หัตถกรรมจักสานจากกกของไต้หวัน เป็นการหลอมรวมวัฒนธรรมของชาวจีนฮากกา ชาวฮกเกี้ยน และชนพื้นเมือง กลายเป็น ศิลปะถักทอที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะที่ตำบลย่วนหลี่ เมืองเหมียวลี่ ซึ่งเคยเป็นแหล่งผลิตสำคัญและสินค้าส่งออกอันดับ 3 ของไต้หวัน แม้ต่อมาจะซบเซา ปัจจุบันงานสานกกได้รับการฟื้นฟู ผ่านความร่วมมือกับชุมชน จัดกิจกรรมแข่งขัน และร่วมกับนักออกแบบสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นที่ต้องการของตลาด
หนึ่งในผู้สืบสานงานสาน “กกสามเหลี่ยม” คือ หลินฮุ่ยจิน (林惠津) จากสำนักอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเมืองไทจง เธอเติบโตในบ้านจีนโบราณล้อมลานกลาง (ซานเหอย่วน – 三合院) นั่งดูคุณย่าและญาติผู้ใหญ่สานหญ้าพร้อมกันตั้งแต่เด็ก ใช้เศษหญ้ากกมานั่งเล่นและหัดสาน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นความรักในงานฝีมือ และต่อมาเธอเรียนคหกรรม มุ่งฝึกฝนและสอนเพื่อน จนทำงานโรงงานและขายเบาะรองนั่งที่สานเอง แม้จะได้เงิน เธอก็ยืนยันว่าทำงานสานด้วยรักและความสนใจ ไม่ใช่เพื่อเงิน ความรักนี้ทำให้เธอทดลองและพัฒนารูปแบบงานสานใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง
ปัจจุบันความรู้และทักษะของเธอถูกสืบทอดในสตูดิโองานหัตถกรรมสานหญ้ากก(藺子工作室) ที่รวมการเรียน การทำ และสร้างสรรค์ร่วมกับนักออกแบบยุคใหม่ ทำให้ศิลปะถักทอจากกกกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเป็นสัญลักษณ์ของมรดกวัฒนธรรมที่ผสมผสานอดีตกับปัจจุบันอย่างลงตัว
หลินฮุ่ยจิน เล่าว่า เมื่อค่าแรงงานสูงขึ้น ผู้หญิงจำนวนมากหันไปทำงานโรงงาน ส่งผลให้คนเรียนรู้งานฝีมือดั้งเดิมลดลง ช่วงที่ยอดส่งออกกกไปต่างประเทศลดลง โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ทำให้ต้นทุนสูงเกินรับไหว เธอจึงเลิกตลาดอเมริกาและหันมาพัฒนางานสร้างสรรค์ใหม่ แทน ซึ่งเธอมองว่า งานสานหญ้ากกไม่ใช่เพียงสินค้า แต่เป็นเส้นทางสร้างสรรค์ เธอเห็นเสน่ห์ของวัสดุนี้ที่ “นุ่มและปรับได้ตามจินตนาการ” แตกต่างจากไม้ไผ่ที่แข็งและบาดมือง่าย เส้นหญ้าสามารถตัดแต่ง ปรับรูปทรง ขนาด และรายละเอียดได้อย่างอิสระ เธอเน้นคำสอนเพียงคำเดียวให้ศิษย์คือ “ความอดทน”
ปัจจุบันผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศหรือผู้เกษียณ ใช้เวลาวันหยุดฝึกสาน เพื่อเยียวยาใจและคลายความเครียด งานชิ้นหนึ่งเสร็จแล้วก็เริ่มชิ้นถัดไป ส่งเสริมจิตวิญญาณแห่งการไม่หยุดนิ่ง หลินฮุ่ยจินเคยผสานหญ้ากกเข้ากับงานออกแบบเสื้อผ้าและได้รับรางวัลหลายเวที เธอย้ำว่า “จะทำซ้ำไม่ได้ ต้องคิดสิ่งใหม่เสมอ”
หญ้ากกยังถูกนำไปใช้ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ฝึกความคล่องตัวของนิ้วมือและประสานงานตากับมือ ช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง และสร้างความพึงพอใจทางใจ เธอเริ่มจากงานชิ้นเล็ก ๆ ให้ผู้สูงอายุค่อย ๆ ฝึก จนสามารถทำงานใหญ่ได้สำเร็จ รอยยิ้มและความสำเร็จนี้คือรางวัลล้ำค่าที่สุด และเธอยังบอกด้วยว่า เวลา คือทรัพยากรล้ำค่า เธอเชื่อว่าการเรียนรู้และการทุ่มเทคือกุญแจสู่ความชำนาญและความสำเร็จ ตลอดหลายสิบปี เธอพิสูจน์ด้วยสองมือของตนเอง จากเด็กหญิงที่เรียนรู้ข้างกายแม่ สู่ผู้สืบสาน งานสานหญ้ากกดั้งเดิม ภายใต้สำนักอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเมืองไทจง โดยมีความอดทนและความสร้างสรรค์เป็นหัวใจ ทำให้งานหัตถกรรมเบ่งบานเป็นชีวิตใหม่ในมือของเธอ