เนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ไทย หรือ “สงกรานต์” บันทึกชีวิตในไต้หวันสัปดาห์ จึงขอนำเอากิจกรรมเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยที่ไต้หวันจัดขึ้น มาแบ่งปันสู่เพื่อนผู้ฟังค่ะ เรื่องราวในวันนี้ เป็นเรื่องราวคุณพิมพ์มาดา ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวไทย ที่เป็นวิทยากรไปเผยแพร่วัฒนธรรมไทยเนื่องในวันสงกรานต์ ในกิจกรรมอบรมและให้ความรู้ครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ไม่เพียงแบ่งปันประสบการณ์การปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในต่างแดน แต่ยังแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จะอยู่ไกลบ้าน เราก็สามารถเผยแพร่และรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเองได้ และร่วมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่หลากหลายกับคนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดสังคมแห่งความเป็นมิตรต่อผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่แท้จริง
เมื่อไม่นานมานี้ ศูนย์บริการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประจำนครไถหนาน ได้จัดกิจกรรมอบรมและให้ความรู้ครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ เนื่องจากประจวบเหมาะกับเข้าใกล้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ไทย จึงได้เชิญคุณพิมพ์มาดา จาง (張喜緣) ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากเมืองไทย มาเป็นวิทยากรแบ่งปันเรื่องราวของสงกรานต์ไทย ให้ครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เพิ่งมาไต้หวัน ได้สัมผัสถึงบรรยากาศแห่งเทศกาลที่อบอุ่น นอกจากนี้ คุณพิมพ์มาดายังได้สอนทุกคนทำลาบไก่ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองต้อนรับวันสงกรานต์ที่มาเยือน

เพื่อนผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ทำลาบไก่ด้วยกัน บรรยากาศสนุกสนา (ภาพจาก สตม.ไต้หวัน)
คุณพิมพ์มาดา ได้เล่าถึงที่มาของวันสงกรานต์ ซึ่งเปรียบเหมือนวันปีใหม่ไทย โดยในช่วงเวลานี้ ชาวไทยที่ไปทำงานไกลต่างแดน จะเดินทางกลับบ้าน เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญนี้กับครอบครัว ส่วนผู้คนที่ทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ ก็จะใช้โอกาสในช่วงเทศกาลสงกรานต์ มารวมตัวกันเพื่อกินข้าวเฉลิมฉลองและสืบสานวัฒนธรรมบ้านเกิดของตนไปในตัว ซึ่งคุณพิมพ์มาดาได้อธิบายว่า คำว่า “สงกรานต์” มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึง “การเคลื่อนผ่าน” หรือ “การก้าวข้าม” สื่อถึงการที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีใหม่ของปี ในช่วงนี้ ผู้คนจะสาดน้ำใส่กัน ซึ่งมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นการชำระล้างสิ่งไม่ดีและต้อนรับสิ่งใหม่ รวมถึงการขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีพิธีสำคัญที่เรียกว่า “พิธีรดน้ำดำหัว” โดยผู้น้อยจะรดน้ำสะอาดลงบนมือของผู้ใหญ่ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณ และอวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าด้านจริยธรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ คุณพิมพ์มาดายังเผยว่า ในประเพณีปีใหม่ไทย การรับประทาน “ลาบ” ยังเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภและความเป็นสิริมงคล เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในงานได้ยินความหมายของ “ลาบ” ที่เป็นอาหาร ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่าลาภ ที่หมายถึงโชคลาภ ทุกคนก็ต่างก็พากันพับแขนเสื้อ ลงมือทำ “ข้าวเหนียวลาบไก่” ด้วยตนเอง ระหว่างการเตรียมวัตถุดิบ ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากประเทศต่างๆที่มาร่วมกิจกรรมต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนาน จากนั้นก็นำไก่ที่ลวกสุกใหม่ ๆ มาคลุกเคล้ากับผักชี มะนาว และใบสะระแหน่ จากนั้นใช้ครกและสากตำข้าวคั่วให้ละเอียด โรยลงบนจาน ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งห้อง พูดแล้วก็หิวขึ้นมาทันทีเลยล่ะค่ะ
คุณพิมพ์มาดา เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวไทยที่มาจากกรุงเทพ นอกจากเป็นวิทยากรในวันนี้แล้ว เธอยังมักไปออกรายการต่าง ๆ ของช่องทีวีไต้หวัน เพื่อเผยแพร่วัฒนกรรมการรำนาฏศิลป์ไทยอยู่เสมอ ท่ารำที่สวยงาม อ่อนช้อย สะกดคนดูได้ทุกเมื่อ คุณพิมพ์มาดาเริ่มเรียนรำตั้งแต่อายุ 7 ขวบ หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เธอก็ได้ไปแสดงตามเมืองใหญ่ต่าง ๆ ภายหลังพบรักกับหนุ่มชาวไต้หวัน จึงย้ายมาอยู่ไต้หวันและกลายเป็นสะไภ้ไต้หวัน เดิมทีช่วงมาอยู่ไต้หวันใหม่ ๆ เธอทำงานเป็นล่ามแปลภาษา แต่เธอกลับรู้สึกว่า ชีวิตที่ไม่ได้ร่ายรำ เมื่อขาดจิตวิญญาณบางอย่างไป จนกระทั่งเมื่อ 4 ปีก่อน เธอได้มีโอกาสกลับมาสู่วงการการแสดงนาฏศิลป์ไทยอีกครั้งผ่านการแสดงบนเวทีต่างๆในไต้หวัน แม้แต่จางไท่หลัง(張太郎) สามีของเธอที่ต้องการสนับสนุนความชอบของภรรยา จึงเริ่มฝึกรำไทยกับภรรยา ซึ่งสองสามีภรรยาคู่นี้ ยังได้ไปเข้าร่วมประกวดการแสดงวัฒนธรรมผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในหลายๆเวทีของไต้หวัน พวกเขาใช้การรำนาฏศิลป์ไทย ผูกมิตรกับชาวไต้หวัน นอกจากเผยแพร่วัฒนธรรมไทยแล้ว ยังช่วยให้ไต้หวันเกิดพื้นที่แห่งวัฒนธรรมที่หลากหลายยิ่งขึ้นอีกด้วย

