Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569

ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา
ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา

1. ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9%

      ไต้หวันเดินหน้าแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ หลังกระทรวงเกษตรเสนอขอเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติอีก 20,000 อัตรา เพื่อรองรับความต้องการแรงงานในภาคการผลิตอาหารที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยหากได้รับการอนุมัติครบถ้วน จะทำให้โควตารวมพุ่งสูงถึง 40,000 อัตรา ทว่าคณะกรรมการนโยบายแรงงานข้ามชาติมีมติอนุมัติในระยะแรกเพียง 7,000 อัตรา และกำหนดให้ปลดล็อกโควตาที่เหลือออกเป็น 3 ระยะ โดยผูกโยงกับผลการดำเนินงานด้านการลดอัตราแรงงานหลบหนีเป็นเงื่อนไขสำคัญ

แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)

      ข้อมูลสถิติปี 2568 ชี้ว่า อัตราการหลบหนีของแรงงานต่างชาติในภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 3% แต่ในภาคเกษตรกรรมตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงถึง 9% ซึ่งเป็นระดับที่ภาครัฐมองว่าน่ากังวลอย่างยิ่ง นโยบายเปิดรับแรงงานในคราวนี้จึงมาพร้อมกลไกควบคุมที่เข้มงวด แทนที่จะเปิดกว้างแบบไม่มีเงื่อนไข ในที่ประชุมมีมติอนุมัติโควตาเบื้องต้นเพียง 7,000 อัตรา ส่วนที่เหลืออีก 13,000 อัตรา จะอนุมัติตามผลการลดอัตราการหลบหนี ดังนี้:

      ระยะที่ 1: อนุมัติทันที 7,000 อัตรา

      ระยะที่ 2: อนุมัติเพิ่ม 7,000 อัตรา (หากลดอัตราหลบหนีต่ำกว่า 8% ภายในปี 2569)

      ระยะที่ 3: อนุมัติเพิ่มอีก 6,000 อัตรา (หากลดอัตราหลบหนีต่ำกว่า 6.5% ภายในปี 2570)

      ทั้งนี้ หากสามารถควบคุมอัตราการหลบหนีให้ต่ำกว่า 5% ได้ในอนาคต จะพิจารณาแนวทางขยายโควตาเพิ่มเติมในระยะถัดไปอีกครั้ง

ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9% (ภาพจาก NOWnews)

      นโยบายนำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรเริ่มทดลองใช้ในปี 2562 ด้วยโควตาเพียง 800 อัตรา ก่อนขยายเป็น 12,000 อัตราในปี 2565 และเพิ่มอีก 8,000 อัตราในเดือนกันยายน 2566 ทำให้โควตารวมปัจจุบันอยู่ที่ 20,000 อัตรา อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรไต้หวันประเมินว่าในระยะยาว ภาคเกษตรอาจขาดแคลนแรงงานสูงถึง 60,000 อัตรา สะท้อนถึงช่องว่างที่ยังต้องการนำเข้าแรงงานต่างชาติมากกว่านี้

แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)

      กระทรวงเกษตรให้คำมั่นเร่งดำเนินมาตรการลดการหลบหนีอย่างครอบคลุม ควบคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทั้งฝั่งนายจ้างและแรงงาน ได้แก่

      - การเตรียมความพร้อมนายจ้าง ด้วยการให้คำปรึกษาล่วงหน้าก่อนรับแรงงานเข้ามา

      - การให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่แรงงาน ทันทีหลังเดินทางเข้าประเทศ

      - การติดตามตรวจเยี่ยมแรงงาน อย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงการจ้างงาน

      - การยกระดับกำกับดูแลบริษัทจัดหางาน ให้มีความโปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น

      - การส่งเสริมระบบการจ้างตรง เพื่อลดภาระหนี้สินของแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการหลบหนี

แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)

      นอกเหนือจากการเพิ่มจำนวนโควตา กระทรวงเกษตรยังปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติให้ครอบคลุมเกษตรกรกลุ่มใหม่ที่สามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

