โรคตับแข็ง ภัยเงียบที่ร้ายกว่าที่คิด
ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ขจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาเพื่อต่อสู้โรคติดเชื้อ ตลอดจนกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ออกจากเลือด นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว ตลอดจนสร้างน้ำดี ซึ่งทำหน้าที่ในการดูดซึมไขมันและวิตามินชนิดละลายในน้ำมัน อย่างไรก็ตาม โรคร้ายที่เกิดกับอวัยวะชนิดนี้มีหลายโรคด้วยกัน และ "ตับแข็ง" ที่คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกกว่า 25,000 คนต่อปี โดยอาการเมื่อก้าวเข้าสู่โรคตับแข็ง ตับอยู่ในสภาวะที่เกิดแผลเป็นขึ้นหลังจากที่มีการอักเสบหรืออันตรายต่อตับ และเมื่อเนื้อตับส่วนที่ดีถูกทำลายลงจากการอักเสบหรือสาเหตุอื่น ๆ เนื้อตับที่เหลือจะล้อมรอบ และทดแทนด้วยเนื้อเยื่อประเภทพังผืด ส่งผลให้เลือดที่ไหลผ่านตับถูกอุดกั้น ไหลไม่สะดวก และสมรรถภาพการทำงานลดลง อาการที่จะเกิดกับผู้ป่วยจึงอาจแบ่งได้เป็น อาการที่เกิดจากการทำงานของตับลดลงเช่น มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หากอาการมากขึ้นจะมีการสร้างโปรตีนลดลงทำให้เท้าบวม มีน้ำในช่องท้องเกิดท้องมาน อาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองเป็นดีซ่านได้ นอกจากนั้นอาจมีอาการจากผังผืดดึงรั้งในตับทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ เกิดเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารอาจมาด้วยอาเจียนเป็นเลือด ในรายที่เป็นมากอาจซึม หรือในระยะยาวอาจเกิดมะเร็งตับได้
โรคตับเรื้อรัง (เช่น ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ) ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสุขภาพของประชาชน ในไต้หวันมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับประมาณ 5,000–7,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตจากตับแข็งและตับอักเสบเรื้อรังประมาณ 5,000 คนต่อปี ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มะเร็งตับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งติดอันดับ 1–2 มาโดยตลอด ดังนั้น โรคตับจึงถือได้ว่าเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในไต้หวัน ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงควรทำความเข้าใจและหาวิธีป้องกันเพื่อรักษาสุขภาพของเราและคนในครอบครัว

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ขจัดสารพิษออกจากเลือดอ อย่างไรก็ตาม โรคร้ายที่เกิดกับอวัยวะชนิดนี้มีหลายโรคด้วยกัน และ "ตับแข็ง" ที่คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกกว่า 25,000 คนต่อปี (ภาพจาก helloyishi.com.tw)
โรคตับแข็ง คืออะไร ?
โรคตับแข็ง (Cirrhosis) คือ ภาวะที่เนื้อตับปกติถูกทำลายลงอย่างช้า ๆ จากการอักเสบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน เมื่อเซลล์ตับถูกทำลาย ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นมาแทนที่ พังผืดเหล่านี้ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดในตับและทำให้โครงสร้างของตับผิดเพี้ยนไป เมื่อพังผืดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื้อตับจะแข็งและขรุขระ ส่งผลให้ตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ตั้งแต่การผลิตโปรตีน การกรองสารพิษ ไปจนถึงการสร้างสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงต่าง ๆ ตามมา
โรคตับแข็ง เกิดจากอะไรได้บ้าง ?
แม้ว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและเป็นเวลานานจะเป็นสาเหตุหลักที่คนส่วนใหญ่รู้จัก แต่โรคตับแข็งยังเกิดได้จากอีกหลายปัจจัย การทำความเข้าใจสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น
สาเหตุของโรคตับแข็ง
ดื่มสุราติดต่อกันเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี เพราะแอลกอฮอล์ในสุราจะทำให้เกิดความผิดปกติของการใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และเรื้อรังจนเป็นตับแข็ง
การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ของโรคตับแข็งทั่วโลก เชื้อไวรัสเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในตับและก่อให้เกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
สาเหตุอื่น ๆ ที่อาจพบได้
โรคทางพันธุกรรม บางโรคทำให้เกิดการสะสมของสารบางอย่างในตับมากผิดปกติ เช่น ภาวะธาตุเหล็กเกิน (Hemochromatosis) หรือภาวะทองแดงคั่งในร่างกาย (Wilson’s disease)
โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ในบางกรณี ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจทำงานผิดปกติและหันมาทำลายเซลล์ตับของตัวเอง ก่อให้เกิดโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune hepatitis)
อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าเป็นโรคตับแข็ง ?
