สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้จะมาพูดคุยใน 2 ประเด็น เริ่มต้นกันที่การประกาศผลรางวัลด้านอุตสาหกรรมการบินระดับนานาชาติปีนี้ ซึ่งท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนของไต้หวันก็ขยับขึ้นมาติดใน 25 อันดับแรกของสนามบินยอดเยี่ยมระดับโลก และยังสามารถคว้ารางวัลอันดับหนึ่งบริการจัดการสัมภาระยอดเยี่ยมมาครองได้อีกหนึ่งสมัยด้วย

Skytrax ได้ดำเนินการสำรวจอุตสาหกรรมการบินขนาดใหญ่และมีมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1999 โดยเกณฑ์การมอบรางวัลในปีนี้อ้างอิงจากผลสำรวจและการประเมินผลตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว (2025) จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ (2026) ซึ่งมีผู้โดยสารกว่า 100 ประเทศเข้าร่วมการประเมิน ครอบคลุมสนามบินประมาณ 570 แห่งทั่วโลก โดยปีนี้มีหมวดหมู่รางวัลมากกว่า 20 รายการ อาทิ ความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ การรับประทานอาหารและชอปปิง รวมถึงการจัดการสัมภาระ นอกจากนี้ยังมีการประกาศรายชื่อ 100 อันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลกด้วย

โดยครั้งนี้สนามบินเถาหยวนครองอันดับที่ 24 ของการจัดอันดับ 100 สนามบินดีที่สุดในโลก อันดับ 1 ประเภทการจัดการสัมภาระยอดเยี่ยมของโลก, อันดับ 3 ประเภทการพัฒนาสนามบิน, อันดับ 6 ประเภทความสะอาดสนามบิน, อันดับ 6 ประเภทบริการพนักงาน, อันดับ 7 ประเภทการตรวจคนเข้าเมือง, อันดับ 8 ประเภทห้องน้ำสะอาด, อันดับ 10 ประเภทร้านค้าภายในสนามบิน และอันดับ 10 ประเภทสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับครอบครัวด้วย

ส่วน 10 อันดับแรกสนามบินดีที่สุดในโลกปีนี้ ประกอบด้วย อันดับ 1 สนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์, อันดับ 2 สนามบินอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ และอันดับ 3 สนามบินฮาเนดะ ประเทศญี่ปุ่น อันดับ 4 สนามบินฮ่องกง อันดับ 5 สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น อันดับ 6 สนามบินปารีส-ชาร์ล เดอ โกล ประเทศฝรั่งเศษ อันดับ 7 สนามบิน โรม-ฟิวมิชิโน ประเทศอิตาลี อันดับ 8 สนามบิน อิสตานบูล ประเทศตุรกี อันดับ 9 สนามบิน มิวนิค ประเทศเยอรมันนี อันดับ 10 สนามบิน แวนคูเวอร์ ประเทศแคนนาดา ขณะที่สนามบินสุวรรณภูมิของไทยอยู่ในอันดับที่ 36 ขยับขึ้นมาจากอันดับที่ 39 ในปีที่แล้ว

ต่อมาเป็นประเด็นเกี่ยวกับโครงการส่งต่อเครื่องสำอางมือสองของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไต้หวันที่มีชื่อว่า Beautify Formosa เพราะจากสำรวจพฤติกรรมการทิ้งเครื่องสำอางของกลุ่มผู้ใช้เครื่องสำอางในไต้หวัน พบว่า จะมีการทิ้งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเฉลี่ยต่อคนสูงถึง 58 ชิ้น และในจำนวนมี 17 ไม่เคยเปิดใช้งาน และหากคำนวณจากจำนวนผู้ใช้เครื่องสำอางในไต้หวันที่มีประมาณ 10 ล้านคน จะพบว่ามีเครื่องสำอางที่ถูกวางทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งานสูงถึง 170 ล้านชิ้น และหากคิดราคาเฉลี่ยชิ้นละประมาณ 400 เหรียญไต้หวัน มูลค่ารวมที่ซ่อนอยู่จะสูงถึงประมาณ 68,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณในการสร้างสนามกีฬาไทเปโดมได้ถึง 1.6 แห่ง

นอกจากนี้ผลการสำรวจยังแสดงให้เห็นพฤติกรรมการใช้และการซื้อเครื่องสำอางของผู้ใช้ในไต้หวัน พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้ใช้เครื่องสำอางแต่ละคนมีเครื่องสำอางประมาณ 64% แทบไม่ค่อยถูกใช้งาน และ 81% ของผู้บริโภคหยุดใช้เครื่องสำอางอย่างน้อย 5 ชิ้นภายในหนึ่งปี ขณะที่ประมาณ 43% เลือกที่จะทิ้งเครื่องสำอางที่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เครื่องสำอางถูกใช้อย่างสิ้นเปลืองมากที่สุดคือ “สีหรือเนื้อสัมผัสไม่เหมาะสม” กับ “การมีผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกว่ามาแทนที่” อันสะท้อนให้เห็นว่ายิ่งมีเครื่องสำอางมาก ก็ยิ่งมีโอกาสถูกทิ้งหรือไม่ได้ใช้งานเนื่องจากการแข่งขันของสินค้าใหม่มากขึ้น

ดังนั้นแคมเปญส่งต่อเครื่องสำอางมือสอง จึงเป็นโครงการนำเครื่องสำอางมารีไซเคิล โดยผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่หมดอายุจะถูกนำมาจัดระเบียบและจำหน่ายในงานการกุศลเพื่อหาเจ้าของใหม่ ส่วนผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุแล้วจะนำไปใช้แต่งหน้าศพ, ใช้เป็นวัสดุทำงานศิลปะสำหรับ หรือใช้ในการเรียนการสอน เป็นต้น
ทั้งนี้ ศ.เกียรติคุณ หวังอิ้งหราน (王應然) จากสถาบันวิจัยเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเฉิงกง (NCKU) ระบุว่า แม้โครงการจะมีเจตนาที่ดี แต่เนื่องจากเครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องสัมผัสกับร่างกายโดยตรง กระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่จึงมีตัวแปรหลายอย่างที่ยากต่อการควบคุม อีกทั้งผลิตภัณฑ์มือสองมักจะไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาดั้งเดิมหรือวันหมดอายุที่แน่นอนได้ หากผู้ที่ได้รับต่อนำไปใช้แล้วเกิดอาการแพ้หรือมีปัญหาทางผิวหนัง ก็จะไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหาย และนำไปสู่ข้อพิพาทด้านการผู้บริโภคได้

ด้านสำนักงานอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน ก็ได้โพสต์เตือนถึงความสำคัญในการทิ้งเครื่องสำอางเริ่มจาก ของเหลวที่ยังใช้ไม่หมดไม่ควรเทลงในซิงค์ล้างจานหรือชามโถส้วมโดยตรง ควรนำเนื้อผลิตภัณฑ์ไปซับด้วยกระดาษหนังสือหนังสือพิมพ์เก่าหรือเศษผ้าก่อน จากนั้นจึงบรรจุลงในถุงขยะและทิ้งรวมกับขยะทั่วไป เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม หากเป็นขวดเปล่าหรือบรรจุภัณฑ์ หลังจากทำความสะอาดเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ตกค้างออกจนหมดแล้ว ให้ทำการคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลตามประเภท เช่น พลาสติก หรือขวดแก้ว ส่วนวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ให้จัดการทิ้งเป็นขยะทั่วไป