1. ฤดูยื่นภาษีมาเยือน แรงงานต่างชาติเสียภาษีอย่างไร? สรรพากรชี้ได้รับการยกเว้น 464,000 เหรียญ/ปี ส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียภาษี ในทางปฏิบัตินายจ้างจะหักภาษีล่วงหน้า 6-10% จะได้รับคืนภายหลัง
ทุกวันที่ 1-31 พฤษภาคมของปี จะเป็นช่วงยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมในปีที่ผ่านมาของไต้หวัน สำหรับแรงงานต่างชาติที่เดินทางมาทำงาน นายจ้างหรือบริษัทจัดหางานจะช่วยยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีในช่วงเวลาเดียวกันและได้รับการยกเว้นเช่นเดียวกับชาวไต้หวัน โดยในปี 2568 ซึ่งยื่นแบบเสียภาษีในปีนี้ ได้รับการยกเว้นเริ่มต้น 446,000 เหรียญต่อปี ส่วนค่ายกเว้นในปีนี้ ซึ่งจะยื่นแบบเสียภาษีในปี 2570 อยู่ที่ 464,000 เหรียญต่อปี โดยยังไม่รวมค่าทำงานล่วงเวลาหรือค่าโอทีปลอดภาษีเดือนละ 46 ชั่วโมง หากรายได้ไม่เกินจำนวนนี้ จะได้รับการยกเว้นทั้งหมด ดังนั้น กล่าวได้แรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียภาษี แต่ในทางปฏิบัติ นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายล่วงหน้าก่อน จากนั้นสามารถขอรับคืนได้จากสรรพากร หลังจากยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไปแล้วประมาณ 3-4 เดือน

ตามประมวลรัษฎากรหรือกฎหมายเกี่ยวกับการเสียภาษีของไต้หวัน ในหมวดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ชาวต่างชาติที่มีรายได้ จากการทำงานในไต้หวันจะต้องเสียภาษีทุกคน โดยแบ่งเป็นคนที่อยู่ครบ 183 วันใน 1 ปีภาษี (1 ม.ค.-31 ธ.ค.) จะได้รับการยกเว้นภาษีเหมือนกับชาวไต้หวัน และตามมาตรฐานของปี 2568 ซึ่งยื่นแบบแสดงรายการภาษีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ได้รับการยกเว้น 446,000 เหรียญไต้หวันต่อคน หรือผู้มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 37,167/เดือน ไม่ต้องเสียภาษี (ไม่รวมค่าจ้างทำงานล่วงเวลาหรือโอที) แต่หากมีโอทีส่วนที่ไม่เกิน 46 ชั่วโมง ซึ่งเป็นโอทีปลอดภาษีประมาณ 8,000 เหรียญ จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน รวมกันแล้วผู้มีรายได้รวมไม่เกิน 45,000 เหรียญต่อเดือน ไม่ต้องเสียภาษี จะเห็นได้ว่าแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ ไม่ต้องเสียภาษีเลย ส่วนที่เกินจากนี้ เรียกว่าเงินได้สุทธิ หากไม่ถึง 590,000 เหรียญ จะเสียภาษีร้อยละ 5 เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 590,001 เหรียญขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1,330,000 เหรียญ เสียภาษี 12% โดยได้รับการลดหย่อนอีก 41,300 เหรียญ เพราะฉะนั้น แรงงานต่างชาติส่วนใหญ่จึงไม่ต้องเสียภาษี และที่นายจ้างหักจากเงินเดือนไปล่วงหน้าจะได้รับคืนทั้งหมด หลังจากยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไปแล้วประมาณ 3-4 เดือน

