อิหร่านไฟเขียว 4 ชาติเอเชีย! อนุญาตผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญเตือนยังมีความไม่แน่นอน
BBC รายงานว่า ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะยื่นคำขาดต่ออิหร่าน ประเทศในเอเชียบางแห่งได้ทยอยเจรจาหรือได้รับการยินยอมจากกรุงเตหะราน เพื่อให้เรือของตนสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ซึ่งรวมถึง ปากีสถาน อินเดีย ฟิลิปปินส์ และจีน ในส่วนของญี่ปุ่นและมาเลเซีย ก็มีรายงานว่าเรือบางลำได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าการอนุญาตดังกล่าวเป็นเพียงกรณีเฉพาะ หรือเป็นข้อตกลงในภาพรวม รวมถึงเงื่อนไขในการผ่านก็ยังไม่ได้รับการเปิดเผย
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือระบุว่า แม้อิหร่านจะเปิดทางให้บางประเทศสามารถเดินเรือผ่านได้ แต่ขอบเขตของข้อตกลงและระยะเวลาที่จะมีผลบังคับใช้ยังคงเป็นคำถามสำคัญ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากใช้ธงของประเทศที่สาม เช่น ปานามา หรือหมู่เกาะมาร์แชลล์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังไม่ได้รับการรับประกันด้านความปลอดภัย
ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดเส้นตายให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือบรรลุข้อตกลงภายในเวลา 20.00 น. ตามเวลาสหรัฐตะวันออก หรือ 08.00 น. ตามเวลาไต้หวัน มิฉะนั้นกองทัพสหรัฐจะดำเนินการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน เช่น สะพานและโรงไฟฟ้า พร้อมประกาศว่าจะสามารถ “ทำลายอิหร่านได้ภายในคืนเดียว”
รายงานของ BBC ยังระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ปากีสถาน อินเดีย และจีน ต่างได้รับการยืนยันหรือการยินยอมโดยนัยจากอิหร่าน ให้เรือของตนสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยปากีสถานเปิดเผยเมื่อวันที่ 28 มีนาคมว่า มีเรืออย่างน้อย 20 ลำได้รับอนุญาตแล้ว
ด้านอินเดียระบุว่าความคืบหน้าดังกล่าวเป็นผลจากความพยายามทางการทูต ขณะที่จีนก็ยืนยันว่ามีเรือของตนผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้โดยได้รับความช่วยเหลือจากอิหร่าน อีกทั้งจีนยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเตหะราน และร่วมมือกับปากีสถานในการผลักดันให้เกิดการหยุดยิงระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือเตือนว่า การรับประกันความปลอดภัยดังกล่าวยังมีข้อจำกัดและความไม่แน่นอนสูง ดิมิทริส มานิอาติส (Dimitris Maniatis) จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการเดินเรือ Marisks ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการรับประกันของอิหร่านครอบคลุมเฉพาะเรือบางลำ หรือครอบคลุมเรือทั้งหมดที่ใช้ธงของประเทศใดประเทศหนึ่ง
ขณะที่ Roc Shi นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์กล่าวว่า ประเทศที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียเริ่มตระหนักแล้วว่า หากต้องการให้การขนส่งพลังงานกลับมาเป็นปกติ จำเป็นต้องเจรจากับอิหร่าน แม้ว่าข้อตกลงเหล่านี้จะถือเป็น “ความก้าวหน้าทางการทูต” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิกฤตจะได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์
ฟิลิปปินส์ถือเป็นประเทศล่าสุดในเอเชียที่บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน หลังจากมีการหารือเมื่อวันที่ 3 โดยฟิลิปปินส์พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 98% และหลังจากเกิดความขัดแย้งก็ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานทั่วประเทศเป็นรายแรก
ด้านโรเจอร์ ฟูเกต์ (Roger Fouquet) จากสถาบันวิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์มองว่า กรณีที่ฟิลิปปินส์ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นพันธมิตรของสหรัฐยังได้รับอนุญาตจากอิหร่าน ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ และสะท้อนว่าอิหร่านอาจเลือกแยกพิจารณาเป็นรายประเทศ โดยดูว่าประเทศนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรงหรือไม่
ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นและมาเลเซียก็มีเรือบางส่วนสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงบริษัทเดินเรือญี่ปุ่น Mitsui O.S.K. Lines อย่างไรก็ตามเงื่อนไขของการอนุญาต รวมถึงประเด็นว่ามีการจ่ายค่าธรรมเนียมในการผ่านหรือไม่นั้น ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจน
ดิมิทริส มานิอาติส (Dimitris Maniatis) ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากยังคงใช้ธงของประเทศที่สาม เช่น ปานามา และหมู่เกาะมาร์แชลล์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังไม่ได้รับการรับประกันความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีความพยายามทางการทูตในการเปิดเส้นทางเดินเรือบางส่วน แต่ความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในระดับสูง และอาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป (ที่มาภาพบน: yahoo)

(ที่มา: udn)
ไต้หวันยอมลดภาษีสินค้าเกษตรสหรัฐฯ ทั้งข้าวสาลี-เนื้อวัว-แอปเปิล หวังดึงราคาอาหารในประเทศให้คงที่
หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงาน ประเมินอุปสรรคทางการค้า ซึ่งมีการพูดถึงข้อตกลงการค้าภาคเกษตร ภายใต้กรอบความร่วมมือ ART ระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ ทางด้านกระทรวงเกษตรของไต้หวันออกมาชี้แจงว่า ในส่วนของการเปิดนำเข้าสินค้าเกษตร รัฐบาลยังคงยึดหลักสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยสินค้าหลักที่มีความสำคัญต่อประเทศ เช่น ข้าว เนื้อไก่ และเนื้อหมู จะยังคงไม่ปรับลดภาษี หรือรักษาระดับภาษีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองเกษตรกรภายในประเทศ
ขณะเดียวกันสำหรับสินค้าเกษตรบางประเภทที่ไต้หวันมีการผลิตในประเทศในปริมาณจำกัด หรือแทบไม่มีการผลิต และต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก รัฐบาลได้เห็นชอบให้ปรับลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค และช่วยลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ
สินค้าในกลุ่มนี้ ได้แก่ ข้าวสาลี เนื้อวัว ล็อบสเตอร์ ปลาค็อด แอปเปิล เชอร์รี และถั่วต่าง ๆ ซึ่งกระทรวงเกษตรประเมินว่า การปรับลดภาษีดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคภายในประเทศ
ในด้านการส่งออก กระทรวงเกษตรระบุว่า การเจรจาภายใต้กรอบความตกลง ART สามารถรักษาผลประโยชน์ของภาคการเกษตรของไต้หวันได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยสินค้าเกษตรของไต้หวันที่ส่งออกไปยังสหรัฐ จะถูกกำหนดอัตราภาษีไว้ที่ร้อยละ 15 และจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อนเพิ่มเติม ตามหลักประเทศที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง หรือ MFN ภายใต้องค์การการค้าโลก ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องให้สิทธิทางการค้าอย่างเท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ สินค้าเกษตรบางประเภทที่มีศักยภาพสูงของไต้หวัน เช่น ชา และกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส ยังได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าว ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดส่งออกไปยังสหรัฐในระยะต่อไป
สำหรับประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เกี่ยวกับการที่ไต้หวันจะไม่จัดเก็บภาษีตามมาตรการปกป้องพิเศษ หรือ SSG กับสินค้าเกษตรจากสหรัฐนั้น กระทรวงเกษตรย้ำว่า มาตรการ SSG ของไต้หวันยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ และไม่ได้ถูกยกเลิกแต่อย่างใด
โดยปริมาณสินค้านำเข้าจากสหรัฐ ยังคงถูกนำมาคำนวณในเกณฑ์สำหรับการใช้มาตรการ SSG ขณะเดียวกัน ระบบโควตาภาษี หรือ TRQ ก็ยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมการนำเข้า ทั้งนี้ อัตราภาษีที่สูงในระบบ TRQ รวมถึงมาตรการ SSG จะยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศ ดังนั้น กระทรวงเกษตรประเมินว่า การไม่เรียกเก็บภาษี SSG กับสินค้าเกษตรจากสหรัฐ จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศในระดับจำกัด
ในส่วนของการเปิดให้นำเข้าไขมันวัวและเลือดวัวจากสหรัฐ กระทรวงเกษตรชี้แจงว่า สหรัฐไม่มีรายงานการเกิดโรควัวบ้า หรือ BSE แบบรุนแรงมานานกว่า 20 ปี และในปี 2013 องค์การสุขภาพสัตว์โลก หรือ WOAH ได้รับรองให้สหรัฐเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงของโรคดังกล่าวในระดับต่ำมาก
โดยการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จะจำกัดเฉพาะการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เท่านั้น ไม่ใช่สำหรับการบริโภคของมนุษย์ และยังมีข้อห้ามในการใช้กับสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัวหรือแกะ พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะดำเนินมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพสัตว์ภายในประเทศ และสร้างความมั่นใจให้กับสาธารณชน
กระทรวงเกษตรยังเน้นย้ำว่า ข้อผูกพันด้านการเกษตรภายใต้ความตกลง ART สามารถรักษาสมดุลระหว่าง 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยของผู้บริโภค และการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศ
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีได้ประกาศจัดตั้งกองทุนความมั่นคงทางการเกษตร มูลค่า 30,000 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อใช้เป็นกลไกสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยกระทรวงเกษตรจะเร่งผลักดันให้เกษตรกรและผู้ส่งออก ใช้โอกาสจากความตกลง ART ในการขยายตลาดต่างประเทศ ปรับโครงสร้างการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างความแตกต่างในตลาด นอกจากนี้ ยังมีแผนในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคภายในประเทศ ต่อสินค้าเกษตรที่ผลิตในประเทศ เพื่อเพิ่มความต้องการบริโภคสินค้าในประเทศควบคู่ไปด้วย
ในระยะต่อไป รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์การนำเข้าสินค้าเกษตร รวมถึงภาวะตลาดภายในประเทศอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการสนับสนุนอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและรายได้ของเกษตรกร รักษาเสถียรภาพของภาคการเกษตร และสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจการเกษตรของไต้หวันในระยะยาว

(ที่มา: 經濟日報)