Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 6 เมษายน 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 6 เมษายน 2569

กาตาร์สูญเสียกำลังผลิต LNG 17% เสี่ยงจุดชนวนวิกฤตก๊าซโลก

     เหตุโจมตีแหล่งผลิตก๊าซ LNG หลักที่เมือง ราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ด้วยขีปนาวุธจากอิหร่านเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นฝันร้ายของวงการพลังงานโลก เพราะความเสียหายครั้งนี้ทำให้กำลังการส่งออกของโรงงานหายไปทันทีถึง 17% จนผู้เชี่ยวชาญหลายคนถึงกับออกมาว่า นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของ "วิกฤตวันสิ้นโลกของก๊าซธรรมชาติ" ที่จะเปลี่ยนโฉมตลาดพลังงานไปอีกนาน

     เมือง ราส ลัฟฟาน แห่งนี้ไม่ใช่โรงงานธรรมดาๆ แต่เขาเป็นศูนย์กลาง LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่กว้างมากมายมหาศาล มีขนาดเกือบจะเท่ากับกรุงปารีส 3 เมืองรวมกันเลย ซึ่งระยะเวลาก่อสร้างก็สร้างมานานกว่า 30 ปี ลงทุนไปมหาศาลระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ หน้าที่หลักของที่นี่คือการเอาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งสำรองขนาดใหญ่ของกาตาร์ มาเปลี่ยนให้เป็นเชื้อเพลิงเหลวที่เย็นจัดเพื่อส่งออกไปทั่วโลก ซึ่งลำพังแค่กาตาร์ประเทศเดียวก็ส่งออกก๊าซป้อนตลาดโลกไปแล้วถึง 20% พอจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญขนาดนี้ถูกโจมตีจนพังเสียหายไปบางส่วนแบบกะทันหัน แรงสั่นสะเทือนมันเลยส่งไปถึงทุกที่ เพราะไม่มีใครเตรียมใจรับมือกับซัพพลายก๊าซปริมาณมหาศาลขนาดนี้ ที่จู่ๆ ก็จะหายวับไปจากตลาดนั่นเอง

    ภายในราส ลัฟฟาน มีหน่วยผลิตก๊าซเหลวทั้งหมด 14 ชุด และมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 77 ล้านตันต่อปี ปริมาณดังกล่าวมากพอที่จะรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของญี่ปุ่นได้ทั้งปี และยังมากกว่าความต้องการรวมกันของสหราชอาณาจักรและอิตาลีในแต่ละปีอีกด้วย นั่นจึงทำให้โรงงานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของกาตาร์เท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในเสาหลักของความมั่นคงด้านพลังงานของโลก

    นอกจากนี้ โรงงาน LNG ยังถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่และซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากกระบวนการแปรสภาพก๊าซธรรมชาติให้เป็นของเหลวต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางที่มีความละเอียดสูง และต้องดำเนินงานภายใต้อุณหภูมิต่ำมาก การซ่อมแซม บำรุงรักษา หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆ จึงต้องทำอย่างรอบคอบและใช้เวลา ขณะเดียวกัน กาตาร์ก็ระบุว่า จะอนุญาตให้แรงงานกลับเข้าไปปฏิบัติงานได้ ก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าสถานที่จะไม่ถูกโจมตีซ้ำอีก

     บริษัท QatarEnergy ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงงานแห่งนี้เปิดเผยว่า จากเหตุโจมตีครั้งนี้ โรงงาน LNG จำนวน 2 แห่ง และหน่วยแปรสภาพก๊าซอีก 1 แห่งได้รับความเสียหาย โดยคาดว่าการซ่อมแซมจะทำให้ปริมาณการส่งออก LNG ลดลงต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ถึง 5 ปี และในช่วงเวลาที่มองเห็นได้ กำลังการผลิต LNG ของกาตาร์จะหายไปราว 17% นอกจากนี้ บริษัทยังอาจต้องประกาศเหตุสุดวิสัย หรือ Force Majeure ต่อสัญญาระยะยาวที่ส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เช่น อิตาลี เบลเยียม เกาหลีใต้ และจีน เป็นเวลานานถึง 5 ปี

    เหตุการณ์นี้กำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อผู้ซื้อในเอเชีย เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคนี้พึ่งพา LNG จากกาตาร์ในสัดส่วนสูง และอาจต้องเร่งหาทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะการหันไปนำเข้าก๊าซจากสหรัฐมากขึ้น ขณะเดียวกัน เหตุโจมตีครั้งนี้ยังทำลายสมมติฐานเดิมของตลาดที่เคยเชื่อว่า เพียงแค่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ ราส ลัฟฟานจะสามารถกลับมาส่งออก LNG ได้อย่างรวดเร็ว แต่จากความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ตลาดจึงเริ่มมองว่าการฟื้นตัวคงใช้เวลานานกว่าที่คาด

    นักค้าพลังงานรายหนึ่งถึงกับประเมินว่า ราคาก๊าซในยุโรปอาจปรับตัวขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 เนื่องจากผู้ซื้อในเอเชียจะต้องเร่งแย่งซื้อ LNG จากสหรัฐเพื่อทดแทนอุปทานที่หายไป ส่งผลให้ยุโรปต้องแข่งขันกับเอเชียมากขึ้น และทำให้การเติมสต็อกก๊าซในช่วงฤดูร้อนทำได้ยากกว่าเดิม