ส่วนผู้ที่เพิ่งเดินทางมาทำงานโดยเข้าไต้หวันหลังวันที่ 2 กรกฎาคมของปี หรือเดินทางกลับประเทศก่อนวันที่ 2 กรกฎาคมของปี ในปีนั้นจะอยู่ไม่ครบ 183 วัน จะไม่ได้รับการยกเว้น และวิธีคิดภาษีเฉพาะในปีนั้น จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือผู้มีรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 1.5 เท่าของค่าจ้างขั้นต่ำ (ปี 2568 ค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 28,590 x 1.5) หรือ 42,885 เหรียญ เสียภาษี 6% หากรายได้เกิน 42,885/เดือน เสียภาษีโดยไม่ได้รับคืน 18% ดังนั้นการเดินทางมาทำงานหรือกลับบ้านไปเลยก็ต้องดูช่วงเวลาด้วย จะช่วยประหยัดค่าภาษีได้เยอะเลยทีเดียว บางทีมากกว่าค่าตั๋วเครื่องบินเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเข้าใจกฎระเบียบในการยกเว้นและเสียภาษีแล้ว มาดูในทางปฏิบัติ สรรพากรมีตารางแสดงเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่ายของลูกจ้าง หากเป็นไปตามในตาราง แรงงานต่างชาติแทบทุกคนไม่ต้องหักภาษีล่วงหน้าเลย แต่เนื่องจากความไม่แน่นอนในการทำงาน บางคนอาจยกเลิกสัญญากลางคันขอเดินทางกลับประเทศ ทำให้สรรพากรตามทวงภาษีไม่ได้ จึงแนะนำให้นายจ้างหักล่วงหน้านำส่งสรรพากรทุกเดือน อาจจะ 6-10% ของรายได้ จนกว่าในปีนั้นอยู่ครบ 183 วันแล้วจึงจะเลิกหัก แต่ก็มีนายจ้างบางรายมั่นใจแรงงานต่างชาติของตนทำงานครบสัญญาไม่มีการหักภาษีล่วงหน้าก็มี สำหรับผู้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปล่วงหน้าแล้ว หลังจากยื่นแบบเสียภาษีไปแล้ว 3-4 เดือน จะได้รับคืนทั้งหมด

สรรพากรชี้ได้รับการยกเว้น 464,000 เหรียญ/ปี ส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียภาษี ในทางปฏิบัตินายจ้างจะหักภาษีล่วงหน้า 6-10% จะได้รับคืนหลังจากที่ยื่นแบบไปแล้ว 3-4 เดือน
ปัจจุบัน เนื่องจากแรงงานต่างชาติที่ยกเลิกหรือครบสัญญาเดินทางกลับประเทศ มีจำนวนไม่น้อยที่ขายบัญชีธนาคารให้แก๊งมิจฉาชีพนำไปใช้ฟอกเงินจากการกระทำผิด หน่วยงานต่าง ๆ ในไต้หวันจึงประชาสัมพันธ์เรียกร้องนายจ้างและบริษัทจัดหางานช่วยแรงงานต่างชาติปิดบัญชีก่อนเดินทางกลับประเทศ นอกจากนี้ ยังคิดมาตรการแก้ปัญหานี้ ด้วยการบังคับปิดบัญชีและระงับการทำธุรกรรมทันทีที่แรงงานต่างชาติหลบหนี ครบหรือยกเลิกสัญญาเดินทางออกจากไต้หวัน หากเป็นเช่นนั้น เงินคืนภาษีจะไม่สามารถโอนเข้าบัญชีในไต้หวันได้ กรมสรรพากรจึงแนะนำแรงงานต่างชาติที่จะกลับประเทศไปเลย ต้องขอคืนภาษีในรูปแบบเช็ค ก่อนเดินทางกลับประเทศ ช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์และป้องกันการฟอกเงิน
กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไต้หวัน ออกมาชี้แจงว่า เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติถูกกลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการรับเงินจากฉ้อโกงหรือการฟอกเงิน โดยเฉพาะในกรณีที่แรงงานต่างชาติเดินทางกลับประเทศหลังครบสัญญาโดยไม่ได้ปิดบัญชีธนาคาร คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (FSC) จึงบังคับใช้มาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยประสานงานกับบริษัทจัดหางานให้ดูแลแรงงานต่างชาติปิดบัญชีธนาคารให้เรียบร้อยก่อนออกจากไต้หวัน และจะมีการระงับธุรกรรมทั้งหมดของบัญชีดังกล่าว

