Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

อย่างงี้คุณจะว่าไง วันเสาร์ที่ 9 พ.ค.2569

ภาพประกอบ ร่างทรง(photo:shutterstock)
ภาพประกอบ ร่างทรง(photo:shutterstock)

รับสมัครร่างทรง จ้างรายชั่วโมง ร่างทรงนั้นสำคัญไฉน

มีโพสต์ประกาศรับสมัครงานในเฟซบุ๊กกลุ่ม “ฉันเป็นชาวจงลี่”(我是中壢人) ตำแหน่งที่เปิดรับคือ “ร่างทรง” (乩童) เสนอค่าจ้างชั่วโมงละ 225 เหรียญไต้หวัน พร้อมมีประกันแรงงาน ระบุว่า “ผู้มีชะตาฟ้ากำหนด” จะได้รับคัดเลือกเป็นลำดับแรก ยังต้องมีคุณสมบัติเข้าใจความทุกข์ของผู้คนได้ด้วย หลังโพสต์ถูกเผยแพร่ เกิดกระแสพูดถึงอย่างร้อนแรงในโลกออนไลน์

โพสต์ดังกล่าวเป็นการฝากประกาศรับสมัครจากศาลเจ้าแห่งหนึ่งใกล้เขตเน่ยลี่ โดยเปิดรับสมัครทั่วไป เวลาทำงานตั้งแต่ 18.00–22.00 น. หน้าที่หลักคือทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างเทพเจ้ากับโลกมนุษย์ ผ่านพิธีกรรมและการให้คำปรึกษา เพื่อช่วยไขข้อสงสัยแก่ผู้ศรัทธา

สำหรับคุณสมบัติ ศาลเจ้าย้ำว่า “ผู้มีชะตาฟ้ากำหนดจะได้รับการพิจารณาก่อน” หมายถึงผู้ที่รู้สึกว่าตนมีวาสนากับองค์เทพ เคยมีประสบการณ์รับรู้พิเศษ หรือได้รับนิมิตผ่านความฝัน นอกจากนี้ ผู้สมัครต้องมีความประพฤติดี วางตัวเรียบง่าย พร้อมเรียนรู้และฝึกปฏิบัติทางจิตวิญญาณ รวมถึงเข้ารับการฝึกพิธีกรรมภายในศาลเจ้า เช่น การนั่งสมาธิเข้าฌาน (坐禁) และการใช้เครื่องประกอบพิธี แม้จะไม่จำกัดเพศและอายุ แต่ทางศาลเจ้าก็ระบุเพิ่มเติมว่า หากเป็นผู้หญิงที่สามารถ “ดูแลทั้งครอบครัวและงานศาลเจ้าได้” จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

หลังโพสต์เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันคึกคัก เช่น “เดี๋ยวนี้เป็นตัวแทนเทพเจ้าก็มีประกันแรงงานแล้วเหรอ” “ยุคนี้แม้แต่ชะตาฟ้ากำหนดยังต้องทำงาน” “225 เหรียญไต้หวันก็จ้างตัวแทนเทพเจ้าได้แล้ว คุ้มเกินไปไหม” “ต้องเอาให้เจ้านายดู เงินเดือนยังสูงกว่าฉันอีก” “เพื่อนฉันหัวโล่ง ๆ เทพน่าจะเข้าได้ง่าย รับเลยไหม” และ “เพิ่งเคยเห็นรับสมัครร่างทรง? ต้องเรียน ต้องสอบไหม” อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงวิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน เช่น “ร่างทรงรับสมัครกันแบบนี้ได้ด้วยเหรอ มั่วไปหมด!” “เพิ่งเคยเห็นว่าร่างทรงสมัครได้ ปกติไม่ใช่เทพเจ้าเลือกเองเหรอ” และ “เทพเจ้าควรเป็นฝ่ายเลือกคนที่เหมาะสมเอง ไม่น่าจะต้องมาหาผ่านอินเทอร์เน็ต”

ในกิจกรรมของศาลเจ้าไต้หวัน มักเห็นบุคคลถือดาบหรืออาวุธพิธี ขยับร่างกายเพื่อปัดเป่าเคราะห์ภัยให้ผู้ศรัทธา ซึ่งบุคคลนี้เรียกว่า“ร่างทรง” หรือภาษาจีนเรียกว่า “จีโถง-童乩” และยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่คุ้นตาในสังคมไต้หวัน ทั้งในชีวิตประจำวันและสื่อบันเทิง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของพิธีกรรม ประวัติความเป็นมา และชีวิตของร่างทรง ยังเป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักนัก

ในด้านการประเมินทางสังคม “ร่างทรง” ก็ถูกมองแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะในสังคมสมัยใหม่ที่เน้นวิทยาศาสตร์และเหตุผล บทบาทที่เต็มไปด้วยสีสันทางศาสนาและความลึกลับของพวกเขา มักทำให้ถูกติดป้ายว่าเป็นสิ่ง “ล้าหลัง” หรือ “งมงาย” อีกทั้งยังมีข่าวคราวบางกรณีที่มีผู้แอบอ้างพิธีกรรมเพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์หรือล่วงเกินทางเพศ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของ “ร่างทรง” ในสังคมปัจจุบันถูกปกคลุมด้วยเงาด้านลบ ถึงกระนั้น ร่างทรง ก็ยังคงเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมศาลเจ้าของไต้หวัน และยังคงเป็นที่พึ่งของผู้คนจำนวนมาก ทั้งชายและหญิง แล้วแท้จริงแล้ว “ร่างทรง” คือใคร และทำหน้าที่อะไร?

แม้คำว่า “ร่างทรง” จะใช้ในสังคมพื้นบ้านไต้หวันและฝูเจี้ยนเป็นหลัก แต่มีรากย้อนกลับไปถึง “หมอผี ()” ในอารยธรรมยุคต้น ซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพ วิญญาณ และธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นทั้งผู้รักษาโรค ผู้ถ่ายทอดความรู้ และศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชุมชน

ในไต้หวัน ความเชื่อนี้ติดมากับชาวฮั่นที่อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ช่วงศตวรรษที่ 16–19 และถูกบันทึกในเอกสารท้องถิ่นหลายฉบับ เช่น 諸羅縣志(พงศาวดารท้องถิ่นเมืองจูหลัว) และ 續修臺灣縣志(พงศาวดารท้องถิ่นสมัยราชวงศ์ชิงฉบับปรับปรุง) ซึ่งสะท้อนว่าชาวบ้านนิยมพึ่งหมอผีและพิธีกรรม แม้ชนชั้นปัญญาชนจะมองว่าเป็นความเชื่อ “ล้าหลัง” ก็ตาม

เอกสารอย่าง 淡水廳志 (พงศาวดารท้องถิ่นแถบไทเป–ตั้นสุ่ย)และ 臺灣通史(หนังสือประวัติศาสตร์สำคัญของไต้หวัน) ยังบรรยายบทบาทของ “童乩หรือร่างทรงที่เข้าทรง กระโดด ถือดาบ และสื่อสารกับเทพเพื่อช่วยรักษาและแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน รวมถึง “วังอี๋/หงอี๋-尪姨/紅姨ที่เน้นการสื่อสารกับวิญญาณผู้ล่วงลับ โดยมักพบในบทบาทของผู้หญิง

      นักวิชาการจากสถาบันวิจัยประวัติศาสตร์และภาษาแห่ง Academia Sinica (中研院史語所) วิเคราะห์ว่า แนวคิดเรื่องโรคของ “จีโถง-乩童และผู้ศรัทธามักเชื่อมโยงกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น การลงโทษจากเทพ วิญญาณรบกวน บรรพบุรุษ คาถา หรือสภาวะทางศีลธรรมและจิตใจ ผู้คนจึงมักพึ่งพิธีกรรมเมื่อปัญหาที่เผชิญเกินกว่าวิทยาศาสตร์จะอธิบายได้ ซึ่งให้ทั้งความหวังและความมั่นใจทางใจ

ตั้งแต่ยุคอาณานิคมญี่ปุ่น มีความพยายามอธิบาย “การเข้าทรง” ด้วยวิทยาศาสตร์ โดยมองว่าอาจใกล้เคียงภาวะสะกดจิตหรือภาวะแยกบุคลิก แม้ไม่สรุปว่าเป็นโรคทางจิตโดยตรง แต่ในสังคมสมัยใหม่ที่ยึดเหตุผล ทำให้ “จีโถง乩童ถูกมองว่าเป็นความผิดปกติทางจิตใจ

      อย่างไรก็ตาม งานศึกษาร่วมสมัยชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้ยังคงดำรงอยู่เพราะมีมิติทางสังคม วัฒนธรรม และเพศ โดยผู้ประกอบพิธีมองว่าตนทำหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ในการเยียวยาความทุกข์ ขณะที่ผู้ศรัทธารู้สึกว่าพิธีช่วยบรรเทาปัญหาได้จริง จึงสืบต่อความเชื่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解