ในระยะแรกเริ่มของโรคตับแข็ง ผู้ป่วยอาจจะยังไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วยอยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้นและตับทำงานได้น้อยลง จะเริ่มมีสัญญาณเตือนต่าง ๆ ปรากฏขึ้น ซึ่งควรสังเกตและรีบไปพบแพทย์

ภาพแสดงการดำเนินของโรคตับแข็งและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายผู้ป่วย (ภาพจาก chgcancercenter.com)
อาการเริ่มต้นที่อาจพบได้
●อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
●เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
●มีอาการคลื่นไส้ หรือไม่สบายท้อง
●อาการเมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้น
●ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) เกิดจากการที่ตับไม่สามารถกำจัดสารบิลิรูบิน (สารสีเหลืองในเลือด) ออกจากร่างกายได้
●ท้องมานและขาบวม เมื่อตับทำงานผิดปกติ ทำให้การสร้างโปรตีนอัลบูมินลดลงและเกิดความดันในหลอดเลือดดำของตับสูงขึ้น ส่งผลให้มีของเหลวรั่วออกมาสะสมในช่องท้องและส่วนล่างของร่างกาย เช่น ขา เท้า หรือข้อเท้า
●ผิวหนังมีปัญหา อาจมีอาการคันตามตัว เกิดจ้ำเลือดหรือรอยช้ำได้ง่ายกว่าปกติ และอาจพบฝ่ามือแดงขึ้นผิดปกติ
●อาการทางสมอง เมื่อตับไม่สามารถกำจัดสารพิษออกจากเลือดได้ สารพิษเหล่านี้จะถูกส่งไปยังสมอง ทำให้เกิดอาการสับสน มึนงง ซึมลง หรือพูดจาไม่ชัดเจน
●เลือดออกง่าย ตับมีหน้าที่สร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เมื่อตับแข็งจึงอาจทำให้มีเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือเลือดกำเดาไหลง่าย
วิธีป้องกันตัวเองจากโรคตับแข็ง
โรคตับแข็งเป็นโรคที่น่ากลัว แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
●หลีกเลี่ยงหรือหยุดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นี่คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
●กินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกกินผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ปลาหรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เพื่อช่วยบำรุงตับ
●ควบคุมน้ำหนักตัว รักษาน้ำหนักและดัชนีมวลกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคตับคั่งไขมัน
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและควบคุมน้ำหนักได้ดี
●การป้องกันปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ
ป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ สามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมหรือเข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น และการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยใช้ถุงยางอนามัย
●ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาทุกชนิดที่ใช้อยู่ ทั้งยาที่แพทย์สั่งและยาที่ซื้อเอง เพื่อหลีกเลี่ยงยาที่อาจมีผลเสียต่อตับ
●ตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจการทำงานของตับเป็นประจำจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และได้รับการรักษาที่เหมาะสมก่อนที่โรคจะลุกลาม
โรคตับแข็ง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุอีกหลากหลายที่สามารถนำไปสู่ภาวะนี้ได้ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การดูแลสุขภาพโดยรวม การกินอาหารที่ดี การควบคุมน้ำหนัก และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องตับของคุณให้แข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไปอีกนาน หากคุณมีอาการที่น่าสงสัยหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและคำแนะนำที่ถูกต้อง เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยชะลอการดำเนินของโรคและลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนได้
ข้อควรปฏิบัติเมื่อท่านเป็นโรคตับแข็ง
