Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 20 เมษายน 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 20 เมษายน 2569

อิหร่านไฟเขียว 4 ชาติเอเชีย! อนุญาตผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญเตือนยังมีความไม่แน่นอน

    BBC รายงานว่า ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะยื่นคำขาดต่ออิหร่าน ประเทศในเอเชียบางแห่งได้ทยอยเจรจาหรือได้รับการยินยอมจากกรุงเตหะราน เพื่อให้เรือของตนสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ซึ่งรวมถึง ปากีสถาน อินเดีย ฟิลิปปินส์ และจีน ในส่วนของญี่ปุ่นและมาเลเซีย ก็มีรายงานว่าเรือบางลำได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าการอนุญาตดังกล่าวเป็นเพียงกรณีเฉพาะ หรือเป็นข้อตกลงในภาพรวม รวมถึงเงื่อนไขในการผ่านก็ยังไม่ได้รับการเปิดเผย

     ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือระบุว่า แม้อิหร่านจะเปิดทางให้บางประเทศสามารถเดินเรือผ่านได้ แต่ขอบเขตของข้อตกลงและระยะเวลาที่จะมีผลบังคับใช้ยังคงเป็นคำถามสำคัญ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากใช้ธงของประเทศที่สาม เช่น ปานามา หรือหมู่เกาะมาร์แชลล์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังไม่ได้รับการรับประกันด้านความปลอดภัย

     ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดเส้นตายให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือบรรลุข้อตกลงภายในเวลา 20.00 น. ตามเวลาสหรัฐตะวันออก หรือ 08.00 น. ตามเวลาไต้หวัน มิฉะนั้นกองทัพสหรัฐจะดำเนินการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน เช่น สะพานและโรงไฟฟ้า พร้อมประกาศว่าจะสามารถ “ทำลายอิหร่านได้ภายในคืนเดียว”

     รายงานของ BBC ยังระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ปากีสถาน อินเดีย และจีน ต่างได้รับการยืนยันหรือการยินยอมโดยนัยจากอิหร่าน ให้เรือของตนสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยปากีสถานเปิดเผยเมื่อวันที่ 28 มีนาคมว่า มีเรืออย่างน้อย 20 ลำได้รับอนุญาตแล้ว

     ด้านอินเดียระบุว่าความคืบหน้าดังกล่าวเป็นผลจากความพยายามทางการทูต ขณะที่จีนก็ยืนยันว่ามีเรือของตนผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้โดยได้รับความช่วยเหลือจากอิหร่าน อีกทั้งจีนยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเตหะราน และร่วมมือกับปากีสถานในการผลักดันให้เกิดการหยุดยิงระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือเตือนว่า การรับประกันความปลอดภัยดังกล่าวยังมีข้อจำกัดและความไม่แน่นอนสูง ดิมิทริส มานิอาติส (Dimitris Maniatis) จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการเดินเรือ Marisks ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการรับประกันของอิหร่านครอบคลุมเฉพาะเรือบางลำ หรือครอบคลุมเรือทั้งหมดที่ใช้ธงของประเทศใดประเทศหนึ่ง

    ขณะที่ Roc Shi นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์กล่าวว่า ประเทศที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียเริ่มตระหนักแล้วว่า หากต้องการให้การขนส่งพลังงานกลับมาเป็นปกติ จำเป็นต้องเจรจากับอิหร่าน แม้ว่าข้อตกลงเหล่านี้จะถือเป็น “ความก้าวหน้าทางการทูต” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิกฤตจะได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์

     ฟิลิปปินส์ถือเป็นประเทศล่าสุดในเอเชียที่บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน หลังจากมีการหารือเมื่อวันที่ 3 โดยฟิลิปปินส์พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 98% และหลังจากเกิดความขัดแย้งก็ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานทั่วประเทศเป็นรายแรก

    ด้านโรเจอร์ ฟูเกต์ (Roger Fouquet) จากสถาบันวิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์มองว่า กรณีที่ฟิลิปปินส์ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นพันธมิตรของสหรัฐยังได้รับอนุญาตจากอิหร่าน ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ และสะท้อนว่าอิหร่านอาจเลือกแยกพิจารณาเป็นรายประเทศ โดยดูว่าประเทศนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรงหรือไม่

     ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นและมาเลเซียก็มีเรือบางส่วนสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงบริษัทเดินเรือญี่ปุ่น Mitsui O.S.K. Lines อย่างไรก็ตามเงื่อนไขของการอนุญาต รวมถึงประเด็นว่ามีการจ่ายค่าธรรมเนียมในการผ่านหรือไม่นั้น ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจน

     ดิมิทริส มานิอาติส (Dimitris Maniatis) ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากยังคงใช้ธงของประเทศที่สาม เช่น ปานามา และหมู่เกาะมาร์แชลล์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังไม่ได้รับการรับประกันความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

     สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีความพยายามทางการทูตในการเปิดเส้นทางเดินเรือบางส่วน แต่ความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในระดับสูง และอาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป (ที่มาภาพบน: yahoo)

一艘懸掛印度國旗的船舶4月1日經荷莫茲海峽抵達孟買港口。歐新社

(ที่มา: udn)

 

ไต้หวันยอมลดภาษีสินค้าเกษตรสหรัฐฯ ทั้งข้าวสาลี-เนื้อวัว-แอปเปิล หวังดึงราคาอาหารในประเทศให้คงที่

      หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงาน ประเมินอุปสรรคทางการค้า ซึ่งมีการพูดถึงข้อตกลงการค้าภาคเกษตร ภายใต้กรอบความร่วมมือ ART ระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ ทางด้านกระทรวงเกษตรของไต้หวันออกมาชี้แจงว่า ในส่วนของการเปิดนำเข้าสินค้าเกษตร รัฐบาลยังคงยึดหลักสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยสินค้าหลักที่มีความสำคัญต่อประเทศ เช่น ข้าว เนื้อไก่ และเนื้อหมู จะยังคงไม่ปรับลดภาษี หรือรักษาระดับภาษีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองเกษตรกรภายในประเทศ

     ขณะเดียวกันสำหรับสินค้าเกษตรบางประเภทที่ไต้หวันมีการผลิตในประเทศในปริมาณจำกัด หรือแทบไม่มีการผลิต และต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก รัฐบาลได้เห็นชอบให้ปรับลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค และช่วยลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ

     สินค้าในกลุ่มนี้ ได้แก่ ข้าวสาลี เนื้อวัว ล็อบสเตอร์ ปลาค็อด แอปเปิล เชอร์รี และถั่วต่าง ๆ ซึ่งกระทรวงเกษตรประเมินว่า การปรับลดภาษีดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคภายในประเทศ

     ในด้านการส่งออก กระทรวงเกษตรระบุว่า การเจรจาภายใต้กรอบความตกลง ART สามารถรักษาผลประโยชน์ของภาคการเกษตรของไต้หวันได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยสินค้าเกษตรของไต้หวันที่ส่งออกไปยังสหรัฐ จะถูกกำหนดอัตราภาษีไว้ที่ร้อยละ 15 และจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อนเพิ่มเติม ตามหลักประเทศที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง หรือ MFN ภายใต้องค์การการค้าโลก ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องให้สิทธิทางการค้าอย่างเท่าเทียมกัน

     นอกจากนี้ สินค้าเกษตรบางประเภทที่มีศักยภาพสูงของไต้หวัน เช่น ชา และกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส ยังได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าว ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดส่งออกไปยังสหรัฐในระยะต่อไป

     สำหรับประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เกี่ยวกับการที่ไต้หวันจะไม่จัดเก็บภาษีตามมาตรการปกป้องพิเศษ หรือ SSG กับสินค้าเกษตรจากสหรัฐนั้น กระทรวงเกษตรย้ำว่า มาตรการ SSG ของไต้หวันยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ และไม่ได้ถูกยกเลิกแต่อย่างใด

     โดยปริมาณสินค้านำเข้าจากสหรัฐ ยังคงถูกนำมาคำนวณในเกณฑ์สำหรับการใช้มาตรการ SSG ขณะเดียวกัน ระบบโควตาภาษี หรือ TRQ ก็ยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมการนำเข้า ทั้งนี้ อัตราภาษีที่สูงในระบบ TRQ รวมถึงมาตรการ SSG จะยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศ ดังนั้น กระทรวงเกษตรประเมินว่า การไม่เรียกเก็บภาษี SSG กับสินค้าเกษตรจากสหรัฐ จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศในระดับจำกัด

     ในส่วนของการเปิดให้นำเข้าไขมันวัวและเลือดวัวจากสหรัฐ กระทรวงเกษตรชี้แจงว่า สหรัฐไม่มีรายงานการเกิดโรควัวบ้า หรือ BSE แบบรุนแรงมานานกว่า 20 ปี และในปี 2013 องค์การสุขภาพสัตว์โลก หรือ WOAH ได้รับรองให้สหรัฐเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงของโรคดังกล่าวในระดับต่ำมาก

     โดยการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จะจำกัดเฉพาะการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เท่านั้น ไม่ใช่สำหรับการบริโภคของมนุษย์ และยังมีข้อห้ามในการใช้กับสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัวหรือแกะ พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะดำเนินมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพสัตว์ภายในประเทศ และสร้างความมั่นใจให้กับสาธารณชน

     กระทรวงเกษตรยังเน้นย้ำว่า ข้อผูกพันด้านการเกษตรภายใต้ความตกลง ART สามารถรักษาสมดุลระหว่าง 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยของผู้บริโภค และการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศ

     ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีได้ประกาศจัดตั้งกองทุนความมั่นคงทางการเกษตร มูลค่า 30,000 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อใช้เป็นกลไกสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยกระทรวงเกษตรจะเร่งผลักดันให้เกษตรกรและผู้ส่งออก ใช้โอกาสจากความตกลง ART ในการขยายตลาดต่างประเทศ ปรับโครงสร้างการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างความแตกต่างในตลาด นอกจากนี้ ยังมีแผนในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคภายในประเทศ ต่อสินค้าเกษตรที่ผลิตในประเทศ เพื่อเพิ่มความต้องการบริโภคสินค้าในประเทศควบคู่ไปด้วย

     ในระยะต่อไป รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์การนำเข้าสินค้าเกษตร รวมถึงภาวะตลาดภายในประเทศอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการสนับสนุนอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและรายได้ของเกษตรกร รักษาเสถียรภาพของภาคการเกษตร และสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจการเกษตรของไต้หวันในระยะยาว

美國日前公布「各國貿易障礙評估報告」,提及我國在台美對等貿易協定(ART)農業相關承諾內容。 聯合報系資料照

(ที่มา: 經濟日報)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解