      ธุรกิจเลี้ยงผึ้ง ผู้ประกอบการที่มีรังผึ้งตั้งแต่ 150 รังขึ้นไป มีสิทธิ์ยื่นขอได้ คาดว่ามีเกษตรกรเข้าข่ายราว 600 ราย รองรับความต้องการแรงงานประมาณ 400 อัตรา

      เกษตรอินทรีย์ กำหนดเกณฑ์พื้นที่เพาะปลูกขั้นต่ำ เช่น พืชไร่ต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 5 เฮกตาร์ หรือพืชชนิดอื่น (ยกเว้นข้าวและหญ้าอาหารสัตว์) รวมกันไม่น้อยกว่า 1 เฮกตาร์ คาดสร้างความต้องการแรงงานเพิ่มประมาณ 250 อัตรา

ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9% (ภาพจาก agriharvest.tw)

      การเกษตรแบบผสมผสาน อนุญาตให้เกษตรกรที่ปลูกพืชหลายชนิดสามารถนำสัดส่วนพื้นที่เพาะปลูกมารวมคำนวณเพื่อขอสิทธิ์จ้างแรงงานต่างชาติได้ หากเมื่อรวมกันแล้วครบตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด คาดต้องการแรงงานต่างชาติราว 1,600 อัตรา

      การปรับลดเกณฑ์พื้นที่ปลูกถั่วลิสง จากเดิม 10 เฮกตาร์ เหลือเพียง 5 เฮกตาร์ ส่งผลให้จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิ์ขยายจาก 28 รายเป็น 117 ราย และคาดจะสร้างความต้องการแรงงานเพิ่มอีกกว่า 50 อัตรา

      การปรับปรุงเกณฑ์ทั้งหมดนี้จะรวมอยู่ภายใต้โควตาระยะแรก 7,000 อัตราที่ได้รับการอนุมัติแล้ว   

ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9% (ภาพจาก ctee.com.tw)

      นอกเหนือจากภาคเกษตร คณะกรรมการฯ ยังอนุมัติให้อุตสาหกรรมพลุและดอกไม้ไฟระดับสูงสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ในสัดส่วน 15% ตามข้อเสนอของกระทรวงเศรษฐการ โดยใช้ระบบโควตา 5 ระดับสำหรับกิจการประเภท 3K และอนุญาตให้จ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้

      แนวทางการเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติอย่างมีเงื่อนไขดังกล่าว สะท้อนให้เห็นความพยายามสร้างสมดุลระหว่างความต้องการแรงงานภาคการผลิต กับการบริหารจัดการประชากรแรงงานต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)

2. แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายในเถาหยวนพุ่งเฉียด 12,000 คน ก่อปัญหาสารพัด ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มรวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์

      นครเถาหยวน ซึ่งมีจำนวนแรงงานต่างชาติมากที่สุดในไต้หวัน กำลังเผชิญวิกฤตแรงงานหลบหนีที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแรงงานต่างชาติทั้งสิ้นเกือบ 140,000 คนในพื้นที่ มีผู้หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายแล้วถึง 11,900 คน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 8.8% ก่อให้เกิดปัญหาสังคมและความปลอดภัยในหลายด้าน จนสมาชิกสภาเทศบาลออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ รวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)

      ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจระบุว่า ในปี 2568 มีแรงงานต่างชาติเกี่ยวข้องกับคดีอาญาทั่วไต้หวันประมาณ 10,000 คน และในจำนวนนั้นเป็นแรงงานในนครเถาหยวนถึง 906 คน ที่น่าเป็นห่วงคือกว่า 90% ของคดีในพื้นที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ซึ่งเกิดจากการขายบัญชีธนาคารหรือซิมโทรศัพท์มือถือให้กับขบวนการมิจฉาชีพ โดยกว่า 70% ของผู้กระทำผิดถูกตรวจพบหลังจากเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว

ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ รวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)

