สงครามตะวันออกกลาง จุดชนวน สินค้าขึ้นราคา
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก โดยเฉพาะด้านพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบ และลามมาถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในไต้หวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกิดกระแส “ขึ้นราคา” ในหลายหมวดสินค้า
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ “บรรจุภัณฑ์พลาสติก” ที่ขาดแคลนและมีราคาพุ่งสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ค้าข้าวรายใหญ่ของประเทศอย่าง “ซานห่าวหมี่”(三好米) ในเครือบริษัทอี้ตง(億東企業) ซึ่งมีปริมาณการจำหน่ายสูงมาก ต้นทุนบรรจุภัณฑ์สุญญากาศต่อเดือนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ขณะที่ซัพพลายลดลงครึ่งหนึ่ง และสต๊อกมีเพียงถึงเดือนพฤษภาคมเท่านั้น หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย อาจต้องปรับรูปแบบการจำหน่าย หรือแม้กระทั่งปรับขึ้นราคา
เฉินกั๋วโจว(陳國周) ผู้บริหารบริษัท ระบุว่า เดิมโรงงานจะสำรองบรรจุภัณฑ์ล่วงหน้า 1–2 เดือน แต่ผลจากสงครามทำให้การจัดส่งลดลง และราคาพุ่งจากเดิมเพิ่มราว 20% กลายเป็นเพิ่มขึ้นเท่าตัว ยกตัวอย่างถุงสุญญากาศขนาด 3 กิโลกรัม ราคาจาก 4 เหรียญไต้หวัน ขึ้นเป็น 8 เหรียญไต้หวัน โดยชี้ว่า “ราคาขึ้นยังพอรับได้ แต่ที่น่ากังวลคืออาจซื้อไม่ได้” ล่าสุดสั่งซื้อ 10,000 ชิ้น ได้เพียงครึ่งเดียว และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจต้องลดการใช้บรรจุภัณฑ์ หรือถึงขั้นให้ผู้บริโภคนำภาชนะมาเอง
แม้ รมว. กระทรวงเกษตร เฉินจวิ้นจี้(陳駿季) จะระบุว่า ได้ประสานกับผู้ค้าข้าวให้ยังไม่ปรับขึ้นราคาข้าวจากปัญหาบรรจุภัณฑ์ แต่ในความเป็นจริง ภาคส่วนท้องถิ่นเริ่มรับแรงกดดันไม่ไหวแล้ว สหกรณ์การเกษตรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่ไถตง เช่น ฉือซ่างและกวนซาน ต่างยอมรับว่าอาจต้องปรับราคาขายในอนาคต
จันคุนกุ้ย(詹坤桂) เลขาสหกรณ์กวนซาน ระบุว่า บรรจุภัณฑ์ปรับขึ้นรอบแรก 5–6% แม้จะทยอยขึ้นราคาเพื่อลดผลกระทบ แต่ด้วยปริมาณส่งขายกว่า 500 ตันต่อเดือน ทำให้ต้นทุนสูงจนยากจะแบกรับ ขณะที่โหยวอวี้อิง(游玉櫻) จากสหกรณ์ฉือซ่างชี้ว่า ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พุ่งถึง 40% และยังเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบ หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ราคาข้าวปลายทางอาจต้องปรับขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สถานการณ์เดียวกันเกิดขึ้นที่สหกรณ์ซีหลัว ซึ่งส่งข้าวเกือบ 1,000 ตันต่อเดือน แต่สั่งถุงสุญญากาศ 20,000 ใบ ได้เพียงหนึ่งในสาม และยังไม่แน่นอนเรื่องการส่งมอบ อีกทั้งคำสั่งซื้อในอนาคตต้องเจรจาราคาใหม่ ขณะที่ต้นทุนบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นกว่า 50% แม้จะพยายามแบกรับไว้ แต่หากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ ราคาข้าวก็มีโอกาสปรับขึ้นสูง
ผลกระทบยังลามไปถึงสินค้าอาหารอื่น ๆ ไม่ใช่แค่ข้าวเท่านั้น อย่าง ซอสถั่วเหลืองหรือซีอิ๊วเริ่มทยอยปรับราคา ผู้ผลิตเก่าแก่ในไถหนานอย่าง “เฉิงกง”(成功醬油) ระบุว่าต้นทุนภาชนะเพิ่มขึ้นทันที 3.5 เหรียญไต้หวัน และเตรียมขึ้นราคาในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ “ตงเฉิง”(東成醬油) เตรียมปรับราคาบางรายการช่วงกลางเดือนเมษายน ส่วนแบรนด์ดังในผิงตง เช่น “โต้วโหยวปั๋อ”(豆油伯) และ “อวี้ไท่”(玉泰醬油) ได้ขึ้นราคาแล้ว 20–40 เหรียญไต้หวัน
ด้านอาหารพร้อมกินก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ปอเปี๊ยะ (春卷) ซึ่งเป็นเมนูสำคัญช่วงเช็งเม้ง ปรับราคาเฉลี่ยขึ้นราว 5 เหรียญไต้หวัน อยู่ที่ 50–60 เหรียญต่อชิ้น ขณะที่ร้านดังอย่างโร่วหยวน (肉圓) ในจางฮั่ว ที่เคยตรึงราคามานาน ก็ต้องปรับขึ้นจาก 55 เป็น 60 เหรียญไต้หวัน
ภาพรวมสะท้อนชัดว่า วิกฤตพลังงานและวัตถุดิบกำลังส่งแรงกระทบเป็นลูกโซ่ จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และแม้ภาครัฐและผู้ประกอบการจะพยายามตรึงราคา แต่หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ “คลื่นขึ้นราคา” ของสินค้าอุปโภคบริโภคอาจหลีกเลี่ยงได้ยากในระยะต่อไป