ธีระ หยาง 亓淞 และเจาะลึกกีฬาโลก 體育世界 ประจำสัปดาห์นี้ (2026-04-16)
- ในการแข่งขันมวยสากลชิงแชมป์เอเชียปี 2026 ณ เมืองอูลานบาตาร์ ประเทศมองโกเลีย หวงเสี่ยวเหวิน ในปีนี้ ทีมชาติไต้หวันได้ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 11 ราย โดยมีนักชกหญิง 4 รายที่กรุยทางเข้าสู่รอบรองชนะเลิศสำเร็จ ซึ่ง กัวอี๋ซวน ในรุ่น 51 กิโลกรัม และ หลินอวี้ถิง ในรุ่น 60 กิโลกรัม ต่างจบเส้นทางที่รอบรองชนะเลิศคว้าเหรียญทองแดงมาครอง ส่วนในรายของหวงเสี่ยวเหวิน รุ่น 54 กิโลกรัม และ เฉินเนี่ยนฉิน รุ่น 65 กิโลกรัม สามารถฟันฝ่าเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ทั้งคู่ หวงเสี่ยวเหวิน เจ้าของเหรียญทองชิงแชมป์โลกสมัยที่ 3 เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา เคยมีสถิติในศึกชิงแชมป์เอเชียที่ 1 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง โดยการลงสังเวียนในวันนี้ถือเป็นการกลับเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศชิงแชมป์เอเชียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 ในการดวลหมัดยกแรกกับพรีตี จากอินเดีย ทั้งสองฝ่ายสู้กันได้อย่างสูสี โดยหวงเสี่ยวเหวินได้รับคะแนน 10 เต็มจากกรรมการ 2 ใน 5 ท่าน อย่างไรก็ตาม ในอีกสองยกที่เหลือ พรีตีทำผลงานได้โดดเด่นและได้รับคะแนนอย่างท่วมท้นจากคณะกรรมการ จนในที่สุดสามารถเอาชนะหวงเสี่ยวเหวินไปได้ 5 ต่อ 0 คะแนนผงาดคว้าเหรียญทองชิงแชมป์เอเชียไปครองได้สำเร็จ ส่วนหวงเสี่ยวเหวินซึ่งมีส่วนสูงถึง 176 เซนติเมตร จะได้เปรียบในเรื่องช่วงชก แต่เธอก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝันในการคว้าเหรียญทองชิงแชมป์เอเชียสมัยแรก โดยต้องยุติเส้นทางในรอบชิงชนะเลิศด้วยเหรียญเงิน เป็นครั้งที่สองในการเข้าชิง ด้านเฉินเนี่ยนฉินซึ่งเข้าชิงชนะเลิศมวยสากลชิงแชมป์เอเชีย เป็นครั้งที่ 3 ในชีวิต ลงสนามดวลหมัดกับ ฮวัง ฮโย-ซอน จากเกาหลีเหนือ เพื่อชิงชัยเหรียญทองในรุ่น 65 กิโลกรัมหญิง โดยในยกแรกเธอตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เมื่อกรรมการทั้ง 5 คนเทคะแนน 10 เต็มให้กับนักชกจากเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม ในยกที่ 2 เฉินเนี่ยนฉินกลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างเหนือชั้นจนได้รับคะแนนนำจากกรรมการทุกคน ทำให้จบยกสองคะแนนของทั้งคู่กลับมาเสมอกันอย่างสูสี และในยกที่ 3 ซึ่งเป็นยกตัดสิน เฉินเนี่ยนฉินยังคงรักษาความร้อนแรงไว้ได้ต่อเนื่อง จนสุดท้ายเอาชนะไปได้ 4 ต่อ 1 คะแนน นำเหรียญทองเพียงเหรียญเดียวในทัวร์นาเมนต์นี้กลับสู่ทีมชาติไต้หวันได้สำเร็จ สรุปผลงานของทีมชาติไต้หวันในศึกชิงแชมป์เอเชียปีนี้ คว้ามาได้ทั้งหมด 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง
- ถังเจียหง ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างดุดันในฤดูกาลนี้ หลังจากเดินหน้ากวาดชัยชนะในศึกยิมนาสติกเวิลด์คัพประเภทบาร์เดี่ยวมาแล้ว 2 สนามติดต่อกันเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา ในการแข่งขันสนามที่เมืองโอซิเยก ประเทศโครเอเชีย หนุ่มถังฯ ยังคงรักษามาตรฐานอันยอดเยี่ยม ทำคะแนนรวมได้ 15.233 คะแนน คว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ นับเป็นการคว้าแชมป์เป็นสนามที่ 3 จากการลงแข่งขันทั้งหมด 3 รายการในปีนี้ โดย

- ในการแข่งขันสเก็ตบอร์ดชิงแชมป์เอเชีย ที่เมืองจีน เยี่ยจื่อหยาง หรือชื่อเล่นในวงการคือ "หมี่ลี่ - เม็ดข้าว" ดาวรุ่งดวงใหม่วัยเพียง 11 ปี ของไต้หวัน สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการด้วยการคว้าเหรียญเงินในประเภทสตรีทชายรุ่นเยาวชน มาครองได้สำเร็จ ทำสถิติเป็นนักกีฬาไต้หวันคนแรกที่ได้ยืนบนแท่นรับรางวัลในศึกชิงแชมป์เอเชีย และถือเป็นเหรียญรางวัลแรกในประวัติศาสตร์สเก็ตบอร์ดไต้หวันจากการแข่งขันอย่างเป็นทางการด้วย โดยในรอบชิงชนะเลิศ เยี่ยจื่อหยางโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทำคะแนนรวมได้ 128.34 คะแนน ท่ามกลางสถานการณ์บีบคั้นในช่วงการแสดงท่าเทคนิคเฉพาะตัว ซึ่งเขาพลาดไปแล้วถึง 2 ครั้งแรก แต่ในโอกาสสุดท้าย "หมี่ลี่" ตัดสินใจเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเดิมพันด้วยท่าไม้ตายที่ไม่เคยทำได้มาก่อน แม้จะมีอาการบาดเจ็บรบกวนแต่เขาก็พิชิตท่าดังกล่าวได้สำเร็จท่ามกลางเสียงเชียร์สนั่นสนาม จนหลินต้าเหวย ผู้ฝึกสอนถึงกับออกปากชมว่าเขามี "หัวใจเพชร" ที่กล้าตัดสินใจในวินาทีชี้เป็นชี้ตาย เส้นทางสู่ความสำเร็จครั้งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ คุณพ่อของเยี่ยจื่อหยาง เปิดเผยว่า เดิมทีตั้งใจจะปั้นลูกชายเป็นนักโต้คลื่น แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อตอนอายุ 5 ขวบ ขณะที่กำลังฝึกซ้อมสกี เยี่ยจื่อหยางได้รับคำแนะนำจากเพื่อนร่วมทีมสกีให้ลองเล่นสเก็ตบอร์ดเพื่อฝึกการทรงตัวและหัดท่าทางต่างๆ จนกลายเป็นความหลงใหลและส่วนหนึ่งของชีวิต โดยปัจจุบันพ่อลูกคู่นี้จะเดินทางไปฝึกสกีที่ญี่ปุ่นในฤดูหนาว และซ้อมสเก็ตบอร์ดที่ไต้หวันในช่วงเวลาที่เหลือ แม้ว่าด้วยเกณฑ์อายุที่ยังน้อยเกินไปจะทำให้เขาพลาดโอกาสร่วมศึกเอเชียนเกมส์ที่นาโกย่าในปีนี้ แต่คุณพ่อได้วางแผนระยะยาวโดยมุ่งเป้าไปที่การแข่งขันระดับสมัครเล่นในญี่ปุ่น เพื่อไต่เต้าสู่การเป็นนักสเก็ตบอร์ดมืออาชีพ และตั้งเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นตัวแทนทีมชาติไต้หวันไปประกาศศักดาในเวที เอเชียนเกมส์ และ โอลิมปิก ในอนาคต โดยยึดคติว่า "ถ้าอยากเก่งขึ้น ก็ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับสุดยอด" ด้านโค้ชหลินต้าเหวยหวังว่าความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้จะกระตุ้นให้ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างสนามฝึกซ้อมมาตรฐาน เพื่อผลักดันให้นักกีฬารุ่นเยาว์ของไต้หวันก้าวไปสู่ระดับโลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป (ภาพจาก CNA)