      ปัญหาสำคัญที่สมาชิกสภาเทศบาลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน คือภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างเร่งด่วนในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายหยางเฉาเหว่ย สมาชิกสภาเทศบาลนครเถาหยวน เปิดเผยว่า แม้เถาหยวนจะมีแรงงานต่างชาติเกือบ 140,000 คน แต่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบกิจการชาวต่างชาติเพียง 51 นาย หรือคิดเฉลี่ยแล้วเจ้าหน้าที่ 1 คนต้องดูแลแรงงานต่างชาติสูงถึง 3,000 คน ขณะที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็มีกำลังพลเพียง 39 คน และยังขาดอัตรากำลังอีกถึง 16 คน ภาระงานที่ล้นมือดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการควบคุมดูแล โดยเฉพาะคดีแก๊งคอลเซนเตอร์ที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงปัญหาแรงงานต่างชาติบางส่วนขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต และเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจ มักเร่งความเร็วหลบหนีจนนำไปสู่เหตุร้าย ทำให้ผู้เสียหายชาวท้องถิ่นไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ นายหยางเฉาเหว่ยเรียกร้องให้เทศบาลเร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่แรงงานตั้งแต่วันแรกที่เดินทางถึงไต้หวัน เพื่อป้องกันการถูกหลอกใช้และปลูกฝังการเคารพกฎหมาย

ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ รวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)

      ด้านนายหลี่จงหาว สมาชิกสภาเทศบาลอีกคนระบุเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ตรวจเยี่ยมแรงงานต่างชาติของกองแรงงาน นครเถาหยวนมีเพียง 54 คน โดยแต่ละคนต้องรับผิดชอบตรวจสอบสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ของแรงงานสูงถึง 2,500 คน ทำให้ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง

      แม้กำลังเจ้าหน้าที่จะไม่เพียงพอ แต่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังและต่อเนื่อง อย่างสถานีตำรวจจงลี่เดินหน้าปฏิบัติการตรวจสอบ โดยมุ่งเป้าไปยังสถานที่รวมตัวของแรงงานต่างชาติ ทั้งร้านอาหารและสถานบันเทิงต่าง ๆ ผลการปฏิบัติการระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 6 เมษายน พบคดีรวมทั้งสิ้น 134 คดี ผู้ต้องหา 112 คน ประกอบด้วย แรงงานที่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นผิดกฎหมายและแรงงานที่หนีคดี มากที่สุด 55 คดี 35 คน คดีฉ้อโกง 34 คดี 33 คน คดียาเสพติด 26 คดี 26 คน (รวมคดีจำหน่ายยาเสพติดประเภท 2 จำนวน 3 คดี 4 คน) คดีเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ 10 คดี 9 คน คดีลักทรัพย์ 8 คดี 6 คน และคดีอื่น ๆ อีก 3 คดี 3 คน

ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ รวบ 112 รายใน 1 สัปดาห์ (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)

      นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 5 เมษายน 2568 เฉพาะที่เขตจงลี่ เจ้าหน้าที่จับกุมแรงงานผิดกฎหมายได้แล้ว 124 คน พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวที่พำนักเกินกำหนดวีซ่าอีก 56 คน

      ในคืนวันที่ 5 เมษายน เวลา 22.30 น. เกิดเหตุแรงงานไทย 3 คน ซึ่งเดิมเป็นเพื่อนกัน ทะเลาะและยื้อยุดกันหน้าสถานีรถไฟจงลี่ บริเวณสี่แยกถนนจงเหอ-หยวนฮั่ว เจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติการในพื้นที่พอดีเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที และเกรงว่าจะเกิดเหตุบานปลาย จึงนำตัวทั้งสามกลับโรงพักและแจ้งให้นายจ้างมารับกลับไปยังโรงงาน

เกิดเหตุแรงงานไทย 3 คน ทะเลาะและยื้อยุดกันหน้าสถานีรถไฟจงลี่ เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ทันที และนำกลับโรงพัก แจ้งให้นายจ้างมารับกลับไปยังโรงงาน (ภาพจาก FB @Yui Boonsaard)

