางรอบเกาะไต้หวัน ความอบอุ่นนั้นช่วยพยุงผมให้ผ่านพ้นความโดดเดี่ยวในอุณหภูมิ -30 องศาเซลเซียสมาได้ เหรียญรางวัลนี้จึงเป็นของทุกคนที่สนับสนุนผม" ในศึกครั้งนี้ เฉินเยี่ยนป๋อต้องเผชิญกับสภาพหิมะที่ผิดแปลกไปจากเดิม ทำให้ทุกก้าวที่ก้าวไปต้องใช้พละกำลังมากกว่าปกติถึงสองเท่าเพื่อต่อสู้กับแรงเสียดทาน แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นและ หยุดพักงีบหลับเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ตลอดระยะทาง 185 กิโลเมตร จนเข้าเส้นชัยได้อย่างสง่างาม หนึ่งในเรื่องราวสุดเซอร์ไพรส์คือ หลังจบการแข่งขัน เขาได้มีโอกาสพูดคุยทางโทรศัพท์กับ เอมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ผ่านการประสานงานของเพื่อนนักวิ่งชาวฝรั่งเศส เฉินเยี่ยนป๋อเผยว่านี่คือประสบการณ์อันล้ำค่าที่ได้แลกเปลี่ยนกับยอดฝีมือจากทั่วโลก และย้ำว่าแม้รองเท้าจะกลายเป็นน้ำแข็งหรือเสื้อผ้าจะเปียกชุ่ม เขาก็จะไม่ยอมแพ้เพื่อที่จะดูว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า ตัวเขาจะก้าวไปได้ไกลเพียงใด หลังจบการแข่งขัน เซี่ยสูเหวย นักเทนนิสหญิงคนดังชาวไต้หวันได้บินตรงจากฝรั่งเศสมายังสวีเดนเพื่อจัดงานเลี้ยงฉลองชัยให้แก่เขา และเมื่อกลับถึงไต้หวันเขายังได้พบกับ โจวเทียนเฉิน ยอดนักแบดมินตันชาย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยเฉินเยี่ยนป๋อสรุปบทเรียนในครั้งนี้ว่า: "บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการเติบโตทางสภาวะจิตใจและการบริหารจัดการอุปกรณ์ เพราะในขั้วโลกเหนือ ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงชีวิต นี่คือจุดที่ผมทำลายขีดจำกัดของตัวเองได้สำเร็จ" (ภาพจาก UDN)