ตัวอย่างเช็คคืนเงินภาษีจากกระทรวงการคลัง
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวสร้างความกังวลแก่แรงงานต่างชาติจำนวนมาก เกรงว่าจะมีปัญหาสิทธิการขอคืนภาษี เดิมทีการขอคืนภาษีของแรงงานต่างชาติจะเหมือนกับชาวไต้หวัน คือสามารถเลือกรับเงินคืนผ่านการโอนเข้าบัญชีธนาคารในไต้หวันหรือรับเป็นเช็ค หากแรงงานได้เดินทางออกจากประเทศไปแล้ว บัญชีธนาคารที่เหลืออยู่ในไต้หวันจะถูกระงับธุรกรรมทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถโอนเงินคืนภาษีเข้าบัญชีเดิมได้ ดังนั้น จึงขอแนะนำให้แรงงานต่างชาติเลือกวิธีการคืนภาษีด้วยเช็ค และสามารถดำเนินการตามแนวทางดังต่อไปนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิในการรับเงินคืนภาษีอย่างครบถ้วน :
1. การลงทะเบียนข้อมูลผู้รับมอบอำนาจรับเงินคืนภาษี
เมื่อยื่นภาษีผ่านระบบยื่นแบบทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับชาวต่างชาติ ให้เลือกรับเงินคืนในรูปแบบเช็ค พร้อมกรอกข้อมูลผู้รับมอบอำนาจในระบบ และพิมพ์หนังสือมอบอำนาจรับเงินคืนภาษีเก็บไว้
2. การมอบหมายให้ผู้อื่นรับเช็คแทน
แรงงานต่างชาติสามารถมอบอำนาจให้บริษัทจัดหางานหรือบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจเป็นผู้ดำเนินการแทน โดยผู้รับมอบอำนาจต้องนำเอกสารประกอบไปยื่นที่กรมสรรพากร ได้แก่ หนังสือมอบอำนาจ สำเนาหน้าพาสปอร์ตของแรงงานหน้าที่มีลายเซ็น และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือใบถิ่นที่อยู่ (ARC) ของผู้รับมอบอำนาจ

สรรพากรชี้ได้รับการยกเว้น 464,000 เหรียญ/ปี ส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียภาษี ในทางปฏิบัตินายจ้างจะหักภาษีล่วงหน้า 6-10% จะได้รับคืนหลังจากที่ยื่นแบบไปแล้ว 3-4 เดือน
3. มาตรการด้านความปลอดภัยของธุรกรรมการเงิน
ในกรณีดังกล่าว กรมสรรพากรจะออกเช็คคืนภาษีในรูปแบบเช็คขีดคร่อมเท่านั้น ซึ่งต้องนำฝากผ่านสถาบันการเงิน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้อย่างโปร่งใส เมื่อบริษัทจัดหางานได้รับเช็คและขึ้นเงินแล้ว ก็สามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในประเทศบ้านเกิดตามที่แรงงานระบุไว้ได้ทันที วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการสูญเสียทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรมสรรพากรขอความร่วมมือจากบริษัทจัดหางานในการให้ความช่วยเหลือแรงงานอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการบริหารจัดการกำหนดการเดินทางกลับให้สอดคล้องกับการยื่นขอคืนภาษี รวมถึงการเตรียมเอกสารหลักฐานที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การรับเงินแทนเป็นไปอย่างราบรื่น

