1. เตือนให้ระวังความปลอดภัยในการข้ามถนน ห้ามเดินฝ่าไฟแดงเด็ดขาด แม้ไม่มีรถ ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 500 เหรียญ
ก่อนหน้านี้ เคยประชาสัมพันธ์เรื่องการข้ามถนนบนทางม้าลาย สัปดาห์นี้ ย้ำเตือนอีกครั้ง ต้องปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรอย่างเคร่งครัด ห้ามเดินฝ่าไฟแดงเด็ดขาดแม้ไม่มีรถ ระวังโทษปรับ 500 เหรียญ แม้ค่าปรับอาจไม่สูงมากนัก แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ทัศนวิสัยไม่ดีทำให้ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดได้ง่าย คนขับรถอาจเบรกไม่ทันทำให้เกิดการชนต่อเนื่องได้ และหากเกิดอุบัติเหตุจากความประมาทของคนเดินเท้า อาจต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญา

ข้อควรปฏิบัติสำคัญในการข้ามถนนในไต้หวัน :
- ข้ามถนนที่ทางม้าลายเสมอ ห้ามเดินตัดหน้ารถหรือข้ามถนนนอกทางม้าลาย
- ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร ข้ามถนนเมื่อไฟสัญญาณคนเดินเท้าเป็นสีเขียวเท่านั้น
- ห้ามฝ่าไฟแดง แม้จะเห็นว่าไม่มีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ก็ตาม ห้ามเดินฝ่าไฟแดงเด็ดขาด

- สังเกตรถและระวังรถเลี้ยว แม้เป็นไฟเขียวคนเดินเท้า ต้องตรวจสอบความปลอดภัยและมองรถที่กำลังเลี้ยวเสมอ
- การปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร คือการปกป้องตัวเองและผู้ใช้ถนนทุกคน
เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงถูกลงโทษปรับ ควรข้ามถนนบนทางม้าลายและรอไฟเขียวเสมอ

2. เตือนแรงงานไทยในไต้หวัน ระวังพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ มีโทษถึงจำคุก
แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานในไต้หวันควรตระหนักถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียม โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีเพื่อนร่วมงานหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาวไต้หวัน แรงงานต่างชาติ หรือแม้แต่คนไทยด้วยกันเอง พึงระมัดระวังการแสดงออกทางพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ เช่น การสัมผัสร่างกาย จับแขน จับมือ พูดจาหยาบโลน แสดงท่าทางลามก ตลอดจนการส่งรูปภาพหรือข้อความที่มีเนื้อหาทางเพศ แม้จะมองว่าสนิทสนมกันก็ตาม เพราะการกระทำเหล่านี้อาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้

ปัญหาแรงงานไทยถูกฟ้องในข้อหาล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ จนถึงขั้นถูกจำคุกหรือต้องยอมความด้วยเงินจำนวนมาก เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง บางรายกระทำโดยเจตนา บางรายเข้าใจผิดคิดว่าฝ่ายหญิงยินยอม ในขณะที่บางรายถูกฟ้องในข้อหาร้ายแรงถึงขั้นข่มขืน ซึ่งทุกข้อหาล้วนมีโทษทางอาญาที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตอย่างรุนแรง

กรณีตัวอย่างที่ควรเรียนรู้ ก่อนหน้านี้ มีแรงงานไทยชายอายุ 39 ปี ที่ทำงานอยู่ในนครไทจง เกิดความสนิทสนมกับเพื่อนร่วมงานหญิงชาวไต้หวันอายุเพียง 16 ปี และถูกกล่าวหาว่าถือโอกาสขณะอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ใช้มือลูบคลำและล่วงเกินร่างกาย แม้แรงงานไทยจะให้การว่าฝ่ายหญิงยินยอม แต่ผู้เสียหายแจ้งความต่อมารดาและมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น บริษัทจัดหางานและนายจ้างพยายามช่วยเจรจายอมความโดยเสนอค่าทำขวัญ 50,000 เหรียญ แต่ฝ่ายมารดาปฏิเสธ เนื่องจากบุตรสาวเกิดอาการหวาดกลัวจนไม่กล้าไปทำงานอีก และตัดสินใจดำเนินคดีต่อศาล

เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อัยการสั่งห้ามผู้ต้องหาออกนอกประเทศในทันที แม้ในที่เกิดเหตุจะไม่มีพยานและกล้องวงจรปิด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อฝ่ายแรงงานในแง่ข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนสำคัญในคดีคือ คู่กรณีมีอายุเพียง 16 ปี ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งหากผู้เสียหายและผู้ปกครองยืนยันฟ้องดำเนินคดี ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกตัดสินจำคุก
ตามกฎหมายของไต้หวัน การล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศต่อผู้เยาว์มีโทษดังนี้ :
- สำหรับผู้มีอายุระหว่าง 14–16 ปี การล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และหากมีเพศสัมพันธ์มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี สำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 14 ปี การคุกคามทางเพศมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และหากมีเพศสัมพันธ์มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 10 ปี

นอกจากนี้ กฎหมายป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศของไต้หวันยังครอบคลุมการกระทำทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด โดยมีบทลงโทษดังต่อไปนี้
- โทษปรับ สำหรับการคุกคามทางเพศทั่วไป มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 เหรียญไต้หวัน และหากผู้กระทำใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด เช่น กรณีหัวหน้างาน โทษปรับจะสูงขึ้นเป็น 60,000 ถึง 600,000 เหรียญไต้หวัน
- โทษทางอาญา หากมีการสัมผัสร่างกายในส่วนที่ละเอียดอ่อน เช่น หน้าอกหรืออวัยวะเพศ มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี และปรับสูงสุด 100,000 เหรียญไต้หวัน หรืออาจได้รับทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ขอย้ำว่าการกระทำที่เข้าข่ายล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศมีความผิดตามกฎหมายทั้งภายในและภายนอกสถานที่ทำงาน โดยกฎหมายบังคับใช้ในทุกพื้นที่โดยไม่มีข้อยกเว้น หากตกเป็นผู้เสียหาย สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนตำรวจ 110 หรือสายด่วนคุ้มครอง 113 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับแรงงานไทยที่พูดภาษาจีนไม่ได้ แนะนำให้โทรแจ้งขอความช่วยเหลือไปยังสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955
คดีเหล่านี้ น่าจะเป็นอุทาหรณ์และบทเรียนสำคัญที่เตือนให้แรงงานไทยตระหนักว่า การกระทำที่อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยในมุมมองของตนเอง อาจส่งผลร้ายแรงและเปลี่ยนชีวิตได้ในพริบตา การเคารพขอบเขตส่วนตัวและให้เกียรติผู้อื่นคือสิ่งที่แรงงานไทยทุกคนพึงปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดระยะเวลาที่พำนักอยู่ในไต้หวัน
3. แรงงานเวียดนามคลั่งใช้มีดแทงเพื่อนร่วมชาติเจ็บสาหัส เหตุฉุนโดนเคาะประตูห้องน้ำ ก่อนเดินไปซื้ออาหารเช้าอย่างเลือดเย็น ศาลไถหนานสั่งจำคุก 6 ปี
ศาลท้องถิ่นไถหนานมีคำพิพากษาคดีทำร้ายร่างกายร้ายแรงที่เกิดจากการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ โดยนายเล แรงงานชาวเวียดนาม ก่อเหตุใช้มีดแทงเพื่อนร่วมชาติภายในหอพัก หลังไม่พอใจที่ถูกเคาะประตูระหว่างอาบน้ำ ภายหลังเกิดเหตุจำเลยกลับเดินไปซื้ออาหารเช้าที่ร้านสะดวกซื้ออย่างปกติ ศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 6 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า จากเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุเพียงเพราะความขัดแย้งเล็กน้อยภายในหอพักแรงงาน พร้อมมีคำสั่งให้เนรเทศออกนอกประเทศหลังพ้นโทษ

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 29 พฤษภาคมปีที่ผ่านมา ณ หอพักแรงงานในเขตหมาโต้ว นครไถหนาน สาเหตุเริ่มจากผู้เสียหายต้องการเข้าไปสระผมแต่พบว่าประตูห้องน้ำถูกล็อกอยู่ จึงเคาะประตูเพื่อตรวจสอบว่ามีผู้ใช้งานอยู่หรือไม่ ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับนายเลที่กำลังอาบน้ำอยู่ภายใน แม้ผู้เสียหายจะพยายามชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจผิดและไม่มีเจตนาหาเรื่อง ก่อนจะปลีกตัวลงไปรับประทานอาหารเช้าที่ชั้นล่างก็ตาม
อย่างไรก็ตาม นายเลกลับยิ่งโกรธมากขึ้น โดยให้การในภายหลังว่า หลังจากบอกว่าในห้องน้ำมีคนอยู่แล้ว อีกฝ่ายกลับตอบกลับด้วยคำหยาบคาย จึงทำให้รู้สึกขุ่นเคืองอย่างมาก เมื่ออาบน้ำเสร็จประมาณ 15 นาที เขาหยิบมีดผลไม้เดินลงไปชั้นล่างเพื่อเผชิญหน้ากับผู้เสียหาย โดยภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกไว้ว่าขณะที่ผู้เสียหายกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่โดยไม่มีท่าทีคุกคามใด นายเลได้เข้าไปประชิดตัวแล้วใช้มีดแทงเข้าที่บริเวณหน้าอกซ้าย ลำคอขวา และใต้คางอย่างรุนแรง

