Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

สารานุกรมสุขภาพ 20 เม.ย. 69 : 1.โรคตับแข็ง ภัยเงียบที่ร้ายกว่าที่คิด 2.ไต้หวันพัฒนา“ระบบช่วยผ่าตัด” ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บต่ออวัยวะ

พัฒนาการของโรคตับ (จากบนสู่ล่าง) แรกสุดที่ตับยังปกติ สู่เริ่มเกิดพังผืดและกลายเป็นโรคตับแข็ง (ภาพจาก liver.org.tw)
พัฒนาการของโรคตับ (จากบนสู่ล่าง) แรกสุดที่ตับยังปกติ สู่เริ่มเกิดพังผืดและกลายเป็นโรคตับแข็ง (ภาพจาก liver.org.tw)

โรคตับแข็ง ภัยเงียบที่ร้ายกว่าที่คิด

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ขจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาเพื่อต่อสู้โรคติดเชื้อ ตลอดจนกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ออกจากเลือด นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว ตลอดจนสร้างน้ำดี ซึ่งทำหน้าที่ในการดูดซึมไขมันและวิตามินชนิดละลายในน้ำมัน อย่างไรก็ตาม โรคร้ายที่เกิดกับอวัยวะชนิดนี้มีหลายโรคด้วยกัน และ "ตับแข็ง" ที่คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกกว่า 25,000 คนต่อปี โดยอาการเมื่อก้าวเข้าสู่โรคตับแข็ง ตับอยู่ในสภาวะที่เกิดแผลเป็นขึ้นหลังจากที่มีการอักเสบหรืออันตรายต่อตับ และเมื่อเนื้อตับส่วนที่ดีถูกทำลายลงจากการอักเสบหรือสาเหตุอื่น ๆ เนื้อตับที่เหลือจะล้อมรอบ และทดแทนด้วยเนื้อเยื่อประเภทพังผืด ส่งผลให้เลือดที่ไหลผ่านตับถูกอุดกั้น ไหลไม่สะดวก และสมรรถภาพการทำงานลดลง อาการที่จะเกิดกับผู้ป่วยจึงอาจแบ่งได้เป็น อาการที่เกิดจากการทำงานของตับลดลงเช่น มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หากอาการมากขึ้นจะมีการสร้างโปรตีนลดลงทำให้เท้าบวม มีน้ำในช่องท้องเกิดท้องมาน อาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองเป็นดีซ่านได้ นอกจากนั้นอาจมีอาการจากผังผืดดึงรั้งในตับทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ เกิดเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารอาจมาด้วยอาเจียนเป็นเลือด ในรายที่เป็นมากอาจซึม หรือในระยะยาวอาจเกิดมะเร็งตับได้ 

โรคตับเรื้อรัง (เช่น ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสุขภาพของประชาชน ในไต้หวันมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับประมาณ 5,0007,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตจากตับแข็งและตับอักเสบเรื้อรังประมาณ 5,000 คนต่อปี ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มะเร็งตับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งติดอันดับ 12 มาโดยตลอด ดังนั้น โรคตับจึงถือได้ว่าเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในไต้หวัน ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงควรทำความเข้าใจและหาวิธีป้องกันเพื่อรักษาสุขภาพของเราและคนในครอบครัว

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ขจัดสารพิษออกจากเลือดอ อย่างไรก็ตาม โรคร้ายที่เกิดกับอวัยวะชนิดนี้มีหลายโรคด้วยกัน และ "ตับแข็ง" ที่คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกกว่า 25,000 คนต่อปี (ภาพจาก helloyishi.com.tw)

โรคตับแข็ง คืออะไร ?

โรคตับแข็ง (Cirrhosis) คือ ภาวะที่เนื้อตับปกติถูกทำลายลงอย่างช้า ๆ จากการอักเสบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน เมื่อเซลล์ตับถูกทำลาย ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นมาแทนที่ พังผืดเหล่านี้ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดในตับและทำให้โครงสร้างของตับผิดเพี้ยนไป เมื่อพังผืดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื้อตับจะแข็งและขรุขระ ส่งผลให้ตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ตั้งแต่การผลิตโปรตีน การกรองสารพิษ ไปจนถึงการสร้างสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงต่าง ๆ ตามมา

โรคตับแข็ง เกิดจากอะไรได้บ้าง ?