ตัวอย่างแบบแสดงรายการภาษีสำหรับชาวต่างชาติ (ภาพจากกรมสรรพากร)
ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ไม่เพียงแต่ช่วยคุ้มครองสิทธิในการรับเงินคืนภาษีของแรงงานต่างชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการปิดช่องโหว่ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายอีกด้วย
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการยื่นแบบหรือการขอคืนภาษี สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนบริการฟรี 0800-000321 กรมสรรพากรพร้อมให้คำปรึกษาและความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
2. สะพานตั้นเจียง: แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของไต้หวัน ฝีมือแรงงานไทย เปิดใช้อย่างเป็นทางการ 12 พ.ค. นี้
สะพานตั้นเจียงนับเป็นหนึ่งในความสำเร็จทางวิศวกรรมที่โดดเด่นที่สุดของไต้หวัน ด้วยการออกแบบในรูปแบบสะพานขึงแบบอสมมาตรเสาเดี่ยว มีความยาวรวมทั้งโครงการ 12.08 กิโลเมตร และมีช่วงข้ามแม่น้ำตั้นสุ่ยยาวถึง 920 เมตร จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็นสะพานขึงแบบอสมมาตรเสาเดี่ยวที่ยาวที่สุดในโลก ทั้งนี้ สะพานพระราม 8 ในกรุงเทพมหานครก็เป็นสะพานประเภทเดียวกัน แต่มีความยาวเพียง 300 เมตรเท่านั้น

สะพานตั้นเจียงนับเป็นหนึ่งในความสำเร็จทางวิศวกรรมที่โดดเด่นที่สุดของไต้หวัน มีกำหนดเปิดใช้อย่างเป็นทางการ 12 พ.ค. นี้ (ภาพจาก กรมทางหลวงไต้หวัน)
ความพิเศษของสะพานตั้นเจียงอยู่ที่การใช้เสาเพียงต้นเดียวในการรับแรงดึงของลวดสลิงตลอดความยาวอันมหึมาของสะพาน อันเป็นงานวิศวกรรมที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีชั้นสูง โดยเสาดังกล่าวมีความสูงถึง 211 เมตร เทียบเท่ากับอาคารสูงประมาณ 70 ชั้น สะพานแห่งนี้รองรับการสัญจรได้อย่างครอบคลุม ทั้งรถยนต์ รถไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ พร้อมทั้งมีเลนสำหรับจักรยานและทางเดินเท้า และจะช่วยย่นระยะทางระหว่างเขตตั้นสุ่ยและเขตปาหลี่ในนครนิวไทเปได้ถึง 15 กิโลเมตร ประหยัดเวลาการเดินทางได้มากถึง 25 นาที โดยมีกำหนดเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้

มีแรงงานไทยกว่า 150 คน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการก่อสร้างสะพานแลนด์มาร์คแห่งประวัติศาสตร์นี้ด้วย (ภาพจาก บ. KSECO)
นอกจากคุณค่าด้านวิศวกรรมแล้ว สะพานตั้นเจียงยังมีเอกลักษณ์ทางสุนทรียศาสตร์อันโดดเด่น ด้วยรูปทรงที่เอียงลาดคล้ายท่านางรำพนมมือไหว้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากท่าทางอันเป็นเอกลักษณ์ของคณะ Cloud Gate Dance คณะศิลปะการแสดงร่วมสมัยระดับโลกของไต้หวัน ที่มีฐานการแสดงตั้งอยู่ในเขตตั้นสุ่ยแห่งนี้ ประกอบกับทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินอันลือชื่อ สะพานแห่งนี้จึงมีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เคียงคู่กับตึกไทเป 101 ในฐานะสัญลักษณ์แห่งใหม่ของไต้หวัน

สะพานตั้นเจียงช่วยย่นระยะทางระหว่างเขตตั้นสุ่ยและเขตปาหลี่ในนครนิวไทเปได้ถึง 15 กิโลเมตร ประหยัดเวลาการเดินทางได้มากถึง 25 นาที (ภาพจาก กรมทางหลวงไต้หวัน)
และที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนไทย คือมีแรงงานไทยกว่า 150 คน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการก่อสร้างสะพานแลนด์มาร์คแห่งประวัติศาสตร์นี้ด้วย