เลี่ยงปัจจัยต้นเหตุดังกล่าวแล้วและควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม โดยหากยังไม่มีภาวะตับวายสามารถรับประทานโปรตีนได้ในปริมาณปกติ ในรายที่ตับเสื่อมมากๆ การรับประทานโปรตีนมากเกินไปก็จะเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ทางที่ดีที่สุดควรรับประทานโปรตีนจากพืช เช่น นมถั่วเหลือง เป็นต้น ควรรับประทานอาหารบ่อยมื้อขึ้นเพื่อทำให้ร่างกายได้รับอาหารเพียงพอ รับประทานที่สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สุกโดยเฉพาะอาหารทะเล หลีกเลี่ยงอาหารที่ชื้นเช่น ถั่วปน พริกป่น อันเป็นแหล่งของสารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งส่งเสริมการเกิดมะเร็งตับ หากบวมควรจำกัดเกลือและของเค็ม ออกกำลังกายได้ตามสมควร ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อสุขภาพและพลานามัยที่สมบูรณ์
2.ไต้หวันพัฒนา“ระบบช่วยผ่าตัด”ที่สามารถระบุรอยโรคแบบเรียลไทม์ ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บต่ออวัยวะโดยรอบ
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan University of Science and Technology : NTUST) ร่วมกับแพทย์จากโรงพยาบาลทหารสามเหล่าทัพ (Tri-Service General Hospital) ได้นำเทคโนโลยี AI และการจดจำภาพแบบเรียลไทม์ มาพัฒนาระบบช่วยผ่าตัดทางนรีเวชด้วย AI โดยผลงานนี้ได้รับรางวัล “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 22” สาขางานวิจัยและสตาร์ทอัพ และได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บริษัทเอกชนเพื่อนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์และใช้ในทางคลินิกแล้ว

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย NTUSTพัฒนา“ระบบช่วยผ่าตัด”ที่สามารถระบุรอยโรคแบบเรียลไทม์ ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บต่ออวัยวะ ได้รับรางวัล “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 22” และได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บริษัทเอกชนเพื่อนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์และใช้ในทางคลินิกแล้ว (ภาพจาก NTUST)
มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติไต้หวันเปิดเผยว่า ปัจจุบันการผ่าตัดแบบแผลเล็กด้วยหุ่นยนต์ดา วินชี (Da Vinci) ถูกนำมาใช้ในด้านนรีเวชมากขึ้น แม้ว่าความแม่นยำของการผ่าตัดจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก็ทำให้แพทย์ต้องตัดสินใจจุดสำคัญภายในเวลาที่จำกัดมากขึ้นเช่นกัน
เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถแยกแยะอวัยวะและวินิจฉัยรอยโรคได้อย่างแม่นยำ ศาสตราจารย์กัวจิ้งหมิง จากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติไต้หวัน ได้นำทีมวิจัยร่วมกับนายแพทย์หวังอวี้ฉี จากแผนกสูติ-นรีเวชของโรงพยาบาลทหารสามเหล่าทัพ พัฒนา “ระบบช่วยตัดสินใจทางคลินิกด้วย AI สำหรับการผ่าตัดนรีเวช” ซึ่งใช้ AI และการจดจำภาพแบบเรียลไทม์ช่วยในการผ่าตัดแบบแผลเล็ก
ศ.กัวจิ้งหมิงกล่าวว่า แม้การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ดา วินชี จะมีข้อดีด้านภาพความละเอียดสูงและความแม่นยำ แต่ยังมีข้อจำกัด เช่น ไม่มีการรับรู้สัมผัส (haptic feedback) และการแยกแยะอวัยวะยังต้องอาศัยประสบการณ์ของแพทย์เป็นหลัก ซึ่งอาจมีความเสี่ยงสำหรับแพทย์รุ่นใหม่หรือการผ่าตัดที่ซับซ้อน
ทีมวิจัยได้รวบรวมภาพการผ่าตัดนรีเวชด้วยระบบดา วินชี ให้แพทย์ทำการระบุข้อมูล จากนั้นนำไปฝึกและปรับปรุงโมเดล deep learning โดยใช้เทคนิค “การแบ่งส่วนภาพเชิงความหมาย (semantic segmentation)” เพื่อพัฒนาระบบ “การแยกภาพอวัยวะ” ที่สามารถระบุอวัยวะแบบเรียลไทม์ระหว่างการผ่าตัด และแสดงผลเป็นสี เช่น มดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ และเนื้องอก เพื่อช่วยให้แพทย์เห็นขอบเขตของอวัยวะและรอยโรคได้ชัดเจน ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บต่ออวัยวะ
ศ.กัวจิ้งหมิงยังระบุว่า เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีเป้าหมายมาแทนที่แพทย์ แต่เป็น “ดวงตาที่สอง” ที่จะช่วยเตือนและให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ในระหว่างการผ่าตัด อีกทั้งเทคโนโลยีหลักของระบบยังสามารถนำไปปรับใช้กับการผ่าตัดประเภทอื่นได้ หากมีข้อมูลภาพทางการแพทย์ที่เพียงพอและมีคุณภาพ เช่น การผ่าตัดผ่านกล้อง ศัลยกรรมทั่วไป และการผ่าตัดแบบแผลเล็กในอนาคต
ที่มาข้อมูล
1. liver.org.tw
2. rama.mahidol.ac.th
3. ntust.edu.tw