1. กระทรวงแรงงานไต้หวันเผยสถิติการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานปี 2568 พุ่งเกือบ 5,000 คดี "การจ้างงานผิดกฎหมาย" ครองอันดับหนึ่ง
ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุดและภาวะอัตราการเกิดที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ไต้หวันเผชิญกับการหดตัวของประชากรวัยทำงานในทุกภาคอุตสาหกรรม ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ขั้นตอนการยื่นขออนุญาตตามระบบมีข้อจำกัด จึงเป็นปัจจัยผลักดันให้การจ้างงานนอกระบบขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด

ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เกษตรกรว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มจำนวนมากตามไปด้วย (ภาพจาก agriharvest.tw)
จากสถิติประจำปี พ.ศ. 2568 พบว่ามีนายจ้างถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงาน และถูกลงโทษปรับรวมทั้งสิ้น 4,884 คดี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 580 คดี โดยในจำนวนดังกล่าว มากกว่า 2,500 คดี เป็นความผิดฐานจ้างงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และการให้ที่พักพิงหรือยินยอมให้แรงงานต่างชาติทำงานอย่างผิดกฎหมาย

ความผิดที่พบมากที่สุด คือ การฝ่าฝืนมาตรา 57 วรรค 1 ได้แก่ การจ้างแรงงานต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือใช้ใบอนุญาตที่หมดอายุแล้ว รวม 1,605 คดี เพิ่มขึ้น 56 คดี โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 150,000 ถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน และมีการเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 80 กรณี
อันดับสอง คือ ความผิดตามมาตรา 44 ฐานให้ที่พักพิงหรือยินยอมให้แรงงานต่างชาติทำงานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวม 928 คดี เพิ่มขึ้น 112 คดี มีโทษปรับในอัตราเดียวกัน และเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 137 กรณี
อันดับสาม คือ การฝ่าฝืนมาตรา 57 วรรค 3 ฐานสั่งให้แรงงานต่างชาติปฏิบัติงานนอกเหนือขอบเขตที่ได้รับอนุญาต รวม 426 คดี เพิ่มขึ้น 71 คดี มีโทษปรับ 30,000–150,000 เหรียญไต้หวัน และต้องดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด มิเช่นนั้นอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งมีแล้ว 10 กรณี

ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เกษตรกรว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มจำนวนมากตามไปด้วย (ภาพจาก agriharvest.tw)
อันดับสี่ คือ ความผิดตามมาตรา 57 วรรค 4 ฐานโยกย้ายแรงงานต่างชาติไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่นอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต รวม 206 คดี เพิ่มขึ้น 83 คดี มีโทษปรับ 30,000–150,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 14 กรณี
อันดับที่ห้า คือ ความผิดตามมาตรา 57 วรรค 5 ฐานไม่จัดให้แรงงานต่างชาติเข้ารับการตรวจสุขภาพตามกำหนด หรือไม่รายงานผลการตรวจต่อหน่วยงานสาธารณสุข รวม 115 คดี เพิ่มขึ้น 5 คดี มีโทษปรับ 60,000–300,000 เหรียญไต้หวัน ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง จำนวนคดีประเภทนี้ได้กลับเข้าสู่ระดับปกติแล้ว ไม่สูงเช่นในช่วงปี พ.ศ. 2564–2565

นอกจากนี้ ยังพบความผิดในลักษณะอื่น ได้แก่ การฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงานหรือคำสั่งตามกฎหมายในประเด็นอื่น จำนวน 60 คดี ลดลง 7 คดี มีโทษปรับ 60,000–300,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาต 31 กรณี ความผิดฐานไม่แจ้งหน่วยงานเมื่อแรงงานต่างชาติขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง จำนวน 37 คดี มีโทษปรับ 30,000–150,000 เหรียญไต้หวัน และความผิดฐานนำชื่อของตนไปใช้เป็นนายจ้างแทนบุคคลอื่น จำนวน 9 คดี ลดลง 12 คดี มีโทษปรับ 150,000–750,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาต 5 กรณี