สะพานตั้นเจียงเชื่อมเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินอันลือชื่อ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เคียงคู่กับตึกไทเป 101 ในฐานะสัญลักษณ์แห่งใหม่ของไต้หวัน (ภาพจาก กรมทางหลวงไต้หวัน)
3. ความสำเร็จของแรงงานต่างชาติในไต้หวัน : จากแรงงานสู่เจ้าของธุรกิจสเต๊กกระทะร้อนที่บ้านเกิด เปิดใจอดีตแรงงานเวียดนาม "หากไม่มีไต้หวัน คงไม่มีผมในวันนี้"
เสียงฉ่าของสเต๊กเนื้อและไก่บนกระทะร้อน พร้อมกลิ่นหอมที่โชยอบอวลไปทั่วเมืองบั๊กนิงห์ทางตอนเหนือของเวียดนาม มิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของอาหารรสเลิศเท่านั้น หากยังเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันและเวียดนาม ที่สร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของนายเหงียนวันตัม อดีตแรงงานผู้ใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวันนานถึง 12 ปี ในวันนี้เขาได้นำรสชาติที่คุ้นเคยกลับมาสร้างเนื้อสร้างตัวที่บ้านเกิด พร้อมกล่าวยืนยันจากห้วงลึกของหัวใจว่า "หากไม่มีไต้หวัน ก็คงไม่มีผมในวันนี้"

เหงียนวันตัม อดีตแรงงานผู้ใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวันนานถึง 12 ปี ในวันนี้เขาได้นำรสชาติที่คุ้นเคยกลับมาสร้างเนื้อสร้างตัวที่บ้านเกิด (ภาพจาก CNA)
ท่ามกลางเมืองบั๊กนิงห์ที่เต็มไปด้วยป้ายร้านค้าทั้งภาษาจีน เกาหลี และเวียดนาม ร้านสเต๊ก "ว่านกั๋ว" ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเด่นด้วยบรรยากาศแบบไต้หวันแท้ เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในร้าน นางเหงียนถิสิว ภรรยาของเจ้าของร้าน จะต้อนรับลูกค้าด้วยภาษาจีนอันคล่องแคล่ว พร้อมบริการชาสกัดเย็น ภายในร้านยังมีหม้อซุปข้าวโพดที่อุ่นรอเสิร์ฟอยู่ตลอดเวลา และเครื่องทำเครื่องดื่มแบบหมุนที่มีทั้งชานมและชาแดง ให้ความรู้สึกราวกับว่าได้หยิบยกเอาร้านสเต๊กข้างซอยในไต้หวันมาวางไว้ ณ ที่แห่งนี้
นายเหงียนวันตัมเปิดเผยว่า เรื่องราวชีวิตของเขาคือภาพสะท้อนความเป็นจริงของแรงงานเวียดนามจำนวนมาก ที่แม้จะสิ้นสุดวาระการทำงานในไต้หวันแล้ว แต่สายใยและความผูกพันกับเกาะแห่งนั้นยังคงฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิต

เหงียนวันตัม อดีตแรงงานผู้ใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวันนานถึง 12 ปี ในวันนี้เขาได้นำรสชาติสเต๊กสไตล์ไต้หวันกลับมาสร้างเนื้อสร้างตัวที่บ้านเกิด (ภาพจาก CNA)
ย้อนกลับไปในปี 2551 นายเหงียนวันตัมเดินทางมาทำงานในโรงงานที่นครเกาสงด้วยความหวังว่าจะหาเงินส่งกลับไปจุนเจือครอบครัว ทว่าความเป็นจริงกลับโหดร้ายกว่าที่คาด เขาต้องแบกรับภาระหนี้สินจากค่าหัวคิวที่สูงกว่า 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 200,000 บาท ส่งผลให้เงินเดือนที่เหลืออยู่เพียงหมื่นต้น ๆ แทบไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ เขาจึงตัดสินใจรับงานพิเศษเป็นพนักงานล้างจานในร้านสเต๊กช่วงวันหยุด ซึ่งเหตุการณ์นั้นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพันตลอดชีวิต เมื่อโรงงานปิดตัวลง เขาจึงเปลี่ยนสถานะจากพนักงานนอกเวลาสู่พนักงานประจำของร้านสเต๊กอย่างเต็มตัว
นายเหงียนวันตัมเล่าพร้อมรอยยิ้มว่า ครั้งแรกที่ได้เห็นสเต๊กเนื้อแบบกึ่งสุกกึ่งดิบและไข่ดาวยางมะตูมตามสไตล์ไต้หวัน เขาไม่กล้าแม้แต่จะลิ้มชิมรส เจ้าของร้านจึงเปลี่ยนมาเสิร์ฟสเต๊กไก่ให้แทน แต่เมื่อได้ลองชิมตามคำชักชวนของเพื่อนร่วมงาน เขากลับตะลึงในรสชาติที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน "หลังจากนั้นผมกินจานเดียวไม่เคยพอ และกินได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อเลยครับ" นอกจากนี้ ซุปข้าวโพดแบบไต้หวันยังเป็นอีกหนึ่งเมนูที่เปิดโลกทัศน์ด้านการกินของเขาอย่างสิ้นเชิง

พนักงานชาวไต้หวันในบริษัทญี่ปุ่นที่ประจำอยู่ในเวียดนามมากว่า 8 ปีรายหนึ่งกล่าวว่า รสชาติสเต๊กของนายเหงียนใกล้เคียงกับที่รับประทานในไต้หวันมาก (ภาพจาก CNA)
เมื่อนายเหงียนวันตัมเดินทางกลับเวียดนามในปี 2563 เขาต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการเป็นหัวหน้าคนงานก่อสร้างไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต จนเกือบตัดสินใจเดินทางออกไปทำงานต่างประเทศอีกครั้ง แต่เจ้าของร้านสเต๊กในไต้หวันซึ่งได้กลายเป็นสหายสนิทกันไปแล้วได้โทรศัพท์มาแนะนำว่า เวียดนามกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำไมไม่ลองเปิดร้านสเต๊กที่บ้านเกิดดูล่ะ?
เจ้าของร้านชาวไต้หวันยื่นข้อเสนออันน่าประทับใจด้วยการสนับสนุนเงินทุนตั้งหมด พร้อมระบุว่าหากขาดทุนตนจะรับผิดชอบเอง แต่หากมีกำไรให้เป็นของนายเหงียนวันตัมทั้งหมด นายเหงียนวันตัมกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า เจ้าของร้านปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างชาวไต้หวันหรือชาวเวียดนาม และให้ความเมตตาแก่ทุกคนอย่างไม่มีข้อแบ่งแยก
ปัจจุบัน ร้านสเต๊กว่านกั๋วในเวียดนามได้ขยายกิจการจนมีสาขาที่สองแล้ว และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งจากลูกค้าชาวเวียดนามและชาวต่างชาติ นายเจสัน พนักงานชาวไต้หวันในบริษัทญี่ปุ่นที่ประจำอยู่ในเวียดนามมากว่า 8 ปี กล่าวว่ารสชาติใกล้เคียงกับที่รับประทานในไต้หวันมาก และช่วยบรรเทาความคิดถึงบ้านได้เป็นอย่างดี ขณะที่นางสาวแองทู ลูกค้าชาวเวียดนาม ระบุว่ารสชาตินี้เข้ากับรสนิยมของคนเวียดนามได้อย่างลงตัว และยังทำให้เธออยากเดินทางไปเยือนไต้หวันเพื่อสัมผัสอาหารอื่น ๆ เพิ่มเติม