      ตำรวจจงลี่ย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายยึดหลักความเสมอภาค โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือสถานะใด หากมีพฤติกรรมที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมหรือเข้าข่ายผิดกฎหมาย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือให้ดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีสติ รวมทั้งควบคุมพฤติกรรมของตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดโดยไม่ตั้งใจ

ตำรวจจงลี่ตรวจเข้มร้านอาหารและสถานบันเทิงในพื้นที่ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยเคารพกฎหมาย (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)

      ขอฝากเตือนแรงงานไทยทุกคน ปฏิบัติตามกฎหมาย หลีกเลี่ยงยาเสพติด การพนัน และการทำงานผิดประเภท และพกบัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) ติดตัวทุกครั้งที่ออกนอกสถานที่ เพื่อให้สามารถแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันทีเมื่อมีการตรวจสอบ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตนเองและหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น

3. อุปสรรคและความล่าช้าในการนำเข้าแรงงานอินเดียมายังไต้หวัน หลังลงนาม MOU กว่า 2 ปี ยังไร้ความคืบหน้า

      แม้ไต้หวันและอินเดียจะได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดช่องทางให้แรงงานอินเดียเข้ามาทำงานในภาคการผลิตและภาคการก่อสร้างของไต้หวัน อันเป็นการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และนับเป็นการเพิ่มประเทศผู้ส่งออกแรงงานรายใหม่ในรอบ 23 ปี แต่จนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านมากว่า 2 ปี และมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานถึง 3 ครั้ง โครงการดังกล่าวกลับยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

      จากบันทึกการประชุมด้านแรงงานระหว่างไต้หวันและอินเดียที่จัดขึ้นรวม 4 ครั้ง ระบุว่าแผนในระยะเริ่มต้นคือการเปิดรับแรงงานในภาคการผลิตในรูปแบบโครงการนำร่องขนาดเล็ก พร้อมพิจารณาขยายผลไปยังภาคการก่อสร้าง รวมถึงการทดลองนำเข้าผู้อนุบาลในครัวเรือน ในการประชุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ได้มีการกำหนดเป้าหมายนำเข้าแรงงานภาคการผลิตจำนวน 1,000 คน และตั้งเป้าให้การจ้างงานโดยตรงคิดเป็นร้อยละ 5 ต่อมาในการประชุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 แม้จะมีการบรรลุข้อตกลงกับรัฐมิโซรัมของอินเดียเพื่อนำเข้าแรงงานภาคการผลิต ทว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการระบุจำนวนแรงงานหรือกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนแต่อย่างใด นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนปัจจุบัน ได้ชี้แจงว่าโครงการนี้อยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดเชิงปฏิบัติ พร้อมยืนยันว่าเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลจะผลักดันให้เกิดผลสำเร็จในไม่ช้านี้

หลังลงนาม MOU กว่า 2 ปี กระทรวงแรงงานประกาศแรงงานอินเดียชุดแรกจะสามารถเดินทางมายังไต้หวันได้ภายในปีนี้ (ภาพจาก LTN) 

      ในด้านของสื่อมวลชนอินเดีย สำนักข่าวชั้นนำอย่าง The Times of India และ The Wire ได้ให้ความสนใจต่ออุปสรรคในการส่งออกแรงงานมายังไต้หวัน โดยมุ่งเน้นไปที่บรรยากาศทางสังคมและเสถียรภาพของนโยบาย รายงานระบุว่าประเด็นเกี่ยวกับสีผิวและพฤติกรรมการบริโภค ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไต้หวันเคยกล่าวถึงจนต้องออกมาขอโทษในภายหลังนั้น เป็นเรื่องที่ชาวอินเดียให้ความสำคัญและอ่อนไหวอย่างยิ่ง นอกจากนี้ กระแสการประท้วงต่อต้านแรงงานอินเดียในไต้หวัน ความคิดเห็นเชิงลบบนโลกออนไลน์ ตลอดจนนโยบายที่ขาดความต่อเนื่องและตารางเวลาที่ไม่แน่ชัด ล้วนเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นในการดำเนินความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย

แม้ไต้หวันและอินเดียจะได้ลงนาม MOU มาแล้ว 2 ปี เพื่อเปิดทางให้แรงงานอินเดียเข้ามาทำงานในไต้หวัน  แต่ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

      นายหวงเก่าเจี๋ย อดีตประธานสหพันธ์การจัดหางานของไต้หวันได้วิเคราะห์ว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพของแหล่งแรงงาน หากแต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบ โดยสามารถสรุปอุปสรรคสำคัญได้ 3 ประการ ดังนี้

      - รูปแบบการจัดส่งในระบบรัฐต่อรัฐมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ ไต้หวันให้ความสำคัญกับการจ้างงานในรูปแบบรัฐต่อรัฐ แต่อินเดียมองการส่งออกแรงงานในฐานะกลไกทางตลาด และไม่มีหน่วยงานกลางที่สามารถดำเนินการได้แบบเบ็ดเสร็จเหมือนไต้หวัน การบังคับใช้ระบบจ้างตรงจึงขัดแย้งกับความเป็นจริงของอินเดีย ซึ่งดำเนินการผ่านบริษัทจัดหางานเอกชนเป็นหลัก

      - ต้นทุนการคัดเลือกและการบริหารจัดการแรงงานสูงเป็นอุปสรรคสำคัญ การนำเข้าแรงงานจากอินเดียจำเป็นต้องมีการจัดตั้งสำนักงานในพื้นที่ พร้อมการรับสมัคร คัดเลือกและบริหารแรงงานที่เป็นระบบแบบแผน ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้าแรงงานจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น อินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่และโครงสร้างประชากรที่หลากหลาย ทำให้การคัดเลือกแรงงานที่เหมาะสมกับงานก่อสร้างหรืองานระดับปฏิบัติการต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล จนบริษัทจัดหางานส่วนใหญ่ไม่กล้าแบกรับความเสี่ยงในการลงทุน

      - ความเสี่ยงจากการที่แรงงานหลบหนีกลายเป็นแรงงานนอกระบบมีระดับสูง เนื่องจากนายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเริ่มต้น รวมถึงค่าตั๋วโดยสารเครื่องบิน หากแรงงานเดินทางมาถึงแล้วหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย นายจ้างจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก อีกทั้งยังอาจนำไปสู่การขยายตัวของตลาดแรงงานผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลดังกล่าวแพร่กระจายผ่านเครือข่ายชุมชนแรงงานชาติเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว

กลุ่มประชาสัมคมชุมนุมประท้วงคัดค้านการนำเข้าแรงงานอินเดีย (ภาพจาก taisounds-com)

      ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะว่า แรงงานอินเดียอาจมีความเหมาะสมกับอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะเฉพาะทางและความสามารถด้านภาษา เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มากกว่างานก่อสร้างที่ต้องอาศัยแรงงานหนัก ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำว่าบทบาทของบริษัทจัดหางานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการคัดเลือกและบริหารจัดการแรงงาน หากภาครัฐดำเนินการเพียงลำพังโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน อาจส่งผลให้การดำเนินงานขาดประสิทธิภาพและไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันการณ์ พร้อมกันนี้ยังได้เตือนว่า หากรัฐบาลยังคงยึดมั่นในนโยบายที่อุดมคติจนเกินไป โดยไม่ร่วมมือกับภาคเอกชนและละเลยกลไกของตลาด นโยบายการนำเข้าแรงงานอินเดียอาจไม่สามารถบรรลุผลได้ในทางปฏิบัติ หรืออาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาแรงงานผิดกฎหมายและความยุ่งยากในการบริหารจัดการในอนาคตได้

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解