ที่ตำบลผูหลี่ เมืองหนานโถว กัวเอินฉี(郭恩綺) และจางซือก่วง(章思廣) อดีตผู้ทำงานด้านอาหารในฟาร์มสมุนไพร ตัดสินใจกลับบ้านในปี 2002 เพื่อฟื้นสวนกุหลาบที่ถูกทิ้งร้างของครอบครัว โดยยึดแนวทาง “ไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืช ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี” และด้วยคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญสายสโลว์ฟู้ด สวีโจ้ง(徐仲) ทำให้กุหลาบของพวกเขาก้าวเข้าสู่วงการเบเกอรี่
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2010 เมื่ออู๋เป่าชุน(吳寶春) คว้าแชมป์โลกจากขนมปัง “ลิ้นจี่กุหลาบ” โดยใช้กุหลาบจากแบรนด์ “เหมยไคซื่อตู้” (LOHAS EDIBLE ROSE) ของทั้งคู่ ส่งให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ต่อมาในปี 2021 แยมกุหลาบจากสวนของพวกเขาคว้า 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง จากเวทีแยมส้มระดับโลก ตอกย้ำให้ “กุหลาบปลอดสารพิษ” ก้าวสู่เวทีสากล และผลักดัน LOHAS ROSE ให้เป็นแบรนด์ตัวแทนกุหลาบกินได้ของไต้หวัน
ด้วยพื้นฐานที่กัวเอินฉีถนัดขนมหวานตะวันตก และจางซือกว่างเชี่ยวชาญอาหารจีน ประสบการณ์จากฟาร์มสมุนไพรในหนานโถวจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญ เดิมสวนกุหลาบของครอบครัวปลูกแบบทั่วไปและเคยถูกทิ้งร้าง แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความฝัน เมื่อทั้งคู่ตั้งใจเปิดร้านอาหารที่ใช้ดอกไม้กินได้เป็นวัตถุดิบ ทว่าตลาดกลับแทบไม่มีกุหลาบปลอดสารที่ปลอดภัยต่อการบริโภค พวกเขาจึงเลือกเริ่มจากต้นทาง ลงมือพัฒนาสวนของตนเอง และก้าวสู่เส้นทางกุหลาบปลอดสารอย่างจริงจัง
แม้แรงจูงใจจะเรียบง่าย แต่เส้นทางกลับไม่ง่ายเลย ทั้งคู่ไม่มีพื้นฐานเกษตร ต้องเรียนรู้จากอินเทอร์เน็ตและผู้รู้รอบตัว ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากครอบครัวและสังคมที่มองว่าเป็นทางเลือกที่เสี่ยงและเหนื่อยล้า แต่พวกเขาไม่ถอย กลับยิ่งมุ่งมั่นพิสูจน์ตัวเอง เริ่มต้นจากสวนรกร้างที่เต็มไปด้วยวัชพืช ค่อย ๆ ฟื้นฟูทีละก้าว จนกลายเป็นจุดตั้งต้นของเรื่องราว “กุหลาบกินได้” ในวันนี้
เมื่อการปลูกกุหลาบเริ่มนิ่ง ทั้งคู่จึงทบทวนทิศทางใหม่ หลังตั้งแบรนด์ “เหมยไคซื่อตู้” (LOHAS EDIBLE ROSE) ในปี 2008 ความฝันเปิดร้านอาหารถูกพักไว้ เพื่อทุ่มเทให้สวนอย่างเต็มที่ ก่อนหันมาโฟกัสการแปรรูป โดยเฉพาะ “แยมกุหลาบ” ที่แม้ดูเรียบง่าย แต่ผ่านการทดลองนับไม่ถ้วน ซึ่งสูตรมีเพียงกุหลาบ น้ำตาล มะนาว และน้ำ แต่ว่าแก่นอยู่ที่รายละเอียด เช่น จังหวะเติมน้ำมะนาวซึ่งมีผลต่อสีและรส จากเดิมที่สีคล้ำ ทั้งคู่ทดลองซ้ำจนค้นพบวิธีเติมเป็นช่วง ๆ เพื่อควบคุมออกซิเดชัน ทำให้ได้แยมสีสดและรสใกล้กลีบดอกจริง โดยไม่ต้องเปลี่ยนส่วนผสม สะท้อนมาตรฐานที่พิถีพิถัน
อย่างไรก็ตาม ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สุดเกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อกัวเอินฉีป่วยเป็นมะเร็งและต้องพักรักษาตัวถึง 2 ปี ไม่สามารถทำสวนได้ เธอจึงกลับมาอยู่กับครัว ทดลองทำแยมอีกครั้ง พร้อมตั้งคำถามว่าตนยังทำอะไรได้บ้าง ท้ายที่สุด เธอตัดสินใจลงแข่งขันแยมส้มระดับโลก เพื่อพิสูจน์คำที่เคยให้ไว้กับตัวเองและคู่ชีวิต และในการลงแข่งครั้งแรก เธอก็คว้า 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง จากแยมกุหลาบผสมส้ม พาผลิตภัณฑ์กุหลาบแปรรูปของไต้หวันก้าวสู่เวทีโลก

คว้า 1 เหรียญทอง 8 เหรียญเงิน 16 เหรียญทองแดง จากเวทีประกวดแยมส้มอังกฤษ ปี 2026