กระทรวงแรงงานได้ย้ำเตือนนายจ้างว่า การจ้างแรงงานต่างชาติทุกกรณีจะต้องยื่นขอและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งตรวจสอบเอกสารประจำตัวของแรงงานก่อนการจ้างงานทุกครั้ง งดเว้นการจ้างงานนอกระบบหรือให้ที่พักพิงแก่แรงงานผิดกฎหมาย และห้ามมิให้นำชื่อของตนไปใช้เป็นนายจ้างแทนผู้อื่นโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนกฎหมาย จะถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป
2. ชาวไต้หวันแห่ลงชื่อค้านนำเข้าแรงงานอินเดีย ทะลุ 4.1 หมื่นรายใน 7 วัน ถกเดือดระหว่างความปลอดภัยกับการเหยียดเชื้อชาติ
นโยบายการเปิดรับแรงงานต่างชาติจากอินเดียของรัฐบาลไต้หวันกลายเป็นประเด็นร้อนที่จุดกระแสถกเถียงในวงกว้าง ไม่เพียงแต่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Threads เท่านั้น แต่ยังลุกลามไปสู่ JOIN แพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมด้านนโยบายสาธารณะ ซึ่งมีประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านแล้วกว่า 41,000 ราย ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลระงับแผนการดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับประเด็นความปลอดภัยสาธารณะและความเสมอภาคทางเพศเป็นอันดับแรก

กระแสต่อต้านปะทุขึ้นหลังจากที่นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกมายืนยันว่าแรงงานอินเดียชุดแรกอาจเดินทางมาถึงไต้หวันได้เร็วที่สุดภายในปีนี้ ข้อเสนอในแคมเปญลงชื่อระบุชัดเจนว่า รัฐบาลควรระงับแผนนำเข้าแรงงานอินเดียอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบที่ครอบคลุมและรัดกุม

ไต้หวันและอินเดียลงนาม MOU เมื่อ 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดช่องทางให้แรงงานอินเดียเข้ามาทำงานในภาคการผลิตและภาคการก่อสร้างของไต้หวัน (ภาพจาก LTN)
เนื้อหาของข้อเสนอดังกล่าวอ้างอิงรายงานข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอินเดีย ทั้งเหตุการณ์บนรถพยาบาลและคดีล่วงละเมิดที่กระทำต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุบางรายไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน จึงตั้งข้อกังขาว่าการตรวจสอบใบรับรองประวัติอาชญากรรมอาจไม่เพียงพอสำหรับการคัดกรองความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของระบบราชการอินเดียและความเข้มงวดในการออกเอกสารราชการ ว่าสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยของไต้หวันหรือไม่ โดยกลุ่มผู้คัดค้านยืนยันว่าไม่ควรนำความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะผู้หญิง ไปเสี่ยงกับนโยบายที่ยังมีช่องโหว่ในด้านความเท่าเทียมทางเพศ

หลังนายหงเซินฮั่น รมว. กระทรวงแรงงาน ออกมายืนยันว่าแรงงานอินเดียชุดแรกอาจเดินทางมาถึงไต้หวันได้เร็วที่สุดภายในปีนี้ เกิดกระแสคัดค้านนในประเด็นความปลอดภัยด้านเพศ
การถกเถียงในโลกออนไลน์ดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน ฝ่ายที่คัดค้านยืนกรานว่าจุดยืนของตนไม่ได้มาจากอคติ หากแต่มาจากความกังวลที่อิงอยู่กับสถิติคดีอาชญากรรมต่อสตรีในอินเดีย ดังที่มีเสียงสะท้อนว่า "อินเดียมีชื่อเสียงด้านนี้ในทางลบมากจริงๆ" หรือ "ไม่ใช่ว่าไต้หวันไม่มีคดีข่มขืน แต่ประเทศที่มีสถิติสูงจนน่าตกใจแบบนั้น เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะไม่มาสร้างอันตรายที่นี่" รวมถึงเสียงจากกลุ่มผู้ปกครองที่แสดงความกังวลว่า "ในฐานะแม่ที่มีลูกสาว รู้สึกกลัวจริงๆ"

