การเจ็บป่วยที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศร้อน
หน้าร้อน ไม่ได้มีเพียงแสงแดดที่ต้องระวัง ยังมีโรคและภัยสุขภาพที่มากับอากาศร้อนที่ต้องระมัดระวัง สัปดาห์ที่แล้วได้แนะนำโรคไข้เลือดออกและโรคมือเท้าปากไปแล้ว สัปดาห์นี้จะแนะนำการเจ็บป่วยที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศร้อน
อากาศร้อนจัด ส่งผลให้ร่างกายเกิดภาวะตัวร้อนเกิน (Hyperthermia) จากการที่ร่างกายได้รับความร้อนสูงเกินไป และไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทัน จนทำให้เกิดโรคหรืออาการเจ็บป่วยจากความร้อนซึ่งอาจเป็น อาการเจ็บป่วยระดับเล็กน้อย เช่น ปวดศีรษะ ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลีย หรือผื่นแดงบนผิวหนัง ระดับรุนแรง เช่น อาการของโรคโรคฮีทสโตรก (โรคลมแดด) ที่ทำให้ระบบประสาทส่วนกลางถูกทำลาย สมองได้รับความเสียหาย อวัยวะภายในหยุดทำงาน และอาจทำให้เสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
อากาศร้อนจัด เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความกดอากาศสูง ที่ทำให้โลกไม่สามารถระบายความร้อนที่ได้รับจากรังสีดวงอาทิตย์ออกไปได้ตามปกติ ทำให้อุณภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน (Heat wave) และทำให้อากาศร้อนจัดหรือร้อนอบอ้าว นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการกระทำของมนุษย์ เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า ยิ่งส่งผลให้เกิดการกักเก็บความร้อน และทำให้เกิดภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสภาพอากาศโลก ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น เกิดคลื่นความร้อนบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น
หากลองมองย้อนกลับไป หลายคนโชคดีที่ไม่ต้องออกแดดตลอดทั้งวัน สาวออฟฟิศได้นั่งทำงานในห้องแอร์ที่สามารถเนรมิตความเย็นเท่าไหร่ก็ได้ แต่คนอาชีพอื่น ๆ ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ต่อสู้กับแสงแดดและหยาดเหงื่อที่โทรมกายทุกวัน อาทิ คนกวาดขยะ ผู้ใช้แรงงาน นอกจากความร้อนและความเหนื่อยที่ต้องต่อสู้แล้ว พวกเขาอาจไม่รู้เลยว่า มีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บที่กำลังคืบคลานมาเยือนตอนไหนก็ไม่สามารถรู้ได้ รู้ตัวอีกที อาจลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางแสงไฟของห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลก็เป็นได้ ในวันนี้จะแนะนำโรคที่มาจากการอยู่กลางแดดนานๆ ในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวว่ามีอะไรบ้าง

ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือนักกีฬาที่ออกกำลังกายท่ามกลางแสงแดดจัดจ้า ควรหมั่นจิบน้ำบ่อยๆ หลีกเลี่ยงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มรสหวาน (ภาพจาก udn.com)
โรคหรืออาการเจ็บป่วยจากความร้อน เกิดจากเมื่อเผชิญกับอากาศร้อนจัดร่างกายจะพยายามรักษาอุณหภูมิให้คงที่ หรือการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวต่อความร้อนได้ โดยจะแสดงออกซึ่งอาการตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงระดับรุนแรง แตกต่างกันตามสุขภาพและสภาพแวดล้อมรอบตัวของแต่ละบุคคล
กลุ่มเสี่ยงโรคจากความร้อน
■ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งท่ามแดดร้อนจัด ทำงานใกล้กับแหล่งความร้อน เช่น เกษตรกร ช่างก่อสร้าง ช่างหลอมเหล็ก
■ทารก หรือเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ
■ผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไป
■ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์
■ผู้ที่ออกกำลังกายกลางแดดจัดหรือสัมผัสความชื้นสูงที่ไม่สามารถขับเหงื่อออกได้ เช่น นักวิ่งมาราธอน นักปั่นจักรยาน
■ผู้ที่เป็นโรคอ้วน มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 30 กิโลกรัม/ต่อตารางเมตร
■ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคติดเชื้อหรือเป็นไข้ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต ไทรอยด์เป็นพิษ โรคผิวหนัง ผื่นผิวหนัง แพ้แดด
■ผู้ที่ทานยารักษาโรคประจำตัว เช่น ยาขับปัสสาวะ ยากลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ ยาที่มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก ยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง
■ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ สุรา น้ำหวานจัด น้ำอัดลม ดื่มน้ำไม่เพียงพอ พักผ่อนไม่เพียงพอ ใส่เสื้อผ้าหนามิดชิดในหน้าร้อน
โรคและอาการเจ็บป่วยจากความร้อน ได้แก่
1.บวมจากความร้อน (Heat edema) อาการ: บวมที่ขา หลังมือ แขน เท้า โดยเฉพาะข้อเท้า ปวดบริเวณที่บวม ผิวหนังอุ่น สีแดง
2.โรคผื่นร้อน หรือผดผื่นจากความร้อน (Heat rash) อาการ: ผื่นแดงหรือตุ่มแดงขึ้นบนใบหน้า ผิวหนัง ลำคอ หน้าอกส่วนบน ข้อพับ คันและระคายเคืองผิวหนัง รู้สึกไม่สบายตัว ส่วนใหญ่ มักเกิดกับคนอ้วน เหงื่อจะออกเยอะ เช่น รักแร้เป็นร่องแดง เกิดการเสียดสี เป็นต้น
3.โรคตะคริวแดด หรือตะคริวจากความร้อน (Heat cramps) อาการ: ปวดกล้ามเนื้อจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นตะคริวที่ต้นขา แขน ท้อง โดยเมื่อความร้อนสูงหรืออากาศร้อนมากมักทำให้ร่างกายขาดน้ำ จะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง มีการสูญเสียของระบบสารน้ำในร่างกาย จึงทำให้เกิดอาการเป็นตะคริว โดยเฉพาะบริเวณน่อง มักพบในกลุ่มคนที่ออกกำลังกาย แต่คนไข้ที่สัมผัสกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็สามารถเป็นได้เช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียเกลือแร่ ซึ่งแก้ไขด้วยการดื่มน้ำเกลือแร่ชดเชยในกรณีที่อาการไม่มาก แต่ถ้าอาการหนักขึ้น ควรพบแพทย์
4.ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) อาการ: กระหายน้ำ ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อย ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลีย รู้สึกไม่สบายตัว วิงเวียนศีรษะ ปวดหัว หายใจเร็วและตื้น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ ชัก หน้ามืด เป็นลม
5. ลมแดด (Heat syncope) อาการ: วิงเวียนศีรษะ สับสนมึนงง ผิวหนังชื้น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำเฉียบพลัน กระสับกระส่าย เป็นลมจากความร้อน อาจเกิดเลือดคั่งบริเวณขา
6. โรคเพลียแดด (Heat exhaustion) อาการ: อุณหภูมิร่างกายสูง 38-40 เซลเซียส ภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ สับสน คลื่นไส้ อาเจียน รูม่านตาขยาย หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็วและตื้น ผิวชื้น อุณหภูมิผิวหนังปกติ กล้ามเนื้อเป็นตะคริว เป็นลมจากความร้อน
7. ฮีทสโตรก (Heat stroke) หรือโรคลมแดด
เนื่องจากโรคลมแดดหรือ Heatstroke เป็นหนึ่งในโรคช่วงหน้าร้อนที่คนทำงานกลางแจ้งมักจะพบเจอและค่อนข้างอันตราย หากร้ายแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต จึงอยากให้ทำความเข้าใจ ให้ความสนใจและเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โรคนี้เกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้ระดับอุณหภูมิในร่างกายสูงเกินกว่าปกติและสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทันทีและทำให้เกิดอาการช็อกได้ โดยโรคนี้เมื่อเกิดอาการควรได้รับการรักษาทันทีเนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก ซึ่งคนทั่วไปที่อยู่ในอากาศร้อนๆ ก็สามารถเป็นได้ ไม่จำเป็นว่าต้องวัยทำงานอย่างเดียว บุคคลที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคฮีทสโตรก ได้แก่ ทหารที่ไม่ได้เตรียมร่างกายเพื่อเข้ารับการฝึก นักกีฬาที่ออกกำลัง และผู้ที่ทำงานในอากาศร้อนจัด
อาการของโรคฮีทสโตรก ได้แก่ สับสน มึนงง และชัก ตัวร้อนจัดหรือมีไข้สูง อุณหภูมิร่างกายสูง 40 องศาหรือมากกว่า ผิวหนังร้อน แดง และแห้ง กระหายน้ำมาก เหงื่อออกท่วมหรือไม่มีเหงื่อออกจากผลของต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดงมากขึ้น ซึมลง เดินโซเซ วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ อ่อนเพลีย พูดไม่รู้เรื่อง ถ่ายเหลว คลื่นไส้ อาเจียน ชัก เป็นลม หมดสติ เสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
หลักการสำคัญของการปฐมพยาบาล ผู้ที่มีอาการจากโรคหรือความเจ็บป่วยจากความร้อน คือ การเร่งลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกายของผู้ป่วยโดยเร็ว ก่อนเร่งนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด ตามขั้นตอนดังนี้
■ย้ายผู้ป่วยออกจากความร้อน ย้ายผู้ป่วยเข้าที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทสะดวก ใช้พัดลมเป่าลมเย็น หรือย้ายเข้าห้องปรับอากาศที่มีความเย็น
■จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนราบ และเปิดทางเดินหายใจ (นอนยกขาสูงเล็กน้อยในกรณีบวมจากความร้อน หรือโรคเพลียแดด)
■ถอดเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็นออก คลายเสื้อผ้าหนาชิ้นหรือรัดแน่นให้หลวม
■ประคบเย็น ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือผ้าห่อน้ำแข็งประคบเย็นตามลำตัวทั่วร่างกาย ตามซอกคอ ลำตัว แขนขา ขาหนีบ รักแร้ เช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำทวนรูขุมขนขึ้นไปทางเดียวกันให้ทั่วทั้งตัว
■ให้จิบน้ำ หากผู้ป่วยมีสติรู้สึกตัว ให้จิบน้ำ น้ำเกลือแร่ หรือเครื่องดื่มอิเล็กโทรไลต์ เพื่อทดแทนภาวะร่างกายขาดน้ำ (งดให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน น้ำอัดลม)
■เฝ้าระวังผู้ป่วย ไม่ทิ้งผู้ป่วยไว้ลำพัง หมั่นสังเกตอาการและสัญญาณชีพเป็นระยะ หมั่นตรวจสอบทางเดินหายใจให้เปิดออก เพื่อป้องกันการอุดกั้นทางเดินหายใจ
■ขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ โดยขอความช่วยเหลือที่ใกล้ที่สุด โทรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินโดยเร็ว รีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของโรคฮีทสโตรก เพื่อช่วยชีวิตให้ผู้ป่วยได้รอด

ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็งประคบเย็นตามลำตัวทั่วร่างกาย ตามซอกคอ ลำตัว แขนขา ขาหนีบ รักแร้ ช่วยบรรเทาอาการไม่สบายจากความร้อนของแสงแดดช่วงหน้าร้อนได้ (ภาพจาก commonhealth.com.tw)
การป้องกันอาการเจ็บป่วยจากความร้อน
●ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบายและบาง อากาศถ่ายเทได้ดี
●ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
●หากเล่นกีฬาเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ควรดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป
●หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมกลางแดด ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด
หากต้องทำงานออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรเตรียมตัวอย่างไร?
1. เตรียมร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที
2. ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด
3. หากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรือออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละประมาณ 1 ลิตร
คือประมาณ 4-6 แก้วต่อชั่วโมง แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม แต่ในภาวะปกติ คนเราต้องดื่มน้ำวันละ
ประมาณ 1.5-2 ลิตร
4. ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบาและสามารถระบายความร้อนได้ดี
5. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00 – 15.00 น.
6. ควรหลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายหรือต้องอยู่ท่ามกลาง
สภาพอากาศร้อนหรืออยู่กลางแดดเป็นเวลานานๆ และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และยาเสพ
ติดทุกชนิด
7.พบแพทย์ทันที หากมีอาการของโรคหรือความเจ็บป่วยจากความร้อนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ผู้ที่ทำงานกลางแดด
อากาศร้อนจัดในฤดูร้อน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเป็นเหตุให้ประชากรทั่วโลกเสียชีวิตในทุก ๆ ปี ทั้งนี้ อุณหภูมิความร้อนมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนนับเป็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนต้องเฝ้าระวังอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเสี่ยง เช่น กลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สตรีตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
อาการเจ็บป่วยจากความร้อนเบื้องต้นที่สามารถสังเกตได้ เช่น ปวดศีรษะ ปัสสาวะสีเข้ม เวียนศีรษะ สับสน มึนงง ผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง และเบื่ออาหาร ที่อาจเป็นสัญญาณนำไปสู่โรคหรืออาการเจ็บป่วยจากความร้อนในระดับอันตราย เช่น ภาวะตัวร้อนเกิน หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน ชัก และหมดสติ ผู้ที่มีอาการดังกล่าว ควรรีบให้การช่วยเหลือเบื้องต้น และนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันภัยโรคจากความร้อนที่อาจทำให้เสียชีวิต
1. htcenter.com.tw
2. ttvc.com.tw
3. starclinic.co.th
4. medparkhospital.com