แม้ว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและเป็นเวลานานจะเป็นสาเหตุหลักที่คนส่วนใหญ่รู้จัก แต่โรคตับแข็งยังเกิดได้จากอีกหลายปัจจัย การทำความเข้าใจสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น

สาเหตุของโรคตับแข็ง

ดื่มสุราติดต่อกันเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี เพราะแอลกอฮอล์ในสุราจะทำให้เกิดความผิดปกติของการใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และเรื้อรังจนเป็นตับแข็ง ไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ของโรคตับแข็งทั่วโลก เชื้อไวรัสเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในตับและก่อให้เกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

โรคตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) ภาวะนี้มักพบในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือมีไขมันในเลือดสูง เมื่อไขมันสะสมในตับมากเกินไปจะนำไปสู่การอักเสบและกลายเป็นตับแข็งได้

สาเหตุอื่น ๆ ที่อาจพบได้

โรคทางพันธุกรรม บางโรคทำให้เกิดการสะสมของสารบางอย่างในตับมากผิดปกติ เช่น ภาวะธาตุเหล็กเกิน (Hemochromatosis) หรือภาวะทองแดงคั่งในร่างกาย (Wilson’s disease)

โรคของท่อน้ำดี การอุดตันหรือการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี เช่น โรคท่อน้ำดีตีบตันแต่กำเนิด อาจทำให้น้ำดีคั่งและสร้างความเสียหายแก่เซลล์ตับ

โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ในบางกรณี ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจทำงานผิดปกติและหันมาทำลายเซลล์ตับของตัวเอง ก่อให้เกิดโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune hepatitis)

การได้รับยาหรือสารพิษบางชนิด การใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานานหรือการสัมผัสกับสารเคมีที่เป็นพิษอาจเป็นอันตรายต่อตับได้

อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าเป็นโรคตับแข็ง ?

ในระยะแรกเริ่มของโรคตับแข็ง ผู้ป่วยอาจจะยังไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วยอยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้นและตับทำงานได้น้อยลง จะเริ่มมีสัญญาณเตือนต่าง ๆ ปรากฏขึ้น ซึ่งควรสังเกตและรีบไปพบแพทย์

ภาพแสดงการดำเนินของโรคตับแข็งและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายผู้ป่วย (ภาพจาก chgcancercenter.com)

อาการเริ่มต้นที่อาจพบได้

อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง

เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

มีอาการคลื่นไส้ หรือไม่สบายท้อง

อาการเมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้น

ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) เกิดจากการที่ตับไม่สามารถกำจัดสารบิลิรูบิน (สารสีเหลืองในเลือด) ออกจากร่างกายได้

ท้องมานและขาบวม เมื่อตับทำงานผิดปกติ ทำให้การสร้างโปรตีนอัลบูมินลดลงและเกิดความดันในหลอดเลือดดำของตับสูงขึ้น ส่งผลให้มีของเหลวรั่วออกมาสะสมในช่องท้องและส่วนล่างของร่างกาย เช่น ขา เท้า หรือข้อเท้า

ผิวหนังมีปัญหา อาจมีอาการคันตามตัว เกิดจ้ำเลือดหรือรอยช้ำได้ง่ายกว่าปกติ และอาจพบฝ่ามือแดงขึ้นผิดปกติ

อาการทางสมอง เมื่อตับไม่สามารถกำจัดสารพิษออกจากเลือดได้ สารพิษเหล่านี้จะถูกส่งไปยังสมอง ทำให้เกิดอาการสับสน มึนงง ซึมลง หรือพูดจาไม่ชัดเจน

เลือดออกง่าย ตับมีหน้าที่สร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เมื่อตับแข็งจึงอาจทำให้มีเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือเลือดกำเดาไหลง่าย

วิธีป้องกันตัวเองจากโรคตับแข็ง

 โรคตับแข็งเป็นโรคที่น่ากลัว แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

หลีกเลี่ยงหรือหยุดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นี่คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

กินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกกินผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ปลาหรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เพื่อช่วยบำรุงตับ

ควบคุมน้ำหนักตัว รักษาน้ำหนักและดัชนีมวลกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคตับคั่งไขมัน

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและควบคุมน้ำหนักได้ดี

การป้องกันปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

ป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ สามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมหรือเข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น และการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยใช้ถุงยางอนามัย

ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาทุกชนิดที่ใช้อยู่ ทั้งยาที่แพทย์สั่งและยาที่ซื้อเอง เพื่อหลีกเลี่ยงยาที่อาจมีผลเสียต่อตับ

ตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจการทำงานของตับเป็นประจำจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และได้รับการรักษาที่เหมาะสมก่อนที่โรคจะลุกลาม

โรคตับแข็ง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุอีกหลากหลายที่สามารถนำไปสู่ภาวะนี้ได้ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การดูแลสุขภาพโดยรวม การกินอาหารที่ดี การควบคุมน้ำหนัก และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องตับของคุณให้แข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไปอีกนาน หากคุณมีอาการที่น่าสงสัยหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและคำแนะนำที่ถูกต้อง เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยชะลอการดำเนินของโรคและลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนได้