ณ 16:00 น. วันที่ 17 เมษายน 2569 แพลตฟอร์ม JOIN มีผู้ลงนามสนับสนุนคัดค้านนโยบายนำเข้าแรงงานอินเดียวแล้ว 41,546 ราย ขณะที่ยังเหลือเวลาลงนามอีก 52 วัน (ภาพจากเว็บไซต์ JOIN )
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนนโยบายมองว่า การคัดค้านในครั้งนี้เต็มไปด้วยการตีตราและแฝงการเหยียดเชื้อชาติ พร้อมชี้ว่าไม่มีข้อมูลทางสถิติที่พิสูจน์ได้ว่าแรงงานอินเดียมีอัตราการก่ออาชญากรรมสูงกว่าแรงงานชาติอื่น และยกตัวอย่างประเทศอย่างญี่ปุ่นและมาเลเซียที่นำเข้าแรงงานอินเดียจำนวนมากโดยไม่มีปัญหา พร้อมตั้งคำถามกลับว่า "คนไต้หวันมีสิทธิ์อะไรไปดูถูกคนอื่น?" และ "ถ้าไม่ใช่อินเดีย แล้วจะเอาแรงงานจากประเทศไหนถึงจะพอใจ?"

แนวร่วมกลุ่ม NGO ชุมนุมเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติ พิจารณาตรวจสอบ MOU ระหว่างไต้หวันและอินเดีย แทนการรายงานเพื่อทราบ และนำเข้าผ่านระบบรัฐต่อรัฐ
หวังหงเวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) แสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายนี้อย่างชัดเจนผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่าประชาชนคัดค้านมาโดยตลอด แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) กลับพยายามผลักดันอย่างต่อเนื่อง เธอยังย้อนความไปถึงปี 2566 ที่รัฐบาลเคยกล่าวหาว่าความกังวลเกี่ยวกับ "เกาะแห่งการล่วงละเมิดทางเพศ" เป็นข่าวลือที่ถูกปล่อยโดยกลุ่มอิทธิพลภายนอกเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทว่าในที่สุดเมื่อปี 2567 รัฐบาลก็ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแรงงานกับอินเดียจริง
หวังหงเวยยังชี้ให้เห็นปัญหาเชิงระบบที่ยังคาราคาซังอยู่ โดยระบุว่า ณ เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไต้หวันมีแรงงานผิดกฎหมายสูงถึง 94,000 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการระบบแรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงตั้งคำถามว่าภายใต้กลไกที่ยังไม่สมบูรณ์เช่นนี้ รัฐบาลจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้อย่างไร

