เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 คุณจวงเหรินเสียง (莊人祥) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ แถลงข่าวเกี่ยวกับมาตรการบริการดูแลสุขภาพเด็ก 7+2 ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป มาตรการนี้ได้ปรับจำนวนครั้งการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันจากเดิม 7 ครั้งเป็น 9 ครั้ง ครอบคลุมตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 7 ปี โดยช่วงอายุ 4–10 เดือน ซึ่งเดิมได้รับอุดหนุนตรวจ 1 ครั้ง ถูกปรับเป็นช่วงอายุ 4–6 เดือน และ 6–12 เดือน ให้ตรวจช่วงละ 1 ครั้ง ส่วนช่วงอายุ 3–7 ปี เดิมตรวจได้เพียง 1 ครั้ง ก็ปรับเป็นช่วง 3–5 ปี และ 5–7 ปี ตรวจช่วงละ 1 ครั้งเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าเด็กทุกคนจะได้รับการตรวจครบ 9 ครั้งตลอดช่วงวัยก่อนประถมศึกษา
นอกจากการเพิ่มจำนวนครั้งแล้ว มาตรการใหม่ยังเปลี่ยนรูปแบบบริการจากเดิมที่แยกการตรวจร่างกายและการให้คำแนะนำด้านสุขศึกษาออกจากกัน เป็น บริการบูรณาการเดียว ที่รวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน แพทย์ผู้ให้บริการจะอธิบายผลการตรวจและให้คำแนะนำสุขศึกษาแบบรายบุคคล ทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจสถานะสุขภาพของเด็กแต่ละคนได้อย่างชัดเจน คำแนะนำด้านสุขศึกษาจะครอบคลุมทั้งวิธีการให้นม การสร้างนิสัยการบริโภค การให้อาหารเสริมตามวัย รวมถึงการป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายต่าง ๆ นอกจากนี้ยังรวมการตรวจสายตา ตำแหน่งดวงตา การได้ยิน และสุขภาพช่องปากไว้ด้วยเพื่อเป็นรายการเฝ้าระวังสำคัญในการตรวจสุขภาพของเด็ก
ช่วงอายุ 4–10 เดือนถือเป็นระยะสำคัญของการเจริญเติบโตและการเริ่มให้อาหารเสริม ในขณะที่ช่วงอายุ 3–7 ปี ต้องให้ความสำคัญกับภาวะอ้วน การมองเห็น สุขภาพช่องปาก การบริโภค และพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยรวม คุณหวังอี้จง (王一中) ประธานสมาคมจักษุแพทย์แห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ชี้ว่าการเพิ่มการตรวจสายตาในเด็กช่วงอายุ 5–7 ปีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอัตราความชุกของภาวะสายตาสั้นในไต้หวันสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก การคัดกรองสายตาก่อนวัยเรียนเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันสายตาสั้นและส่งเสริมการเรียนรู้ในวัยเรียนตั้งแต่ต้น ขณะที่คุณไช่อี๋เฟิง (蔡宜峰) ประธานสมาคมทันตกรรมเด็กแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ชี้ว่าการเคลือบฟลูออไรด์ในเด็กอายุ 0–6 ปี สามารถลดสัดส่วนปัญหาฟันผุจาก 79% เหลือประมาณ 40% แสดงให้เห็นว่าการป้องกันปัญหาช่องปากตั้งแต่เด็กช่วยรับประกันสุขภาพฟันที่แข็งแรงในอนาคต ดังนั้นการดูแลช่องปากตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก และผู้ปกครองควรใช้มาตรการและทรัพยากรที่รัฐบาลจัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คุณชิวหงอี้ (邱弘毅) หัวหน้าโครงการศูนย์ประสานงานและบริหารจัดการแผนงานเพื่อพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพเด็ก ได้เน้นย้ำว่าท่ามกลางแนวโน้มเด็กเกิดน้อย การมีแพทย์ประจำตัวที่ติดตามและดูแลสุขภาพเด็กอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้ปกครองรับรู้ถึงสถานะพัฒนาการของลูก และสามารถให้เด็กเข้ารับการรักษาได้ทันเวลา การมีแพทย์ประจำตัวทำให้การดูแลสุขภาพเด็กมีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เด็กที่ได้รับการตรวจและคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอจะมีโอกาสเติบโตแข็งแรง มีพัฒนาการตามวัย และมีชีวิตที่สดใสพร้อมเรียนรู้ในโรงเรียน
มาตรการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีนี้ถือเป็นตัวอย่างของนโยบายที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและการเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก โดยมีจุดเด่นคือการรวมตรวจร่างกายและสุขศึกษาลงไปด้วย ทำให้ผู้ปกครองสามารถนำคำแนะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้อาหาร การป้องกันอุบัติเหตุ การสร้างนิสัยการบริโภค หรือการดูแลสายตาและฟัน เพื่อให้เด็กเติบโตแข็งแรง สมบูรณ์ และมีพื้นฐานสุขภาพที่ดีสำหรับการเรียนรู้และชีวิตในอนาคต
ดังนั้นเพื่อน ๆ และคุณพ่อคุณแม่ทุกคน ควรให้ความสำคัญกับการเข้ารับการตรวจสุขภาพตามมาตรการนี้ และใช้ประโยชน์จากคำแนะนำของแพทย์อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างรากฐานสุขภาพที่มั่นคงให้กับเด็กทุกคน การตรวจสุขภาพเชิงป้องกันตั้งแต่เล็กจะช่วยให้เด็กสามารถเติบโตอย่างแข็งแรง มีพัฒนาการครบถ้วน และมีชีวิตที่สดใสในทุกช่วงวัย