คุณพิมพ์มาดา และสามี ร่วมสืบสานศิลปะวัฒนธรรมไทย (ภาพจากเฟซบุ๊ก 喜緣泰國藝術文化 )
ซึ่งต้องบอกเลยว่า คุณจางไท่หลัง สามีของคุณพิมพ์มาดา รำได้สวยงามมากทีเดียว หากไม่บอกว่าเป็นชาวไต้หวันที่เพิ่งรำ คนทั่วไปคงมองไม่ออกจริงๆ เรียกได้ว่า แม้แต่ชายไทยบางคน อาจรำสู้คุณจางไท่หลังไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่มันก็ทำให้เราชาวไทยรู้สึกภูมิใจที่ได้เห็นชาวไต้หวันหลงรักและร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันสวยงามของเรา
คุณจางไท่หลัง สามีของคุณพิมพ์มาดา เคยให้สัมภาษณ์ว่า ขอเพียงแค่ภรรยาได้มีโอกาสทำงานอดิเรกที่ชอบก็เพียงพอแล้ว งานประจำจะทำงานอะไรก็ไม่สำคัญ เพราะงานประจำที่ทำก็เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่งานอดิเรกเป็นดั่งจิตวิญญาณของคนๆหนึ่ง สิ่งสำคัญไปกว่านั้น มนุษย์บางคนอาจไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองชื่นชอบอะไร แต่หากค้นพบความชอบของตัวเอง มีงานอดิเรกเป็นของตนเอง ก็สมควรที่จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ คุณจางไท่หลังถึงให้การสนับสนุนภรรยาในการทำงานอดิเรกของตน และหากงานไหนที่ต้องการเชิญพวกเขาไปทำงานแสดง พวกเขาก็ยินดีที่จะไปร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง
คุณพิมพ์มาดาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ไม่ว่าเราจะอาศัยอยู่ในเมืองไหน พวกเราควรปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของเมืองนั้นๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็อย่าลืมตัวตนและวัฒนธรรมของตนเอง เราต้องมีความมั่นใจและภูมิใจในวัฒนธรรมแม่ของเรา และไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน จะเจอปัญหาอะไรก็ตาม ขอให้เราทำใจให้สบายๆ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
กลับมายังกิจกรรมอบรมและให้ความรู้ครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ คุณไล่ซู่อี๋ (賴淑怡) ผู้อำนวยการศูนย์บริการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประจำนครไถหนาน กล่าวว่า การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมผ่านอาหารและเทศกาลต่างๆ ไม่เพียงช่วยบรรเทาความคิดถึงบ้านของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ แต่ยังช่วยส่งเสริมบรรยากาศที่เป็นมิตรอีกด้วย พร้อมทั้งหวังว่าชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากแดนไกลทุกคน จะสามารถลงหลักปักฐานในไต้หวัน และร่วมกันเขียนเรื่องราวชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยสีสันและคุณค่าของตนเองอย่างงดงาม

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน สาขาไถหนาน จัดกิจกรรมอบรมและให้ความรู้ครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ (ภาพจาก สตม.ไต้หวัน)
นอกจากนี้ คุณไล่สูอี๋ ยังได้ประชาสัมพันธ์ บัญชี LINE ทางการของเว็บไซต์การพัฒนาปลูกฝังความสามารถของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ หรือ 新住民發展資訊培力網 (https://ifi.immigration.gov.tw/) ชื่อบัญชีว่า “@ifitw” โดยหน่วยงานนี้มีขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารหลากหลายที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาด้านการใช้ชีวิต การพัฒนาทักษะและการจ้างงาน การศึกษาและวัฒนธรรม การบริการทางการแพทย์ และการให้ความรู้ด้านกฎหมาย ขอเชิญชวนผู้ตั้งถิ่นฐาใหม่แอดไลน์ เพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ และช่วยให้คุณได้รักษาสิทธิประโยชน์ของการใช้ชีวิตในไต้หวันที่พึงมี