กลุ่มประชาสัมคมชุมนุมประท้วงคัดค้านการนำเข้าแรงงานอินเดียด้วยเหตุผลผวาอาชญากรรมต่อสตรีอยู่ในอัตราสูง (ภาพจาก taisounds-com)
ด้านนายจวงรุ่ยสง ประธานวิปพรรค DPP ให้สัมภาษณ์ว่าเข้าใจถึงความกังวลของสังคม แต่ขอให้การอภิปรายเรื่องนโยบายตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและดำเนินไปบนหลักสากล โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ไต้หวันกำลังเผชิญกับวิกฤตการขาดแคลนแรงงาน เขาย้ำว่าการขยายแหล่งที่มาของแรงงานต่างชาติมีวัตถุประสงค์เพื่อกระจายความเสี่ยงและตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างรอบคอบ ไม่รีบร้อน และจะพิจารณาทั้งความต้องการทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความมั่นคงของสังคมอย่างสมดุล
ทั้งนี้ JOIN คือแพลตฟอร์มที่เปิดให้มีส่วนร่วมด้านนโยบายสาธารณะ เป็นเว็บไซต์ที่จัดตั้งโดยคณะกรรมการพัฒนาประเทศเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 โดยอ้างอิงรูปแบบจากเว็บไซต์ We the People ของทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา เปิดให้พลเมืองไต้หวันและชาวต่างชาติที่ถือบัตรถิ่นที่อยู่สามารถลงทะเบียน ยื่นข้อเสนอ และร่วมลงชื่อสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ หากข้อเสนอได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า 5,000 รายชื่อภายใน 60 วัน หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องตอบกลับภายในกรอบเวลาเดียวกันตามที่กฎหมายกำหนด
3. หนุ่มเวียดนามแค้นถูกบอกเลิก ส่งข้อความข่มขู่สามีอดีตแฟน “ฆ่าเธอที่ไต้หวันไม่ใช่เรื่องยาก” ศาลตัดสินจำคุก 11 เดือน
นายเล แรงงานชาวเวียดนาม ได้ก่อเหตุคุกคามอดีตแฟนสาวอย่างต่อเนื่องภายหลังถูกบอกเลิก โดยส่งข้อความข่มขู่ไปยังสามีคนปัจจุบันของฝ่ายหญิงว่า "การฆ่าเธอที่นี่ไม่ใช่เรื่องยาก" นอกจากนี้ยังเผยแพร่คลิปวิดีโอส่วนตัวที่แอบบันทึกไว้ขณะฝ่ายหญิงกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า และนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหายไปใช้โดยมิชอบ ล่าสุดศาลท้องถิ่นไถหนานมีคำพิพากษาจำคุก 11 เดือน ในความผิดฐานข่มขู่คุกคามและละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

คำพิพากษาของศาลระบุว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2563–2565 ภายหลังฝ่ายหญิงบอกเลิกรา ผู้ต้องหาได้ใช้เฟซบุ๊กและสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางในการส่งข้อความคุกคามอดีตแฟนสาวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ใส่ร้ายว่าเป็นโสเภณี และข่มขู่ว่าจะทำร้ายทั้งตัวผู้เสียหายและบุตรผู้เยาว์อีกสองคน ยิ่งกว่านั้น ผู้ต้องหายังส่งข้อความไปยังสามีของผู้เสียหายโดยตรงว่าสามารถสังหารภริยาได้โดยไม่ยากนัก พร้อมทั้งสอบถามบุคคลอื่นถึงค่าใช้จ่ายในการจ้างวานทำร้ายร่างกาย เช่น การตัดมือหรือตัดเท้าในประเทศเวียดนาม และได้บันทึกหลักฐานการสนทนาดังกล่าวส่งให้ผู้เสียหายรับทราบ อันก่อให้เกิดความหวาดกลัวอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความผิดฐานข่มขู่ให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัย และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมอย่างร้ายแรง

หากไม่สามารถควบคุมสติอารมณ์อาจนำไปสู่ความเสียหายได้ ในภาพเป็นสื่อประชาสัมพันธ์การตรวจสุขภาพจิต จัดทำโดยกระทรวงแรงงาน
นอกเหนือจากการข่มขู่ด้วยวาจาแล้ว ผู้ต้องหายังนำคลิปวิดีโอที่แอบบันทึกขณะอดีตแฟนสาวเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเผยแพร่ต่อญาติมิตรและสาธารณชน รวมถึงสร้างบัญชีปลอมเพื่อนำภาพของผู้เสียหายไปโพสต์พร้อมข้อความดูหมิ่นเหยียดหยาม อันเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้เสียหายอย่างร้ายแรง
ศาลท้องถิ่นไถหนานได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งปวงโดยครบถ้วน และคำนึงถึงปัจจัยบรรเทาโทษหลายประการ ได้แก่ การที่ผู้ต้องหากระทำผิดอันเนื่องมาจากการขาดสติยั้งคิดชั่วขณะ การให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา การที่คู่กรณีได้ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยจนผู้เสียหายยินยอมให้อภัย ตลอดจนภาระในการเลี้ยงดูบิดามารดาและบุตรผู้เยาว์