ภาพจำลองนายเลใช้มีดแทงเพื่อนร่วมชาติเจ็บสาหัส เหตุฉุนโดนเคาะประตูห้องน้ำ ก่อนเดินไปซื้ออาหารเช้าอย่างเลือดเย็น ศาลไถหนานสั่งจำคุก 6 ปี (ภาพโดย nextapple.com)
ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยมีบาดแผลถูกแทงที่หน้าอกซ้ายลึกถึง 9 เซนติเมตร แพทย์ต้องระบายเลือดออกถึง 2,000 มิลลิลิตร และมีการแจ้งอาการวิกฤตแก่ญาติ โชคดีที่เพื่อนร่วมห้องอีก 4 คนเข้าขัดขวางและรีบนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงรอดชีวิตมาได้
สิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในชั้นศาลด้วยคือพฤติกรรมหลังเกิดเหตุของนายเล ซึ่งถูกระบุว่ามีลักษณะ "เลือดเย็น" อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเขาไม่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บแต่อย่างใด หากแต่เดินไปซื้ออาหารเช้าที่ร้านสะดวกซื้อและรับประทานอย่างปกติเหมือนไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัว
ในชั้นพิจารณาคดี นายเลปฏิเสธเจตนาฆ่า โดยอ้างว่าหยิบมีดลงไปเพียงเพื่อปอกผลไม้ และอ้างว่าผู้เสียหายมีท่าทีจะทำร้ายก่อน จึงใช้มีดเพื่อป้องกันตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุไม่พบผลไม้ใด ๆ และภาพจากกล้องวงจรปิดก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมีพฤติกรรมโจมตีก่อนแต่อย่างใด ศาลจึงไม่รับฟังคำให้การของจำเลย
ศาลพิเคราะห์ว่า จำเลยก่อเหตุรุนแรงต่อผู้อื่นเพียงเพราะเหตุเล็กน้อย และพฤติการณ์มีลักษณะของเจตนาฆ่า แม้จำเลยไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน มีรายได้เดือนละกว่า 40,000 เหรียญไต้หวัน และมีบุตรสองคนที่ต้องรับผิดชอบ แต่การกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ ประกอบกับการที่ไม่สามารถตกลงชดเชยค่าเสียหายกับผู้เสียหายได้ ศาลจึงมีคำพิพากษาจำคุก 6 ปี และเมื่อพ้นโทษให้เนรเทศออกนอกประเทศทันที เนื่องจากถือเป็นภัยต่อความสงบสุขของสังคม

หากไม่สามารถควบคุมสติอารมณ์อาจนำไปสู่ความเสียหายได้ ในภาพเป็นสื่อประชาสัมพันธ์การตรวจสุขภาพจิต จัดทำโดยกระทรวงแรงงาน
บทเรียนและข้อควรปฏิบัติ คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับแรงงานต่างชาติทุกคนถึงความสำคัญของการควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์ขัดแย้ง การใช้ชีวิตร่วมกันในหอพักหรือโรงงานที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความอดทนอดกลั้นและการสื่อสารอย่างสงบเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญหลีกเลี่ยงเกิดทะเลาะวิวาท โดยเฉพาะกับคนเวียดนาม เพราะอันตรายมาก และหากเผชิญกับความขัดแย้ง ขอแนะนำให้ยึดหลักปฏิบัติดังนี้
- ระงับอารมณ์โกรธ อารมณ์ชั่ววูบเพียงไม่กี่นาทีอาจเปลี่ยนสถานะจากผู้หาเลี้ยงครอบครัวกลายเป็นผู้ต้องขัง และปิดโอกาสการทำงานในต่างประเทศตลอดไป
- หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรง เมื่อเกิดความขัดแย้ง ให้แยกตัวออกจากสถานการณ์ และแจ้งหัวหน้างานหรือผู้ดูแลหอพักให้ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย
- ตระหนักถึงกฎหมาย ในไต้หวัน การนำอาวุธหรือของมีคมมาใช้ในข้อพิพาทมีโทษหนักถึงขั้นจำคุกและถูกเนรเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ถูกขึ้นบัญชีต้องห้ามในการเดินทางเข้าประเทศอีกในอนาคต