    ด้าน Tom Marzec-Manser ผู้เชี่ยวชาญตลาด LNG จากบริษัทที่ปรึกษาพลังงาน Wood Mackenzie (วูด แมคเคนซี) กล่าวว่า จากสถานการณ์ล่าสุดสามารถสรุปได้ทันทีว่า ไม่ว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงเมื่อใด กาตาร์ก็จะไม่สามารถกลับมาผลิต LNG ได้ตามปกติภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เหมือนที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ ก่อนหน้านี้เขาเคยประเมินว่า กาตาร์อาจใช้เวลาประมาณ 40 วันในการกลับมาเดินเครื่องโรงงานราส ลัฟฟาน แต่ปัจจุบันยอมรับว่า สมมติฐานดังกล่าวใช้ไม่ได้แล้ว เขายังระบุด้วยว่า แผนการขยายกำลังการผลิตของราส ลัฟฟาน ซึ่งกาตาร์เดิมตั้งใจจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ โดยมีแผนเพิ่มหน่วยผลิตใหม่อีก 6 ชุดในปีนี้และปีหน้า ก็มีแนวโน้มต้องเลื่อนออกไปทั้งหมด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้กระทบเฉพาะการผลิตในปัจจุบัน แต่ยังอาจส่งผลต่อการขยายกำลังการผลิตในอนาคตด้วย

     นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองตรงกันว่าโลกอาจกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ“สงครามแย่งก๊าซ”ระหว่างเอเชียและยุโรป โดย Laurent Segalen นักวิเคราะห์ด้านการเงินพลังงานสะอาด ระบุว่า นี่คือสถานการณ์วันสิ้นโลกสำหรับประเทศผู้นำเข้าก๊าซ และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ผู้นำเข้าก๊าซทั่วโลกจะต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก

    ขณะที่ Saul Kavonic นักวิเคราะห์จาก MST Marquee ก็เตือนว่า โลกกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ “สถานการณ์วันสิ้นโลกของก๊าซธรรมชาติ” และแม้สงครามจะยุติลง การหยุดชะงักของ LNG ก็อาจยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน หรือแม้แต่หลายปี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการซ่อมแซม

    หากการหยุดชะงักของอุปทาน LNG ยืดเยื้อนานถึง 3 เดือน ก็จะถือเป็นการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ Toby Copson ผู้จัดการพอร์ตจาก Davenport Energy ระบุว่า ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดจะเป็นประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาก๊าซอาจกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

    ในเวลานี้หลายประเทศเริ่มเผชิญสัญญาณตึงตัวของอุปทานแล้ว โดยปากีสถานเตือนว่า ตั้งแต่กลางเดือนเมษายนเป็นต้นไป ปริมาณก๊าซอาจไม่เพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอที่เป็นสินค้าส่งออกหลัก ขณะเดียวกัน หลายประเทศในเอเชียยังใช้ LNG ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่การผลิตปุ๋ยไปจนถึงการผลิตแก้ว และอาจต้องกลับไปพึ่งพาถ่านหินมากขึ้น

    ในระยะยาวเหตุการณ์ครั้งนี้อาจเปลี่ยนโครงสร้างของตลาด LNG อย่างมีนัยสำคัญ Evan Tan นักวิเคราะห์จาก ICIS ระบุว่า สิ่งที่ตลาดกำลังจับตามองไม่ใช่เพียงว่าราคาจะขึ้นไปสูงแค่ไหน แต่คือระดับราคาที่จะทำให้ผู้ซื้อในเอเชียใต้ต้องถอนตัวออกจากตลาดโดยสิ้นเชิง

    ด้าน Anne-Sophie Corbeau นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่า นี่คือสถานการณ์ที่เธอกังวลมากที่สุด และเป็นฉากทัศน์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น เธอมองว่าแม้สหรัฐจะมีโครงการ LNG ใหม่ทยอยเปิดดำเนินการ แต่การชดเชยอุปทานที่หายไปจากกาตาร์ยังคงมีข้อจำกัดทั้งด้านการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์

    ขณะเดียวกันเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้ผ่อนคลายมาตรการจำกัดการนำเข้าก๊าซจากรัสเซีย เพื่อบรรเทาความตึงตัวของอุปทานในตลาดโลก สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียอาจเปิดโอกาสให้ประเทศผู้ผลิตรายอื่น เช่น ออสเตรเลียและสหรัฐ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ ประเทศเหล่านี้จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

    ล่าสุดเจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า หลายประเทศในเอเชียกำลังเร่งกระจายแหล่งนำเข้า โดยไต้หวันมีแผนเพิ่มการนำเข้า LNG จากสหรัฐตั้งแต่เดือนมิถุนายน ขณะที่บังกลาเทศกำลังพิจารณาขยายสัญญาการนำเข้า และญี่ปุ่นได้ขอให้ออสเตรเลียเพิ่มการส่งออก LNG เพื่อรองรับความต้องการที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้นในระยะข้างหน้า (ที่มาภาพบน: 經濟日報)

(ที่มา: 經濟日報)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解