ไต้หวันดันค่าหมอสูติฯ 3 เท่า รับมือเด็กเกิดน้อย เสี่ยงขาดแพทย์ทำคลอด
ภาวะเด็กเกิดน้อยที่ไต้หวันกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติที่ลดลงเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อรากฐานของระบบสาธารณสุขอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในสาขาสูติศาสตร์ซึ่งถือเป็นด่านหน้าและจุดเริ่มต้นของชีวิตคนในชาติ เพราะหากไม่มีการเกิดใหม่ ระบบการแพทย์ทั้งระบบก็จะขาดฐานผู้รับบริการในอนาคตตามไปด้วย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คุณสือฉงเหลียง (石崇良) เปิดเผยในการประชุมวิชาการทางการแพทย์ล่าสุดว่า รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรฐานค่าตอบแทนการทำคลอดให้แก่สูตินรีแพทย์ โดยคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2–3 เท่า พร้อมกำหนดอัตราพิเศษตามความทุรกันดารและความขาดแคลนของพื้นที่ มาตรการเชิงรุกนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อธำรงไว้ซึ่งประสิทธิภาพของระบบสูติกรรมทั่วประเทศ และยับยั้งวิกฤตการณ์การขาดแคลนแพทย์ทำคลอดไม่ให้ลุกลามจนเกินควบคุม
ทั้งนี้ทางสมาคมสูตินรีเวชแห่งไต้หวันจัดประชุมประจำปีและการประชุมวิชาการในวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเลขาธิการรสมาคมสูติ-นรีแพทย์ไต้หวัน(台灣婦產科醫學會)คุณหวงเจี้ยนเพ่ย (黃建霈) ระบุว่า นโยบายดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการแต่ทิศทางค่อนข้างชัดเจนแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาความรุนแรงของปัญหานี้เห็นได้ชัดจากจำนวนทารกแรกเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมปีละกว่า 130,000 คน เหลือเพียง 108,000 คน และมีแนวโน้มต่ำกว่า 90,000 คนในปีนี้ การลดลงเกือบครึ่งในเวลาเพียง 2 ปี ส่งผลโดยตรงให้จำนวนเคสทำคลอดลดลงอย่างมาก
สถานการณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือนโดมิโนที่เริ่มล้มจากฐานราก เมื่อจำนวนการเกิดดิ่งลงอย่างรวดเร็ว สถานพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับการคลอดกว่า 200 แห่งทั่วประเทศจึงต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนจนต้องปิดตัวลงไปแล้วถึง 23 แห่ง หรือคิดเป็น 10% ภายในปีเดียว คุณหวงเจี้ยนเพ่ยชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่น่ากังวลยิ่งกว่าการปิดตัวคือ การกลับมาเปิดใหม่แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องใช้ทั้งเงินลงทุนสูงและความเชื่อมั่นจากประชาชน ซึ่งหากโครงสร้างพื้นฐานหายไปแล้ว การฟื้นฟูจะยากมาก วิกฤตนี้ยังนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือห่างไกล ที่กำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า“ทะเลทรายทางการแพทย์”กล่าวคือไม่มีสถานพยาบาลให้บริการทำคลอดเลย คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องเดินทางไกลหลายชั่วโมงเพื่อฝากครรภ์หรือคลอดบุตร ซึ่งจะเพิ่มทั้งความเสี่ยงและค่าใช้จ่าย
ในมุมของสังคม ปัญหานี้ยังสร้างวงจรซ้ำเติมคือ ยิ่งเข้าถึงบริการยาก คนก็ยิ่งไม่อยากมีลูก และเมื่อคนไม่อยากมีลูก จำนวนเด็กก็ยิ่งลดลง กลายเป็นวงจรที่ทำให้ปัญหาหนักขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้วงการแพทย์ได้วิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงต้นตอของวิกฤตนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักไม่ได้มีเพียงแค่เด็กเกิดน้อยลงเท่านั้น แต่คือภาวะ “จำนวนเคสลดลงอย่างน่าใจหาย ในขณะที่ค่าตอบแทนยังถูกแช่แข็ง” ซึ่งสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบการจัดการของสถานพยาบาล เมื่อจำนวนการคลอดลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง รายได้ที่เคยนำมาจุนเจือค่าใช้จ่ายประจำ ทั้งเงินเดือนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การบำรุงรักษาอุปกรณ์ทำคลอดที่ทันสมัย และการรักษามาตรฐานความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเริ่มไม่สมดุลกับรายจ่าย