ปัจจุบัน ร้านสเต๊กว่านกั๋วในเวียดนามได้ขยายกิจการจนมีสาขาที่สองแล้ว และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งจากลูกค้าชาวเวียดนามและชาวต่างชาติ (ภาพจาก CNA)
นายเหงียนวันตัมกล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของเขาคือการทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อแนะนำอาหารไต้หวันให้ชาวเวียดนามได้รู้จักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมกล่าวขอบคุณไต้หวันที่ได้มอบโอกาสและการเรียนรู้อันล้ำค่าแก่เขา โดยระบุว่า "ชาวไต้หวันอ่อนโยนและมีน้ำใจต่อพวกเรามาก พวกเขาให้ความช่วยเหลือผมในทุก ๆ ด้านอย่างแท้จริง"
เรื่องราวของนายเหงียนวันตัมมิได้เป็นเพียงเรื่องของโชคชะตา หากแต่เป็นแบบแผนแห่งความสำเร็จที่แรงงานไทยในไต้หวันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยมีข้อคิดและแนวทางในการพัฒนาตนเองสำหรับแรงงานไทยที่มุ่งหวังความสำเร็จ ดังนี้
ประการแรก จงอดทนเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ความเหนื่อยยากในวันนี้คือเงินทุนและประสบการณ์ที่สะสมไว้สำหรับวันข้างหน้า ขอให้มองอุปสรรคที่พบเจอในไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาหรือวัฒนธรรม ว่าคือบททดสอบที่จะทำให้เราเข้มแข็งและโดดเด่นกว่าผู้อื่นเมื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทย
ประการที่สอง บริหารการเงินอย่างเป็นระบบและมีวินัย โดยยึดแนวทางการออมเพื่อปลดเปลื้องหนี้สินตามแบบอย่างของแรงงานเวียดนาม
ประการที่สาม ภาษาคือศาสตราวุธที่ทรงพลัง ความสามารถในการสื่อสารภาษาจีนอย่างคล่องแคล่วมิได้มีไว้เพียงเพื่อการสั่งงานเท่านั้น หากยังเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดธุรกิจในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกับผู้จัดจำหน่าย หรือการเจรจาทางธุรกิจกับนักลงทุนไต้หวันที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ประการที่สี่ ศึกษาและซึมซับวัฒนธรรมการทำงานแบบไต้หวัน ความละเอียดรอบคอบ ความสะอาดเป็นระเบียบ และความตรงต่อเวลา ล้วนเป็นมาตรฐานระดับสากลที่หากนำกลับไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจในประเทศไทย จะช่วยให้โดดเด่นและเหนือกว่าคู่แข่งในท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน
ขอให้ทุกวันของการทำงานในไต้หวันเปรียบเสมือนการสะสมอิฐทีละก้อนเพื่อก่อสร้างบ้านแห่งความฝันของตนเองในอนาคต แรงงานไทยมีจุดแข็งด้านฝีมือ ความประณีต และอัธยาศัยไมตรีอันดี ซึ่งเป็นที่ยอมรับและไว้วางใจของชาวไต้หวันอยู่แล้ว
หากรู้สึกท้อแท้เหนื่อยหน่าย ขอให้มองไปยังจุดหมายปลายทางเฉกเช่นเดียวกับนายเหงียนวันตัม เพราะสักวันหนึ่ง รสชาติที่คุ้นเคยจากไต้หวัน หรือทักษะและเทคนิคที่ได้เรียนรู้จากโรงงาน อาจกลายเป็นแบรนด์ธุรกิจของท่านในประเทศไทยก็เป็นได้ จงมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ ทุกหยาดเหงื่อที่หลั่งในไต้หวันล้วนมีคุณค่า และเชื่อมั่นว่าแรงงานไทยสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน