1. ไต้หวันผ่อนปรนเกณฑ์นำเข้าแม่บ้านต่างชาติ มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียง 1 คนก็ยื่นขอได้ หวังลดภาระครอบครัว-กระตุ้นอัตราการเกิด เริ่ม 13 เมษายนนี้
กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศนโยบายใหม่เพื่อรับมือกับความท้าทายของสังคมยุคปัจจุบัน ซึ่งครอบครัวส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับแรงกดดันในการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงาน การดูแลบ้านเรือน และการเลี้ยงดูบุตร โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กป่วยด้วยโรคหายากหรือมีพัฒนาการล่าช้าซึ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ กระทรวงฯ จึงได้ปรับปรุงเกณฑ์การขออนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติในตำแหน่งผู้ช่วยงานบ้านหรือแม่บ้านให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้มากขึ้น โดยคาดว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลให้มีครัวเรือนที่มีสิทธิ์ยื่นคำขอเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.44 ล้านครัวเรือน

กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศนโยบายใหม่ ผ่อนปรนเกณฑ์นำเข้าแม่บ้านต่างชาติ มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียง 1 คนก็ยื่นขอได้ หวังลดภาระครอบครัว (ภาพจากกระทรวงแรงงาน)
มาตรการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภาบริหารแล้ว โดยกระทรวงแรงงานได้รายงานในที่ประชุมเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ภายใต้หัวข้อ “เพิ่มผู้ช่วย ลดความเหนื่อยล้า-ผ่อนปรนเงื่อนไขการจ้างแม่บ้านต่างชาติ เพื่อช่วยลดภาระครอบครัว” และมีกำหนดเปิดรับคำขออย่างเร็วที่สุดในวันที่ 13 เมษายนนี้
หวงหลิงอวี้ อธิบดีกรมพัฒนากำลังแรงงาน ชี้แจงว่า ในปัจจุบันครอบครัวจำนวนมากต้องทำงานล่วงเวลา หรือมีภาระในการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งต้องอาศัยกำลังคนในการดูแลมาก กระทรวงฯ จึงปรับเกณฑ์ใหม่ โดยกำหนดให้ครอบครัวที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียงหนึ่งคน มีสิทธิ์ยื่นขอจ้างผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติได้หนึ่งอัตรา จากเดิมที่กำหนดให้ต้องมีบุตรอายุต่ำกว่า 6 ปีจำนวนสามคน หรือมีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีอย่างน้อยสี่คน โดยในจำนวนนั้นต้องมีสองคนที่อายุต่ำกว่า 6 ปี เกณฑ์เดิมดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

นโยบายดังกล่าวคาดจะส่งผลให้มีครัวเรือนที่มีสิทธิ์ยื่นคำขอเพิ่มขึ้นเป็น 1.44 ล้านครัวเรือน (ภาพจาก nextapple.com)
ทั้งนี้ นอกจากค่าจ้างที่เริ่มต้นที่ 20,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือนแล้ว นายจ้างยังมีหน้าที่ชำระเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงาน ซึ่งเป็นกองทุนที่ผู้นำเข้าแรงงานต่างชาติทุกรายต้องจ่าย เพื่อนำไปใช้ส่งเสริมการจ้างงานภายในประเทศ การพัฒนาทักษะอาชีพ และการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติ โดยแบ่งอัตราการจ่ายออกเป็นสองระดับ ดังนี้ :
อัตราปกติ 5,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน สำหรับครอบครัวทั่วไปที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีหนึ่งคน
อัตราพิเศษ 2,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน สำหรับครอบครัวที่เข้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งต่อไปนี้
- มีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีที่เป็นผู้ป่วยโรคหายาก ผู้พิการ เด็กในกลุ่มเปราะบาง หรือเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีที่มีพัฒนาการเชื่องช้า อย่างน้อย 1 คน
- มีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีจำนวน 2 คน โดยในนั้นมี 1 คนที่อายุต่ำกว่า 6 ปี
- มีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป

มาตรการผ่อนปรนเกณฑ์นำเข้าแม่บ้านต่างชาติ มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียง 1 คนก็ยื่นขอได้ คาดจะช่วยบรรเทาภาระของครอบครัวของชาวไต้หวันได้ในระดับหนึ่ง (ภาพจาก udn.com)
สำหรับขั้นตอนการดำเนินการ จะเริ่มเปิดรับคำขอในวันที่ 13 เมษายน 2569 โดยผู้สนใจควรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง อาทิ แบบฟอร์มคำขอ สำเนาทะเบียนบ้าน และเอกสารรับรองตามที่กำหนด เพื่อดำเนินขั้นตอนการประกาศรับสมัครงานภายในประเทศเป็นลำดับแรก และเมื่อได้รับหนังสือรับรองว่าไม่สามารถหาผู้ช่วยงานบ้านในประเทศได้แล้ว จึงจะสามารถยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงแรงงานได้ ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955
กระทรวงแรงงานระบุว่า นโยบายดังกล่าวมุ่งเพิ่มทางเลือกให้แก่ครอบครัว นอกเหนือไปจากระบบสนับสนุนที่มีอยู่เดิม ขณะที่โฆษกสภาบริหารแถลงว่า รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมระบบสนับสนุนครอบครัวในด้านการมีบุตร การเลี้ยงดู และการศึกษา เพื่อบรรเทาภาระของประชาชน ในระยะต่อไป กระทรวงแรงงานจะบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เพื่อผลักดันมาตรการเสริมเพิ่มเติม เช่น การลดขั้นตอนการพิจารณาสำหรับครอบครัวที่มีความต้องการพิเศษ และการให้สิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือเป็นลำดับแรก
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมมีมุมมองว่า แม้มาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระของบางครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่อาจแก้ไขปัญหาวิกฤตอัตราการเกิดต่ำได้อย่างยั่งยืน โดยภายหลังการประกาศนโยบาย ได้เกิดกระแสถกเถียงในกลุ่มผู้ปกครองอย่างกว้างขวาง ฝ่ายที่สนับสนุนอ้างอิงประสบการณ์จากต่างประเทศที่การจ้างผู้ช่วยงานบ้าน ช่วยแบ่งเบาภาระด้านการดูแลบ้านและบุตรได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ฝ่ายที่มีข้อกังวลชี้ให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้าง เงินสมทบกองทุน และค่าบริการจัดหางาน อาจสูงถึงไม่ต่ำกว่า 25,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ซึ่งยังคงเป็นภาระที่ครอบครัวหลายรายต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
2. เผยแรงงานเวียดนามในไต้หวันใช้ช่องทางโอนเงินนอกระบบสูงถึง 20-30% รุนแรงที่สุดในบรรดาแรงงาน 4 ชาติ ขณะที่ชาติอื่นสัดส่วนไม่ถึง 10%
ปัญหาการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายของแรงงานต่างชาติในไต้หวันกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมคณะกรรมาธิการการคลังของสภานิติบัญญัติ เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา โดยหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวยังคงมีความรุนแรงและจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

นายเผิงจินหลง ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (FSC) ย้ำชัดเจนว่า ธุรกิจรับโอนเงินเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้ระบบการออกใบอนุญาตพิเศษ ผู้ที่ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจะต้องเผชิญกับบทลงโทษอย่างรุนแรง ในระยะต่อไป ภาครัฐจะดำเนินการตามแนวทางหลักสองประการ ได้แก่ การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปราม และการขยายช่องทางโอนเงินที่ถูกกฎหมายด้วยการอนุญาตให้บริษัทรับโอนเงินสำหรับแรงงานต่างชาติดำเนินกิจการเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุญาตแล้ว 5 ราย โดยคิดค่าธรรมเนียมเฉลี่ยเพียงประมาณ 100 เหรียญไต้หวันต่อรายการ และสามารถดำเนินการผ่านระบบดิจิทัลหรือแอปพลิเคชันได้อย่างสะดวก

ด้านนายถงเจิ้งจาง ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการธนาคาร เปิดเผยว่า จากการเปรียบเทียบข้อมูลร่วมกับกระทรวงแรงงาน พบว่าโดยเฉลี่ยแรงงานต่างชาติในไต้หวันจะโอนเงินกลับประเทศบ้านเกิดคิดเป็นประมาณร้อยละ 80–90 ของรายได้ อย่างไรก็ตาม แรงงานชาวเวียดนามมีสัดส่วนการโอนเงินผ่านระบบทางการต่ำกว่าชาติอื่นอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือโอนกลับประเทศผ่านช่องทางถูกกฎหมายเพียงประมาณร้อยละ 60 ของรายได้ ขณะที่อีกประมาณร้อยละ 20–30 ไหลผ่านช่องทางนอกระบบ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการโอนเงินใต้ดินในกลุ่มแรงงานเวียดนามมีความรุนแรงมากที่สุดเมื่อเทียบกับแรงงานต่างชาติสัญชาติอื่น

สำหรับสาเหตุของปัญหา หน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายควบคุมเงินตราต่างประเทศของเวียดนามที่มีความเข้มงวดสูง ทำให้นักธุรกิจไต้หวันที่ประกอบกิจการในเวียดนามประสบข้อจำกัดในการโอนเงินกลับไต้หวัน ในขณะเดียวกัน แรงงานเวียดนามในไต้หวันก็มีความต้องการโอนเงินกลับประเทศอยู่ตลอดเวลา จึงเกิดกลไกการแลกเปลี่ยนนอกระบบขึ้น โดยมีการเสนออัตราแลกเปลี่ยนที่จูงใจ ก่อให้เกิดส่วนต่างกำไร และเป็นปัจจัยเร่งให้ระบบโอนเงินผิดกฎหมายเติบโตขยายตัวออกไป
ในปี พ.ศ. 2568 มูลค่าธุรกรรมโอนเงินรายย่อยของแรงงานต่างชาติผ่านแอปพลิเคชันที่ได้รับอนุญาตพุ่งสูงถึง 129,000 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนธุรกรรมรวมทั้งสิ้นกว่า 12.35 ล้านรายการ

ปัจจุบัน แรงงานต่างชาติมีช่องทางโอนเงินที่ถูกกฎหมายสามช่องทางหลัก ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมประมาณ 400–1,400 เหรียญไต้หวัน บริษัทจัดหางานที่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการผ่านธนาคาร และบริษัทรับโอนเงินสำหรับแรงงานต่างชาติที่ได้รับอนุญาตจาก FSC จำนวน 5 แห่ง ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมเฉลี่ยประมาณ 150 เหรียญไต้หวัน โดยผู้ให้บริการบางรายยังจัดโปรโมชั่นพิเศษ เช่น ระบบคะแนนสะสมหรือคูปองส่วนลด เพื่อจูงใจให้แรงงานหันมาใช้ช่องทางในระบบมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ FSC จะประสานงานกับกระทรวงแรงงานเพื่อเร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่แรงงานต่างชาติเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลทางกฎหมายของการโอนเงินนอกระบบ ควบคู่ไปกับการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามขบวนการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องต่อไป
3. ไต้หวันเตือนภัย! ยาลดความอ้วน-กาแฟฟิตหุ่นจากไทยและเวียดนามว่อนเน็ต พบผสม “ไซบูทรามีน” เสี่ยงถึงชีวิต ยึดของกลางกว่า 6.6 กก. ในรอบ 2 ปี
กองตำรวจพิเศษที่สาม สังกัดสำนักงานตำรวจ กระทรวงมหาดไทย แถลงผลการปฏิบัติการกวาดล้างผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และพบว่ามีการลักลอบผสมสารต้องห้าม โดยได้สนธิกำลังร่วมกับกรมศุลกากรในการตรวจสอบพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศที่โฆษณาสรรพคุณเกินจริงว่า "สกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ" และ "ช่วยเผาผลาญไขมันได้อย่างรวดเร็ว" แต่จากการตรวจวิเคราะห์กลับพบการปนเจือของไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางและถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 4 ตามกฎหมายไต้หวัน

ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 22 ราย และตรวจยึดพัสดุผิดกฎหมายได้ 18 รายการ ประกอบด้วยกาแฟลดน้ำหนักและผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารชนิดชงดื่มจำนวน 256 ซอง และยาลดความอ้วนชนิดแคปซูลอีก 1,505 เม็ด รวมน้ำหนักของกลางทั้งสิ้น 6,649.2 กรัม ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงแล้ว ยังมีโทษทางกฎหมายอย่างหนักอีกด้วย

อาหารเสริมลดน้ำหนักและกาแฟฟิตหุ่นผสมสารเสพติดที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตำรวจ ไต้หวัน)
จากผลการสืบสวน พบว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเสพติดเหล่านี้ผลิตขึ้นในประเทศไทยและเวียดนามเป็นส่วนใหญ่ และวางจำหน่ายอยู่ทั่วไปในตลาดของประเทศต้นทาง แต่ถือเป็นสินค้าผิดกฎหมายในไต้หวัน โดยแบรนด์ที่ถูกตรวจพบและสั่งสกัดกั้น มีดังนี้
- ประเภทแคปซูล: Baschi (บาชิ), Honey Q, Fuling, Nqs cross brand และ Max Slim
- ประเภทกาแฟและเครื่องดื่ม: Lishou (ลิโซ่) กาแฟลดน้ำหนักยี่ห้อต่างๆ และผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร Lowey Chocodiet

อาหารเสริมลดน้ำหนักและกาแฟฟิตหุ่นผสมสารเสพติดที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตำรวจ ไต้หวัน)
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ผลิตมักอาศัยแพลตฟอร์มชอปปิงและสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางในการโฆษณาชวนเชื่อ โดยอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมชาติที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค โดยไม่มีการแสดงส่วนประกอบที่เป็นอันตรายหรือคำเตือนใด ๆ ทั้งสิ้น ส่งผลให้แรงงานต่างชาติ คู่สมรสชาวต่างประเทศ รวมถึงชาวไต้หวันจำนวนมากที่ขาดความตระหนักรู้ สั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์หรือฝากญาติมิตรในประเทศบ้านเกิดจัดส่งเข้ามาเพื่อบริโภคเองหรือจำหน่ายต่อ จนกลายเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายโดยไม่เจตนา และเป็นภัยต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

อาหารเสริมลดน้ำหนักและกาแฟฟิตหุ่นผสมสารเสพติดที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตำรวจ ไต้หวัน)
เจ้าหน้าที่ตำรวจเตือนว่า ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนที่ไม่ทราบแหล่งที่มาหรืออ้างสรรพคุณในการลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วเกินจริง มักมีการลักลอบผสมไซบูทรามีนซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง หากบริโภคเข้าไปอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง อาทิ อาการใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือมีการโฆษณาอ้างสรรพคุณเกินจริงโดยเด็ดขาด

อาหารเสริมลดน้ำหนักและกาแฟฟิตหุ่นผสมสารเสพติดที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตำรวจ ไต้หวัน)
นอกจากนี้ ตำรวจยังขอความร่วมมือจากประชาชนมิให้ตกเป็นเหยื่อของผลลัพธ์ระยะสั้น เนื่องจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพเท่านั้น หากแต่ยังเข้าข่ายความผิดร้ายแรงฐานลักลอบนำเข้ายาเสพติดอีกด้วย พร้อมทั้งฝากเตือนชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในไต้หวันให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีโดยไม่เจตนา

อาหารเสริมลดน้ำหนักและกาแฟฟิตหุ่นผสมสารเสพติดที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตำรวจ ไต้หวัน)
ทั้งนี้ ไต้หวันได้ประกาศให้ไซบูทรามีนเป็นยาเสพติดประเภทที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564 ผู้ที่ลักลอบนำเข้าต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 12 ปี และปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางย้ำเตือนว่า อาหารเสริมและกาแฟลดความอ้วนที่ผลิตในประเทศต้นทางส่วนใหญ่มีส่วนผสมของไซบูทรามีน ซึ่งแม้จะออกฤทธิ์ระงับความอยากอาหารได้ แต่เป็นสารเสพติดที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทำให้เกิดอาการใจสั่น และส่งผลกระทบต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการนำเข้าอาหารเสริมหรือยาลดความอ้วนทุกประเภท เนื่องจากอาจมีส่วนผสมของสารเสพติดแฝงอยู่ ซึ่งนอกจากจะเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีทางอาญาแล้ว ยังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรงอีกด้วย

อาหารเสริมลดน้ำหนักและกาแฟฟิตหุ่นผสมสารเสพติดที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตำรวจ ไต้หวัน)
สำหรับระเบียบของสำนักงานอาหารและยาไต้หวัน (TFDA) และกรมศุลกากรเกี่ยวกับการนำเข้ายาและอาหารเสริม มีดังนี้
- ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 (เช่น ปากกาลดน้ำหนัก): ณ ปี พ.ศ. 2569 ไต้หวันกำหนดให้เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์เท่านั้น และห้ามสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์โดยเด็ดขาด

- การนำเข้าอาหารเสริมทั่วไป: จำกัดไม่เกิน 12 ชิ้นต่อประเภท และรวมทุกประเภทแล้วต้องไม่เกิน 36 ชิ้น หากมีปริมาณเกินกว่าที่กำหนด จะต้องยื่นขออนุญาตนำเข้าล่วงหน้า มิฉะนั้นจะมีโทษปรับตั้งแต่ 30,000 ถึง 3,000,000 ดอลลาร์ไต้หวัน

- การส่งทางไปรษณีย์: ยาควบคุมและยาเสพติดให้โทษทุกประเภทห้ามจัดส่งทางพัสดุไปรษณีย์โดยเด็ดขาด แม้จะมีใบสั่งแพทย์ประกอบก็ไม่อาจกระทำได้ ผู้ที่มีความจำเป็นต้องพกพายาดังกล่าวจะต้องนำติดตัวเข้ามาพร้อมหลักฐานทางการแพทย์ที่ถูกต้องเท่านั้น