ศาลจึงมีคำพิพากษาลงโทษในความผิดฐานข่มขู่รวม 9 กระทง กระทงละ 2 เดือน และในความผิดฐานเผยแพร่ภาพส่วนตัวโดยมิชอบและละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล กระทงละ 3 เดือน รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 11 เดือน ทั้งนี้ ผู้ต้องหามีสิทธิเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นค่าปรับได้ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ในอัตรา 1,000 เหรียญต่อวัน หรือเป็นเงินรวม 330,000 เหรียญไต้หวัน
4. สลด! แรงงานอินโดนีเซียวัย 50 ปี ถูกรถพ่นยาฆ่าแมลงพลิกคว่ำทับดับที่เมืองผูหลี่ เจ้าหน้าที่เชื่อเกิดจากการควบคุมรถผิดพลาด
เกิดเหตุสลดในพื้นที่ตำบลผูหลี่ เมืองหนานโถว แหล่งเพาะปลูกเสาวรสที่สำคัญของไต้หวัน หลังแรงงานชาวอินโดนีเซียวัย 50 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถพ่นยาฆ่าแมลงเสียหลักพลิกคว่ำทับร่าง เจ้าหน้าที่เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเกิดจากการบังคับรถผิดพลาดขณะขับลงทางลาดชัน

แรงงานอินโดนีเซียวัย 50 ปี ถูกรถพ่นยาฆ่าแมลงพลิกคว่ำทับดับที่เมืองผูหลี่ เจ้าหน้าที่เชื่อเกิดจากการควบคุมรถผิดพลาด
เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 14:30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีผูหลี่ได้รับแจ้งเหตุรถเกษตรพลิกคว่ำบริเวณถนนลูกรัง ใกล้กับบ้านเลขที่ 310 ถนนเป่ยชุน เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยรุดไปยังที่เกิดเหตุทันที และพบร่างชายชาวอินโดนีเซียถูกรถพ่นยาฆ่าแมลงขนาดเล็กทับอยู่ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ประสบเหตุเสียชีวิตแล้วในที่เกิดเหตุ

แรงงานอินโดนีเซียวัย 50 ปี ถูกรถพ่นยาฆ่าแมลงพลิกคว่ำทับดับที่เมืองผูหลี่ เจ้าหน้าที่เชื่อเกิดจากการควบคุมรถผิดพลาด
จากการตรวจสอบและจำลองเหตุการณ์ของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน มีความเป็นไปได้ว่าขณะที่ผู้เสียชีวิตกำลังขับรถพ่นยาลงทางลาดชันที่มีลักษณะแคบ เกิดความผิดพลาดในการบังคับรถจนเสียหลักไปเบียดกับคันดินข้างทาง ส่งผลให้รถพลิกตะแคงอย่างรวดเร็วและทับร่างผู้เสียชีวิตจนไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ทัน

แรงงานอินโดนีเซียวัย 50 ปี ถูกรถพ่นยาฆ่าแมลงพลิกคว่ำทับดับที่เมืองผูหลี่ เจ้าหน้าที่เชื่อเกิดจากการควบคุมรถผิดพลาด
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมเรียกนายจ้างและผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำเพื่อบันทึกเป็นหลักฐาน และรายงานเหตุการณ์ต่ออัยการเพื่อทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด เพื่อระบุสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดต่อไป ด้านการประสานงานระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งไปยังสำนักงานตัวแทนอินโดนีเซียประจำไต้หวัน เพื่อติดต่อญาติและประสานงานเรื่องการจัดการศพตามประเพณีและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

แรงงานอินโดนีเซียวัย 50 ปี ถูกรถพ่นยาฆ่าแมลงพลิกคว่ำทับดับที่เมืองผูหลี่ เจ้าหน้าที่เชื่อเกิดจากการควบคุมรถผิดพลาด
เจ้าหน้าที่ตำรวจฝากคำเตือนไปยังเกษตรกรและแรงงานที่ต้องใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร โดยเฉพาะการขับขี่บนทางลาดชันหรือเส้นทางที่คับแคบ ให้เพิ่มความระมัดระวังในการบังคับเครื่องจักรเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจนำไปสู่การสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน