1. ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9%
ไต้หวันเดินหน้าแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ หลังกระทรวงเกษตรเสนอขอเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติอีก 20,000 อัตรา เพื่อรองรับความต้องการแรงงานในภาคการผลิตอาหารที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยหากได้รับการอนุมัติครบถ้วน จะทำให้โควตารวมพุ่งสูงถึง 40,000 อัตรา ทว่าคณะกรรมการนโยบายแรงงานข้ามชาติมีมติอนุมัติในระยะแรกเพียง 7,000 อัตรา และกำหนดให้ปลดล็อกโควตาที่เหลือออกเป็น 3 ระยะ โดยผูกโยงกับผลการดำเนินงานด้านการลดอัตราแรงงานหลบหนีเป็นเงื่อนไขสำคัญ

แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)
ข้อมูลสถิติปี 2568 ชี้ว่า อัตราการหลบหนีของแรงงานต่างชาติในภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 3% แต่ในภาคเกษตรกรรมตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงถึง 9% ซึ่งเป็นระดับที่ภาครัฐมองว่าน่ากังวลอย่างยิ่ง นโยบายเปิดรับแรงงานในคราวนี้จึงมาพร้อมกลไกควบคุมที่เข้มงวด แทนที่จะเปิดกว้างแบบไม่มีเงื่อนไข ในที่ประชุมมีมติอนุมัติโควตาเบื้องต้นเพียง 7,000 อัตรา ส่วนที่เหลืออีก 13,000 อัตรา จะอนุมัติตามผลการลดอัตราการหลบหนี ดังนี้:
ระยะที่ 1: อนุมัติทันที 7,000 อัตรา
ระยะที่ 2: อนุมัติเพิ่ม 7,000 อัตรา (หากลดอัตราหลบหนีต่ำกว่า 8% ภายในปี 2569)
ระยะที่ 3: อนุมัติเพิ่มอีก 6,000 อัตรา (หากลดอัตราหลบหนีต่ำกว่า 6.5% ภายในปี 2570)
ทั้งนี้ หากสามารถควบคุมอัตราการหลบหนีให้ต่ำกว่า 5% ได้ในอนาคต จะพิจารณาแนวทางขยายโควตาเพิ่มเติมในระยะถัดไปอีกครั้ง

ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9% (ภาพจาก NOWnews)
นโยบายนำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรเริ่มทดลองใช้ในปี 2562 ด้วยโควตาเพียง 800 อัตรา ก่อนขยายเป็น 12,000 อัตราในปี 2565 และเพิ่มอีก 8,000 อัตราในเดือนกันยายน 2566 ทำให้โควตารวมปัจจุบันอยู่ที่ 20,000 อัตรา อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรไต้หวันประเมินว่าในระยะยาว ภาคเกษตรอาจขาดแคลนแรงงานสูงถึง 60,000 อัตรา สะท้อนถึงช่องว่างที่ยังต้องการนำเข้าแรงงานต่างชาติมากกว่านี้

แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)
กระทรวงเกษตรให้คำมั่นเร่งดำเนินมาตรการลดการหลบหนีอย่างครอบคลุม ควบคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทั้งฝั่งนายจ้างและแรงงาน ได้แก่
- การเตรียมความพร้อมนายจ้าง ด้วยการให้คำปรึกษาล่วงหน้าก่อนรับแรงงานเข้ามา
- การให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่แรงงาน ทันทีหลังเดินทางเข้าประเทศ
- การติดตามตรวจเยี่ยมแรงงาน อย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงการจ้างงาน
- การยกระดับกำกับดูแลบริษัทจัดหางาน ให้มีความโปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น
- การส่งเสริมระบบการจ้างตรง เพื่อลดภาระหนี้สินของแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการหลบหนี

แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)
นอกเหนือจากการเพิ่มจำนวนโควตา กระทรวงเกษตรยังปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติให้ครอบคลุมเกษตรกรกลุ่มใหม่ที่สามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
ธุรกิจเลี้ยงผึ้ง ผู้ประกอบการที่มีรังผึ้งตั้งแต่ 150 รังขึ้นไป มีสิทธิ์ยื่นขอได้ คาดว่ามีเกษตรกรเข้าข่ายราว 600 ราย รองรับความต้องการแรงงานประมาณ 400 อัตรา
เกษตรอินทรีย์ กำหนดเกณฑ์พื้นที่เพาะปลูกขั้นต่ำ เช่น พืชไร่ต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 5 เฮกตาร์ หรือพืชชนิดอื่น (ยกเว้นข้าวและหญ้าอาหารสัตว์) รวมกันไม่น้อยกว่า 1 เฮกตาร์ คาดสร้างความต้องการแรงงานเพิ่มประมาณ 250 อัตรา

ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9% (ภาพจาก agriharvest.tw)
การเกษตรแบบผสมผสาน อนุญาตให้เกษตรกรที่ปลูกพืชหลายชนิดสามารถนำสัดส่วนพื้นที่เพาะปลูกมารวมคำนวณเพื่อขอสิทธิ์จ้างแรงงานต่างชาติได้ หากเมื่อรวมกันแล้วครบตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด คาดต้องการแรงงานต่างชาติราว 1,600 อัตรา
การปรับลดเกณฑ์พื้นที่ปลูกถั่วลิสง จากเดิม 10 เฮกตาร์ เหลือเพียง 5 เฮกตาร์ ส่งผลให้จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิ์ขยายจาก 28 รายเป็น 117 ราย และคาดจะสร้างความต้องการแรงงานเพิ่มอีกกว่า 50 อัตรา
การปรับปรุงเกณฑ์ทั้งหมดนี้จะรวมอยู่ภายใต้โควตาระยะแรก 7,000 อัตราที่ได้รับการอนุมัติแล้ว

ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9% (ภาพจาก ctee.com.tw)
นอกเหนือจากภาคเกษตร คณะกรรมการฯ ยังอนุมัติให้อุตสาหกรรมพลุและดอกไม้ไฟระดับสูงสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ในสัดส่วน 15% ตามข้อเสนอของกระทรวงเศรษฐการ โดยใช้ระบบโควตา 5 ระดับสำหรับกิจการประเภท 3K และอนุญาตให้จ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้
แนวทางการเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติอย่างมีเงื่อนไขดังกล่าว สะท้อนให้เห็นความพยายามสร้างสมดุลระหว่างความต้องการแรงงานภาคการผลิต กับการบริหารจัดการประชากรแรงงานต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)
2. แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายในเถาหยวนพุ่งเฉียด 12,000 คน ก่อปัญหาสารพัด ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มรวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์
นครเถาหยวน ซึ่งมีจำนวนแรงงานต่างชาติมากที่สุดในไต้หวัน กำลังเผชิญวิกฤตแรงงานหลบหนีที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแรงงานต่างชาติทั้งสิ้นเกือบ 140,000 คนในพื้นที่ มีผู้หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายแล้วถึง 11,900 คน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 8.8% ก่อให้เกิดปัญหาสังคมและความปลอดภัยในหลายด้าน จนสมาชิกสภาเทศบาลออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ รวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)
ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจระบุว่า ในปี 2568 มีแรงงานต่างชาติเกี่ยวข้องกับคดีอาญาทั่วไต้หวันประมาณ 10,000 คน และในจำนวนนั้นเป็นแรงงานในนครเถาหยวนถึง 906 คน ที่น่าเป็นห่วงคือกว่า 90% ของคดีในพื้นที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ซึ่งเกิดจากการขายบัญชีธนาคารหรือซิมโทรศัพท์มือถือให้กับขบวนการมิจฉาชีพ โดยกว่า 70% ของผู้กระทำผิดถูกตรวจพบหลังจากเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว

ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ รวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)
ปัญหาสำคัญที่สมาชิกสภาเทศบาลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน คือภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างเร่งด่วนในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายหยางเฉาเหว่ย สมาชิกสภาเทศบาลนครเถาหยวน เปิดเผยว่า แม้เถาหยวนจะมีแรงงานต่างชาติเกือบ 140,000 คน แต่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบกิจการชาวต่างชาติเพียง 51 นาย หรือคิดเฉลี่ยแล้วเจ้าหน้าที่ 1 คนต้องดูแลแรงงานต่างชาติสูงถึง 3,000 คน ขณะที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็มีกำลังพลเพียง 39 คน และยังขาดอัตรากำลังอีกถึง 16 คน ภาระงานที่ล้นมือดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการควบคุมดูแล โดยเฉพาะคดีแก๊งคอลเซนเตอร์ที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงปัญหาแรงงานต่างชาติบางส่วนขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต และเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจ มักเร่งความเร็วหลบหนีจนนำไปสู่เหตุร้าย ทำให้ผู้เสียหายชาวท้องถิ่นไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ นายหยางเฉาเหว่ยเรียกร้องให้เทศบาลเร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่แรงงานตั้งแต่วันแรกที่เดินทางถึงไต้หวัน เพื่อป้องกันการถูกหลอกใช้และปลูกฝังการเคารพกฎหมาย

ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ รวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)
ด้านนายหลี่จงหาว สมาชิกสภาเทศบาลอีกคนระบุเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ตรวจเยี่ยมแรงงานต่างชาติของกองแรงงาน นครเถาหยวนมีเพียง 54 คน โดยแต่ละคนต้องรับผิดชอบตรวจสอบสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ของแรงงานสูงถึง 2,500 คน ทำให้ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง
แม้กำลังเจ้าหน้าที่จะไม่เพียงพอ แต่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังและต่อเนื่อง อย่างสถานีตำรวจจงลี่เดินหน้าปฏิบัติการตรวจสอบ โดยมุ่งเป้าไปยังสถานที่รวมตัวของแรงงานต่างชาติ ทั้งร้านอาหารและสถานบันเทิงต่าง ๆ ผลการปฏิบัติการระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 6 เมษายน พบคดีรวมทั้งสิ้น 134 คดี ผู้ต้องหา 112 คน ประกอบด้วย แรงงานที่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นผิดกฎหมายและแรงงานที่หนีคดี มากที่สุด 55 คดี 35 คน คดีฉ้อโกง 34 คดี 33 คน คดียาเสพติด 26 คดี 26 คน (รวมคดีจำหน่ายยาเสพติดประเภท 2 จำนวน 3 คดี 4 คน) คดีเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ 10 คดี 9 คน คดีลักทรัพย์ 8 คดี 6 คน และคดีอื่น ๆ อีก 3 คดี 3 คน

ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ รวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)
นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 5 เมษายน 2568 เฉพาะที่เขตจงลี่ เจ้าหน้าที่จับกุมแรงงานผิดกฎหมายได้แล้ว 124 คน พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวที่พำนักเกินกำหนดวีซ่าอีก 56 คน
ในคืนวันที่ 5 เมษายน เวลา 22.30 น. เกิดเหตุแรงงานไทย 3 คน ซึ่งเดิมเป็นเพื่อนกัน ทะเลาะและยื้อยุดกันหน้าสถานีรถไฟจงลี่ บริเวณสี่แยกถนนจงเหอ-หยวนฮั่ว เจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติการในพื้นที่พอดีเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที และเกรงว่าจะเกิดเหตุบานปลาย จึงนำตัวทั้งสามกลับโรงพักและแจ้งให้นายจ้างมารับกลับไปยังโรงงาน

เกิดเหตุแรงงานไทย 3 คน ทะเลาะและยื้อยุดกันหน้าสถานีรถไฟจงลี่ เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ทันที และนำกลับโรงพัก แจ้งให้นายจ้างมารับกลับไปยังโรงงาน (ภาพจาก FB @Yui Boonsaard)
ตำรวจจงลี่ย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายยึดหลักความเสมอภาค โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือสถานะใด หากมีพฤติกรรมที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมหรือเข้าข่ายผิดกฎหมาย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือให้ดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีสติ รวมทั้งควบคุมพฤติกรรมของตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดโดยไม่ตั้งใจ

ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยเคารพกฎหมาย (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)
ขอฝากเตือนแรงงานไทยทุกคน ปฏิบัติตามกฎหมาย หลีกเลี่ยงยาเสพติด การพนัน และการทำงานผิดประเภท และพกบัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) ติดตัวทุกครั้งที่ออกนอกสถานที่ เพื่อให้สามารถแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันทีเมื่อมีการตรวจสอบ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตนเองและหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น
3. อุปสรรคและความล่าช้าในการนำเข้าแรงงานอินเดียมายังไต้หวัน หลังลงนาม MOU กว่า 2 ปี ยังไร้ความคืบหน้า
แม้ไต้หวันและอินเดียจะได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดช่องทางให้แรงงานอินเดียเข้ามาทำงานในภาคการผลิตและภาคการก่อสร้างของไต้หวัน อันเป็นการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และนับเป็นการเพิ่มประเทศผู้ส่งออกแรงงานรายใหม่ในรอบ 23 ปี แต่จนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านมากว่า 2 ปี และมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานถึง 3 ครั้ง โครงการดังกล่าวกลับยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

จากบันทึกการประชุมด้านแรงงานระหว่างไต้หวันและอินเดียที่จัดขึ้นรวม 4 ครั้ง ระบุว่าแผนในระยะเริ่มต้นคือการเปิดรับแรงงานในภาคการผลิตในรูปแบบโครงการนำร่องขนาดเล็ก พร้อมพิจารณาขยายผลไปยังภาคการก่อสร้าง รวมถึงการทดลองนำเข้าผู้อนุบาลในครัวเรือน ในการประชุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ได้มีการกำหนดเป้าหมายนำเข้าแรงงานภาคการผลิตจำนวน 1,000 คน และตั้งเป้าให้การจ้างงานโดยตรงคิดเป็นร้อยละ 5 ต่อมาในการประชุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 แม้จะมีการบรรลุข้อตกลงกับรัฐมิโซรัมของอินเดียเพื่อนำเข้าแรงงานภาคการผลิต ทว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการระบุจำนวนแรงงานหรือกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนแต่อย่างใด นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนปัจจุบัน ได้ชี้แจงว่าโครงการนี้อยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดเชิงปฏิบัติ พร้อมยืนยันว่าเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลจะผลักดันให้เกิดผลสำเร็จในไม่ช้านี้

หลังลงนาม MOU กว่า 2 ปี กระทรวงแรงงานประกาศแรงงานอินเดียชุดแรกจะสามารถเดินทางมายังไต้หวันได้ภายในปีนี้ (ภาพจาก LTN)
ในด้านของสื่อมวลชนอินเดีย สำนักข่าวชั้นนำอย่าง The Times of India และ The Wire ได้ให้ความสนใจต่ออุปสรรคในการส่งออกแรงงานมายังไต้หวัน โดยมุ่งเน้นไปที่บรรยากาศทางสังคมและเสถียรภาพของนโยบาย รายงานระบุว่าประเด็นเกี่ยวกับสีผิวและพฤติกรรมการบริโภค ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไต้หวันเคยกล่าวถึงจนต้องออกมาขอโทษในภายหลังนั้น เป็นเรื่องที่ชาวอินเดียให้ความสำคัญและอ่อนไหวอย่างยิ่ง นอกจากนี้ กระแสการประท้วงต่อต้านแรงงานอินเดียในไต้หวัน ความคิดเห็นเชิงลบบนโลกออนไลน์ ตลอดจนนโยบายที่ขาดความต่อเนื่องและตารางเวลาที่ไม่แน่ชัด ล้วนเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นในการดำเนินความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย

แม้ไต้หวันและอินเดียจะได้ลงนาม MOU มาแล้ว 2 ปี เพื่อเปิดทางให้แรงงานอินเดียเข้ามาทำงานในไต้หวัน แต่ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด
นายหวงเก่าเจี๋ย อดีตประธานสหพันธ์การจัดหางานของไต้หวันได้วิเคราะห์ว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพของแหล่งแรงงาน หากแต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบ โดยสามารถสรุปอุปสรรคสำคัญได้ 3 ประการ ดังนี้
- รูปแบบการจัดส่งในระบบรัฐต่อรัฐมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ ไต้หวันให้ความสำคัญกับการจ้างงานในรูปแบบรัฐต่อรัฐ แต่อินเดียมองการส่งออกแรงงานในฐานะกลไกทางตลาด และไม่มีหน่วยงานกลางที่สามารถดำเนินการได้แบบเบ็ดเสร็จเหมือนไต้หวัน การบังคับใช้ระบบจ้างตรงจึงขัดแย้งกับความเป็นจริงของอินเดีย ซึ่งดำเนินการผ่านบริษัทจัดหางานเอกชนเป็นหลัก
- ต้นทุนการคัดเลือกและการบริหารจัดการแรงงานสูงเป็นอุปสรรคสำคัญ การนำเข้าแรงงานจากอินเดียจำเป็นต้องมีการจัดตั้งสำนักงานในพื้นที่ พร้อมการรับสมัคร คัดเลือกและบริหารแรงงานที่เป็นระบบแบบแผน ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้าแรงงานจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น อินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่และโครงสร้างประชากรที่หลากหลาย ทำให้การคัดเลือกแรงงานที่เหมาะสมกับงานก่อสร้างหรืองานระดับปฏิบัติการต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล จนบริษัทจัดหางานส่วนใหญ่ไม่กล้าแบกรับความเสี่ยงในการลงทุน
- ความเสี่ยงจากการที่แรงงานหลบหนีกลายเป็นแรงงานนอกระบบมีระดับสูง เนื่องจากนายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเริ่มต้น รวมถึงค่าตั๋วโดยสารเครื่องบิน หากแรงงานเดินทางมาถึงแล้วหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย นายจ้างจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก อีกทั้งยังอาจนำไปสู่การขยายตัวของตลาดแรงงานผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลดังกล่าวแพร่กระจายผ่านเครือข่ายชุมชนแรงงานชาติเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว


กลุ่มประชาสัมคมชุมนุมประท้วงคัดค้านการนำเข้าแรงงานอินเดีย (ภาพจาก taisounds-com)
ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะว่า แรงงานอินเดียอาจมีความเหมาะสมกับอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะเฉพาะทางและความสามารถด้านภาษา เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มากกว่างานก่อสร้างที่ต้องอาศัยแรงงานหนัก ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำว่าบทบาทของบริษัทจัดหางานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการคัดเลือกและบริหารจัดการแรงงาน หากภาครัฐดำเนินการเพียงลำพังโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน อาจส่งผลให้การดำเนินงานขาดประสิทธิภาพและไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันการณ์ พร้อมกันนี้ยังได้เตือนว่า หากรัฐบาลยังคงยึดมั่นในนโยบายที่อุดมคติจนเกินไป โดยไม่ร่วมมือกับภาคเอกชนและละเลยกลไกของตลาด นโยบายการนำเข้าแรงงานอินเดียอาจไม่สามารถบรรลุผลได้ในทางปฏิบัติ หรืออาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาแรงงานผิดกฎหมายและความยุ่งยากในการบริหารจัดการในอนาคตได้