ข้อควรปฏิบัติเมื่อท่านเป็นโรคตับแข็ง

       เลี่ยงปัจจัยต้นเหตุดังกล่าวแล้วและควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม โดยหากยังไม่มีภาวะตับวายสามารถรับประทานโปรตีนได้ในปริมาณปกติ ในรายที่ตับเสื่อมมากๆ การรับประทานโปรตีนมากเกินไปก็จะเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ทางที่ดีที่สุดควรรับประทานโปรตีนจากพืช เช่น นมถั่วเหลือง เป็นต้น ควรรับประทานอาหารบ่อยมื้อขึ้นเพื่อทำให้ร่างกายได้รับอาหารเพียงพอ รับประทานที่สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สุกโดยเฉพาะอาหารทะเล หลีกเลี่ยงอาหารที่ชื้นเช่น ถั่วปน พริกป่น อันเป็นแหล่งของสารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งส่งเสริมการเกิดมะเร็งตับ หากบวมควรจำกัดเกลือและของเค็ม ออกกำลังกายได้ตามสมควร ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อสุขภาพและพลานามัยที่สมบูรณ์ 

2.ไต้หวันพัฒนาระบบช่วยผ่าตัดที่สามารถระบุรอยโรคแบบเรียลไทม์ ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บต่ออวัยวะโดยรอบ

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan University of Science and Technology : NTUST) ร่วมกับแพทย์จากโรงพยาบาลทหารสามเหล่าทัพ (Tri-Service General Hospital)  ได้นำเทคโนโลยี AI และการจดจำภาพแบบเรียลไทม์ มาพัฒนาระบบช่วยผ่าตัดทางนรีเวชด้วย AI โดยผลงานนี้ได้รับรางวัล รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 22สาขางานวิจัยและสตาร์ทอัพ และได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บริษัทเอกชนเพื่อนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์และใช้ในทางคลินิกแล้ว

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย NTUSTพัฒนาระบบช่วยผ่าตัดที่สามารถระบุรอยโรคแบบเรียลไทม์ ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บต่ออวัยวะ ได้รับรางวัล รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 22 และได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บริษัทเอกชนเพื่อนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์และใช้ในทางคลินิกแล้ว (ภาพจาก NTUST)

มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติไต้หวันเปิดเผยว่า ปัจจุบันการผ่าตัดแบบแผลเล็กด้วยหุ่นยนต์ดา วินชี (Da Vinci) ถูกนำมาใช้ในด้านนรีเวชมากขึ้น แม้ว่าความแม่นยำของการผ่าตัดจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก็ทำให้แพทย์ต้องตัดสินใจจุดสำคัญภายในเวลาที่จำกัดมากขึ้นเช่นกัน

เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถแยกแยะอวัยวะและวินิจฉัยรอยโรคได้อย่างแม่นยำ ศาสตราจารย์กัวจิ้งหมิง จากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติไต้หวัน ได้นำทีมวิจัยร่วมกับนายแพทย์หวังอวี้ฉี จากแผนกสูติ-นรีเวชของโรงพยาบาลทหารสามเหล่าทัพ พัฒนา ระบบช่วยตัดสินใจทางคลินิกด้วย AI สำหรับการผ่าตัดนรีเวช ซึ่งใช้ AI และการจดจำภาพแบบเรียลไทม์ช่วยในการผ่าตัดแบบแผลเล็ก

ศ.กัวจิ้งหมิงกล่าวว่า แม้การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ดา วินชี จะมีข้อดีด้านภาพความละเอียดสูงและความแม่นยำ แต่ยังมีข้อจำกัด เช่น ไม่มีการรับรู้สัมผัส (haptic feedback) และการแยกแยะอวัยวะยังต้องอาศัยประสบการณ์ของแพทย์เป็นหลัก ซึ่งอาจมีความเสี่ยงสำหรับแพทย์รุ่นใหม่หรือการผ่าตัดที่ซับซ้อน

ทีมวิจัยได้รวบรวมภาพการผ่าตัดนรีเวชด้วยระบบดา วินชี ให้แพทย์ทำการระบุข้อมูล จากนั้นนำไปฝึกและปรับปรุงโมเดล deep learning โดยใช้เทคนิค การแบ่งส่วนภาพเชิงความหมาย (semantic segmentation)” เพื่อพัฒนาระบบ การแยกภาพอวัยวะ ที่สามารถระบุอวัยวะแบบเรียลไทม์ระหว่างการผ่าตัด และแสดงผลเป็นสี เช่น มดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ และเนื้องอก เพื่อช่วยให้แพทย์เห็นขอบเขตของอวัยวะและรอยโรคได้ชัดเจน ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บต่ออวัยวะ

ศ.กัวจิ้งหมิงยังระบุว่า เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีเป้าหมายมาแทนที่แพทย์ แต่เป็น ดวงตาที่สอง ที่จะช่วยเตือนและให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ในระหว่างการผ่าตัด อีกทั้งเทคโนโลยีหลักของระบบยังสามารถนำไปปรับใช้กับการผ่าตัดประเภทอื่นได้ หากมีข้อมูลภาพทางการแพทย์ที่เพียงพอและมีคุณภาพ เช่น การผ่าตัดผ่านกล้อง ศัลยกรรมทั่วไป และการผ่าตัดแบบแผลเล็กในอนาคต

ที่มาข้อมูล

1.    liver.org.tw

2.    rama.mahidol.ac.th

3.    ntust.edu.tw

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解