สถานการณ์นี้ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ “สมองไหล” ในวงการสูติเวชอย่างรุนแรง แพทย์จำนวนมากเริ่มทนแบกรับความเสี่ยงและความเหนื่อยล้าไม่ไหว จึงตัดสินใจลาออกหรือเบนเข็มไปทำสาขาอื่นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าแต่รายได้สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด เช่น เวชกรรมความงาม ซึ่งไม่ต้องสแตนบายรอทำคลอดกลางดึกและมีภาระทางกฎหมายน้อยกว่ามาก โดยทางสมาคมฯ ยืนยันว่าในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ การปรับเพิ่มค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยแค่ 10% หรือ 20% นั้นแทบจะไม่มีความหมายและไม่สามารถหยุดยั้งการล่มสลายของระบบได้เลย
หากลองมองไปที่เพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จะพบภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนว่า ค่าตอบแทนการทำคลอดของไต้หวันนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามากมาเป็นเวลานาน โดยเฉลี่ยแล้วแพทย์ไต้หวันได้รับค่าตอบแทนเพียง “หนึ่งในสาม” ของสิ่งที่แพทย์ในประเทศเหล่านี้ได้รับเท่านั้น ทั้งที่ทุกประเทศต่างก็เผชิญกับพายุเด็กเกิดน้อยเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ รัฐบาลญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้ตัดสินใจอัดฉีดงบประมาณและปรับเพิ่มค่าตอบแทนการทำคลอดอย่างมหาศาลเพื่อรักษาระบบสูติกรรมให้คงอยู่ ซึ่งในปัจจุบันเกาหลีใต้เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวเบื้องต้นแล้วจากการที่แพทย์ยอมกลับเข้าสู่ระบบมากขึ้น
ดังนั้นการที่รัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของคุณสือฉงเหลียง เล็งเห็นความจำเป็นในการปรับเพิ่มค่าตอบแทนขึ้นถึง 2–3 เท่า จึงถือเป็นการถอดบทเรียนจากต่างประเทศและเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด เพราะหากเราไม่สามารถรักษา "คนทำคลอด" เอาไว้ได้ แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านอื่นจะก้าวหน้าไปไกลเพียงใด แต่หากขาดรากฐานที่แข็งแกร่งอย่างสูติศาสตร์ ระบบสาธารณสุขทั้งหมดก็อาจจะพังทลายลงในที่สุด เนื่องจากสูติกรรมคือจุดเริ่มต้นแรกสุดที่หล่อเลี้ยงชีวิตใหม่ให้แก่สังคมนั่นเอง
นอกเหนือจากวิกฤตจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงแล้ว ปัญหาที่ทวีความรุนแรงและน่ากังวลยิ่งกว่าคือ "ช่องว่างด้านบุคลากร" ที่กำลังขยายกว้างขึ้นจนน่าตกใจ ข้อมูลจากคุณหวงเจี้ยนเพ่ยระบุว่า ในแต่ละปีไต้หวันมีแพทย์ประจำบ้านที่เลือกเข้าฝึกอบรมในสาขาสูตินรีเวชเพียงประมาณ 70 คนเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าสะใจคือมีเพียงประมาณ 60–70% ของคนกลุ่มนี้ที่ยังคงตัดสินใจทำงานในสายงานเดิมต่อจนจบ ซึ่งถือเป็นอัตราการลาออกหรือเปลี่ยนสายงานที่รุนแรงยิ่งกว่าสาขากุมารเวชเสียอีก ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมการทำงานในปัจจุบันขาดแรงจูงใจอย่างหนัก จนแพทย์รุ่นใหม่มองไม่เห็นอนาคตในวิชาชีพนี้
วงการแพทย์ต่างวิตกกังวลว่า หากรัฐบาลยังนิ่งเฉยและปล่อยให้ขาดมาตรการจูงใจที่เป็นรูปธรรมเช่นนี้ต่อไป ภายในอีก 10 ปีข้างหน้าเราอาจแทบไม่เห็นภาพแพทย์สูติฯ รุ่นใหม่ก้าวเข้ามาในระบบเลย และในอีก 20 ปี ไต้หวันอาจต้องเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนบุคลากรขั้นรุนแรงจนถึงจุดที่ระบบสาธารณสุขล่มสลาย และอาจมีความจำเป็นต้อง "พึ่งพาแพทย์จากต่างชาติ" เข้ามาทำหน้าที่ดูแลการคลอดให้คนในชาติแทน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ นโยบายใหม่ของกระทรวงสาธารณสุขภายใต้การนำของคุณสือฉงเหลียง จึงไม่ได้เน้นเพียงแค่การเพิ่มเงินเดือนแบบเหมาเข่ง แต่มีการออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่ โดยจะพิจารณาปรับค่าตอบแทนเป็นพิเศษสำหรับแพทย์ที่ปฏิบัติงานใน "พื้นที่ชนบทและพื้นที่ขาดแคลนทรัพยากร" เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังคงประจำอยู่ในท้องถิ่น พร้อมทั้งเชื่อมโยงระบบสนับสนุนจากศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ให้เข้ามาช่วยพยุงการทำงานในพื้นที่ห่างไกล มาตรการนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรักษา "เครือข่ายบริการสูติกรรมพื้นฐาน" เอาไว้ให้ได้ และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ "ทะเลทรายทางการแพทย์" ที่ลุกลามจนไม่มีหมอทำคลอดเหลืออยู่ในพื้นที่รอบนอก
