สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้มาเริ่มกันที่ประเด็นแรกกับสถิติของกระทรวงคมนาคมไต้หวันเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนรวม 2,858 ราย ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้า 92 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 3.1 แต่กระนั้นตัวเลขนี้ก็ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะลดลงให้ได้ร้อยละ 7 ต่อปี ซึ่งกระทรวงคมนาคมออกมายอมรับว่า การปรับปรุงความปลอดภัยบนท้องถนนในปัจจุบันยังคงห่างไกลจากเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมวิเคราะห์ว่า กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้สูงอายุ มีสัดส่วนการเสียชีวิตสูงที่สุด โดยลักษณะของอุบัติเหตุที่รุนแรงมักเป็นการล้มเองหรือชนเอง นอกจากนี้ปัญหาการขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตยังมีแนวโน้มที่แย่ลง ดังนั้นในปีนี้ทางกระทรวงฯ จะเร่งวางกลยุทธ์เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยในกลุ่มเสี่ยงสำคัญเหล่านี้ต่อไป

ทั้งนี้หลังจากที่มีการแก้กฎหมายให้เข้มงวดขึ้น ก็พบว่ามีสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนในปีที่ผ่านมาดังนี้ ตำรวจได้ออกใบสั่งคดีทำผิดกฎจราจรรวมทั้งสิ้น 16,319,546 คดีโดยที่พบมากที่สุดคือ คดีจอดรถผิดกฎจราจรซึ่งมีจำนวนสูงถึง 4,363,346 คดี รองลงมาคือคดีขับขี่เร็วเกินกำหนด 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป มีจำนวน 2,640,000 กว่าคดี และคดีเลี้ยวผิดกฏจราจร 2,220,000 กว่าคดี โดยประเภทยานยนต์ที่ทำผิดกฏจราจรมากที่สุดคือ รถยนต์ 58% รองลงมาคือรถจักรยานยนต์ 40% นอกจากคดีจอดรถผิดกฏจราจรที่พบมากที่สุดแล้ว คดีที่ผู้ขับรถยนต์ทำผิดมากที่สุดคือการขับรถเร็วเกินกำหนด ส่วนผู้ขับขี่จักรยานยนต์คือการฝ่าไฟแดง

นอกจากนี้ เพื่อความปลอดภัยของคนเดินเท้า การออกใบสั่งคดีไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของตำรวจในปีที่ผ่านมา ก็พบว่ามีการออกใบสั่งสูงถึง 126,000 คดีเทียบกับปี พ.ศ. 2567 เพิ่มขึ้น 15% ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ 50,000 กว่าคดี และรถจักรยานยนต์ 70,000 กว่าคดี
ส่วนกรณีเมาแล้วขับในปีที่ผ่านมา พบว่า มีการจับกุมทั้งหมด 44,208 คดี ซึ่งเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2567 ลดลง 4,062 ราย โดยสาเหตุหลักที่ทำให้มีผู้กระทำผิดลดลงคือการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 185 วรรค 3 ที่บังคับใช้ระบบรับผิดชอบร่วมกันหรือการลงโทษผู้โดยสารที่นั่งมากับคนขับที่ดื่มสุราด้วย

ประเด็นที่สองเกี่ยวข้องกับวิธีการจัดการอัฐิและอังคารหลังการฌาปนกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในไต้หวัน เนื่องจากปัจจุบันจำนวนประชากรในไต้หวันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรต่างๆ จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รัฐบาลไต้หวันจึงส่งเสริมวิธีจัดการศพแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คือ จะไม่มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร และไม่นำอัฐิไปเก็บไว้ในเจดีย์เก็บอัฐิ ซึ่งการจัดการศพแบบรักษ์โลกนี้จะไม่มีการตั้งป้ายหลุมศพ และไม่ระบุชื่อผู้เสียชีวิต แต่จะใช้ความคิดถึงเป็นสิ่งแทนการรำลึกถึงคนที่จากไป โดยปัจจุบันไต้หวันมีการจัดการอยู่ 4 แบบ ประกอบด้วย
1. การฝังใต้ต้นไม้ / การฝังในสวนดอกไม้ (樹葬、花葬): เป็นวิธีฝังดินภายในสุสาน โดยนำอัฐิไปฝังลงในหลุม แล้วปลูกต้นกล้าดอกไม้หรือต้นไม้ไว้ด้านบน หรือฝังอัฐิบริเวณรอบ ๆ โคนต้นไม้
2. การโปรยอัฐิ (灑葬): เป็นวิธีที่ทำภายในสุสานเช่นกัน โดยการโปรยหรือฝังอัฐิ โดยไม่ตั้งป้ายหลุมศพ ไม่สร้างสุสาน และไม่บันทึกชื่อผู้เสียชีวิต เพื่อให้อัฐิกลับคืนสู่ผืนดิน กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และหมุนเวียนอย่างยั่งยืนในโลกนี้

3. การฝังร่วมพื้นที่สีเขียว (植存): เป็นการโปรยหรือฝังอัฐิในพื้นที่สีเขียวที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งแตกต่างจากการโปรยอัฐิตรงสถานที่ (อยู่นอกสุสาน) โดยต้องเป็นจุดที่รัฐบาลกำหนดอย่างเป็นทางการ เช่น พื้นที่เฉพาะบางแห่งของรัฐบาลท้องถิ่น เป็นต้น
4. การลอยอัฐิในทะเล (海葬): หลังการเผาศพ จะนำอัฐิมาบดให้เป็นผงละเอียด จากนั้นบรรจุในภาชนะที่ไม่เป็นพิษและย่อยสลายได้ทางธรรมชาติ แล้วนำไปโปรยในพื้นที่ทะเลที่รัฐบาลกำหนดไว้ เพื่อให้คืนสู่ธรรมชาติ

ทั้งนี้แต่ละนครและเมืองมีการส่งเสริมการจัดการศพแบบนี้พร้อมเงินสนับสนุนที่แตกต่างกัน บางแห่งรัฐออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด และยังมีเงินอุดหนุนพิเศษเพิ่มเติมให้อีกด้วย ดังนั้นจากสถิติของกระทรวงมหาดไทยไต้หวันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า สัดส่วนของการจัดการศพแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับจำนวนการฝังและการเก็บอัฐิโดยรวม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2567 มีจำนวนทั้งสิ้น 30,006 เคส เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2555 ที่มีจำนวน 9,156 เคส ถึง 20,850 เคส หรือประมาณ 3.3 เท่า หากคิดเป็นเปอร์เซนต์ก็คือ +227.7% แบ่งเป็นจัดการนอกเขตสุสาน มี 1,794 เคส (เช่น สวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวเฉพาะ 1,477 กรณี และในทะเล 317 กรณี) เพิ่มขึ้น 842 กรณี (คิดเป็น +88.4%) จากปี 2555 และการจัดการภายในสุสาน (ส่วนใหญ่เป็นการฝังใต้ต้นไม้) มี 28,212 กรณี เพิ่มขึ้น 20,008 กรณี (คิดเป็น+243.9%)