คุณหวงเจี้ยนเป้ยเน้นย้ำทิ้งท้ายอย่างลึกซึ้งว่า หากเราไม่สามารถรักษาศักยภาพพื้นฐานของการทำคลอดเอาไว้ได้ ต่อให้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในสาขาอื่นจะก้าวล้ำนำสมัยไปเพียงใด ระบบสาธารณสุขนั้นก็จะไร้ซึ่งรากฐานที่มั่นคง เพราะ "สูติกรรมคือจุดเริ่มต้นของการแพทย์ทั้งหมด" และเป็นจุดสตาร์ทของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ เราจึงไม่ควรปล่อยให้วิชาชีพที่เป็นหัวใจสำคัญนี้ต้องสูญหายไปจากสังคมไต้หวันเพียงเพราะการขาดการสนับสนุนที่เพียงพอ (ที่มาภาพบน: WPN)

(ที่มา: 經濟日報)
สายการบินไต้หวันขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันทุกเส้นทาง เริ่ม 7 เม.ย.นี้
ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรง ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจการบิน ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งทั่วโลก รวมถึงสายการบินแห่งชาติของเราจำต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุด นายเฉินซื่อข่าย (陳世凱) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (交通部) ได้รายงานต่อคณะกรรมาธิการคมนาคมของสภานิติบัญญัติว่า แรงกดดันจากราคาน้ำมันอากาศยานที่พุ่งสูงขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ทำให้สำนักงานการบินพลเรือน (民航局) มีความจำเป็นต้องประกาศปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง โดยจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 7 เมษายนนี้เป็นต้นไป
สำหรับการปรับขึ้นในครั้งนี้จะแบ่งตามประเภทและระยะทางของเที่ยวบิน โดยเที่ยวบินภายในประเทศ (國內線) จะมีการปรับเพิ่มเฉลี่ยเที่ยวละ 97 เหรียญไต้หวัน อย่างไรก็ตามรัฐบาลเล็งเห็นถึงผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล จึงมีนโยบายให้กองทุนการบินพลเรือน (民航基金) เข้ามาแบกรับภาระส่วนต่างนี้แทนสำหรับผู้โดยสารในพื้นที่เกาะนอก เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่จำเป็น
ในส่วนของเที่ยวบินระหว่างประเทศ (國際線) นั้นมีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย เส้นทางระยะสั้น (短程航線) ซึ่งรวมถึงเส้นทางฮ่องกง จะปรับเพิ่มจากเดิม 17.5 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 45 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1,437 เหรียญไต้หวัน) ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 27.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อเที่ยว ขณะที่เส้นทางระยะไกล (長程航線) จะมีการปรับเพิ่มจาก 45.5 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 117 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 3,735 เหรียญไต้หวัน) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 71.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อเที่ยว
ทางด้านนางเหอซูผิง (何淑萍) ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือน ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ระบบการปรับราคาตั๋วเครื่องบินนั้นมีเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจน โดยอ้างอิงจากราคาน้ำมันอากาศยานที่ประกาศโดย บริษัทน้ำมัน CPC (中油) หากราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน ระบบจะทำการปรับราคาตั๋วเครื่องบินโดยอัตโนมัติตามกลไกที่วางไว้ เพื่อให้สายการบินสามารถประคองตัวผ่านวิกฤตต้นทุนพลังงานนี้ไปได้ ในขณะที่รัฐบาลจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อหามาตรการเยียวยาและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนต่อไป

(ที่มา: 經濟日報)